-
Salmon Fishing ที่นอร์เวย์

เราเดินไปตามทางเล็กๆในป่าที่พาเราลัดเลาะไปข้างๆแม่น้ำ Eidselva
รอนนี่สหายชาวนอร์เวย์ซึ่งเป็นผู้พาผมมาตกปลาที่นี่และยังคอยสอนเรื่องต่างๆเกี่ยวกับการตกปลาให้ตลอดพาผมเดินและตกปลากันมาครึ่งวันแล้วแต่เรายังไม่พบสิ่งที่ตามหากันเลย
“ถ้าผมเป็นปลาแซลม่อนที่ขึ้นมาจากทะเล ผมจะหยุดพักตรงนี้ ก่อนจะเดินทางทวนน้ำต่อไปนะ” รอนนี่ชี้ไปที่แอ่งลึกกลางแม่น้ำที่มีน้ำไหลแรงหมุนวนอยู่บนผิวน้ำ แต่ข้างล่างลึกลงไปจนไม่เห็นก้นบ่อ ในเวลาต่อมาเราจึงตั้งชื่อจุดตกปลาตรงนี้ว่า Whirlpool หรือ “เครื่องซักผ้า”

วังน้ำ “เครื่องซักผ้า” “ตีเหยื่อข้ามไปฝั่งโน้นแล้วปล่อยให้กระแสน้ำพาสายและเหยื่อสวิงลงไปในน้ำลึกนะ” รอนนี่ชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำที่กว้างประมาณ 20-25 เมตร และอธิบายวิธีตกปลาที่เรียกว่า “สวิงฟลาย”
“ระวังนะ ตรงนี้นำ้แรงมาก ยืนให้มั่นคงอย่าเดินออกไปไกลฝั่งนะ” รอนนี่หันมากำชับอีกครั้งก่อนจะเดินแยกไปตกปลาในจุดที่อยู่เหนือน้ำขึ้นไป
ผมเคยมีโอกาสได้ตกปลามาหลายชนิด ในที่หลายแห่ง แต่นี่คือการตกปลาแซลม่อนครั้งแรกในชีวิต
ตามทฤษฎีบอกว่า ปลาแซลม่อนที่ว่ายจากทะเลลึกเพื่อมาวางไข่ที่ต้นแม่น้ำนั้นจะไม่กินอะไรเลยตลอดการเดินทาง การที่จะตกมันได้เราจะต้องส่งเหยื่อลงไปผ่านหน้าปลาพอดี เพื่อยั่วให้มันงับเพราะความรำคาญมากกว่าความหิว
การตกปลาแซลม่อนด้วยเหยื่อฟลายส่วนใหญ่จะใช้เหยื่อที่คล้ายๆ Streamer มีขนาดใหญ่สีสดเพื่อให้สะดุดตาปลา การที่จะตกปลาด้วยเหยื่อใหญ่ๆแบบนี้ได้ทั้งวันโดยไม่ล้า นักตกปลาแซลม่อนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้คันฟลายแบบสองมือที่เรียกกันว่าคันสเปย์ เพราะคันแบบนี้มีวงสวิงที่ Smooth มาก ตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถส่งเหยื่อขนาดใหญ่ๆข้ามแม่น้ำไปได้สบายๆ
การตีสายส่งเหยื่อหนักๆเป็นเรื่องง่ายสำหรับคัน Spey คันฟลาย 2 มือของผมเป็นคัน Sage One เบอร์ 7 หกท่อนที่เหมาะมากสำหรับการเดินทาง มันไม่ได้ถูกหยิบมาใช้ตั้งแต่ผมไปตกปลา Steelhead เมื่อ 6 ปีก่อน แต่มันก็ยังทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม ส่งสายพาเหยื่อ “Mikkeli Blue” ลงไปวางที่ชายน้ำฝั่งตรงข้ามได้อย่างแม่นยำทั้งๆที่คนที่ใช้มันอ่อนซ้อมมากๆ
ผมตีสายอยู่ไม่กี่ครั้งก็เห็นปลาตัวใหญ่กระโดดขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ผมตีสายซ้ำเพื่อส่งเหยื่อให้ผ่านบริเวณนั้นอีก 2-3 ครั้ง ปลาก็กระโดดใส่เหยื่อแต่ไม่ติดเบ็ด น่าจะเป็นปลาแซลม่อนที่โมโหร้ายตัวนึงเลย
อีก 4-5 ครั้งต่อมา ปลาตัวเดิมก็กระโดดลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ คราวนี้มันงับเหยื่อแล้วพาดำลึกลงไปลากสายออกจากรอกราวกับใครสักคนเอามอเตอร์ไซค์ผูกไว้ที่ปลายสาย
โชคดีอยู่บ้างที่วังน้ำนั้นไม่กว้างใหญ่นัก ปลาจึงไม่สามารถไปได้ไกล
ผมปรับเบรกและสู้ปลาอยู่พักใหญ่ก็เอาปลาเข้ามาใกล้ฝั่งได้และเห็นตัวเป็นครั้งแรก มันเป็นแซลม่อนที่ขนาดใหญ่ทีเดียว แต่เพียงแว่บเดียวที่มองเห็นผม มันก็ลากพาสายดำดิ่งลงไปอีก
วนอยู่เช่นนั้น 2-3 รอบ ปลาก็หมดแรงก่อนผม ยอมให้ลากเข้ามาเกยตื้น แต่ด้วยความที่ไม่มีสวิงอยู่กับตัวทำให้ผมต้องลุยน้ำลงไปคว้าหางและอุ้มปลาขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
ผมตัดสายเบ็ดและอุ้มปลาไปหารอนนี่ด้วยความดีใจ แต่ดูเหมือนรอนนี่จะดีใจกว่าผมเสียอีก เขาอยากให้ผมได้ปลามากๆ
ปลาแซลม่อนตัวแรกของผมเป็นปลาแซลม่อนธรรมชาติของนอร์เวย์ มันเป็นตัวเมียยาว 80 เซ็นติเมตร น้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมีเรื่องแซลม่อนเล่าให้ฟังอีกมากมายครับ
เรื่องของปลาแซลม่อน
ผมและอีกหลายๆคนที่รู้จักมัน มองว่าปลาแซลม่อนเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกธรรมชาติเลยทีเดียว
ปลาแซลม่อนจะวางไข่ในน้ำจืดบริเวณที่พื้นเป็นกรวดหินก้อนโต และมักจะเป็นที่ตื้น เป็นต้นน้ำของแม่น้ำ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวและเติบโตขึ้น ลูกปลาแซลม่อนเหล่านี้ก็จะว่ายตามน้ำออกไปสู่ทะเลลึก กลายเป็นปลาน้ำเค็มเป็นเวลาหลายปีจนเติบโตเต็มที่แล้วจึงว่ายทวนน้ำเข้ามาสู่แม่น้ำสายเดิมและกลับไปวางไข่จุดเดิมที่มันเกิดแล้วก็ตายลง

วงจรชีวิตของ Atlantic Salmon ในอดีตนั้นปลาแซลม่อนมีจำนวนมากมายมหาศาล, หลากหลายสายพันธุ์ และว่ายขึ้นไปวางไข่บนแม่น้ำทุกสายสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทั้งฝั่งยุโรปและอเมริกา ในมหาสมุทรแปซิฟิกก็มีในเกือบทุกแม่น้ำทางซีกโลกเหนือทั้งฝั่งญี่ปุ่น, รัสเซีย, อเมริกาและแคนาดา
ด้วยจำนวนที่มากมายและเนื้อที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร โปรตีนชั้นดี โอเมก้าสาม ฯ แซลม่อนจึงเป็นอาหารสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์วิวัฒนาการ,ขยายเผ่าพันธุ์ และสร้างความศิวิไลซย์ขึ้นตามชายฝั่งทะเลได้
ยิ่งไปกว่านั้นในวงจรวัฏจักรของธรรมชาติ เมื่อฝนตกลงบนภูเขาบนแผ่นดิน มันจะชะล้างเราแร่ธาติความอุดมสมบูรณ์ลงไปสู่แม่น้ำซึ่งทั้งหมดไหลลงสู่ทะเล แซลม่อนคือกลไกเดียวที่จะพาแร่ธาติเหล่านั้นกลับขึ้นมาสู่ผืนดินอีกครั้ง ปลาแซลม่อนจำนวนมหาศาลที่ขึ้นมาตายบนป่าต้นน้ำ เป็นอาหารของหมี, นาก, เหยี่ยว ฯ ที่คาบมันไปเป็นอาหารในป่ากลายเป็นปุ๋ยชั้นยอดให้ต้นไม้เติบโตสูงใหญ่ผิดจากที่อื่น
น่าเสียดายที่มนุษย์เรามองข้ามความสำคัญนี้ และทำลายความอุดมสมบูรณ์ของแซลม่อนที่เคยเป็นอาหารหลักของคนมากกว่าหมู ,ไก่, วัว ที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้เสียอีก
ถ้ามีเวลาลองนั่งดูภาพยนต์เรื่องนี้นะครับ เล่าเรื่องปลา Salmon ได้ยอดเยี่ยมมากครับ นอกจากจะจับเกินขนาดจนปลามีจำนวนลดลงแล้ว ปัญหาหลักที่ทำให้แซลม่อนสูญพันธุ์ไปจากแม่น้ำหลายๆสายในเมริกาและยุโรปก็คือการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำจนแซลม่อนไม่สามารถว่ายขึ้นไปวางไข่ได้
ทุกวันนี้ปลาแซลม่อนธรรมชาติจึงกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เหลืออยู่ไม่มากนัก
อ้าว! แล้วปลาแซลม่อนที่เรากินกันเยอะแยะนี่มาจากไหนล่ะ?
“Norwegian Salmon” ที่เราเห็นดาษดื่นใน Super Market ของประเทศไทยนั้นเป็นปลาเลี้ยง เป็น Salmon จากฟาร์มครับ
แซลม่อนจากฟาร์มนั้นแตกต่างจากแซลม่อนธรรมชาติอย่างมากทั้ง คุณภาพในฐานะอาหาร, ความเป็นอยู่ของปลา และผลที่มันก่อให้เกิดต่อสิ่งแวดล้อม
ปลาแซลม่อนในฟาร์มนั้นเป็นสายพันธุ์ที่แตกต่างจากปลาในธรรมชาติ เช่นมีการเอาแอตแลนติกแซลม่อนไปเลี้ยงในแปซิฟิก นอกจากนี้พวกมันส่วนใหญ่ยังถูกตัดต่อพันธุกรรมเพื่อให้เติบโตได้เร็วได้ขนาดขายได้ในเวลาเพียงครึ่งหนึ่งของปลาสายพันธุ์ธรรมชาติ พวกมันถูกเลี้ยงอย่างแออัดอยู่ในกระชังตาข่าย
กระชังปลาแซลม่อนเหล่านี้มักจะตั้งอยู่ในทะเลใกล้ปากแม่น้ำเพื่ออาศัยให้กระแสน้ำช่วยถ่ายเทพัดพาสิ่งสกปรกออกจากกระชัง และปากแม่น้ำเหล่านี้ก็คือเส้นทางที่แซลม่อนธรรมชาติจะต้องผ่านเพื่อเข้าออกจากทะเลสู่แม่น้ำ
ด้วยความหนาแน่นของปลาในกระชังและการให้อาหารถี่ๆเพื่อให้ปลาโตเร็วที่สุด ทำให้เกิดของเสียจากกระชังลงสู่แหล่งน้ำอย่างมากมาย และความหนาแน่นของปลาในกระชังนี้ก็ทำให้เกิดโรคขึ้นในปลา จนต้องใช้ยาปฏิชีวนะอย่างหนัก และบ่อยครั้งที่โรคระบาดเหล่านี้ก็แพร่กระจายไปสู่แซลม่อนธรรมชาติที่ว่ายผ่านกระชัง
ปัญหาทีชัดเจนมากที่กระชังปลามีผลกระทบต่อปลาแซลม่อนธรรมชาติก็คือการระบาดของ Sea Lice ที่มีมากมายบนปลาในกระชัง

เมื่อลูกปลาแซลม่อนว่ายออกจากแม่น้ำสู่ทะเลผ่านกระชังปลา มันจะถูก Sea Lice รุมเกาะและดูดกินจนลูกปลาจำนวนมากต้องตายลงไม่มีโอกาสไปเติบโต

ในด้านคุณค่าทางอาหารนั้นก็แตกต่างกันมาก ในขณะที่ Salmon ธรรมชาติเป็นอาหารที่เปี่ยมไปคุณค่าจากโปรตีนชั้นดี, โอเมก้า 3 ฯ ซึ่งมาจากการกินอาหารสะอาดในทะเลธรรมชาติและการว่ายน้ำอย่างอิสระเสรี เนื้อปลาแซลม่อนจากฟาร์มนั้นเต็มไปด้วยไขมันที่มาจากการให้อาหารปลาถี่ๆ ยาปฏิชีวนะที่ให้อย่างต่อเนื่อง และอาจจะมีเชื้อโรคต่างๆติดมาด้วย


แค่สีและสิ่งที่เห็นก็น่าจะบอกได้แล้วว่าเนื้อ Salmon ธรรมชาติทางขวา ต่างจาก Farm Salmon ทางซ้ายอย่างมาก ถึงแม้ว่าการทำฟาร์มแซลม่อนจะทำรายได้มหาศาลให้กับ Norway แต่ชาวนอร์เวย์ที่รู้ความจริงเรื่องนี้ต่อต้าน Salmon Farm และปฏิเสธที่จะบริโภคเนื้อปลาแซลม่อนจากฟาร์ม
บางคนถึงกับบอกว่า ไม่ซื้อมาให้แมวกิน
ภาพยนต์ที่สนับสนุนโดย patagonia เรื่องนี้เล่าเรื่องความเสียหายจาก Salmon Farming ได้อย่างตรงไปตรงมามาก นอกจากนี้ยังมีปลาแซลม่อนหลุดออกมาจากกระชังอยู่เสมอ และปลาเหล่านี้เป็นอันตรายต่อแซลม่อนธรรมชาติอย่างมาก เพราะนอกจากอาจจะเอาเชื้อโรคมาแพร่แล้วมันก็อาจจะเอา DNA ที่ถูกตัดต่อของพวกมันมาปนกับสายพันธุ์ปลาในธรรมชาติ ซึ่งย่อมต้องเกิดการเสียหายอย่างร้ายแรง

เมื่อกระชังปลาใกล้ Seattle พัง มันทำให้ปลา GMO Atlantic Salmon กว่า 3 แสนตัวหลุดไปในธรรมชาติ ไม่มีใครรู้ว่ามันจะสร้างความเสียหายมากมายขนาดไหน Cabin in the woods
Eidselva เป็นแม่น้ำที่ไหลจากทะเลสาบที่ลึกที่สุดในยุโรป ลงไปสู่ Fjord ที่อุดมสมบูรณ์ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนอร์เวย์
ผมแบกปลาแซลม่อนหนัก 5 กิโลกรัมตัวนั้นลงจากรถเดินไปที่เคบินที่เราพักกัน มอร์เต็นท์สหายชาวนอร์เวย์อีกคนวิ่งเข้ามาแสดงความยินดีกับผมทันทีที่เห็นปลา
เคบินที่เรามาพักเป็นเคบินแบบง่ายๆแต่สวยมาก มันสร้างขึ้นมาจากไม้ทั้งหลัง อยู่ห่างแม่น้ำแค่ 20 เมตร เดินลงจากบ้านไม่กี่ก้าวก็ตกปลาได้เลย ที่ริมน้ำมีม้าหินให้เรานั่งเล่น ในบ้านไม่มีน้ำประปา มีไฟจาก Solar Cell เล็กน้อยให้พอชาร์จโทรศัพท์ได้ มีห้องน้ำเป็นอาคารหลังเล็กและส้วมหลุมอยู่นอกบ้าน ในตัวบ้านมีห้องนอน 2 ห้อง 6 เตียง นับว่าเป็นกระท่อมสำหรับนักตกปลาที่สมบูรณ์แบบจริงๆ


วิวจากระเบียงบ้าน นอกเรื่องตกปลาสักนิด เมื่อผมถามด้วยความสงสัยว่าทำไมในบ้านไม่มีน้ำประปาและส้วมก็เป็นส้วมหลุม ก็ได้คำอธิบายว่ากฎหมายของนอร์เวย์นั้นเข้มงวดมากเรื่องการบำบัดน้ำเสีย เช่นบ้านหลังซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำ หากจะต่อน้ำเข้าในบ้านหรือจะทำส้วมแบบชักโครกจะต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ต้องลงทุนนับล้านบาท
ในเรื่องของการตกปลา ตามกฎหมายของนอร์เวย์(และประเทศอื่นๆในยุโรปส่วนมาก) สิทธิการตกปลาในแม่น้ำจะเป็นของเจ้าของที่ดินริมน้ำ และเมื่อเราเช่าเคบินหลังนี้ เจ้าของเคบินก็แถมสิทธิในการตกปลาหน้าที่ดินของเขามาให้ด้วย

เขตพื้นที่ตกปลารอบๆเคบิน ในแม่น้ำ Eidselva นอกจากปลาแซลม่อนที่ว่ายผ่านขึ้นไปวางไข่แล้วยังชุกชุมไปด้วยปลา Sea Trout ที่มาเป็นฝูงและขึ้นกินแมลงผิวน้ำให้เห็นเป็นระยะๆ วันนี้มอร์เต็นท์ที่ตกปลาอยู่หน้าบ้านก็ตกมาเป็นอาหารได้หลายตัว

มอร์เต็นท์นั่งจิบเบียร์ดูรอนนี่ตกปลาหน้าบ้าน ตอนเย็นวันนั้น เจ้าของเคบินซึ่งเป็นชาวไร่เจ้าของฟาร์มแกะรอบๆเคบินนั้นเดินลงมาคุยกับเรา สอบถามว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมมั๊ย
เขาเล่าให้ฟังว่าฤดูตกปลาที่นี่เร่ิมตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม ปีนี้มีคนตกปลาแซลม่อนใน Eidselva ได้แล้วประมาณ 550 ตัว ขนาดเฉลี่ยประมาณ 5 กิโลกรัม เท่ากับตัวที่ผมตกได้นี่แหละ
เขามีฝูงแกะประมาณ 120 ตัว ที่ในช่วงฤดูร้อนอย่างนี้จะปล่อยให้แกะหากินในป่า พอถึงฤดูหนาวก็จะไปต้อนกลับมาเพื่อขายขนขายเนื้อ
นอกจากปลาแซลม่อน และ Sea Trout ที่อุดมสมบูรณ์ในแม่น้ำแล้ว เขายังเอาภาพกวางนับร้อยตัวในไร่ของเขาให้ดู เขาบอกว่าจากจำนวนนี้ เขากับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันสามารถล่ากวางเป็นอาหารได้ถึง 35 ตัวในปีนี้!!!
คืนนั้นเรานั่งฉลองกันด้วยเครื่องดื่มเศษของมอร์เต็นท์ชื่อว่า “ลูมุมบ้า” ที่มีส่วนผสมจากบรั่นดี, น้ำผึ้งและผงโกโก้ละลายด้วยน้ำร้อน
เราแบ่งเอาเนื้อปลาแซลม่อนที่ปาดเป็นชิ้นฟิลเล่ออกมาเป็นอาหารเย็นวันนั้น กินกันแบบปลาดิบจิ้มน้ำจิ้มที่ภรรยาของรอนนี่เตรียมมาให้ อีกส่วนก็ทอดแบบง่ายๆ แค่นี้มันก็เป็นอาหารมื้อที่อร่อยที่สุดในโลกสำหรับผมแล้ว เพราะมันเป็นเนื้อปลาแซลม่อนธรรมชาติที่ผมตกมากับมือของตัวเองเมื่อ 3 ชั่วโมงก่อนอาหารมื้อนี้

ไม่รู้ว่าจะเป็นความเหนื่อยจากการตกปลาหรือฤทธิ์ของลูมุมบ้า คืนนั้นผมนอนหลับสนิทเป็นตายเลยครับ
แต่ก็หลับไปพร้อมกับคำถามในใจว่า “ทำอย่างไรแม่น้ำและแผ่นดินของเราจะอุดมสมบูรณ์อย่างนี้ได้บ้าง”
ปลาแซลม่อน ชาวนา และการอนุรักษ์
เช้าวันรุ่งขึ้น รอนนี่พาเราเข้าไปที่เมือง Nordfjorfeid ซึ่งเป็นจุดที่ Eidselva ไหลลงสู่ทะเล
ที่ปากแม่น้ำ เราเดินไปยืนอยู่บนสะพาน รอนนี่ชี้ให้เราดูปลาแซลม่อน 4 ตัวใกล้ตอม่อของสะพาน พวกมันพรางตัวเข้ากับสีของน้ำและก้อนหินจนมองเห็นได้ยากมาก

