Home

  • ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง

    ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง

    หนึ่งในคำถามที่ผมโดนถามมากที่สุดในชีวิตนี้คือ “พี่เป็นบ้าอะไร ทำไมถึงต้องเข้าป่าบ่อยขนาดนี้” 

    ผมก็พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ทฤษฎีหนึ่งก็คือ ผมอาจจะได้รับมรดกยีนส์ประหลาด Wanderlust Gene (DRD4-7R) ซึ่งจะทำให้คนที่มีมันอยู่ในตัวเป็นคนอยู่ไม่ติดที่ มาจากปู่ผ่านทางพ่อ ซึ่งทั้งสองคนก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกับผมนี่แหละ

    แต่เมื่อได้นั่งคิดพิจารณาในป่ามาหลายครั้ง ผมก็เริ่มเข้าใจเหตุผลขึ้นมาลางๆ

    เพื่อนๆที่มีอาการนี้ก็อาจจะมีเหตุผลที่ต่างกันไป ลองฟังของผมดูนะครับ

    ล่องแพแม่น้ำเงา มีนาคม 2547

    สำหรับผมแล้ว คงตัดเรื่องความท้าทาย ความอยากพิชิตออกไปได้ เพราะการเที่ยวป่าของผมล้วนแล้วแต่เนิบนาบ ไม่รีบร้อน ไม่เน้นไกล ไม่เน้นสูงกับใครเขา

    แต่ผมก็พบกว่าความสุขในป่าของผมมาจากความอิสระเสรีเป็นอย่างแรก ความอิสระจากพันธะทางสังคม สิ่งสมมุติที่เราสร้างกันขึ้นมาอย้างซับซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า 

    เมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ชีวิตเราจะเป็นเรื่องเรียบง่ายชั้นเดียว เดินเหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ง่วงก็นอน ร้อนก็แช่ห้วย ปราศจากความกังวลเรื่องของตัวตนทั้งสิ่งที่เห็นและทั้งในโลกสมมุติ

    สำรวจเส้นทาง “ดอยธง” ก่อนที่จะมาเป็นเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา

    สิ่งที่สอง เมื่อชีวิตเราในป่าเป็นไปอย่างเรียบง่ายปราศจาก “เปลือก”​ก็ย่อมทำให้มิตรภาพที่เกิดขึ้นในป่านั้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนที่แท้จริง ปราศจากการตัดสินกันจากเปลือกนอกและผลประโยชน์แอบแฝง

    ซึ่งผมก็พบว่า “เพื่อนในป่า” นี่แหละที่ทำให้ให้เราอยากกลับไปยังป่าครั้งแล้วครั้งเล่า

    วงอาหารในหมู่เพื่อน สำรวจขุนน้ำเงา มกราคม 2565

    ประเด็นที่สาม ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องความท้าทายหรือต้องการพิชิต แต่ผมก็พบกว่าการได้ออกไปค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่, ผู้คน หรือวัฒนธรรม ความรู้สึกตื่นเต้นที่ไม่รู้ว่าอะไรจะรอเราอยู่