ปากแม่น้ำ Eidselva รอนนี่อธิบายว่าตรงนี้คือปากแม่น้ำ เป็นจุดแรกที่ปลาแซลม่อนจากทะเลจะเข้ามาพักรอจังหวะน้ำทะเลหนุนเพื่อจะว่ายทวนน้ำต่อไป ที่ใต้สะพานมีกล้องคอยจับภาพให้เราเห็นผ่านเว็บไซต์ได้และเป็นเครื่องมือที่ใช้นับจำนวนปลาที่ว่ายเข้ามาในแม่น้ำในแต่ละปีด้วย
เรามีตั๋วสำหรับตกปลาวันละ 2 ใบ แต่ละใบให้เวลา 12 ชั่วโมง บางวันก็เริ่มจากบ่าย 2 โมงจนถึง ตีสอง บางวันก็เริ่มตั้งแต่ตีสองจนถึงบ่าย 2 โมง เราสามคนจึงผลัดกันออกไปตกปลาทุกวัน แต่จริงๆแล้ผมได้ออกทุกวันเพราะรอนนี่กับมอร์เต็นท์เสียสละให้เพราะเห็นว่ามาไกลจากเมืองไทย
Eidselva ยาว 13.7 กิโลเมตร จากทะเลสาบ Hormindalsvatnet จนไปถึงทะเล ตั๋วตกปลาที่เราได้มานี้ ให้เราตกปลาได้เป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ทางฝั่งซ้าย ในช่วงกลางๆของแม่น้ำ

จุดเริ่มต้นของพื้นที่ตกปลาของเราชื่อ Holmen สวยมาก มีโต๊ะให้นั่งพักใต้ร่มไม้ อย่างที่ผมเล่าก่อนหน้านี้ว่าสิทธิในการตกปลาในแม่น้ำของนอร์เวย์เป็นของเจ้าของที่ดินริมฝั่งแม่น้ำทั้ง 2 ฝั่ง ในแม่น้ำส่วนใหญ่ชาวไร่เจ้าของที่ดินจะรวมตัวกันกับเพื่อนบ้านเป็นกลุ่มเพื่อให้ได้พื้นที่ตกปลาที่ใหญ่พอควร แล้วมอบหมายให้คนหนึ่งในกลุ่ม หรืออาจจะเป็นคนนอกเข้ามาจัดการขายตั๋วตกปลานั้น
รอนนี่หาตั๋วมาให้เราได้อย่างยากเย็นทั้งๆที่หาล่วงหน้าเกือบครึ่งปี เพราะนักตกปลาต่างแย่งชิงกันที่จะได้ตั๋วในแม่น้ำดีๆและเวลาเหมาะๆเช่นนี้
ตลอดเส้นทาง 4 กิโลเมตรที่เราเดินตกปลานี้ มีทางเดินเล็กๆที่รื่นรมย์ ผ่านป่าและทุ่งหญ้าสลับกันไป บริเวณจุดตกปลาที่เป็นวังน้ำก็มักจะมีศาลาเล็กๆให้นั่งพัก แม่น้ำตลอดสายสะอาดมาก ไม่มีขยะเลยแม้แต่น้อย สองข้างฝั่งน้ำถูกดูแลอย่างดีเป็นธรรมชาติ ไม่มีการตกแต่งให้รกตาเลย

ทางเดินริมแม่น้ำที่รื่นรมย์ 
กระท่อมที่สร้างไว้ข้างทางให้นักตกปลานั่งพัก 
โต๊ะนั่งพักกลางทุ่งหญ้าริมแม่น้ำ เมื่อผมเอ่ยปากชมความงดงามของสายน้ำ รอนนี่ก็เล่าว่าสายน้ำของนอร์เวย์ไม่ได้เป็นอย่างนี้เสมอมา ในอดีตมันเคยเป็นแม่น้ำที่สกปรกมาก มีขยะจากการทำไร่เช่นเศษพลาสติกที่ห่อกองฟางและอื่นๆเต็มแม่น้ำไปหมด ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อมีรายได้จากนักตกปลาเข้ามา
การตกปลาในแม่น้ำที่นอร์เวย์จะต้องซื้อใบอนุญาต 3 ส่วนคือ ส่วนแรกจ่ายให้รัฐเป็นค่าบริหารงานต่างๆ (National Fishing Fee) ปีหนึ่งประมาณ 28 Euro ส่วนที่สองคือจ่ายค่า Game Warden ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายให้กับผู้ที่คอยดูแลควบคุมให้คนปฏิบัติตามกฎกติกาของการตกปลา ล่าสัตว์ ประมาณ 10 Euro ต่อปี ส่วนที่สาม คือการจ่ายให้กับเจ้าของสิทธิในการตกปลาของแต่ละแม่น้ำโดยตรง
เมื่อมีการตกปลาเข้ามาสร้างรายได้ให้กับชาวไร่เป็นกอบเป็นกำ เจ้าของที่ทุกคนก็เริ่มดูแลแม่น้ำให้สะอาด ดูแลไม่ให้ตลิ่งพัง จัดทางเดินชายฝั่งให้ร่มรื่น ทำที่พักรับนักตกปลา และแน่นอน คอยดูแลปลาแซลม่อนในแม่น้ำ สำรวจประชากรปลาว่ามีจำนวนเท่าไหร่ มีการกำหนดโค้วต้าในการตกปลา มีการวางกฎเกณฑ์จำนวนนักตกปลา ซึ่งกติกาเหล่านี้คนในพื้นที่จะเป็นคนกำหนดและดูแลกันเองอย่างเต็มที่ เพราะถ้าแม่น้ำไหนมีปลามาก ปลาตัวโต สถานที่สวยงาม ก็ย่อมมีนักตกปลาอยากไปตกมาก ราคาตั๋วตกปลาก็ขยับขึ้นได้ เพิ่มรายได้โดยควบคุมจำนวนนักตกปลาไว้ให้พอดีไม่มีผลกระทบต่อปลา
ตั๋วตกปลาในนอร์เวย์นี้ราคาแตกต่างกันไป ในบางแม่น้ำจะสามารถซื้อได้เป็นรายปี รายเดือนในราคาไม่สูงนักเช่น 100 Euro ต่อปี บางที่ก็เป็นรายวัน มีตั้งแต่ 300-500 บาทต่อวัน ไปจนถึง 30,000 Kr หรือเกือบแสนบาท ต่อ 12 ชั่วโมง!!! แต่ในที่แพงๆนี้ ล้วนแต่มีสถานที่สวยงาม มีปลาอุดมสมบูรณ์มากจนแทบจะรับประกันได้ว่าถ้าหากคุณไม่ทำอะไรโง่ๆจนเกินไปก็จะได้ปลาค่อนข้างแน่ และปลาแต่ละตัวก็มีขนาดเฉลี่ย 20 กิโลกรัมขึ้นไป!
แต่ละแม่น้ำจะมีการกำหนดไว้ว่านักตกปลาแต่ละคนจะเก็บปลาได้กี่ตัว คิดวิเคราะห์มาจากสถิติจำนวนปลาที่ว่ายขึ้นมาในแม่น้ำและจำนวนปลาที่ตกได้ในปีก่อนหน้า
ในปีนี้ Eidselva กำหนดให้นักตกปลาแต่ละคนเก็บปลาได้ไม่เกิน 8 ตัวในฤดูตกปลาทั้งปี และไม่เกิน 4 ตัวต่อวัน แต่ถ้าเล็กกว่า 3 กิโลกรัมเก็บได้ไม่นับ
เมื่อได้ปลา นักตกปลาจะต้องเก็บตัวอย่างเกล็ดปลาใส่ซองและเขียนข้อมูลเบื้องต้น เช่นความยาวของปลา วันเวลาและจุดที่ตกได้ ส่งไปที่หน่วยงานวิจัยปลา เพื่อเก็บสถิติและวิเคราะห์

ซองบันทึกรายละเอียดและใส่เกล็ดปลาเพื่อส่งให้หน่วยงานวิจัย ไม่มีใครมาตรวจว่านักตกปลาแต่ละคนส่งใบนั้นหรือไม่ และนักตกปลาก็ไม่ต้องใส่ชื่อบนซอง แต่นักตกปลาทุกคนเต็มใจที่จะส่ง เพราะถ้าไม่มีคนส่งก็หมายความว่ามีปลาในแม่น้ำน้อย โค้วต้าที่จะตกได้ในปีหน้าก็จะลดลง หรือแม่น้ำสายนั้นอาจจะถูกปิดไม่ให้ตกปลา
เห็นได้ชัดละครับว่าเมื่อมีการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างถูกต้อง สร้างรายได้ให้กับคนที่อยู่กับธรรมชาติและให้เขามีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของ เขาก็จะดูแลธรรมชาติอย่างเต็มที่เพื่อให้มันคงอยู่เพื่อประโยชน์ของเขาเอง
และเมื่อมีกลไกของรัฐและคนที่รักธรรมชาติจากในเมือง ซึ่งในกรณีนี้ก็คือนักตกปลา มาประกอบเข้าให้ครบวงจร ทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปได้ โดยที่รัฐไม่ต้องมาคอยควบคุม คอยห้าม หรือต้องใช้งบประมาณมาทำอะไรมากนัก ธรรมชาติแม้จะถูกใช้แต่ก็ฟื้นตัวได้เอง แม้ปลาจะถูกตกไป แต่จำนวนโดยรวมกลับเพิ่มขึ้น แม่น้ำสะอาด ป่าริมแม่น้ำฟื้นฟูขึ้น สัตว์อื่นๆก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย
เห็นตัวอย่างนี้แล้ว บ้านเราน่าจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการที่คิดแต่จะกันคนออกจากธรรมชาติบ้างนะครับ เพราะเท่าที่ทำมากว่า 60 ปี มีแต่ธรรมชาติจะหมดลงเรื่อยๆครับ
ในวันที่ 2 ของการตกปลา ผมก็มีปลาแซลม่อนกินเบ็ดอีก 2 ครั้ง จุดตกปลาตรงนั้นมีชื่อว่า Hjelleholen อยู่เหนือน้ำจากวังเครื่องซักผ้าขึ้นไปประมาณ 200 เมตร เป็นส่วนที่สวยมากของแม่น้ำปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น ทางฝั่งขวาของแม่น้ำเป็นร่องลึกที่เหมาะมากสำหรับปลาจะว่ายทวนน้ำหรือพักซ่อนตัวอยู่ ในขณะที่ฝั่งเราเป็นหาดกรวดก้อนใหญ่ที่น้ำไม่ลึกนักทำให้ยืนและเดินตีสายได้อย่างสบายมาก

มอร์เต็นท์นั่งดรอนนี่ตกปลที่ Hjelleholen ผมใช้เหยื่อตัวเดิมที่ชื่อ Mikkeli Blue ซึ่งเป็น Tube Fly สีฟ้าสวยมากที่รอนนี่พันเอง เมื่อเดินตีสายไปถึงกลางวังน้ำ ก็มีปลาตัวหนึ่งงับเหยื่อแล้วก็ลาก แต่เมื่อหลังจากที่สู้ปลาอยู่ได้ไม่ถึง 2 นาทีก็หลุดไป

Mikkeli Blue ผมตีสายแล้วสวิงเหยื่อไปที่เดิมอีกครั้งโดยไม่ได้หวังอะไรมาก แต่ก็ต้องแปลกใจว่าพอเหยื่อเข้าไปถึงจุดเดิมก็มีปลางับเข้าทันที
ผมสู้ปลาอยู่ประมาณ 5 นาที ก็เอาปลาเข้ามาใกล้ตัว มันเป็นแซลม่อนที่ไม่ใหญ่นัก น่าจะราวๆ 2 กิโลกรัม ผมมัวแต่พยายามเอา GoPro ถ่ายมันก่อนจะจับตัวก็เลยหลุดไปเสียก่อน ได้แต่แก้ตัวว่าตั้งใจจะปล่อยไปอยู่แล้ว
เรามีตั๋วตกปลาในแม่น้ำ Eidselva ที่รอนนี่ซื้อไว้ให้ถึง 6 วัน แต่เราก็ใช้ชีวิตกันอย่างสบายๆไม่รีบร้อนที่จะออกไปตกปลา เช้ามาเราก็ต้มกาแฟ กินอาหารเช้าแบบง่ายๆ นั่งคุยกันสบายๆ แล้วจึงออกไปตกปลากัน
รอนนี่กับมอร์เต็นท์มีความสุขกับการออกไปตกปลาด้วยกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนรักกันมากว่า 30 ปี รอนนี่มีครอบครัวอยู่ในเมือง ส่วนมอร์เต็นท์ ปลีกวิเวกอยู่คนเดียวในกระท่อมกลางป่า แต่ทุกฤดูร้อนทั้ง 2 คนจะใช้เวลาอยู่ด้วยกันด้วยการตระเวนตกปลาในที่ต่างๆ

เรานั่งต้มกาแฟกินกันระหว่างพักจากตกปลา เขาทั้ง 2 คนไม่ได้กระตือรือร้นที่อยากจะได้ปลากันมากนัก ทั้ง 2 คนเคยตกแซลม่อนได้มามากมายแล้ว ดูเหมือนเขาจะอยากให้ผมได้ปลามากกว่าที่จะตกปลาได้เองเสียอีก

มอร์เต็นท์กับแซลม่อนที่ตกได้ ตกค่ำเราก็กลับมาที่เคบิน กินอาหารกันแบบง่ายๆ มีอยู่มื้อหนึ่งผมเอาน้ำพริกอ่อง Freeze Dry ของแมงดึก Ready Food มาคืนรูปในกระทะแล้วราดลงบนเนื้อปลาแซลม่อน เพียงเท่านั้นก็ได้อาหารรสจัดจ้านที่สหายสองคนติดใจกันมาก

แซลม่อนราดน้ำพริกอ่อง อร่อยกว่าภาพที่เห็นมากครับ หลังอาหารเราก็ดื่มเครื่องดื่มสารพัดที่พอจะหาได้ พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เคยเจอมาในชีวิต เรื่องราวของการตกปลาที่บ่อยครั้งนำไปสู่การคุยกันเรื่องการอนุรักษ์ปลาและธรรมชาติ ทุกคืนเราได้หัวเราะเฮฮากันจนแยกย้ายเข้านอน

แล้วก็เริ่มวันใหม่ด้วยการออกไปตกปลาอีก
มันไม่ใช่แค่วันตกปลา แต่ผมอยากเรียกมันว่าวันเวลาที่ดี
เราเจอนักตกปลาคนอื่นบ้าง แต่ไม่มากนัก เพราะมีการจำกัดจำนวนนักตกปลาไว้น้อยมากอย่างที่เล่าไปแล้ว เมื่อเจอกันก็ทักทายกันยิ้มแย้ม มีครั้งหนึ่งที่เราเจอหนุ่มสาวชาวนอร์เวย์ที่มาตกปลารอบเช้าในขณะที่เรารอที่จะเริ่มรอบบ่าย เราได้เห็นเขาได้ปลาแซลม่อนตัวแรกในชีวิตพอดี ก็เลยได้แสดงความยินดีกันใหญ่

มอร์เต็นท์นั่งดูนักตกปลาอีกคนที่กำลังได้แซลม่อนตัวแรกของเขา 
เย็นวันหนึ่ง ผมกับรอนนี่เดินตกปลากันมาตามทาง เหนือน้ำมาจากที่เราเคยตกปลาได้สักประมาณ 1 กิโลเมตร ใกล้จุดตกปลาที่ชื่อ Nyeledet เราสลับกันตกปลามาตลอดทาง
ผมมองไปที่ร่องน้ำลึกกลางแม่น้ำที่น่าสนใจ หลังฉากของแม่น้ำในจุดนั้นสวยงามมากด้วยทุ่งหญ้าป่าสนและทิวเขา เมื่อหันไปมองรอนนี่ เขาก็พยักหน้า บอกให้ลองเลย

ผมเหวี่ยงเหยื่อตัวเดิมขวางแม่น้ำสวิงฟลายไปตามกระแสน้ำจนสุด จากนั้นขยับเดินตามน้ำไปทีละก้าวแล้วก็เริ่มตีสายใหม่ ในที่สุดปลาตัวหนึ่งก็งับเหยื่อแล้ววิ่งตามน้ำลงไปแรงมาก แรงจนรอนนี่บอกให้ผมเตรียมตัววิ่งตามได้เลย
แต่โชคดีที่ปลาไม่ไปไกลนัก หลังจากสู้ปลาอยู่พักใหญ่ ผมก็เอาตัวมันเข้ามาใกล้ฝั่งและรอนนี่ก็ช่วยคว้าตัวขึ้นมาได้
ปลาตัวนี้เป็นตัวเมียขนาดใกล้เคียงกับตัวแรกที่ผมตกได้ คือประมาณ 5 กิโลกรัม รอนนี่บอกว่าน่าจะเพิ่งขึ้นจากทะเลมาได้ไม่เกิน 3-4 วันเพราะยังมี Sea Lice ที่ตายแล้วเกาะอยู่หลายตัว


Sea lice ที่เกาะมากับตัวปลา จุดที่เราตกปลาได้นี้ไม่มีทางรถเข้ามาถึง ผมจึงไปหาท่อนไม้มาทำคานหามปลา เดินป่าและแวะตกปลากันเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร

ทุกค่ำคืน อาหารมื้อเย็นริมน้ำเป็นช่วงเวลาพิเศษ แต่วันที่ได้แซลม่อนจะพิเศษขึ้นไปอีกด้วยลูมุมบ้าร้อนๆ ช่วยให้อบอุ่นขึ้นมาจากข้างในท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น

ผมนั่งมองสายน้ำและวิวธรรมชาติตรงหน้า มันเป็นมุมมองของธรรมชาติที่งดงามยิ่งนัก น่าดีใจที่มันจะถูกรักษาไว้อย่างนี้ด้วยความสมดุลย์ของธรรมชาติ และความสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้ธรรมชาติและมนุษย์อยู่ร่วมกันได้
ผมรักการเดินทางไปสู่ที่แปลกใหม่ เพราะมันทำให้เรียนรู้ว่าในโลกนี้มีอะไรมากมายที่แตกต่างจากที่เราเคยรู้ หลายอย่างที่ต่างไปนี้อาจจะทำให้เราเข้าใจอะไรได้มากขึ้น หรือกระทั่งสั่นคลอนความเชื่อหลายๆอย่างที่เราเคยคิดว่าถูกต้องและเป็นจุดเริ่มต้นให้เราเปลี่ยนแปลงโลกที่เราคุ้นเคยให้ดีขึ้นได้
ผมรักการตกปลาแบบ Fly Fishing เพราะบ่อยครั้งมันพาผมไปสู่มุมเล็กๆที่งดงามไปด้วยธรรมชาติที่ซ่อนเร้นอยู่ในโลก เช่นมุมข้างหน้าผมนี้ ที่ซึ่งถ้าไม่ตกปลาผมก็คงไม่มีทางจะได้เห็นมัน
การได้ตกปลาแซลม่อนที่นอร์เวย์นี้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยหากผมไม่มีสหายดีๆอย่างรอนนี่และมอร์เต็นท์พาไป มันไม่เพียงการได้มาตกปลาในที่ที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง แต่เป็นการที่เราได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวงจรธรรมชาติ ที่ดำเนินมานับพันนับหมื่นปี และยังมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้ความสมบูรณ์ของธรรมชาตินี้ยังคงอยู่อย่างสมดุลย์ต่อไปได้
ตาเกิ้น
11 มกราคม 2566
จากบันทึกการเดินทาง วันที่ 6-12 สิงหาคม 2565
ฟังเรื่องราวในรูปแบบ Podcast ได้ที่นี่และที่ Apple Podcast, Spotify, Google ฯ ครับ
หนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจของคนกลางแจ้ง – รอบกองไฟ
ในตอนนี้ ตาเกิ้น นั่งคุยกับสหาย ตุ๋ย สารัชต์ เรื่องหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนกลางแจ้งรุ่นก่อนและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนกลางแจ้งยุคต่อๆมา -
Fly Fishing Yellowstone

ผมนั่งลงที่โขดหินข้าง Soda Butte Creek ลำน้ำเล็กๆที่ไหลผ่าน Lamar Valley หุบเขาที่มีผู้กล่าวว่าเป็นพื้นที่ตัวแทนของท้องทุ่งตะวันตกอเมริกาในยุคก่อนที่คนขาวจะมาถึงทวีปนี้ เพราะมันยังคงสภาพธรรมชาติไว้อย่างไม่เปลี่ยนแปลง และยังจัดว่าเป็นหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในเรื่องของสัตว์ป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ Yellowstone เลยทีเดียว
พระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้าส่องแสงสีส้มเรืองรองไปทั่วท้องฟ้า, ผืนแผ่นดินและสายน้ำที่ไหลโค้งมากลางทุ่ง ขนาบด้วยเทือกเขาสูงรอบด้าน

ก่อนพระอาทิตย์ตกดินที่ Soda Butte Creek ผมเคยมา Yellowstone National Park ก่อนหน้านี้แล้วถึง 4 ครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนที่ผมได้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของ Yellowstone นอกแผนที่แนะนำนักท่องเที่ยวได้เท่าครั้งนี้
คงจะเป็นเพียงเพราะการตกปลาแบบ Fly Fishing ที่พาผมเข้ามาพบกับสายน้ำและธรรมชาติพิศุทธิ์ของ Yellowstone ได้เช่นนี้
ในขณะที่นั่งชมธรรมชาติอยู่อย่างเงียบๆ ผมก็สังเกตเห็นปลาตัวหนึ่งขึ้นจิบที่ผิวน้ำตรงหน้า
ด้วยความหวังเล็กๆว่า นั่นอาจจะเป็น Yellowstone Cutthroat Trout ปลาเฉพาะถิ่นที่มีแต่ในลุ่มแม่น้ำ Yellowstone เท่านั้น ผมค่อยๆคลานเข่าลงไปที่ริมน้ำและเหวี่ยงสายส่งเหยื่อลงไปที่ผิวน้ำอย่างระมัดระวังที่สุด
Trout Shangri-la
เรามาถึง Yellowstone National Park ก่อนหน้านั้น 5 วัน
มีคนเคยกล่าวไว้ว่ามาตกปลาที่ Yellowstone ไม่ต้องรีบร้อน เพราะในระบบนิเวศน์ของ Yellowstone มีสายน้ำน้อยใหญ่กว่าหนึ่งพันสาย ความยาวรวมกันกว่า 4,000 กิโลเมตร นอกจากนั้นยังมีบึงและทะเลสาบอีกกว่า 600 แห่ง รีบยังไงก็ไม่สามารถตกปลาได้ทั่วในชั่วชีวิตนี้!
และนั่นก็คือแผนของเรา “ไม่รีบร้อน” ในวันแรกที่เดินทางไปถึง เราแวะนั่งกินเบียร์และสเต็กกันอย่างสบายใจโดยไม่ได้จับเบ็ดเลยแม้แต่น้อย ที่เมือง Gardiner เมืองคาวบอยเก่าแก่ที่กำเนิดมาพร้อมๆกับ National Park และตั้งอยู่หน้าประตูเข้าอุทยาน ทางทิศเหนือ

วิวจากเมือง Gardiner ริมแม่น้ำ Yellowstone “เรา” ในที่นี้มีเพียง ผมและ“พี่ธิติ” สหายที่ผมเรียกว่า Fisherman’s Friend เราสองคนเดินทางตกปลาด้วยกันในที่แปลกๆและห่างไกลมาหลายที่ ทุกที่ที่ไปเราสองคนตกปลากันอย่างสนุกสนานมีความสุขไม่ว่าจะได้ปลาหรือไม่
นั่นอาจจะเป็นเพราะ เราทั้ง 2 คนเหมือนกันตรงที่ว่า เราไม่เคยคาดหวังจะได้ปลา หรือปลาใหญ่จนเคร่งเครียดเกินไป เราดีใจเมื่อเพื่อนตกปลาได้มากกว่าที่จะตกได้เอง ขอเพียงได้ไปตกปลาในที่สวยงามและนั่งกินเบียร์เย็นๆกันตอนสิ้นวันก็เพียงพอ

ชาวมอนทาน่าเขาชอบเบียร์และการตกปลาจริงจังแค่ไหนก็ลองดูยี่ห้อเบียร์เขาดูเองนะครับ จะเรียกเราสองคนว่า “นักตกปลา” ก็คงไม่เชิง
เดือนตุลาคม อากาศเริ่มหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ เราได้รับคำแนะนำจาก “Park Fly Shop” ร้านตกปลาเก่าแก่ของ Gardiner ว่าจุดที่ดีที่สุดตอนนี้คือแม่น้ำที่มีน้ำจากน้ำพุร้อนไหลลงมาทำให้น้ำอุ่น
การไปตกฟลายในอเมริกานั้น แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือร้านตกฟลายในพื้นที่ครับ เขาจะรู้จักแม่น้ำในบริเวณนั้นเป็นอย่างดี และรู้สถานการณ์ล่าสุดของแต่ละแม่น้ำ แมลงอะไรกำลัง Hatch และเหยื่ออะไรจะได้ผลที่สุด ถ้าเป็นแหล่งตกปลายอดนิยมอย่าง Yellowstone นี้จะมีร้านอยู่ทุกเมืองเล็กเมืองน้อยและใกล้แม่น้ำสายดังๆทุกเส้น มีมากพอๆกับร้านสะดวกซื้อเลยทีเดียว ร้านเหล่านี้เขาจะยินดีให้ข้อมูลกับคนที่เดินเข้าไปถาม และตามมารยาทก็ควรจะอุดหนุนซื้อของเขาบ้างโดยเฉพาะเหยื่อฟลายที่เขาจะสามารถแนะนำเหยื่อดีๆที่ปลาในบริเวณนั้นกำลังกินในช่วงเวลานั้นให้เราได้

ถ้าใครเดินทางจากเมือง Bozeman, Montana แนะนำให้แวะ River Edge Fly shop ครับ เป็นร้านที่พนักงานเป็นกันเองและยินดีที่จะแนะนำมากๆ และมีของน่าซื้อเยอะไปหมดอีกด้วย 
Park Fly Shop ร้านฟลายเก่าแก่ในเมือง Gardiner ชำนาญมากในเรื่องแม่น้ำตอนเหนือของ Yellowstone หลายคนคงสงสัยซิครับว่า Yellowstone เป็นอุทยานแห่งชาติ เข้าไปตกปลาได้ด้วยหรือ ไม่โดนจับเหมือนดีเจดังที่ตกปลาในเขตอุทยานเมืองไทยหรือ
ไม่โดนจับครับ เพราะในอุทยานของอเมริกาเขาไม่ได้ “ห้าม” ตกปลา เขาถือว่าการตกปลาอย่างถูกต้องเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ เพราะจะทำให้คนเห็นคุณค่าของปลาในธรรมชาติและร่วมกันดูแลรักษา นอกจากนี้รายได้จากการขายใบอนุญาตตกปลาก็เป็นเงินสนับสนุนการอนุรักษ์ปลาโดยตรง และยังมีประโยชน์ทางอ้อมคือดึงดูดนักตกปลาให้มาเที่ยวอุทยาน, สร้างรายได้ให้กับอุทยานและชุมชนรอบๆอุทยานด้วย ใบอนุญาตตกปลานี้ เจ้าหน้าที่อุทยานขายเอง ซื้อได้ในที่ทำการอุทยานเลยครับ

ใบอนุญาตตกปลาในอุทยาน Yellowstone ซื้อกับเจ้าหน้าที่อุทยานได้ในที่ทำการเลยครับ เขาไม่ได้ “สักแต่ว่าห้าม” เหมือนบางประเทศ แต่เขาต้ังใจศึกษาและออกกฎระเบียบเพื่อการอนุรักษ์ปลาที่ละเอียด เหมาะสมกับพื้นที่และสถานการณ์มากกว่านั้นมากครับ
เช่นในลุ่มแม่น้ำ Yellowstone ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยอยู่ของปลา Yellowstone Cutthroat Trout มาแต่ดั้งเดิมนั้น นักตกปลาทุกคนหากตก Yellowstone Cutthroat ได้จะต้องปล่อยทุกตัว, ถ้าเป็นปลาที่ไม่ใช่ปลาพื้นถิ่นเดิมอย่าง Rainbow, Brown หรือ Brook Trout จะเอาไปกินกี่ตัวก็ได้ แต่ถ้าเป็น Lake Trout ปลาแปลกถิ่นที่เป็นศัตรูหลักของ Yellowstone Cutthroat จะต้องฆ่าห้ามปล่อยลงน้ำเด็ดขาด
แต่ถ้าเป็นเขตลุ่มแม่น้ำอื่นๆเช่น Firehole, Lewis, Madison ฯ เป็นแม่น้ำที่ไม่เคยมี Yellowstone Cutthroat อยู่ตั้งแต่แรกก็จะเก็บได้เฉพาะ Brook Trout ได้วันละไม่เกิน 5 ตัวต่อคน ปลาอื่นๆต้องปล่อยกลับลงน้ำทั้งหมด

ใบอนุญาตมีตั้งแต่ 3 วัน 7วัน และตลอด 1 ฤดูตกปลา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 18 ดอลล่าร์ ไปจนถึง 40 ดอลล่าร์ต่อคน เมื่อซื้อใบอนุญาตแล้วก็จะได้หนังสือคู่มือที่มีแผนที่แม่น้ำ, ข้อมูลอธิบายชนิดของปลา และกฎระเบียบในการตกปลาละเอียดยิบ และยังมีแบบฟอร์มให้กรอกส่งคืนว่าเก็บปลาอะไรไปกินบ้างเพื่อทำสถิติและวิจัย กฎกติกาเหล่านี้เป็นกฎภายในอุทยานซึ่งแตกต่างไปจากกฎการตกปลาภายนอก และจะมีการปรับเปลี่ยนเรื่อยๆขึ้นกับผลการศึกษาวิจัยปลาในธรรมชาติที่เขาทำกันอย่างต่อเนื่อง
เราตระเวนตกปลากันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ Gardinier River ที่อยู่ใกล้เมืองที่เราพัก, Gibbon River แม่น้ำสวยที่ไหลผ่านกลางทุ่ง ไปจนถึง Firehole River บางจุดก็อยู่ริมถนน บ้างแห่งก็ต้องเดินป่าเข้าไปไกล

Gibbon River ไหลผ่านทุ่งหญ้าสีทอง สวยงามมาก 
วันแรกของการตกปลาที่ Gibbon River หิมะก็ตกลงมาต้อนรับเราเลย 
Gibbon River 
Westslope Cutthroat Trout จาก Gibbon River บริเวณที่มีน้ำอุ่นผุดขึ้นมาจากใต้ดิน มีกอบัวด้วย จริงอย่างที่ร้านฟลายบอก อากาศเย็นอย่างนี้ไม่มีที่ไหนจะดีไปกว่าแม่น้ำที่มีนำ้พุร้อนไหลลงมาทำให้น้ำอุ่นอย่าง Firehole river ที่อยู่ใจกลางอุทยาน Firehole เป็นแม่น้ำที่ยาวหลายสิบกิโลเมตรและมีจุดตกปลาเด็ดๆหลายที่ เราตกปลาที่แม่น้ำนี้กันหลายวันจนตัดสินใจย้ายไปพักที่เมือง West Yellowstone ที่ใกล้แม่น้ำนี้มากกว่า

Firehole River มีน้ำพุร้อนหลายแห่งไหลลงมาเติมให้น้ำอุ่นตลอดปี 
พี่ธิติ Fisherman’s friend ของผมที่ Firehole River 
Firehole River เป็นแม่น้ำที่สวยมากสายหนึ่ง 
Firehole River ตอนเช้าตรู่ จุดที่สวยที่สุดช่วงหนึ่งของ Firehole river อยู่ท้ายน้ำลงมาจาก Midway Geyser ช่วงนี้แม่น้ำโค้งออกมาห่างถนนทำให้เงียบสงบห่างไกลจากผู้คน มีเพียงควายไบซันยืนกินหญ้าอยู่ห่างๆ สายน้ำใสพื้นเป็นหินกรวด มีสาหร่ายปกคุลมเป็นช่วงๆ แม่น้ำนี้ไหลคดโดค้งไปกลางทุ่งหญ้าที่มองไปสุดสายตาโดยไม่เห็นมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเลย ที่สำคัญปลากินดีมาก และมีปลาขึ้นกินแมลงที่ hatch บนผิวน้ำเป็นระยะๆตลอดทั้งวัน

Firehole River ใกล้กับ Midway Geyser สวยมากและมีแมลง Hatch ให้ตก Fry Fly ได้เกือบทั้งวัน ถ้าเฝ้าดูเงียบๆได้แน่ๆ เทคนิคใหม่ที่ผมได้รับคำแนะนำมาจากร้าน Park Flyshop และได้ผลดีมากที่ Firehole river ก็คือการใช้ Wet fly
ขณะที่ Nymph เป็นตัวอ่อนของแมลงที่ลอยตัวอยู่ลึกใกล้หน้าดิน และ Dry Fly แทนแมลงที่เพิ่งเปลี่ยนสภาพจากตัวอ่อนและกำลังจะบินขึ้นจากผิวน้ำหรือที่เรียกกันว่า hatch Wet fly คือตัวที่อยู่ตรงกลางคือแมลงตัวอ่อนที่กำลังว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อจะ hatch ถ้าปลาเห็นเจ้าตัวนี้เข้าจะกลัวกินไม่ทัน รี่เข้ามากินโดยไม่ลังเลเลยครับ

เหยื่อ Wet fly 
Wet fly ทำให้เราได้ปลาตลอดทั้งวัน ที่ Firehole นี่ผมจะตกด้วย Wet Fly เกือบตลอดเวลา จนกระทั่งเห็นปลาขึ้นมากินแมลงที่ผิวน้ำจึงจะเปลี่ยนมาเป็น Dry Fly

น้ำของ Firehole River ใสและอุดมสมบูรณ์มาก 
เฝ้ามองปลาขึ้นผิวน้ำก่อนจะตกด้วย Dry Fly เป็นเกมส์ที่สนุกที่สุดแล้วครับ Madison River ในตำนาน
แม่น้ำชื่อดังอีกสายหนึ่งของ Montana ตะวันตก ก็คือแม่น้ำ Madison ที่กำเนิดในอุทยาน Yellowstone จากการรวมกันของแม่น้ำ Firehole และ Gibbon ไหลออกไปทางตะวันตกและวกขึ้นเหนือ

Madison River ในตอนเช้าตรู่และฝูงควายไบซันที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่าเราได้ย้อนเวลาไปหลายร้อยปี 
Madison River ตลอดความยาวเกือบ 300 กิโลเมตรทั้งในและนอกอุทยาน Madison River เป็นแม่น้ำที่อุดมไปด้วยปลาเทร้าท์ และแม่น้ำในช่วงที่อยู่ในอุทยานก็มีชื่อเสียงมากในเรื่อง Brown Trout ขนาดใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ Hebgen Lake และจะว่ายทวนน้ำขึ้นมาผสมพันธุ์วางไข่ก่อนจะถึงฤดูหนาว
เราแวะตกปลาจุดแรกที่ Barns Hole ซึ่งอยู่ใกล้ทางเข้า West Yellowstone มาก
การตกปลาที่ Barns Hole นี้มีประเพณีปฏิบัติที่น่าสนใจมาก คงจะเป็นเพราะมันเป็นจุดตกปลายอดนิยม เราเองก็ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน โชคดีที่เจอสหายใหม่นักตกปลาจาก Utha ที่อัธยาศัยดีมากเข้ามาคุยและอธิบายประเพณีที่ไม่มีเขียนไว้ให้ฟัง

โต๊ะนั่งรอที่ Barns Hole และมิตรสหายนักตกปลา 
Barns Hole และแม่น้ำอีกหลายๆส่วนถูกกำหนดให้ตกปลาด้วยวิธี Fly Fishing เท่านั้น เพราะการตกแบบ Fly Fishing จะทำร้ายปลาน้อยมากและทำให้ปลาที่ถูกปล่อยมีโอกาสรอดสูงกว่าแบบอื่นมาก นอกจากนี้การตกปลาด้วยเหยื่อเป็นอาจจะทำให้มีการปล่อยปลาที่ไม่ใช่ปลาพื้นถิ่นลงน้ำ หรืออาจจะแพร่เชื้อโรคให้กับปลา ที่ Barns Hole นี้มีตุดตกปลาอยู่ 3 ช่วงแต่ละช่วงยาวประมาณ 100 เมตร นักตกปลาจะต้องไปเข้าคิว มีโต๊ะให้นั่งกินกาแฟรอ เมื่อคนข้างหน้าขับเดินลงไปสัก 10 เมตรแล้วถึงจะลงไปตกได้จากนั้นก็ขยับตามๆกันไป

Barns Hole ในส่วนที่ 2 จากแม่น้ำที่กว้างขึ้นและเปลี่ยนเหยื่อเป็น Stramer ขนาดใหญ่สลับกับ Wetfly ผมจึงเปลี่ยนมาใช้คัน Trout Spey ซึ่งเป็นคัน 2 มือ ขนาดเล็กเบอร์ 3

คันฟลาย Sage MOD เหมาะมากสำหรับการตีเหยื่อ Dry Fly สามารถวางเหยื่อได้อย่างนิ่มนวลและแม่นยำ 
คันฟลาย Trout Spey ของ Sage เหมาะมากสำหรับการตกเทร้าท์ด้วย Wet Fly และ Streamer เราตกปลาที่นี่ทั้ง 3 ช่วง แต่ก็ไม่ได้ปลาอะไรนอกจากผมได้ Mountain White Fish 1 ตัว แต่ก็ดีใจเพราะนอกจากจะเป็นปลาที่ผมไม่เคยตกได้มาก่อนแล้วก็ยังเป็นปลาท้องถิ่นดั้งเดิมของที่นี่อีกด้วย

Mountain White Fish ดูเหมือนนักตกปลาคนอื่นๆก็ไม่มีใครได้ปลากันมากนัก อาจจะเป็นเพราะอากาศและน้ำที่เย็นเกินไปหรือเราอาจจะมาไม่ตรงช่วงเวลาการผสมพันธุ์วางไข่ของ Brown trout

Madison River ยามเย็น เราฉลองวันตกปลาที่เหน็ดเหนื่อยกันด้วย Bison Tomahawk Steak และไวน์

ไม่ได้ปลาใหญ่ไม่เป็นไร ของ Tomahawk ชิ้นใหญ่ๆคนละชิ้นไปเลย Lamar Valley และ Yellowstone Cutthroat Trout
พื้นที่ใน Yellowstone ที่เราหมายมั่นปั้นมือจะไปตกปลากันมากก็คือหุบเขาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือที่ชื่อว่า Lamar Valley เพราะนอกจากจะเป็นหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าและคงสภาพธรรมชาติไว้มากที่สุดของ Yellowstone แล้ว ที่นั่นยังมีลำน้ำสาขาของแม่น้ำ Yellowstone ที่มีปลา Yellowstone Cutthroat Trout อยู่อย่างชุกชุมอีกด้วย

ฝูงควายไบซันบนเส้นทางก่อนที่เราจะไปถึง Lamar Valley นอกจาก Lamar River ที่ไหลขนานกับถนนเมื่อเราไปถึง Lamar Valley แล้ว ยังมีลำน้ำสาขาที่น่าสนใจอีกสองสายคือ Slough Creek และ Soda Butte Creek และเราก็ตัดสินใจไปเสี่ยงดวงกันที่ Slough Creek ก่อน
พอขับรถเข้าป่ามาจนถึง trail head หรือจุดเริ่มต้นเดิน เราก็งงๆกันว่าจะไปทางไหนดีและต้องเตรียมอะไรเข้าไปบ้าง โชคดีที่เจอนักตกปลาอีกคนจอดรถอยู่ที่นั่น
Larry มาจาก Oregon เขาลากเทรเล่อร์มาจอดที่ Yellowstone แล้วตะเวนตกปลานานนับดือน Larry อัธยาศัยดีมาก พอถามเรื่องเส้นทางนิดเดียวก็อธิบายแหล่งตกปลาบริเวณนี้ให้เราฟังหมด พอรู้ว่าเราไม่มีสเปรย์กันหมีก็เดินไปหยิบจากรถมาให้ ขอดูว่าเรามีเหยื่อฟลายอะไรมาบ้างเสร็จแล้วก็เดินไปหยิบเหยื่อมาให้เราอีก

Bear Spray เป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีติดตัวเมื่อเดินเข้าป่าใน Yellowstone สเปรย์นี้ไม่ได้ใช้ฉีดตัวเรานะครับ แต่เอาไว้ฉีดไล่หมีถ้าคิดว่ามันจะเข้ามาทำร้าย พอเราขอบคุณในน้ำใจ เขาก็บอกว่าเรา “Pay Forward” นะ นั่นก็หมายความว่าเมื่อวันนี้เราได้รับความช่วยเหลือแล้ว วันหลังเราก็ต้องช่วยเหลือคนอื่นต่อไปแบบเดียวกัน เป็นประเพณีที่น่ารักมากๆ
เราต้องเดินข้ามเขาไปประมาณ 3 กิโลเมตร ก่อนจะถึง Slough Creek จุดแรก เดินไปก็ต้องคอยระวังหมีไปด้วย
Slough Creek เป็นสายน้ำที่กว้างพอควร น้ำใสมากจนเกือบนิ่งในบางช่วงจนเรามองเห็นปลาขนาดใหญ่ๆหลายตัวอยู่ที่ก้นแม่น้ำแต่ดูเหมือนปลาเหล่านี้จะไม่สนใจเหยื่อชนิดต่างๆที่เราส่งลงไปให้เลย

Slough Creek ที่เราแรกเห็น 
Slough Creek เราเดินลัดเลาะเลียบลำน้ำกันไปเรื่อยๆ หุบเขารอบๆ Slough Creek นั้นแทบจะไร้ร่องรอยของสิ่งใดๆที่มนุษย์สร้างขึ้น รอบตัวเรามีแต่ทุ่งหญ้า, สายน้ำ, ควายไบซันเป็นฝูงๆ และ แน่นอน ปลา Yellowstone Cutthroat

ที่ Slough Creek เรามีควายไบซันอยู่เป็นเพื่อนแก้เหงา หลายครั้งที่ผมลงทุนคลานไปหมอบที่ริมตลิ่ง แล้วหย่อนเหยื่อลงไปอย่างแผ่วเบา นานๆครั้งก็จะมีเจ้าปลาใหญ่ขึ้นมาดูเหยื่อใกล้ๆอย่างใจเย็นแล้วก็ว่ายกลับลงไปอย่างช้าๆ
สหายที่ร้านฟลายเตือนเราไว้แล้วว่าอย่าเสียเวลามา Lamar Velley ในช่วงนี้เพราะอุณหภูมิของน้ำเย็นเกินไปมากจนทำให้ปลาหยุดล่าเหยื่อหาอาหารและเก็บตัวนิ่งอยู่ในน้ำลึก และมันก็เป็นอย่างนั้นจริง
ถึงกระนั้นผมก็ยังดีใจที่เรามาตกปลาที่ Lamar Velley เราเดินกันไปจนสุดทุ่งหญ้าต่อกับป่าทึบแล้วตัดสินใจเดินกลับเพราะคำเตือนที่ Park Ranger บอกเราไว้ก่อนหน้านี้ว่าต้องระวังหมีมากๆเพราะช่วงนี้หมี Grizzly จะพยายามเดินหาอาหารให้มากที่สุดก่อนจะเข้าจำศีลในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

Slough Creek ยังคงสภาพธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์มากไม่ต่างไปจากยุคสมัยก่อนที่คนขาวจะมาถึงทวีปนี้ ขากลับก็เดินตกปลากันมาตลอด เราสองคนไม่ได้ปลาเลย ที่ตื่นเต้นที่สุดก็มีเพียงปลาใหญ่ตัวหนึ่งว่ายตามเหยื่อแมลงเต่าทองของผมอย่างใกล้ชิดอยู่หลายเมตรแล้วก็ว่ายจากไป

Yellowstone Cutthroat ตัวใหญ่ๆที่ทำยังไงก็ไม่ยอมฮุบเหยื่อ ก่อนมืดเราตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปจอดรถเสี่ยงดวงกันอีกครั้งที่ Soda Butte Creek
ผมนั่งชมความงามของพระอาทิตย์ที่ใกล้จะลับขอบฟ้า แสงสีแดงส้มฉายไปบนท้องฟ้า สะท้อนลงมาอาบท้องทุ่งและสายน้ำ เกิดเป็นภาพงดงามของธรรมชาติพิศุทธิ์ที่เป็นเช่นนี้มานับพันนับร้อยปี
ขณะที่นั่งชมความงามของธรรมชาติอยู่อย่างสงบนิ่ง ผมก็สังเกตเห็นปลาขึ้นจิบที่ผิวน้ำข้างโขดหิน
นี่อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในทริปนี้ที่ผมจะได้ยลโฉม Yellowstone Cutthroat trout ผมค่อยๆคลานเข่าลงไปที่ริมน้ำและเหวี่ยงสายส่งเหยื่อลงไปที่ผิวน้ำอย่างระมัดระวังที่สุด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA Yellowstone Cutthroat เป็นปลาเทร้าท์พื้นถิ่นชนิดเดียวในพื้นที่กว้างใหญ่ของ Yellowstone Park ก่อนที่จะมีการจัดตั้งอุทยาน
ด้วยความที่แม่น้ำเกือบครึ่งหนึ่งของ Yellowtone Park อยู่เหนือน้ำตกสูงจนปลาไม่สามารถจะว่ายทวนน้ำขึ้นมาอยู่ได้ เพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวและมาตกปลา เจ้าหน้าที่อุทยานในยุคเริ่มต้นจึงเอาปลาเทร้าท์ชนิดอื่นมาเพาะพันธุ์และปล่อยลงในแม่น้ำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Rainbow จากฝั่งตะวันตก, Brook จากฝั่งตะวันออก หรือกระทั่ง Brown จากยุโรป โดยที่ไม่ได้คาดคิดว่าจะเกิดความเสียหายอะไรขึ้น
หลายสิบปีต่อมาปลาต่างถิ่นเหล่านั้นแพร่พันธุ์ไปทั่ว Brook trout ที่หาอาหารเก่งแย่งอาหารรวมไปถึงกินตัวอ่อนของ Cutthroat, Rainbow ที่มีช่วงเวลาวางไข่ตรงกันผสมข้ามพันธุ์กับ Cutthroat ไม่นานนัก Yellowstone Cutthroat ก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

Brook Trout เป็นปลาจากภาคตะวันออกของอเมริกา เป็นปลาที่หาอาหารเก่งและโตเร็วจนกลายเป็นปัญหาเพราะแย่งอาหารและกินลูกปลา Yellowstone Cutthroat จนมีจำนวนลดลง แต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับที่ใครสักคนแอบปล่อย Lake Trout ลงใน Yellowstone lake ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่และขยายพันธุ์หลักของ Yellowstone Cutthroat ในช่วงปี 90
Lake Trout เป็นปลาผู้ล่าขนาดใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกนี้ทำให้ Yellowstone Cutthroat ที่อาศัยอยู่ใน Yellowstone Lake มานับพันนับหมื่นปีแทบจะสูญพันธุ์ จากจำนวนที่เคยเห็นว่ายขึ้นไปวางไข่นับล้านๆตัว เหลือเพียงหลักสิบ!

Lake Trout เป็นปลาผู้ล่าขนาดใหญ่ Lake Trout 1 ตัวจะกิน Yellowstone Cutthroat ถึง 70 ตัวต่อปี! 
เจ้าหน้าที่ของ Yellowstone ต้องใช้อวนจับ Lake Trout ออกจากทะเลสาบ Yellowstone ปีละ 3-4 แสนตัว Yellowstone Cutthroat นั้นเป็นมากกว่าปลาสวยงามหายาก มันมีบทบาทสำคัญมากต่อระบบนิเวศน์ของ Yellowstone เพราะการที่มันเป็นปลาชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแล้วว่ายขึ้นไปวางไข่ที่ต้นน้ำต่างๆซึ่งเป็นการนำสารอาหารจากทะเลสาบกลับไปให้กับป่าและสัตว์ต่างๆ
เมื่อ Cutthroat ลดน้อยหายไป บีเวอร์ก็ลดน้อยลง ไม่มีบีเวอร์ก็ไม่สัตว์ที่จะสร้างเขื่อนกันทางน้ำ ภูมิประเทศก็เปลี่ยนแปลง Moose ก็ขาดแหล่งที่อยู่, หมี Grizzly ที่เคยจับ Cutthroat กินก็อดอยากจนต้องย้ายถิ่นออกไปมีเรื่องกับผู้คนที่อยู่รอบๆ Yellowstone ฯลฯ วุ่นวายไปหมด
ด้วยความพยายามเต็มที่ของ Yellowstone National Park ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาทำให้ Yellowstone Cutthroat ค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นทีละน้อย

Yellowstone Cutthroat Trout จาก Soda Butte Creek ที่แสงสุดท้ายของวันพอดี A River Run Through it
หิมะตกหนักมา 2 วัน อุณหภูมิลดลต่ำลงไปถึง -19C จนเราแทบจะออกไปไหนไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงการออกไปแช่น้ำเย็นๆตกปลา เราพยายามแล้วครับแต่เส้นทางเข้าอุทยานปิดหมดเพราะหิมะท่วมสูง


หลังจากตระเวนตกปลาในแม่น้ำสายหลักๆอย่าง Yellowstone, Gardinier, Gibbon, Firehole, Madison, Lamar, Slough Creek, Soda butte creek แล้ว เรายังมีแม่น้ำอีกหนึ่งสายที่ต้องไปเยี่ยมเยือน
Gallatin River เป็นแม่น้ำที่มีต้นกำเนิดอยู่ใน Yellowstone National Park ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือและไหลขึ้นเหนือไปผ่านเมือง Bozeman, Montana
นอกจากจะเป็นแม่น้ำสายงามที่เต็มไปด้วยปลาดีๆแล้ว Gallatin River ยังโด่งดังเพราะมันเป็นแม่น้ำที่ใช้ถ่ายทำฉากสำคัญๆของภาพยนต์ในดวงใจของนักตกปลา Fly Fishing ทั่วโลก A River Runs Through It อีกด้วย

แม่น้ำ Gallatin River ช่วงที่ใช้ถ่ายภาพยนต์ River Runs Through It อยู่ไม่ไกลจาก Bozeman มากนัก เราลุยหิมะลงไปตกปลาที่ริมแม่น้ำ Gallatin ในส่วนที่กำลังจะไหลออกนอกอุทยาน แม่น้ำช่วงนี้สวยมาก ไหลคดโค้งมาระหว่างทุ่งหญ้าสีทองที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน โอบขนาบ 2 ข้างด้วยเทือกเขา ดูจากทำเลโค้งน้ำแล้วน่าจะมีปลาอยู่มากๆ แต่อากาศหนาวเย็น -7C คงจะหนาวเกินไปที่ปลาจะกินเหยื่อ

Gallatin River ในเขต Yellowstone National Park ผมไม่ได้มุ่งหวังอะไร เพราะ 7 วันที่ผ่านมานี้เราได้ตกปลากันอย่างอิ่มเอม ปลาที่เราตกได้แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ก็ครบทุกสายพันธุ์ ตั้งแต่ Rainbow Trout, Brown Trout, Brook Trout, Westslope Cutthroat, Mountain White Fish และ Yellowstone Cutthraot
ที่สำคัญไปกว่านั้น การตกปลา Fly Fishing ได้พาผมเข้าไปสู่ธรรมชาติงดงามในมุมที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนและใช้เวลาอยู่กับธรรมชาตินั้นอย่างเชื่องช้า เมื่อสิ้นวันแทบทุกค่ำคืนก็มีความสุขกับเบียร์เย็นๆอาหารอร่อยๆกับสหาย “นักตกปลา” ผู้ที่ต้องการเพียงออกมาตกปลาด้วยกัน
ตกปลาบ้าง ถ่ายรูปบ้าง ตกบ่ายหนาวจนแทบทนไม่ไหว ผมตั้งใจจะตีสายอีกสัก 2-3 ครั้งสุดท้าย แต่ดูเหมือน Fishing God ของ Yellowstone จะอยากเล่นตลกกับผม เพราะอยู่ดีๆในสายน้ำตรงหน้าก็มีปลาเทร้าท์ใหญ่ที่สุดที่ผมเคยเห็นมาโฉบขึ้นมาบนผิวน้ำแล้วก็ดำหายไป ไม่ว่าผมจะพยายามส่งเหยื่ออะไรลงไปก็ไม่ปรากฎตัวให้เห็นอีกเลย
ครับ Fishing God of Yellowstone ไม่ต้องทำให้ผมคาใจหรอกครับ ผมจะกลับมาที่นี่อีกแน่นอน เพราะที่นี่ Yellowstone คือ Trout Shangri-la ในใจผม

บันทึกจากการเดินทาง เดือนตุลาคม พ.ศ. 2562
ฟังในรูปแบบ Podcast ได้ที่นี่ครับ หรือจะที่ Apple Podcast, Spotify, Google ฯ ครับ
หนังสือที่เป็นแรงบันดาลใจของคนกลางแจ้ง – รอบกองไฟ
ในตอนนี้ ตาเกิ้น นั่งคุยกับสหาย ตุ๋ย สารัชต์ เรื่องหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนกลางแจ้งรุ่นก่อนและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนกลางแจ้งยุคต่อๆมา -
Horned Moons and Savage Santas

ในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับชีวิตกลางแจ้งที่ผมได้เคยอ่านมา ผมคิดว่าเล่มนี้น่าจะเด็ดที่สุดแล้วครับ
Horned Moons and Savage Santas รวบรวมเอา 45 บทความที่คัดสรรแล้วจากฝีมือของนักเขียนชั้นสุดยอดของโลกกลางแจ้งหลายยุคหลายสมัย บางคนอาจจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่าง Ernest Hemingway, Robert Ruark, Jack O’Connor แต่หลายคนก็เป็นนักเขียนที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน กระทั่งว่า มีบางบทความที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกบทความในหนังสือเล่มนี้คล้ายกันก็คือมันล้วนแต่งดงามลึกซึ้ง จนทำให้ถ้อยคำที่ส่งผ่านตัวหนังสือ ผ่านกาลเวลา พิมพ์ลงกระดาษมานี้สามารถส่งผ่านอารมณ์และความรู้สึกจากผู้เขียนมาถึงเราที่เป็นผู้อ่านได้
บทความในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตกปลา ล่าสัตว์ แต่ไม่เลย มันไม่ใช่การเล่าเรื่อง ความตื่นเต้น ความหื่นกระหายที่จะได้พิชิต Trophy ที่อาจจะใหญ่ติดอันดับโลก หลายๆเรื่องไม่มีเสียงปืนดังเลยด้วยซ้ำ ทุกเรื่องกลับบรรยายถึงความรู้สึกที่พวกเขา (ผู้เขียน) มีต่อธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเราอ่านแล้วจะรับรู้ได้เลยว่าความรู้สึกนั้นคือความรักที่ลึกซึ้ง
ผมพอจะพูดได้ว่า ผมอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตกลางแจ้งมาไม่น้อย ทั้งหนังสือไทยและหนังสือต่างประเทศ และผมก็พบว่า หนังสือที่สื่อเล่าเรื่องราวของธรรมชาติได้ลึกซึ้งงดงามที่สุดคือเรื่องที่เขียนโดยนักเขียนตกปลาหรือล่าสัตว์ โดยเฉพาะคนที่ก้าวข้ามการล่าทั่วๆไปแล้ว จนสามารถไปถึงการล่าเพื่ออนุรักษ์ หรืออนุรักษ์เพื่อการล่า ต่างจากงานเขียนแนวอื่นๆที่มักจะเล่าเรื่องการเดินทางอย่างผิวเผิน, เรื่องเกี่ยวกับตัวคนเขียน หรือเรื่องราวการพิชิตต่างๆ
นั่นอาจจะเป็นเพราะคนที่มีโอกาสได้ออกไปตกปลาล่าสัตว์ในประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์นั้น หากจะทำได้ดีจะต้องใช้เวลามากมายอยู่ท่ามกลางป่าหรือลำน้ำจนเข้าใจสัตว์ป่าที่เขาต้องการล่า,ปลาที่เขาต้องการตก และธรรมชาติที่มันอาศัยอยู่อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญที่สุด เมื่อเขาได้เข้าใจและก้าวพ้นความต้องการพื้นฐานที่จะล่าไปแล้ว เขาก็จะหลงรักธรรมชาติอย่างจริงจัง เข้าใจมันในมิติที่ลึกซึ่งกว่าคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ไปจนถึงพร้อมที่จะทุ่มเทแรงกาย กำลังเงินเท่าที่จะทำได้เพื่อจะปกป้องให้ธรรมชาตินั้นคงอยู่เพื่อให้เขาได้มีโอกาสตกปลาหรือล่าสัตว์ต่อไป
ในสังคมไทย โดยเฉพาะในสังคมเมือง เราถูกสั่งสอนกันมาตั้งแต่เด็กว่าการตกปลาล่าสัตว์เป็นบาป เป็นสิ่งเลวร้าย เป็นการทำลายธรรมชาติ
แต่ผมเริ่มมีความคิดที่ว่า ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาด้านเดียวนี้แหละคือต้นเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้การอนุรักษ์ของเราล้มเหลว จนทำให้เราสูญเสียธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นป่า, ทะเล, สัตว์ป่า, สัตว์น้ำไปจนแทบจะไม่มีเหลือ
เพราะความเชื่อนี้ทำให้เราอนุรักษ์ด้วยการกันคนให้ห่างออกจากธรรมชาติ ไม่ให้โอกาสให้คนได้สัมผัสและรักธรรมชาติอย่างแท้จริง เราไม่เคยคิดไม่เคยเรียนรู้ที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดไปเหล่านี้ให้ยั่งยืน
เมื่อไม่มีการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น ก็คงจะไม่มีใครสักกี่คนในสังคมนี้ที่จะทุ่มเทแรงกาย เสียสละโอกาส และร่วมลงทุนที่จะรักษาธรรมชาติไว้ เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ก็เพียงพูดตามๆกันไปว่ารักธรรมชาติ แต่ไม่ลงมือทำอะไร และไม่แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับธรรมชาติ
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงตั้งคำถาม บางคนอาจจะด่าผมอยู่ในใจว่าทำไมผมถึงคิดชื่นชมการตกปลาล่าสัตว์ว่าจะช่วยการอนุรักษ์ได้
ผมอยากให้ลองคิดเสียอย่างนี้ครับ ว่าถ้าเรายอมรับกันว่าการอนุรักษ์ในบ้านเรานั้นกำลังเดินไปในทางที่ล้มเหลว เราก็ควรเปิดใจรับฟัง เปิดใจที่จะสนทนาหารือกันถึงแนวทางที่แตกต่างไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางที่ประสบความสำเร็จในที่อื่นๆ ซึ่งผมอยากจะชวนคุยกันในครั้งต่อๆไป
บางทีหนังสือดีๆ อย่าง Horned Moons & Savage Santas อาจจะพอสร้างความเข้าใจได้สักเล็กน้อย ก่อนที่เราจะมานั่งคุยกันครับ
ตาเกิ้น
ก่อนรุ่งสางของวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ณ บ้านกอปรสุข
-
ปืนยาวของขวัญคริสมาส

ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ชื่อว่า Horned Moons & Savage Santas ซึ่งเป็นหนังสือรวมเล่มบทความชีวิตกลางแจ้งจากนิตยสารในดวงใจภาคภาษาอังกฤษของผมที่ชื่อ Sporting Classic

หนังสือเล่มนี้เยี่ยมมากครับ ทุกเรื่องล้วนแต่เต็มไปด้วยรสชาติและลึกซึ้งไปด้วยความหมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอ่านแล้วประทับใจจนอยากจะเอามาให้อ่านทั่วๆกัน จึงแปลมาให้อ่านกันเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิก ThailandOutdoor Netzine ทุกท่านครับ
บทความเรื่องนี้ชื่อ Christmas Rifle ของนักเขียนนิรนามท่านหนึ่ง
ลองอ่านดูนะครับ
พ่อไม่เคยเห็นใจ คนเกียจคร้าน หรือคนสุรุ่ยสุร่าย และคนที่ไม่เคยพอกับสิ่งที่จำเป็น แต่สำหรับคนที่ต้องการและจำเป็นจริงๆแล้ว หัวใจของพ่อเปิดกว้างราวกับกลางแจ้ง บทเรียนอย่างหนึ่งที่ผมได้รับพ่อก็คือความสุขที่สุดของชีวิตนั้นแท้จริงแล้วนั้นมาจากการให้มากกว่าการรับ
วันนั้นเป็นวันก่อนคริสมาสของปี 1881 ผมอายุ 15 และผมรู้สึกว่าโลกนี้ช่างแสนหดหู่เพราะครอบครัวเราไม่มีเงินพอที่จะซื้อปืนยาวที่ผมอยากได้เป็นของขวัญคริสมาสอย่างแทบเป็นแทบตาย
เราทำงานทุกอย่างเสร็จตั้งแต่เย็น ผมคิดว่าพ่อคงอยากมีเวลาว่างที่จะอ่านไบเบิ้ลร่วมกัน หลังจากอาหารค่ำ ผมถอดรองเท้าบู๊ทแล้วนอนเหยียดยาวอยู่หน้าเตาผิง รอให้พ่อหอบไบเบิ้ลเล่มเก่าลงมา จริงๆแล้วผมก็นอนเสียใจอยู่เงียบๆเรื่องปืนยาว และไม่มีอารมณ์ที่จะอ่านคำสั่งสอนอะไรอีกในตอนนั้น แต่ด้วยความแปลกใจ พ่อไม่ได้ลงมาพร้อมกับไบเบิ้ลแต่กลับแต่งตัวเตรียมที่จะออกจากบ้านอีกครั้ง ทั้งๆที่เราก็จัดการธุระเรียบร้อยไปหมดแล้ว
แต่ผมก็ไม่ได้สนใจกับเรื่องนั้นนานนัก เพราะผมกำลังมัวสงสารโชคชะตาของตัวเองอยู่ ไม่นานนักพ่อก็กลับเข้ามาอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่ามันเป็นคืนที่หนาวเย็นเพราะผมสังเกตเห็นน้ำแข็งเกาะอยู่ที่เคราพ่อ
“แม็ท มากับพ่อซิ แต่งตัวให้แน่นหนาหน่อย คืนนี้ข้างนอกหนาวมาก”
และนั่นก็ทำให้ผมหัวเสียมากๆ นอกจากที่ผมจะไม่ได้ปืนยาวเป็นของขวัญแล้ว พ่อยังจะลากผมออกไปในค่ำคืนที่แสนหนาวเย็นโดยที่ไม่มีเหตุผล เราได้ทำทุกอย่างจนเรียบร้อยสำหรับวันนั้นแล้ว ผมนึกไม่ออกจริงๆว่ายังมีอะไรที่เราจะต้องออกไปทำอีก โดยเฉพาะในค่ำคืนเช่นนี้ แต่ผมก็รู้ว่าพ่อไม่ค่อยมีความอดทนกับคนที่อ้อยอิ่งเวลาที่เขาบอกให้ทำอะไรสักอย่าง ผมก็ได้แต่สวมบู๊ท สวมหมวก และเสื้อโค๊ทแล้วตามพ่อออกไป
แม่ยิ้มให้ผมอย่างมีเลศนัยในตอนที่ผมเปิดประตูออกนอกบ้าน ต้องมีอะไรสักอย่าง แต่ผมนึกไม่ออกจริงๆในตอนนั้น
เมื่อเดินออกมาข้างนอกผมก็ยิ่งท้อแท้ เลื่อนใหญ่เทียมม้าหลายตัวจอดอยู่หน้าบ้าน เห็นอย่างนี้ผมก็พอจะบอกได้แล้วอะไรก็ตามที่เรากำลังจะทำนั้นไม่ง่ายและรวดเร็วแน่ เราไม่ใช้เลื่อนยกเว้นแต่เวลาที่เราจะขนย้ายอะไรที่หนักหนาจริงๆ พ่อขึ้นไปนั่งพร้อมด้วยบังเหียนในมือ ผมปีนไปนั่งอย่างลังเลข้างๆพ่อ แค่นี้ความหนาวก็ทรมานผมพอแล้ว และผมก็ยิ่งอารมณ์เสียไปใหญ่
พ่อขับเลื่อนอ้อมไปจอดที่หน้าโรงเก็บฟืน พ่อโดดลงโดยที่มีผมตามลงไป
“พ่อคิดว่าเราน่าจะเอาขอบอันสูงใส่กับเลื่อนนะ มาช่วยกันดีกว่า”
ขอบอันสูง! งานช้างล่ะทีนี้
ผมแค่อยากจะใช้ขอบอันเตี้ย แต่เมื่อพ่อใส่ขอบเลื่อนอันสูง มันก็หมายความว่าสิ่งที่เราจะทำจะต้องเป็นงานใหญ่มากเลยทีเดียว
หลังจากที่เราเปลี่ยนขอบเลื่อน พ่อก็เข้าไปในโรงฟืนแล้วกลับออกมาด้วยไม้ฟืนเท่าที่จะหอบได้ ไม้ฟืนที่ผมใช้เวลาตลอดหน้าร้อนลากลงมาจากเขา เลื่อยเป็นท่อนๆ แล้วออกแรงผ่าด้วยขวานที่ละอัน พ่อจะทำอะไรนี่ ในที่สุกผมก็อดไม่ได้ที่จะถาม
“พ่อจะทำอะไรครับนี่”
“ลูกเคยผ่านไปทางบ้านคุณเจนเซ่นบ้างมั๊ย” คุณเจนเซ่นที่พ่อพูดถึงเป็นหญิงที่อยู่ห่างไปสักสองไมล์ สามีเธอเสียชีวิตไปเมื่อสักปีมาแล้ว ทิ้งให้เธออยู่กับลูกสามคน โดยที่ลูกคนโตอายุแค่แปดขวบ
แน่ล่ะผมเคยผ่านไปทางนั้นแต่มันเกี่ยวอะไร “ครับ แล้วทำไมล่ะพ่อ”
“พ่อขี่ม้าผ่านไปวันนี้ เจ้าหนูน้อยแจ๊กกี้กำลังออกมาเดินควานหาเศษไม้อยู่ แม็ท พวกเขาไม่มีไม้ฟืนใช้เลย”
พอ่พูดแค่นั้นแล้วก็หันกลับเข้าไปในโรงฟืนและกลับมาพร้อมกับไม้ฟืนอีกหนึ่งหอบใหญ่ ผมทำตามพ่อ เราขนฟืนใส่เลื่อนจนเต็ม จนผมสงสัยว่าม้าจะลากไปไหวหรือ
พ่อบอกว่าพอแล้ว และเดินเข้าไปที่ตู้อบรมควัน พ่อหยิบขาหมูรมควันและเบคอนชิ้นใหญ่ลงมาส่งให้ผมเอาไปรอที่เลื่อน เมื่อกลับมา พ่อแบกแป้งกระสอบใหญ่และหิ้วกระสอบอีกใบมาในมือซ้าย
“พ่อครับ มีอะไรอยู่ในกระสอบใบเล็กครับ”
“รองเท้า พวกเขาไม่มีรองเท้าใส่กันเลย พ่อเห็นเจ้าหนูแจ๊กกี้เอากระสอบป่านมาพันเท้าตอนที่เดินหาเศษไม้ พ่อมีขนมหวานมานิดหน่อยด้วย มันจะเป็นวันคริสมาสได้อย่างไรถ้าไม่มีขนมหวาน”
เรานั่งเลื่อนไปบ้านคุณเจนเซ่นโดยไม่ได้พูดกันสักคำ ขณะที่ผมพยายามจะเข้าใจว่าพ่อพยายามจะทำอะไร เราไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวยหรือมีอะไรมากมายเลย แม้เราจะมีฟืนกองโตแต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ถูกเลื่อยและผ่าให้อยู่ในสภาพมี่ใช้ได้ เราอาจจะมีแป้งและเนื้อพอแบ่งปัน แต่เราไม่ได้มีเงินเลยแล้วทำไมพ่อถึงจะต้องซื้อรองเท้าและขนมหวานไปให้ ผมสงสัยจริงๆว่าทำไมพ่อต้องทำอย่างนี้ คุณเจนเซ่นก็มีเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กว่าเรา ทำไมเราจะต้องสนใจด้วย
เราจอดเลื่อนที่หลังบ้านคุณเจนเซ่นแล้วขนไม้ลงให้เงียบที่สุด และขนเนื้อ,แป้ง และรองเท้าไปที่ประตูหน้า พ่อเคาะประตู ประตูบ้านแง้มเปิดพร้อมกับเสียงกลัวๆ “นั่นใครน่ะ”
“ผมลูคัส ไมล์ และแม็ทลูกชายผมครับคุณนาย เราเข้าไปได้มั๊ยครับ”
คุณเจนเซ่นเปิดประตูให้เราเข้าไป เธอมีผ้าห่มห่อตัวอยู่ เด็กๆห่อตัวด้วยผ้าห่มผืนเดียวกันหน้าเตาผิงที่มีกองไฟเพียงริบหรี่ที่แทบจะไม่ได้ให้ความอบอุ่นใดๆทั้งสิ้น คุณเจนเซ่นมะงุมมะงาหรากับไม้ขีดอยู่พักใหญ่และก็จุดตะเกียงขึ้นมาได้ในที่สุด
“เราเอาของมาให้คุณหลายอย่างครับ คุณนาย” พ่อพูดพร้อมกับวางกระสอบแป้งลง ผมวางเนื้อลงบนโต๊ะ จากนั้นพ่อก็ส่งกระสอบใบเล็กที่มีรองเท้าให้เธอ คุณเจนเซ่นเปิดกระสอบอย่างลังเลและหยิบรองเท้าออกมาทีละคู่ ในกระสอบนั้นมีรองเท้าสำหรับเธอและเด็กๆคนละคู่ ทั้งหมดเป็นรองเท้าอย่างดีที่สุด แข็งแรงและทนทานนานปี
ผมเฝ้ามองเธอตลอดเวลานั้น เธอกัดริมฝีปากล่างไว้เน้นเพื่อไม่ให้มันสั่น น้ำตาเธอคลอเบ้า และในที่สุดมันก็ไหลลงมาอาบแก้มทั้งสองข้าง เธอเงยหน้ามองดูพ่อผมเหมือนกับว่าเธอต้องการพูดอะไรสักอย่างแต่พูดไม่ออก
“เราเอาไม้ฟืนมาให้ด้วยครับ” พ่อพูด “แม็ท ไปเอาไม้ฟืนมาให้พอใช้ในบ้านนะ เราจะได้ก่อไฟให้บ้านอุ่นขึ้น”
ผมไม่ใช่แม็ทคนเดิมเมื่อผมเดินออกไปขนไม้ฟืน ผมรู้สึกเหมือนอะไรมาตันอยู่ที่คอหอย แม้ไม่อยากจะยอมรับแต่ผมก็เต็มไปด้วยน้ำตา ในความคิดผมมองเห็นแต่ภาพเด็กสามคนซุกตัวอยู่หน้าเตาผิง โดยที่แม่ของพวกเขายืนอยู่ด้วยน้ำตานองหน้าและตื้นตันจนพูดไม่ออก หัวใจผมพองโต และความสุขที่ผมไม่เคยได้รู้จักมาก่อนท่วมท้นความคิดและจิตวิญาณ ผมเคยได้ให้ในวันคริสมาสมาก่อน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่การให้สร้างความหมายและความแตกต่างได้เช่นนี้ ผมเห็ได้เลยว่าเราได้ช่วยชีวิตของพวกเขาไว้
ไม่นานนักผมก็ก่อกองไฟที่โชติช่วงและมันก็ทำให้ทุกคนมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เด็กเริ่มหัวเราะได้เมื่อพ่อส่งลูกกวาดให้ คุณเจนเซ่นมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มที่เธออาจจะไม่เคยมีมาแสนนาน
ในที่สุดเธอก็หันมาที่เรา “ขอให้พระเจ้าคุ้มครองพวกคุณ ฉันรู้ว่าพระองค์ได้ส่งพวกคุณมา ฉันและเด็กได้เฝ้าสวดอ้อนวอนพระเจ้าขอให้ส่งเทพมาช่วยเรา”
เหมือนอะไรมาตันคอหอยอีกครั้งและน้ำตาคลอเบ้า ผมไม่เคยนึกถึงพ่อแบบนั้นมาก่อน แต่หลังจากที่คุณเจนเซ่นพูดออกมา ผมก็เร่ิมเห็นว่ามันน่าจะเป็นจริงแบบนั้น
ผมมั่นใจเลยว่าไม่เคยมีคนที่ดีกว่าพ่อบนโลกใบนี้ ผมเริ่มที่จะนึกถึงเวลาที่พ่อตั้งใจทุ่มเทและเหนื่อยยากที่จะทำให้แม่กับผม และคนอื่นๆอีกมากมาย เรื่องราวเหล่านั้นตามกันมาเป็นสายและไม่จบสิ้น
พ่อคะยั้นคะยอให้ทุกคนลองรองเท้าก่อนที่เราจะกลับ ผมต้องแปลกใจอีกครั้งที่ทุกคู่พ่อดีกับเท้าแต่ละคนอย่างไม่น่าเชื่อ ผมสงสัยจริงๆว่าพ่อกะขนาดรองเท้าถูกได้อย่างไร ผมได้แต่เชื่อว่าเมื่อพ่อมาจัดการธุระให้พระเจ้า ท่านก็คงจะช่วยจัดเรื่องขนาดรองเท้าให้
น้ำตาไหลนองหน้าคุณเจนเซ่นอีกครั้ง เมื่อเราลุกขึ้นและบอกลา
พ่อสวมกอดเด็กๆที่ละคนในวงแขนของเขา เด็กๆกอดพ่อแน่นและไม่อยากให้เราจากไป ผมเข้าใจได้ว่าพวกเขาคงจะคิดถึงพ่อของพวกเขามาก และผมก็ดีใจที่ผมยังมีพ่อของผมอยู่
ที่หน้าประตู พ่อหันมาพูดกับคุณเจนเซ่น “ภรรยาผม อยากจะให้ผมเชิญคุณนายและเด็กๆ ไปร่วมทานอาหารวันคริสมาสกับเราในคืนพรุ่งนี้ ไก่งวงนั้นตัวใหญ่เกินกว่าที่เราสามคนจะกินได้ และผู้ชายจะเกิดอารมณ์โกรธได้ง่ายหากเขาจะต้องกินไก่งวงติดๆกันหลายมื้อ เราจะมารับในราวสิบเอ็ดโมง มันคงดีมากที่เราจะมีเด็กเล็กในบ้านอีกครั้ง เจ้าแม็ทลูกชายผมนี่ไม่ได้ตัวเล็กมานานมากแล้ว”
คุณเจนเซ่นพยักหน้ารับคำ “ขอบคุณอีกครั้งค่ะคุณไมล์ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองคุณ และฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะต้องทำเช่นนั้น”
บนเลื่อนในขากลับ ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นที่มาจากข้างใน ผมไม่ได้แม้แต่รู้สึกถึงอากาศที่หนาวเย็นอีกต่อไป เมื่อเราออกมาสักพักหนึ่ง พ่อก็หันมาพูดกับผม
“พ่ออยากจะบอกอะไรให้ลูกรู้สักอย่าง”
“พ่อกับแม่ได้พยายามเก็บเงินทีละเล็กทีละน้อยมาตลอดปีเพื่อที่จะซื้อปืนยาวให้ลูก และพ่อก็เข้าไปในเมืองเช้านี้เพื่อจะไปซื้อปืน แต่ระหว่างทางพ่อเห็นเด็กน้อยแจ๊กกี้เดินหาเศษไม้โดยมีกระสอบป่านห่อเท้าอยู่ ทำให้พ่อคิดว่าพ่อจะต้องทำอะไร และพ่อก็ใช้เงินที่มีอยู่ไปกับรองเท้าและขนมหวานให้เด็กๆนั้น พ่อหวังว่าลุกจะเข้าใจนะ”
ผมเข้าใจและตาผมก็ชุ่มชื้นไปอีกครั้ง ผมเข้าใจดีและดีใจที่พ่อทำไปอย่างนั้น ในตอนนี้ปืนยาวดูเหมือนจะมีความสำคัญน้อยมากสำหรับผม พ่อได้ให้ผมยิ่งกว่านั้นมากมายนัก พ่อได้ให้ความหมายจากใบหน้าของคุณเจนเซ่นและรอยยิ้มอันสดใสของเด็กๆ ตลอดชีวิตต่อมาเมื่อผมได้เห็นสมาชิกในครอบครัวเจนเซ่นหรือเพียงท่อนไม้ฟืน ความทรงจำนั้นก็กลับมาพร้อมกับความสุขที่ผมรู้สึกเมื่อนั่งเลื่อนกลับมากับพ่อในค่ำคืนนั้น พ่อได้ให้ผมมากกว่าปืนยาวในคืนนั้น พ่อได้ให้คริสมาสที่ดีที่สุดในชีวิตผม
แปลโดย ตาเกิ้น
ขอส่งความสุขปีใหม่นี้ให้กับผู้อ่านทุกท่านด้วยบทความที่งดงามนี้
หวังว่ามันจะช่วยให้ท่านมีความสุขกับการให้ เพราะคนที่ขาดแคลนขัดสนที่เราจะพอช่วยเหลือได้ยังมีอีกมากครับ และเมื่อนั้นความทุกข์จากความอยากได้อยากมีของเราก็อาจจะคลายลง
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการใช้ชีวิตกลางแจ้งในปีใหม่นี้และตลอดไป
สวัสดีปีใหม่ครับ
จาก ทีมงาน ThailandOutdoor Netzine
-
เรื่องของสุนทรียภาพ

เราไม่ได้ยินคำว่าสุนทรียภาพกันมานาน อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นคำโบราณล้าสมัยเกินไปแล้ว หรือว่าในยุคนี้เราอาจจะห่างไกลจากความรู้สึกของ “สุนทรียภาพ” กันแน่ครับ
ผมอ่านหนังสือหลายเล่มที่ใช้คำว่า “Aesthetic” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของคำว่าสุนทรีภาพ อ่านเจอในหลายๆที่เข้าก็เริ่มรู้สึกว่าคำนี้มีความหมายลึกซึ้งมากกว่า “ความงาม” ที่เราจะสามารถเห็นได้ด้วยดวงตา หรือฟังได้ด้วยหูเพียงอย่างเดียวมากนัก
คำว่า Aesthetic มีรากศัพท์ มาจากภาษากรีกอีกทีหนึ่ง αἰσθητικός (aisthētikós) ที่มีความหมายที่มีการตีความจากศิลปินหลายคน แต่ถ้าจะให้แปลแบบง่ายในภาษาของผมก็คงเขียนได้ว่า การรับรู้ถึงสิ่งที่ดีที่งามผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ จนเกิดอารมณ์และความรู้สึกลึกๆข้างในตัวเรา
ในยุคหนึ่งคำว่าสุนทรียภาพถูกนำไปใช้เชื่อมโยงกับของราคาแพง เช่นรถยนต์หรู, เหล้าราคาแพง, บ้านหลังใหญ่โต ฯ จนกลายเป็นความรู้สึกของคนทั่วไปที่ติดมากับคำนี้
แต่ไม่ใช่เลย Aesthetic หรือ สุนทรียภาพไม่ได้เกี่ยวข้องกับราคา ไม่ใช่ว่าคนรวยๆถึงจะมีสุนทรียภาพได้ แต่หากความรู้สึกนี้อาจจะผูกพันกับ “คุณภาพ”
มันไม่จำเป็นว่าการขับรถหรูไปกินอาหารราคาแพงในโรงแรม 5 ดาวจะทำให้เกิดสุนทรียภาพ แต่สำหรับบางคนการเพียงได้สูดอากาศรับกลิ่นป่าที่สดชื่น ท่ามกลางเสียงของธรรมชาติ เห็นภาพป่าเขียวขจีในแสงที่งดงามยามเช้า ริมแม่น้ำกลางป่าใหญ่อันพิสุทธิ์ปราศจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ก็อาจจะเป็นสุนทรียภาพที่ไม่จำเป็นต้องเสียเงินสักบาทเดียวเพื่อจะนั่งอยู่ตรงนั้น
ขอเพียงเราสงบใจและเปิดประสาทสัมผัสรับความงดงามทั้งหลายนั้นให้เข้ามาสู่ภายใน
ด้วยชีวิตที่รวดเร็วและเร่งรีบของคนยุคดิจิตอลและโลกของโซเชี่ยลมีเดีย ดูเหมือนว่าผู้คนส่วนใหญ่จะ “มีโอกาส” เข้าถึงความงามได้ง่ายขึ้นแต่จะรู้จักกับคำว่าสุนทรียภาพน้อยลงและมีโอกาสได้สัมผัสกับมันได้ยากขึ้น
ทุกวันนี้เราสามารถเลือกฟังเพลงจากทุกยุคทุกสมัยและจากทุกมุมโลกได้เพียงปลายนิ้วกดเลือก เครื่องเสียงที่สมัยก่อนเคยแพงเกินเอื้อมของคนทั่วไปก็มีให้เลือกหากันสำหรับทุกคน แต่ลองถามตัวคุณดูนะครับว่า เมื่อไหร่คือครั้งสุดท้ายที่ได้นั่งฟังเพลงที่คุณคิดว่าเพราะจับใจได้ตลอดเพลง โดยที่จิตไม่หลุดไปคิดเรื่องอื่น, ขยับตัวไปทำอย่างอื่น หรือหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
ในปัจจุบัน ยุคที่ใครๆก็มีกล้องถ่ายภาพอยู่ในโทรศัพท์มือถือและพรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี่การถ่ายภาพที่แทบจะเกินความฝันของคนยุคก่อน ในโลกยุคนี้จึงมีภาพสวยๆเกิดขึ้นมากมาย ในวันหนึ่งอาจจะมีภาพผ่านตาเรานับพัน แต่เมื่อไหร่คือครั้งล่าสุดที่คุณได้นั่งพินิจความงามของภาพสักภาพหนึ่งให้ลึกซึ้งจนเกิดความชื่นชมขึ้นภายใน
ง่ายดายกว่าคนยุคก่อน เราสามารถพาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามที่ใดก็ได้ในโลก ไม่ว่าจะเป็นกลางป่า, ยอดเขาหรือกลางทะเลลึก แต่เมื่ออยู่ตรงนั้นเรากลับใช้เวลาส่วนใหญ่ในการมองจอ LCD เพื่อบันทึกภาพ หรือหนักไปกว่านั้น เพื่อบันทึกภาพตัวเราเอง
การสัมผัสสุนทรียภาพไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินตรา แต่หากเป็นเราที่จะต้องชะลอให้ช้าลงบ้าง เพื่อที่จะรับรู้คุณภาพและความงามรอบตัวเราให้มากขึ้น
ขอเพียงเราได้สัมผัสและชื่นชมสุนทรียภาพกันให้มากขึ้น ช่วยกันแบ่งปันประสบการณ์ที่สวยงามผ่านโซเชี่ยลมีเดียที่สื่อสารกันแสนจะว่องไวกันให้มากขึ้นสักนิด เมื่อผู้คนได้เสพความงดงามเหล่านี้แทนเรื่องดราม่าที่มีอย่างท่วมท้นในทุกวันนี้บ้าง แนวทางของสังคมเราก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
เพียงแค่นี้โลกมนุษย์ก็ย่อมจะดีกว่านี้แน่ครับ
ตาเกิ้น 7 ธันวาคม 2565
-
ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง

หนึ่งในคำถามที่ผมโดนถามมากที่สุดในชีวิตนี้คือ “พี่เป็นบ้าอะไร ทำไมถึงต้องเข้าป่าบ่อยขนาดนี้”
ผมก็พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ทฤษฎีหนึ่งก็คือ ผมอาจจะได้รับมรดกยีนส์ประหลาด Wanderlust Gene (DRD4-7R) ซึ่งจะทำให้คนที่มีมันอยู่ในตัวเป็นคนอยู่ไม่ติดที่ มาจากปู่ผ่านทางพ่อ ซึ่งทั้งสองคนก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกับผมนี่แหละ
แต่เมื่อได้นั่งคิดพิจารณาในป่ามาหลายครั้ง ผมก็เริ่มเข้าใจเหตุผลขึ้นมาลางๆ
เพื่อนๆที่มีอาการนี้ก็อาจจะมีเหตุผลที่ต่างกันไป ลองฟังของผมดูนะครับ

ล่องแพแม่น้ำเงา มีนาคม 2547 สำหรับผมแล้ว คงตัดเรื่องความท้าทาย ความอยากพิชิตออกไปได้ เพราะการเที่ยวป่าของผมล้วนแล้วแต่เนิบนาบ ไม่รีบร้อน ไม่เน้นไกล ไม่เน้นสูงกับใครเขา
แต่ผมก็พบกว่าความสุขในป่าของผมมาจากความอิสระเสรีเป็นอย่างแรก ความอิสระจากพันธะทางสังคม สิ่งสมมุติที่เราสร้างกันขึ้นมาอย้างซับซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า
เมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ชีวิตเราจะเป็นเรื่องเรียบง่ายชั้นเดียว เดินเหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ง่วงก็นอน ร้อนก็แช่ห้วย ปราศจากความกังวลเรื่องของตัวตนทั้งสิ่งที่เห็นและทั้งในโลกสมมุติ

สำรวจเส้นทาง “ดอยธง” ก่อนที่จะมาเป็นเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา สิ่งที่สอง เมื่อชีวิตเราในป่าเป็นไปอย่างเรียบง่ายปราศจาก “เปลือก”ก็ย่อมทำให้มิตรภาพที่เกิดขึ้นในป่านั้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนที่แท้จริง ปราศจากการตัดสินกันจากเปลือกนอกและผลประโยชน์แอบแฝง
ซึ่งผมก็พบว่า “เพื่อนในป่า” นี่แหละที่ทำให้ให้เราอยากกลับไปยังป่าครั้งแล้วครั้งเล่า

วงอาหารในหมู่เพื่อน สำรวจขุนน้ำเงา มกราคม 2565 ประเด็นที่สาม ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องความท้าทายหรือต้องการพิชิต แต่ผมก็พบกว่าการได้ออกไปค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่, ผู้คน หรือวัฒนธรรม ความรู้สึกตื่นเต้นที่ไม่รู้ว่าอะไรจะรอเราอยู่เมื่อพ้นโค้งข้างหน้าที่สายตามองเห็นได้ อาจจะเรียกว่าการผจญภัยก็คงพอได้ นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ผมออกไปป่าในหลายๆครั้งในที่ที่ผู้คนอื่นๆเขาไม่ไปกัน (อันนี้อาจจะมาจาก Wanderlust Gene)

สำรวจเส้นทางกับ “สหายไก่”เพื่อนผู้ที่เติมความตื่นเต้นให้กับทริปสำรวจของเราได้เสมอ 
พระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยธง กลางทะเลหมอกเดือนมีนาคมที่เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอ (ทริปสำรวจเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา) และเมื่อทั้ง 3 สิ่งนี้เกิดขึ้นประกอบกันอย่างลงตัว เหมือนอาหารที่ปรุงรสชาติได้อย่างกลมกล่อม ท่ามกลางธรรมชาติพิศุทธิ์ที่งดงามปราศจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ย่อมเกิดเป็นความสุขสงบที่สัมผัสได้ แต่ยากนักที่จะบรรยายเป็นคำพูด
ผมเรียกความรู้สึกและช่วงเวลานี้ว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” (Beautiful Moment of Outdoor Life)

ป่าลึกลับที่ขุนน้ำเงา สถานที่หนึ่งที่ยังปราศจากร่องรอยของผู้คน เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้นผมขอเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมเข้าใจถึงเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ผมไปพายเรือแคนูและแค้มป์ริมแม่น้ำน่าน จากอำเภอเวียงสาจนถึงแก่งหลวง ในอำเภอนาน้อยเป็นประจำทุกปี
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พ่อผมเคยใช้ล่องเรือเที่ยวป่าในยุคก่อน และถ้าย้อนเวลาไปเมื่อร้อยปีก่อนก็เป็นเส้นทางที่ปู่ผมใช้ขึ้นล่องค้าขายก่อนที่จะมีถนนเข้ามาถึงเมืองน่าน
ตลอดเส้นทางนี้ เรือแคนูจะพาเราล่องไปบนสายน้ำที่สงบเงียบ 2 ข้างลำน้ำเป็นป่าดง ปราศจากชุมชน, ถนน และผู้คน
ชาวบ้านพระเนตรที่ทำหน้าที่เป็นนายท้ายเรือให้พวกเรานั้นก็สนิทสนมกับพวกเราราวกับเป็นญาติพี่น้อง พอถึงฤดูที่ล่องเรือได้ก็จะต้องคิดถึงกันต้องมาล่องเรือนอนป่าด้วยกันทุกปี ถึงไม่ได้ทำอะไรมากก็ขอเพียงได้ไปวางข่ายหาปลามากินกัน
ทุกครั้งที่เจอกัน สุงเสริม นายท้ายประจำตัวผม ก็จะพูดถึงลำน้ำน่านในช่วงที่เลยแก่งหลวงลงไปมันสวยนักหนา

ลุงเสริม นายท้ายแม่น้ำน่าน และเมื่อลุงเสริมบอกว่า “ถ้าอยากไปก็รีบๆนะ ลุงแก่กว่านี้จะไปไม่ไหวแล้ว ไอ้พวกนี้ก็ไม่เคยมีใครไปสักคน” และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของทริปแคนูสำรวจลำน้ำท้ายแก่ง
หลังจากที่ล่องเรือผ่านแก่งที่เราไม่เคยผ่านมาก่อนจนเรือแทบคว่ำที่แก่งขาม ได้เห็นแก่งที่สวยมากๆที่ผาแดง ผาลิงโยน แล้วเราก็มาจอดพักกันที่แก่งเจ็ดแคว
ริมแก่งเจ็ดแควนี้เป็นหาดที่สวยมาก พื้นเป็นหินก้อนกลมหลากสี บางส่วนเป็นหาดทรายนุ่ม

หาดหินสี ของแก่งเจ็ดแคว จุดที่เป็นประเด็นมีอยู่ว่า ก่อนจะมาพี่จรหัวหน้าคณะผู้นำทางบอกผมว่าเส้นทางช่วงนี้ สองข้างลำน้ำเป็นหน้าผาไม่มีที่กางเต็นท์ ให้ผมเอาเปลมาแทน
แต่ที่ไหนได้ ที่หาดเจ็ดแควนี้เป็นลานโล่ง ไม่มีต้นไม้สักต้นให้ผูกเปล ทั้งนี้ก็เพราะพี่จรเองก็ไม่เคยมาเหมือนกัน
หลังจากนั่งชมวิวที่งดงามกันจนมืดค่ำ เราก็ล้อมวงกันข้างกองไฟ แทะปลาย่างและซดแกงปลาที่เพิ่งวางข่ายมาได้กับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ

วงอาหารเย็น และการวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น ค่ำคืนนั้นผมล้มตัวลงนอนบนผ้าพลาสติกที่ปูไว้บนหาดทรายนุ่ม นอนลืมตาและรับสัมผัสจากสิ่งรอบตัวอยู่พักหนึ่งผมก็ทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาหยิบปากกามาบันทึกความรู้สึกในขณะนั้นเก็บไว้
ในบันทึกนั้นเขียนว่า
“คืนนี้เป็นแค้มป์ที่พิเศษที่สุดคืนหนึ่ง
ด้านหน้าของแค้มป์คือลำน้ำน่านไหลเอื่อยผ่านแก่งเจ็ดแควที่สวยงามยิ่งนักเมื่อกระทบกับแสงสีทองของพระอาทิตย์ที่กำลังลับเหลี่ยมเขา
กลางคืนแค้มป์ของเราส่องสว่างไปด้วยแสงของพระจันทร์แรมหนึ่งค่ำดวงโต โอบกอดไปด้วยเทือกเขารอบทิศ ห่มด้วยดวงดาวเต็มท้องฟ้า กรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมจากกองไฟ และขับกล่อมด้วยเสียงน้ำน่านที่ไหลแผ่วเบา”

ภาพที่เห็นไม่สามารถสื่อความรู้สึกในขณะนั้นได้ คำบรรยายก็ยังทำได้ไม่ดีพอ จะรับรู้ได้ก็ต้องอยู่ตรงนั้นและเปิดใจรับมัน ผมไม่แน่ใจนักว่าอะไรคือส่วนผสมที่ลงตัวจนทำให้เกิดช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้งขึ้นได้
แต่ผมบอกได้เลยว่ามันเสพติดมากๆ
เสพติดขนาดไหน เอาเป็นว่าหลังจากคืนนั้นมา ถ้าเป็นไปได้ผมจะนอนอยู่กลางแจ้งโดยไม่กางเต็นท์ ทุกครั้งที่มีโอกาสละครับ

รอยยิ้มที่เพื่อนๆผมบอกว่าจะเห็นได้ในป่าเท่านั้น ถ้าอยากฟังในอารมณ์ของ Podcast นั่งคุยกัน ก็สามารถฟังได้ทาง “รอบกองไฟ Podcast” ใน Spotify, Apple Podcast, Google Podcast ฯ หรือที่ Buzzsprout ที่ลิ้งค์นี้นะครับ
https://www.buzzsprout.com/1199753/11506303-episode-18?client_source=small_player&iframe=true
-
Hunting and conservation: a view from Denmark

Mother Grethe brought out a large plate from the kitchen. It emitted a flavorful aroma before we could even see what was on the plate.


My dear friend John’s three-generation family and my family sit interchangeably around a large table in the middle of the house. John said that they usually get to sit at this table at Christmas time. But today is a special day and I feel that this is a really special moment.
In the plate that Mother Grethe was carrying , there was thick slices of roast beef lined with small potatoes. As soon as mom put the plate down, they asked me to take the first piece as a guest of the house.

As soon as I put the meat and potatoes in my mouth, I can honestly say it was the most delicious meat I’ve ever tasted in my life.
Part of that may be due to my experience of the origin of this dish.
Go back one week before.
I was sitting in John’s car driving down a small road in complete darkness.
Denmark is an agricultural country. John told me that his country had no natural resources, no precious minerals, no oil. His country was built purely from the labors of farmers. And that explains the landscape of open fields along the way we pass.
But then we arrived at a small forest that we took less than 5 minutes to drive through.
“This is a National Forest,” John said.
Denmark has forests like this, which accounts for less than 5% of the country’s land area.
We drove through the agricultural fields for a while. John then turned his car onto a small road called Jagvej. “It’s my father’s farm.”
“John, the two deer are on the right!” I said softly, as if afraid the deer would hear us in the car.
John stopped the car and retreated into a park on the side of the road, hiding behind the tree line.
“It’s 4:50 now. Today the sun will rise at 5:06. We still have time to prepare,” John told me as we got out of the car. We grab our stuffs and walk slowly down the farm path in the opposite direction of the deer we saw a moment ago. At the same time, sunlight is gradually light up on the horizon

On the way, John pointed me to the small deer footprints that loomed over the potato fields.
Not long after, we walked to a hunting stand made of good wood. Strong and spacious enough for the two of us to sit comfortably.

As John was taking the coffee out of his backpack. I saw something.
“Two deer at the edge of the farm over there. I think they are both males.”
I pointed at the deer I saw in my binoculars. They were in different directions from the first two we saw from the car and were so far apart that we were sure they were different deers.

“The distance is still a bit far. That’s probably around four hundred meters. It’s 5:04 now. We have to wait two more minutes,” said John.
The sun began to rise on the horizon in a very beautiful red-orange color. I used my binoculars to watch the two deers walking freely from the tree line to the open field of the plantation and walked closer and closer to us
Suddenly John tapped me and pointed at something.
Just 20 meters ahead of us, another male deer was walking. Judging from the direction, It must have come out of the tree line near us.
After inspect with binoculars, it was clear that it was a male deer that had reached the required size. John slowly reached for the rifle. He was leaning on and aimed for the deer that was walking further away from us.

John whistled softly. The deer stopped and looked back at the sound of gunfire.
I looked at the clock as soon as the guns sounded 5:12.
I grew up with the belief of the Buddhists in the big city. The law of Karma movie that I watched as a child tells the story that wild animals have children and parents. Hunting produces karma to satisfy us. The animated movie Bambi shows us the cuteness of the deer and the cruelty of the hunters. We have read all along that hunting has almost wiped out the wild animals in our country, etc.
These are all components that make most urban kids like me oppose hunting.
But what I have seen What I’ve learned over the past few years has made me start to open up to a different side of truth.
And if you’re ready to open up to listen, read on. I would love to share my thought with you.
John poured Gammel Dansk into a small cup and handed it to me.
“Skol” We clink glasses in Viking tradition. And I dunked my favorite Danish classic to cure the coldness.
After another cup of coffee, the sky was fully lit. So we climbed down from the hunting stand.
John’s father, “Father Yul,” walked with a rifle from the forest across the farm. He was sitting in another spot and was watching another deer. Father Yul joins us when John sends a message saying that he got a deer.

The Roe Deer is the smallest of the three deer species in Denmark and is the most common type because it can adapt to live around the edge of forests, grasslands and agricultural fields and can increase the population quickly.
Father Yul estimates that this deer is probably about 4 years old. It weighs about 20 kilograms, and when it’s cut, it will give 8-10 kilograms of meat. A simple estimate is about 40 meals.
John and his father carry the deer to the edge of the potato field across from where we sat. A few tens of meters behind the edge of the forest was Father Yul’s beautiful house!

That morning we sat in the house to eat breakfast. Breakfast with John’s parents at the garden window table was the best time of my visit to Denmark, as has always been.

This year, Father Yul is 82 years old, but is still very strong. He had been married to Mother Grethe for 56 years. The two of them worked together on the farm with their own hands until they lived a happy life with children and grandchildren who grew up happily.
These two are a good example of a really happy life.
During this breakfast we talked about hunting and conservation in Denmark.
Unlike America, where the government controls, manages and allocates hunting thoroughly. In Denmark, although the laws and regulations are clearly defined, But the management was with the hunters. which is driven by ethics and love of nature that all hunters want to maintain for sustainability.
John measured the distance from where he shot the deer to the dining table. It is only 171 meters! That’s telling us something that has a very deep meaning.
In Denmark, any one who want to start hunting must go to school one evening each week for six months. This hunting course teaches everything from wildlife species, the environment in which they live, legal requirements, firearm use and safety, wildlife conservation management. And most importantly, the ethics of the hunters.
Anyone aged 18 and over can enroll. After passing the exam, he or she will receive a hunting license which also serve as a license to be able to own firearms for use in hunting. He or she can buy and own Shotguns. But if it’s a rifle will have take another rifle specific course and exam.
Once one have a hunting license, If you want to hunt, you will have to pay for a license of that year, about 2,600 baht per year. The hunting season is clearly defined for each species, gender and maturity of the animal.
The Roe Deer deer hunting season in Denmark starts on May 16 every year. It started with only the mature male deer hunting for 2 months and then stopped . The Roe Deer hunting starting again in October until the end of the year.

When you understand well, It can be seen that this hunting season has been studied in relation to the mating season of each species. Hunting male Roe Deer during the first two months is to keep number of the male deer not too high before the mating season in July. Because if there are too many males, they will fight until many of them die or injure.
After two months of the breeding season, It will be open to hunting again in October with different gender and size of deer in each period to control the number of deer not to be too large.
Because when conservation and wildlife management can is well manage, the deer will be able to double their number in just 1 year! If not hunt or properly manage and let there be too many deers compared to the area and food. The deer will be starved of food, weak, plague, etc. That may reduce the number or whole herd could die.

Roe Deer head that John and his dad had hunted over the years. The are not trophy. But it is a record of fertility of the deer heard on theirs land. The other types of animals have different hunting seasons. Very detailed, the type that specifies the type, gender, size. There is App on the phone to help the hunters deal with this complication. This determination of the seasons and types of predators is based on extensive research so that animals can properly reproduce and hunt them without exhaustion.
When hunters got an animal, they will inform the government agencies for statistics to help plan the wildlife management.
But to my surprise is that there is no limit on how many animal hunter can hunt under his license. I thought if this was not set, all the animals would be hunted.
But I found that the right to hunt this would fall on the landowner. This will allow the owner of the land to take care of the animal and set the limit how much they can hunt. How much must be left to generate enough animals to hunt in the coming years without being exhausted or not being too many until the area is overflowing.
There are also laws that stipulate fair chase rules, which are prohibiting hunting before and after sunset, prohibiting hunting from vehicles, prohibiting baiting with food, etc., Which prevents animals from being hunted indiscriminately and more likely to survive.
it is almost like the farmer are raising these wild animals freely let them roam the area without feeding or supervision.
It is a management that clearly produce the results. The hunter can cultivate the animal and more animals are reproduce in the natural habitat.
Father Yul’s farm is a very good example of this.
“The oldest task in Human history – To live on a piece of land without spoiling it”
Aldo Leopold
from then book The River of the Mother of GodDenmark is an agricultural country. Most of the country has been completely cleared for farming.
In the 1800s, the forests that used to cover Denmark were cleared to less than 3% of the total area. After that, a law was issued to prohibit clearing the forest and starting a new forest planting. As of now, only 14% of Denmark are forests, most of which are planted for lumber, only 5% of the area is protected forest in the state and is spread out in small patches.

From its forestry condition, it was surprising that Denmark still had wild animals everywhere. It is very different from our belief that wildlife only exists when we have hundreds of thousands of hectares of lush forests.
Father Yul show me the pictures of this farms from different eras. It started in 1910 in the era of John’s grandfather. Father Yul was born here. It used to be a cattle ranch, raising dairy cows, raising pigs to become a potato farm today.
When I asked, Father Yul said he started hunting on this land at the age of 6 with a slingshot. 76 years later, there are still a lot of wild animals around as I can see with my own eyes.

On this 100 hectares potato plantation, Father Yul kept some of the land as a forest. There is a well in the middle of the field. Between the plots there were rows of trees, where John told me that decades ago the government asked to switch from pines to shrubs to better accommodate wildlife.

Notice a well on the left. Tree scrubs separate potato plot protect the field from the wind and be the habitat for wildlife. Father Yul has been farming in the area all the time so he can see the condition and the number of wild animals. Beside Father Yul and John, who had been hunting for quite some time, there will be a day of the year when Father Yul invites his best friend to hunt different kinds of animals in the farm. Where father Yul is the one who determines the rules of what to hunt and how many.
Other ranchers who are not a hunter, they can let the hunters they know and trust “lease the rights” to long-term hunting in the area and help take care of the wildlife. It is another source of income from agriculture.
I could see with my own eyes how rich the wildlife was in this arrangement. That morning I saw a hare, a pheasant and five deer in just 15 minutes and had seen wild ducks and foxes on the previous visit.
Not far from Father Yul’s farm was a small forest reserve we drove past. John said the Red Deer, Denmark’s largest deer, lived in the forest and often migrate through the fields at night leaving footprints to be seen. But Father Yul has shot three Red Deers in his farm.

Red deer that Father Yul shot on his land.
Mother Grethe brought out a large plate from the kitchen. It emitted a flavorful aroma before we could even see what was on the plate.

My dear friend John’s three-generation family and my family sit interchangeably around a large table in the middle of the house. John said that they usually get to sit at this table at Christmas time. But today is a special day And I feel that this is a really special moment.
In the plate that Mother Grethe was carrying, there was thick slices of roast beef lined with small potatoes. As soon as mom put the plate down They asked me to take the first piece as a guest of the house.
As soon as I put the meat and potatoes in my mouth I can honestly say it was the most delicious meat I’ve ever tasted in my life.

Part of that may be due to my experience before it became the food on the table for the two families to eat today. Both venison and potatoes grew from Father Yul’s land.
It is pure natural food without any chemicals or hormones.

Unlike pork, beef, and chicken that we eat every day and almost forget that it comes from living things. I have seen that the venison in this dish comes from animals that are born, grow up, live freely and happily in nature. They never have to live in cage, never been abused and its kill was swift. No suffering from crowded transportation and knowing fate. No need to struggle when being dragged into the slaughter room.
May be the taste is not only venison but it was a real taste of life that I had just learned and experienced. The taste of fact that conservation and hunting may not always be the opposite.
Because if there is a proper understanding and management, they are the same and cannot be separated from each other.
-
การล่าและการอนุรักษ์ มุมมองจากเดนมาร์ก

แม่เกรธเธอร์ถือจานใบใหญ่ออกมาจากครัว มันส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาถึงก่อนที่เราจะเห็นของในจานนั้นเสียอีก

ครอบครัวสามชั่วคนของจอห์นเพื่อนรักของผมและครอบครัวของผมนั่งสลับกันอยู่รอบโต๊ะตัวใหญ่กลางบ้าน จอห์นบอกว่าปรกติแล้วพวกเขาจะได้นั่งโต๊ะตัวนี้กันก็ในช่วงคริสต์มาส แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ และผมก็รู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ

ในจานที่แม่เกรธเธอร์ถือมานั้นมีเนื้ออบที่หั่นเป็นชิ้นหนาๆเรียงอยู่กับมันฝรั่งหัวเล็กๆ ทันทีที่แม่วางจานลง พวกเขาก็ขอให้ผมตักก่อนในฐานะแขกของบ้าน
ทันทีที่ผมหั่นเนื้อและมันฝรั่งเข้าในปาก ผมบอกได้เลยว่ามันคือเนื้อที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยได้ลิ้มรสมาในชีวิตนี้
ส่วนหนึ่งนั้นอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผมได้รับรู้ถึงที่มาของอาหารจานนี้
ย้อนไปก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์
ผมนั่งอยู่ในรถของจอห์นซึ่งกำลังขับไปบนถนนเส้นเล็กๆท่ามกลางความมืดสนิท
เดนมาร์กเป็นประเทศเกษตรกรรม จอห์นเล่าให้ผมฟังว่าประเทศของเขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไร ไม่มีแร่มีค่า ไม่มีน้ำมัน ประเทศของเขาจึงสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของของเกษตรกรล้วนๆ และนั่นก็อธิบายภูมิประเทศที่เป็นไร่นาทุ่งโล่งตลอดเส้นทางที่เราผ่าน
แต่แล้วเราก็มาถึงป่าผืนเล็กๆที่เราใช้เวลาขับรถผ่านไม่ถึง 5 นาที
“ตรงนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาตินะ (National Forest)” จอห์นบอก
เดนมาร์กมีป่าเช่นนี้คิดเป็นพื้นที่ไม่ถึง 5% ของพื้นที่ประเทศ
เราขับรถผ่านทุ่งเกษตรกรรมมาอีกพักหนึ่ง จอห์นก็เลี้ยวรถเข้าไปตามถนนเส้นเล็กๆที่ชื่อ Jagvej “ถึงฟาร์มของพ่อผมแล้ว”
“จอห์น กวางสองตัวอยู่ทางขวา!” ผมพูดเบาๆราวกับกลัวว่ากวางจะได้ยินเสียงเราที่อยู่ในรถ
จอห์นหยุดรถแล้วถอยเข้าจอดริมทางหลบหลังแนวต้นไม้
“ตอนนี้ตีสี่ห้าสิบแล้ว วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นตีห้าหกนาที เรายังมีเวลาเตรียมตัว” จอห์นบอกผมในขณะที่เราลงจากรถ หยิบของแล้วค่อยๆเดินไปตามทางเดินของไร่ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เห็นกวางเมื่อสักครู่ พร้อมๆกับที่เห็นแสงอาทิตย์ค่อยๆสว่างขึ้นที่ขอบฟ้า

ระหว่างทางเดิน จอห์นชี้ให้ผมดูรอยเท้ากวางขนาดเล็กที่มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆในแปลงปลูกมันฝรั่ง
ไม่นานนักเราก็เดินมาถึง “ห้าง” ที่ทำจากไม้อย่างดี แข็งแรงกว้างขวางพอที่จะให้เราสองคนขึ้นไปนั่งได้อย่างสบายๆ

ขณะที่จอห์นกำลังหยิบกากาแฟออกจากเป้ ผมก็มองเห็นอะไรบางอย่าง
“กวางสองตัวที่ขอบไร่ด้านโน้น ผมว่ามันเป็นตัวผู้ทั้งสองตัวนะ” ผมชี้มือไปทางกวางที่ผมเห็นอยู่ในกล้องส่องทางไกล มันอยู่คนละทิศกับสองตัวแรกที่เราเห็นจากในรถและไกลกันจนเราแน่ใจว่าต้องเป็นคนละตัวกัน
“ระยะยังไกลไปหน่อย ตรงนั้นน่าจะราวๆสี่ร้อยกว่าเมตรนะ ตอนนี้ตีห้าสี่นาทีแล้ว เราต้องรออีกสองนาทีนะ” จอห์นบอก

พระอาทิตย์เริ่มขึ้นที่ขอบฟ้าเป็นสีแดงส้มสวยงามมาก ผมใช้กล้องส่องทางไกลเฝ้าดูกวาง 2 ตัวนั้น มันเดินอยู่อย่างอิสระ ออกจากแนวไม้มาสู่ลานโล่งของไร่มัน และเดินใกล้เราเข้ามาเรื่อยๆ
ทันใดนั้นจอห์นก็สะกิดผมและชี้ให้ดูอะไรบางอย่าง
ห่างไปข้างหน้าเราแค่ 20 เมตร กวางตัวผู้อีกตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ ไปดูจากทิศทางแล้ว มันคงจะออกมาจากแนวต้นไม้ใกล้ๆเรานี่เอง
หลังจากใช้กล้องส่องทางไกลดูจนชัดแล้วว่าเป็นกวางตัวผู้ที่ได้ขนาดตามกำหนด จอห์นก็ค่อยๆเอื้อมหยิบปืนไรเฟิ้ลที่วางพิงไว้ขึ้นมาเล็งตามกวางตัวนั้นที่กำลังเดินห่างจากเราออกไปเรื่อยๆ

จอห์นผิวปากเบาๆ กวางตัวนั้นหยุดและหันกลับมามองพร้อมๆกับที่เสียงปืนดังขึ้น
ผมดูนาฬิกาทันทีที่สิ้นเสียงปืน 5:12
ผมโตขึ้นมากับความเชื่อเรื่องบาปบุญแบบชาวพุทธในเมืองใหญ่คนอื่นๆ
หนังกฏแห่งกรรมที่เคยดูตอนเด็กๆเล่าเรื่องว่าสัตว์ป่ามีลูกมีพ่อมีแม่ การล่าสัตว์ย่อมทำให้กรรมตามสนองเรา ภาพยนต์การ์ตูน Bambi ทำให้เราเห็นความน่ารักของกวางและความโหดร้ายของนักล่าสัตว์ เราได้อ่านได้ฟังมาตลอดว่าการล่าสัตว์ทำให้สัตว์ป่าในบ้านเราหมดไปแทบจะสูญสิ้น ฯลฯ
เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เด็กที่โตขึ้นมาในเมืองอย่างผมส่วนใหญ่ต่อต้านการล่าสัตว์
แต่สิ่งที่ผมได้เห็น ได้เรียนรู้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ทำให้ผมเริ่มจะเปิดใจที่จะรับความจริงอีกด้านหนึ่งที่ต่างไปจากความเชื่อเดิม
และถ้าคุณพร้อมจะเปิดใจรับฟังก็อ่านต่อเลยครับ ผมจะเล่าให้ฟัง
จอห์นริน Gammel Dansk ใส่จอกเล็กๆยื่นให้ผม
“สโกล์” เราชนแก้วกันตามธรรมเนียมของไวกิ้ง แล้วผมก็กระดกเหล้าคลาสสิคของเดนมาร์กที่ผมโปรดปรานนั้นลงคอแก้หนาว
หลังจากกาแฟอีกคนละแก้วฟ้าก็สว่างเต็มที่ เราจึงปีนลงจากห้าง
“พ่อยูล” พ่อของจอห์นเดินสะพายปืนไรเฟิ้ลมาจากป่าอีกฟากหนึ่งของไร่ เขานั่งซุ่มอยู่อีกจุดหนึ่งและกำลังเฝ้าดูกวางอีกตัว พ่อยูลเดินมาสมทบกับเราเมื่อจอห์นส่งข้อความไปบอกว่าได้กวางแล้ว

โรเดียร์ (Roe Deer) เป็นกวางขนาดเล็กที่สุดในสามชนิดที่มีอยู่ในเดนมาร์ก และเป็นชนิดที่มีจำนวนมากที่สุดพบเห็นได้ทั่วไป เพราะมันสามารถปรับตัวอยู่ได้ในพื้นที่ชายป่า, ทุ่งหญ้า และ ทุ่งการเกษตรได้ และเพิ่มสามารถจำนวนได้อย่างรวดเร็ว
จอห์นจัดการชำแหละกวางตัวนั้นในขั้นต้นอย่างง่ายๆ พ่อยูลประมาณว่ามันน่าจะมีอายุประมาณ 4 ปี มันมีน้ำหนักตัวประมาณ 20 กิโลกรัม และเมื่อชำแหละเสร็จแล้วก็จะได้เนื้อประมาณ 8-10 กิโลกรัม ถ้าประมาณง่ายๆก็คือได้อาหารประมาณ 40 มื้อ
จอห์นกับพ่อชวนกันหิ้วกวางไปยังชายป่าขอบแปลงมันฝรั่งฝั่งตรงข้ามจากห่างที่เรานั่ง ไม่กี่สิบเมตรหลังชายป่านั้นคือบ้านหลังงามของพ่อยูล!

เช้าวันนั้นเรานั่งทานอาหารเช้าในบ้าน ช่วงเวลาอาหารเช้ากับพ่อแม่ของจอห์นที่โต๊ะริมหน้าต่างข้างสวนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมาเดนมาร์กเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

ปีนี้พ่อยูลอายุ 82 แล้วแต่ยังแข็งแรงมาก พ่อบอกว่าแต่งงานกับแม่เกรธเธอร์มาแล้ว 56 ปี ทั้งสองคนช่วยกันทำฟาร์มนี้มาด้วยมือตัวเองจนมีชีวิตที่มีความสุขมีลูกมีหลานที่เติบโตและรักกันกลมเกลียว
สองท่านนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของชีวิตที่มีความสุขจริงๆ
ระหว่างอาหารเช้าครั้งนี้เราคุยกันเรื่องการล่าสัตว์และการอนุรักษ์ในเดนมาร์ก
ต่างจากที่อเมริกาที่รัฐบาลเป็นคนควบคุม, บริหารและจัดสรรการล่าสัตว์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ในเดนมาร์กแม้จะมีกฎหมายและกติกากำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่การจัดการนั้นอยู่กับพราน โดยที่ขับเคลื่อนด้วยจริยธรรมและความรักธรรมชาติที่พรานทุกคนต้องการรักษาไว้ให้ยั่งยืนเป็นหลักใหญ่
การที่จอห์นวัดระยะจากจุดที่เขายิงกวางล้มลงมาถึงโต๊ะอาหาร ได้ระยะทางเพียง 171 เมตร! นั่นกำลังบอกอะไรเราบางอย่างที่มีความหมายลึกซึ้งมาก
คนที่นี่ก่อนจะเริ่มล่าสัตว์ได้ จะต้องไปเข้าเรียน ตอนค่ำสัปดาห์ละหนึ่งวันเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งจะสอนกันทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องสัตว์ป่าชนิดต่างๆ, สภาพแวดล้อมที่มันอยู่อาศัย, ข้อกำหนดของกฎหมาย, การใช้อาวุธปืนและความปลอดภัย, การจัดการเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า และที่สำคัญที่สุดคือจริยธรรมของพราน
ทุกคนที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปสามารถเข้าเรียนได้ เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะได้ใบอนุญาตล่าสัตว์ ซึ่งก็เป็นใบอนุญาตให้สามารถครอบครองอาวุธปืนสำหรับใช้ล่าสัตว์ได้ (ที่เดนมาร์กมีแต่ปืนยาวสำหรับล่าสัตว์ ไม่มีปืนสั้น) ปืนลูกซองสามารถซื้อได้เลย แต่ถ้าเป็นปืนไรเฟิ้ล จะต้องไปเรียนและสอบใบอนุญาตอีกขั้น
เมื่อมีใบอนุญาตล่าสัตว์แล้ว ถ้าต้องการล่าสัตว์ก็จะต้องจ่ายค่าใบอนุญาตของปีนั้นๆไป ประมาณ 2,600 บาทต่อปี เมื่อจ่ายแล้วก็สามารถล่าสัตว์ได้ทุกชนิดไม่จำกัดจำนวน แต่จะมีการกำหนดฤดูกาลเวลาที่สามารถล่าได้ไว้อย่างชัดเจนสำหรับสัตว์แต่ละชนิดแยกเพศและอายุ
ฤดูล่ากวาง Roe Deer ในเดนมาร์ก เริ่มวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปี โดยเริ่มจากให้ล่ากวางตัวผู้ที่โตเต็มที่แล้วอย่างเดียวเท่านั้นเป็นเวลา 2 เดือน จากนั้นก็จะหยุดไม่ให้ล่า Roe Deer ไปเริ่มล่าได้อีกครั้งในเดือนตุลาคมไปจนถึงสิ้นปี

Roe Deer ตัวผู้ที่โตเต็มวัยแล้วตัวนี้อายุประมาณ 4 ปี มีน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ให้เนื้อเป็นอาหารได้ 8-10 กิโลกรัม หรือเท่ากับอาหารประมาณ 40 มื้อ เมื่อทำความเข้าใจให้ดี ก็จะเห็นได้ว่าฤดูล่าสัตว์นี้ถูกศึกษามาแล้วให้สัมพันธ์กับฤดูผสมพันธุ์ของของสัตว์แต่ละชนิด การล่า Roe Deer ตัวผู้ในช่วงสองเดือนแรกนี้เป็นการควบคุมจำนวนกวางตัวผู้ไม่ให้มีมากเกินไปก่อนจะถึงฤดูผสมพันธุ์ในเดือนกรกฎาคม เพราะถ้ามีตัวผู้มากเกินไป มันก็จะต่อสู้กันจนบาดเจ็บล้มตาย
เมื่อเว้น 2 เดือนในช่วงฤดูผสมพันธุ์แล้ว ก็จะกลับมาเปิดให้ล่าอีกครั้งในเดือนตุลาโดยที่กำหนดเพศและขนาดกวางต่างกันไปในแต่ละช่วงเพื่อควบคุมจำนวนกวางไม่ให้มีมากจนเกินไป
เพราะเมื่อการอนุรักษ์และการจัดการสัตว์ป่าสามารถทำได้ดีเช่นนี้แล้ว สัตว์ตระกูลกวางจะสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าได้ในเวลาเพียง 1 ปี! ถ้าไม่ล่าไม่จัดการ และปล่อยให้มีจำนวนมากเกินไปจนแออัดเมื่อเทียบกับพื้นที่และอาหารแล้ว กวางก็จะขาดอาหาร, อ่อนแอ, เกิดโรคระบาด ฯ จนอาจจะทำให้จำนวนลดลงหรือตายยกฝูงได้

หัวกวาง Roe Deer ที่พ่อยูลและจอห์นล่าจากแผ่นดินที่เขาดูแล มันไม่ใช่ Trophy อวดความเก่งกาจแต่หากเป็นบันทึกถึงความสมบูรณ์ของผืนดินที่มีสัตว์ให้ล่ามาตลอด ส่วนสัตว์ประเภทอื่นๆก็จะมีฤดูล่าที่แตกต่างกันไป ละเอียดมากชนิดที่ระบุชนิด เพศ ขนาด ว่ากันเป็นวันๆ จนต้องมี App ในโทรศัพท์มาช่วยเตือนพราน การกำหนดฤดูและประเภทของสัตว์ที่ล่าได้นี้มาจากการศึกษาวิจัยมาอย่างดีเพื่อให้สัตว์ขยายพันธุ์ได้อย่างเหมาะสมและใช้ประโยชน์ได้โดยไม่หมดไป
เมื่อพรานล่าสัตว์อะไรได้ก็จะช่วยกันแจ้งไปให้หน่วยงานของรัฐเพื่อทำสถิติช่วยวางแผนการจัดการต่อไป
แต่ที่ผมแปลกใจมาก ก็คือการที่ไม่มีการกำหนดจำนวนที่แต่ละคนจะล่าได้ เพราะคิดว่าถ้าไม่กำหนดเช่นนี้สัตว์ก็ต้องถูกล่าหมดแน่ๆ
แต่ผมก็พบว่าสิทธิในการล่าสัตว์นี้จะตกอยู่กับเจ้าของที่ดิน ซึ่งก็จะทำให้เจ้าของที่ดินนั้นๆคอยดูแลเองว่าจะล่าได้แค่ไหน ต้องเหลือไว้แค่ไหน จึงจะมีสัตว์ให้ล่าในปีต่อๆไปโดยไม่หมดหรือไม่มีจำนวนมากเกินไปจนล้นพื้นที่
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่กำหนดกติกาการล่าอย่างเป็นธรรม (fair chase) ซึ่งก็คือห้ามการล่าก่อนและหลังพระอาทิตย์ตก, ห้ามล่าจากยานพาหนะ, ห้ามล่อด้วยอาหาร ฯ ซึ่งก็จะทำให้สัตว์ไม่ถูกล่าอย่างไม่เป็นธรรมและมีโอกาสรอดอยู่มากขึ้น
ดูแล้วก็เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์ป่าเหล่านี้ไว้อย่างอิสระโดยที่ไม่ต้องให้อาหารหรือคอยดูแลอะไร
เป็นการจัดการที่เห็นผลชัดเจน คือล่าแล้วสัตว์เพิ่มขึ้น ธรรมชาติสมบูรณ์ขึ้น
ไร่ของพ่อยูลคือตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้
“The oldest task in Human history – To live on a piece of land without spoiling it”
ALDO LEOPOLD
“หน้าที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ – การเลี้ยงชีวิตจากผืนดินผืนหนึ่งโดยที่ไม่ทำลายมัน”
จากหนังสือ THE RIVER OF THE MOTHER OF GODเดนมาร์กเป็นประเทศเกษตรกรรมแท้ๆ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจึงถูกถางทำการเกษตรจนหมด
ในช่วงปี 1800 ป่าที่เคยปกคลุมเดนมาร์กถูกถางจนเหลือไม่ถึง 3% ของพื้นที่ทั้งหมด หลังจากนั้นมาจึงได้มีการออกกฎหมายห้ามถางป่าและเริ่มปลูกป่ากันใหม่ มาถึงตอนนี้เดนมาร์กก็มีป่าแค่ 14% ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นป่าปลูกเพื่อใช้ไม้ มีเพียง 5%ของพื้นที่เท่านั้นที่เป็นป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ของรัฐและก็กระจายกันอยู่เป็นหย่อมเล็กๆ

ภูมิประเทศส่วยนใหญ่ของเดนมาร์กจะเป็นที่ราบ เป็นทุ่งเกษตรกรรมแปลงใหญ่โล่งสลับกับแนวต้นไม้ผืนเล็กๆ จากสภาพป่าแบบนี้น่าแปลกใจว่าเขายังมีสัตว์ป่าอยู่ทั่วไป มันช่างแตกต่างจากความคิดของเราที่เชื่อว่าสัตว์ป่าจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อเรามีป่าสมบูรณ์ผืนใหญ่ๆเป็นแสนเป็นล้านไร่เท่านั้น
พ่อยูลให้ผมดูภาพของฟาร์มหลายยุคสมัย เริ่มตั้งแต่ปี 1910 ในยุคปู่ของจอห์น พ่อยูลเกิดที่นี่ จากเดิมที่เคยเป็นฟาร์มปศุสัตว์ เลี้ยงวัวนม เลี้ยงหมู จนกลายมาเป็นไร่มันฝรั่งในวันนี้
เมื่อผมตั้งคำถาม พ่อยูลเล่าว่า พ่อเริ่มล่าสัตว์บนที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ 6 ขวบด้วยหนังสติ๊ก มาจนถึงวันนี้ผ่านมา 76 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีสัตว์ทุกชนิดมากมายให้ล่าได้ไม่ขาดอย่างที่ผมได้เห็นด้วยตาตัวเอง

บนไร่มันฝรั่งขนาด 625 ไร่นี้ พ่อยูลเก็บพื้นที่บางส่วนไว้เป็นป่า มีบ่อน้ำอยู่กลางที่ ระหว่างแปลงมันมีแนวต้นไม้ซึ่งจอห์นเล่าให้ผมฟังว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนรัฐบาลขอให้เปลี่ยนจากแถวต้นสนมาเป็นไม้พุ่มหลากชนิดเพื่อให้สัตว์ป่าได้อาศัยอยู่ได้ดีขึ้น

ทางซ้ายคือบ่อน้ำ และแปลงปลูกมันฝรั่งจะถูกห้อมล้อมด้วยแนวต้นไม้เพื่อบังลมและเป็นที่อยู่อาศัยให้สัตว์ พ่อยูลทำไร่อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาจึงได้เห็นความเป็นไปและจำนวนของสัตว์ป่า นอกจากพ่อยูลและจอห์นที่ล่าสัตว์กันตามสมควรแล้ว จะมีวันหนึ่งของปีที่พ่อยูลจะชวนเพื่อนสนิทเข้ามาล่าสัตว์ชนิดต่างๆในไร่ โดยที่พ่อเป็นคนกำหนดกติกาว่าจะล่าอะไรบ้างกี่ตัว
เจ้าของไร่คนอื่นๆที่อาจจะไม่ได้ล่าสัตว์ด้วยตัวเอง ก็สามารถให้พรานที่รู้จักและไว้ใจ “เช่าสิทธิ” การล่าสัตว์ในพื้นที่แบบระยะยาวและช่วยกันดูแลสัตว์ป่าได้ เป็นรายได้เสริมจากการเกษตรกรรมอีกทางหนึ่ง
ผมเห็นกับตาแล้วว่าการจัดการเช่นนี้ทำให้มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์แค่ไหน ในเช้าวันนั้นผมได้เห็น กระต่ายป่า, นกไก่ฟ้า และกวางถึง 5 ตัวในเวลาแค่ 15 นาทีและก็เคยเห็นเป็ดป่าและหมาจิ้งจอกในครั้งก่อนที่แวะมา
ห่างจากไร่ของพ่อยูลไม่ไกลเป็นพื้นที่ป่าสงวนผืนเล็กๆที่เราขับรถผ่านมา จอห์นบอกว่า Red Deer ซึ่งเป็นกวางที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์กอาศัยอยู่ในป่านั้นเป็นฝูง และมักจะเดินย้ายถิ่นหากินผ่านไร่ในตอนกลางคืน ทิ้งรอยเท้าไว้ให้เห็น แต่พ่อยูลก็เคยยิง Red Deer ที่มาอยู่ในไร่ของเขาได้ถึง 3 ตัวแล้ว

Red Deer กวางขนาดใหญ่ที่พ่อยูลยิงได้ในที่ดิน 
หัวกวาง Red Deer ของพ่อยูล
แม่เกรธเธอร์ถือจานใบใหญ่ออกมาจากครัว มันส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาถึงก่อนที่เราจะเห็นของในจานนั้นเสียอีก

ครอบครัวสามชั่วคนของจอห์นเพื่อนรักของผมและครอบครัวของผมนั่งสลับกันอยู่รอบโต๊ะตัวใหญ่กลางบ้าน จอห์นบอกว่าปรกติแล้วพวกเขาจะได้นั่งโต๊ะตัวนี้กันก็ในช่วงคริสต์มาส แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ และผมก็รู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ

ในจานที่แม่เกรธเธอร์ถือมานั้นมีเนื้ออบที่หั่นเป็นชิ้นหนาๆเรียงอยู่กับมันฝรั่งหัวเล็กๆ ทันทีที่แม่วางจานลง พวกเขาก็ขอให้ผมตักก่อนในฐานะแขกของบ้าน
ทันทีที่ผมหั่นเนื้อและมันฝรั่งเข้าในปาก ผมบอกได้เลยว่ามันคือเนื้อที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยได้ลิ้มรสมาในชีวิตนี้

ส่วนหนึ่งนั้นอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผมได้รับรู้ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นอาหารบนโต๊ะให้เราทั้ง 2 ครอบครัวได้กินกันในวันนี้ ทั้งเนื้อกวางและมันฝรั่งล้วนเติบโตขึ้นมาจากผืนดินของพ่อยูล
มันคืออาหารจากธรรมชาติแท้ๆที่ปราศจากสารเคมีหรือฮอร์โมนใดๆ

ผมได้เห็นกับตา และเข้าใจด้วยหัวใจถึงที่มาของเนื้อในจานนี้ ต่างจากเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ที่เรากินกันจนลืมตัวว่ามันมาจากสิ่งมีชีวิต ผมได้เห็นแล้วว่าเนื้อกวางในจานนี้มาจากสัตว์ที่เกิดขึ้นและเติบโตขึ้นมาในธรรมชาติอย่างอิสระอย่างมีความสุข พวกมันไม่เคยต้องถูกกักขัง ไม่เคยโดนกระทำทารุณ และการตายของมันก็รวดเร็ว ไม่มีความทรมานจากการขนส่งที่แออัดและรู้ชะตากรรม ไม่ต้องดิ้นทุรนทุรายเมื่อถูกลากเข้าสู่ห้องเชือด
ทุกส่วนของมันถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ไม่สูญเปล่า การใช้ประโยชน์จากมันทำให้เกิดกระบวนการอนุรักษ์จากพื้นฐานของการเห็นคุณค่าและทำให้เผ่าพันธุ์ของมันได้รับการดูแลให้ดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์และอิสระ
รสชาติในปากนั้นอาจจะไม่ใช่เพียงเนื้อกวาง
แต่มันเป็นรสชาติความจริงของชีวิตที่ผมเพิ่งจะได้เรียนรู้และสัมผัสว่าที่จริงแล้วการอนุรักษ์, การใช้ประโยชน์ และการล่าอาจจะไม่ใช่สิ่งตรงกันข้ามกันเสมอไป
เพราะถ้าหากมีความเข้าใจและการจัดการที่ถูกต้องแล้ว มันคือสิ่งเดียวกันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย
-
ชะตากรรมของนกเป็ด

เช้านี้ผมเห็นนกเป็ดแดง 4 ตัวมาลงในบึงน้ำที่หน้าบ้านเชียงใหม่ เป็นเรื่องน่าดีใจ และก็เป็นที่น่าสงสัยด้วยว่า ทำไมเราจึงมักจะพบพวกมันที่นี่ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่จะหายไปไม่มีให้เห็นในช่วงอื่นๆของปี
แม้จะดีใจที่ได้เห็นนกเป็ดแดง แต่มันก็ทำให้ผมสะท้อนใจแอบเศร้าอยู่ไม่น้อย เพราะอะไร จะเล่าให้ฟังครับ

นกเป็ดแดง (ภาพจาก Internet) ในยุคนี้นานๆครั้งเราจะได้ยินข่าวคราวของนกเป็ดน้ำทางสื่อ เช่น “นกเป็ดน้ำกว่า 200 ตัวลงที่บึงน้ำ” หรือ “แม่นกเป็ดพาลูก 6 ตัวข้ามถนน หวิดโดนรถทับ กู้ภัยช่วยทัน นำส่งกรมอุทยาน”

เป็ด 7 ตัวข้ามถนนเป็นข่าวใหญ่ แต่เป็ดนับแสนหายไปไม่มีใครสังเกต ย้อนไปประมาณปี 2535 ในตอนที่ผมหัดดูนกใหม่ๆ ผมเคยได้ไปดูนกเป็ดที่อพยบหนีหนาวจากทางเหนือเข้ามาอยู่ที่บึงน้ำรังสิตระหว่างคลอง 1 และ คลอง 3 เพียงแค่เลี้ยวรถลงจากถนนรังสิตองครักษ์ก็จะเห็นนกเป็ดนับแสนๆตัวบินร่อนอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด
ถ้าจะให้แปลกใจกว่านั้น ในปีเดียวกัน ผมก็ได้ไปดูนกเป็ดน้ำที่ซอยลาดพร้าว 105 ซึ่งมีฝูงนกเป็ดนาๆพันธุ์นับแสนๆตัวมาอาศัยอยู่ในบึงน้ำขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดการขุดหน้าดินไปขาย มากมายชนิดที่ถ้าขึ้นบินพร้อมๆกันก็แทบจะทำให้ท้องฟ้ามืดมิด
ปัจจุบันหลักฐานที่พอจะหาได้ก็คงมีเพียงบึงที่ชื่อ “บึงนกเป็ดน้ำ” ในซอยลาดพร้าว 107 ส่วนที่รังสิต ไม่มีร่องรอยอะไรให้สืบหาได้เลย
ผมยังจำได้ถึงบทเรียนหนึ่ง ที่บอกเล่าว่า หากเรามีพ่อแม่เป็ดคู่หนึ่ง อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และไม่ถูกล่า ภายใน 5 ปี เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ ออกลูกออกหลาน จนมีจำนวน ถึง 2,000 ตัว

เป็ด 2 ตัว สามารถขยายพันธุ์เป็น 2,000 ตัวได้ใน 5 ปี ผมลองคูณดูเล่นๆว่าถ้าในปี 2535 เรามีเป็ดเพียงคู่เดียว 30 ปีผ่านมานี้ เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ได้ถึง 2,000,000,000,000,000,000 ตัว นับจำนวนเลขศูนย์แทบไม่ถูกเลยครับ
แล้วเป็ดของเราหายไปไหนละครับ
คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว
แต่ที่แย่กว่านั้นคือ คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่เคยสนใจว่านกเป็ดจะมีอยู่หรือหมดไป อาจจะมีบางส่วนที่เห็นนกเป็ดเป็นนกสวยงามที่เห็นสักครั้งหรือสองครั้งก็พอ
นอกจากนี้ “นักวิจัยสัตว์ป่า” ของเราที่มีอยู่ก็มุ่งไปทำวิจัยกันแต่สัตว์ป่าหายาก ไปจนถึงกบเขียดในป่ากันซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีวี่แววว่างานวิจัยเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์กับคุณหมู่มากอย่างไรบ้าง
ถ้าถามว่า “เราควรอนุรักษ์นกเป็ดน้ำหรือไม่” คนคงแย่งกันตอบว่า “แน่นอน เราต้องอนุรักษ์สัตว์ป่า” แต่ถ้าถามต่อว่า “เราจะอนุรักษ์นกเป็ดน้ำทำไม และควรจะให้มันมีจำนวนมากแค่ไหน” ผมเชื่อว่าอาจจะไม่มีใครตอบได้
นั่นอาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยสนใจนกเป็ดกันอย่างจริงจัง และไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อนุรักษ์” (Conservation) กันเลย
ในช่วงปี ค.ศ. 1900 สถานการณ์สัตว์ป่าในอเมริกาดูเหมือนจะย่ำแย่กว่าบ้านเรามาก สัตว์ป่าทุกชนิดถูกล่าขายโดยไม่มีข้อจำกัดจนแทบหมดสิ้น ควายไบซันหลายสิบล้านตัวถูกล่าจนเหลือน้อยกว่าร้อย นกเป็ดก็เช่นกัน
รัฐบาลกลางสหรัฐ เริ่มประกาศกฎหมาย “อนุรักษ์” หรือ Conservation Law กำหนดให้สัตว์ป่าทุกชนิดเป็นทรัพยากรที่ประชาชนอเมริกันทุกคนเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน พร้อมกันนั้นก็จะต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มารักษาให้คงอยู่ตลอดไป
หนึ่งในวิธีจัดการการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรสัตว์ป่าก็คือการออกสแตมป์เป็ด (Duck Stamp)

สแตมป์เป็ดที่เป็นตั๋วใบอนุญาตล่าเป็ดไปในตัว Duck Stamp เริ่มออกครั้งแรกในปี 1934 มันเป็นรูปแบบหนึ่งของใบอนุญาตล่าสัตว์ที่ออกมาให้นักล่าเป็ดโดยเฉพาะ แต่ต่อมาก็มีรูปแบบที่จำหน่ายให้กับนักสะสมสแตมป์และผู้คนที่อยากสนับสนุน “การอนุรักษ์” โดยที่ไม่ได้ล่าเป็ด การออกแบบสแตมป์เป็ดมีการประกวดและมีภาพวาดสวยๆออกมามากมายทุกปีจนกลายเป็นของสะสม

สแตมป์เป็ดที่ออกมาตั้งแต่ปี 1934 เงินที่ได้สามารถนำไปซื้อที่อยู่เป็ดได้กว่า 13 ล้านไร่ เทียบได้กับอุทยานเขาใหญ่ 10 แห่ง เงินที่ได้จากการจำหน่ายสแตมป์เป็ดนี้กว่า 98% ถูกนำไปซื้อพื้นที่ชุ่มน้ำมาจัดเป็นเขตสงวนให้นกเป็ดได้อยู่อาศัยแล้วถึง 5.3 ล้านเอเคอร์ (13.4 ล้านไร่ หรือประมาณ 10 เท่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) และมีเงินอีกส่วนหนึ่งจากภาษีที่เกี่ยวข้องนำไปจ้างพนักงานพิทักษ์ป่าที่คอยตรวจตราจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายล่าสัตว์และสนับสนุนการวิจัยที่จะทำให้เป้ดอยู่ได้อย่างยั่งยืน
หลังจากนั้นเป็นต้นมาจำนวนนกเป็ดก็เพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง ประมาณกันว่าตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมาในอเมริกามีนกเป็ดคงที่ที่ประมาณ 230 ล้านตัว
เมื่อมีที่อยู่อาศัยนกเป็ดสามารถขยายพันธุ์ได้เร็วมากและจะต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มี การใช้ประโยชน์จากการล่าก็สามารถทำได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง
การล่าเป็ดสร้างรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจอเมริกาถึงปีละกว่า 3 พันล้านเหรียญ หรือกว่าหนึ่งแสนล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีให้รัฐถึงประมาณปีละ 530 ล้านเหรียญหรือ 18,000 ล้านบาท

การล่าเป็ดในอเมริกาสร้างรายได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และภาษีให้รัฐกว่า 18,000 ล้านบาท มากเพียงพอที่จะเอาเงินกลับมาป้อนเลี้ยงการอนุรักษ์ ในบ้านเราทุกวันนี้นกเป็ดมีสถานะตรงกันข้ามกับ”ผี” ก็คือมีตัวตนอยู่บ้าง แต่ผู้คนกลับไม่เคยสนใจไม่เคยให้ความสำคัญ
เมื่อเป็ดลงกินข้าวมันคือศัตรูของชาวนา เมื่อลงกินปลามันก็เป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ เมื่อมันไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใคร พวกมันจึงถูกแอบล่า, ถูกดัก ถูกวางยาเบื่อ ไม่มีค่าอะไรเกินกว่าเนื้อเหนียวๆที่เป็นอาหารได้สักจาน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ หน่วยงานอนุรักษ์ทั้งหลายก็มองข้ามเมื่อมันไม่ได้อยู่ในเขตอนุรักษ์

เมื่อกินข้าวเป็นจะเป็นศัตรูกับชาวนา เมื่อกินปลาเป็ดจะเป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ คนไทยเราสงสารเป็ด แต่เราไม่เคยมองเห็นความสำคัญของการอยู่รอดหรือความอุดมสมบูรณ์ของนกเป็ดแต่ละสายพันธุ์ในธรรมชาติเลย
เปล่าเลย ผมไม่ได้พยายามชวนให้คนมาล่านกเป็ดกัน เพราะมันมีจำนวนลดลงจนไม่ควรจะมีการล่ากันแล้วจนกว่าเราจะมีวิธีจัดการให้เป็ดในธรรมชาติเพิ่มจำนวนขึ้นได้ก่อน
แต่ผมอยากจะขออาศัยเรื่องของเป็ดมาเป็นตัวเล่าเรื่องให้เห็นภาพว่า “แนวทางการอนุรักษ์” ที่ทำกันมา 62 ปีนี้ (ซึ่งเราก็ไปเอาตัวอย่างมาจากอเมริกาเกือบทั้งหมด แต่ปฏิบัติแล้วล้มเหลว และแปรสภาพไปจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม) อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องที่จะเดินต่อไปข้างหน้า
สาเหตุหลักอาจจะเป็นเพราะตอนนี้ “การอนุรักษ์สัตว์ป่า” ของเรานั้นอยู่บนพื้นฐานของ “ความสงสาร” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้อิงหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการจัดการที่ควรทำ ไม่มีความสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ รูปแบบจึงออกไปในทาง “รับบริจาค” เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำคนทำงานก็เหนื่อยแทบตาย ผลที่ได้ก็มีแต่จะเห็นว่าธรรมชาติและสัตว์ป่าถดถอยลงไปเรื่อยๆ


เราตื่นเต้นกับเป็ดนจำนวนหลักร้อย คำถามคือเราควรจะมีเป็ดในธรรมชาติสักกี่ตัว เป็ดของเราหายไปไเกือบหมดแล้วครับ พร้อมๆสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำอีกหลายชนิด
คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว
ถูกต้องทุกข้อครับ และที่แย่ที่สุด เราไม่เคยใส่ใจกับการหายไปของเป็ดและสัตว์อีกหลายๆอย่างในธรรมชาติเลย
ถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะเลิกโทษกันแล้วหันหน้าเข้ามาร่วมวงสนทนาหารือเพื่อหาแนวทาง “อนุรักษ์” กันใหม่
-
นิตสารที่เรารัก

เพื่อนๆหลายคนก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกับผม ที่เติบโตมากับ “นิตยสาร”
ในโลกของสังคม Online วันนี้ ดูเหมือนว่า “นิตยสาร” จะค่อยๆลดบทบาทลง ค่อยๆหายไปจาก “แผงหนังสือ” ที่ทะยอยหายไปพร้อมๆกัน
ในขณะที่สื่อ Online โดดเด่นมากในเรื่องของความรวดเร็วในการนำเสนอและอิสระเสรีภาพของการเผยแพร่ความรู้และความคิด แต่ใช่หรือไม่ว่า หลายๆครั้งที่เราอ่านสื่อ online เราคงมีคำถามบางอย่างค้างคาอยู่ในใจ เกี่ยวกับที่มาและความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เราอ่านนั้น
ผมเองยังเชื่อว่านิตยสารยังคงมีคุณค่าเฉพาะตัวของมันอยู่บนเส้นแกนคุณค่าของสื่อ
พื้นที่ระหว่างสื่อ Online ที่รวดเร็วและเผยแพร่ได้เร็ว กับหนังสือดีๆที่ต้องใช้เวลาคัดสรร เรียบเรียงอาจจะเป็นแรมปีกว่าจะออกมาให้เราอ่านกันได้ นิตยสารเป็นสื่อที่อยู่ตรงกลาง
นิตยสารดีๆสักเล่มหนึ่ง จะมีแนวทางที่ชัดเจนและยึดมั่นในคุณค่าส่งที่เขานำเสนอ จนพวกเราคนอ่านสามารถสัมผัสได้ บทความแต่ละบทย่อมต้องถูกตรวจทาน กลั่นกรอง และรับรองโดยมีชื่อเสียงของหัวหนังสือเป็นตัวค้ำประกัน
ทุกวันนี้ผมยังมีความสุขเสมอที่ได้อ่านนิตยสาร ยังมี 2 ฉบับ ที่ผมยังได้รับเป็นเล่มกระดาษ ซึ่งผมก็จะดีใจกระโดดโลดเต้นทุกครั้งที่กลับบ้านแล้วเจอมันวางอยู่ และอีกจำนวนไม่น้อยที่ผมรับในรูปแบบของ e-magazine ซึ่งแม้ว่าจะไม่อิ่มใจเหมือนนิตยสารเป็นเล่ม แต่เทคโนโลยี่ของ e-magazine นี้ก็ช่วยให้ผมได้อ่านนิตยสารจากแดนไกลหลายๆเล่มที่คงไม่มีโอกาสสั่งมาเป็นเล่ม และมันก็มีส่วนช่วยให้นิตยสารที่ผมรักหลายๆเล่มยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ได้

Sporting Classics นิตยสารที่นำเสนอคุณค่าและความงดงามของการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่สวยที่สุดเล่มหนึ่ง ผมติดตามรับมานับสิบปีและดีใจทุกครั้งที่ได้รับฉบับใหม่ 
National Geographic สุดยอดนิตสารเล่มหนึ่งของโลก บทความทุกบทนำเสนอแนวความคิดในเชิงลึกของนักเขียนระดับสุดยอดของโลกประกอบด้วยภาพจากฝีมือช่างภาพระดับสุดเช่นกัน ผมติดตามมานานหลายสิบปี ดีใจมากที่มีการทำฉบับภาษาไทยให้คนไทยได้อ่านกัน และผมก็เป็นสมาชิกมาตั้งแต่ฉบับแรกของภาษาไทย 
The Field นิตยสารที่นำเสนอความงดงามของการใช้ชีวิตกลางแจ้งของชาวอังกฤษ เป็นนิตยสารเก่าแก่มาก ตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1853 รวมอายุเกือบ 170 ปีแล้ว ถ้าไม่ใช่ e-magazine ผมคงไม่มีโอกาสได้อ่าน 
Field&Stream นิตยสารเก่าแก่และยิ่งใหญ่ของคนที่รักชีวิตกลางแจ้งในอเมริกา ยืนหยัดมายาวนานจนได้พิมพ์ฉบับฉลอง 125 ปี ก่อนจะเลิกพิมพ์และเปลี่ยนรูปแบบเป็น e-magazine อย่างเดียว 
“ชีวิตกลางแจ้ง” นิตยสารของคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งของเมืองไทย ปิดตัวไปร่วมสามสิบปีแล้ว ผมยังคงฝันอยากให้มีนิตยสารที่นำเสนอคุณค่าและความงดงามของการใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นภาษาไทยออกมาอีกสักครั้ง ผมยังหวังว่าจะมี แนวคิด, application หรือเทคโนโลยี่อะไรสักอย่างที่สามารถสร้างสื่อที่รวมเอาบทความที่กลั่นกรอง คัดสรร แล้วมาเป็นรูปเล่มได้อย่าง dynamic (ขอโทษครับ ผมนึกภาษาไทยที่จะมาแทนคำนี้ไม่ได้จริงๆ) ตามใจคนอ่าน รวดเร็วกว่าการจัดวางรูปเล่มของนิตยสาร แต่อ่านง่ายได้อรรถรสกว่าเว็บไซต์หรือ Blog (Flipboard ดูใกล้เคียงแต่ก็ยังไม่ใช่)
เพื่อนๆละครับ รู้สึกยังไงกับนิตยสาร คิดยังไงกับสื่อแนวนี้
ผมรู้ว่าหลายๆคนเรียนมาทางนี้ บางคนเคยทำนิตยสารมา และบางคนที่ผมรู้จักก็ยังมุ่งมั่นทำนิตยสารดีๆอยู่ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ
Home Home
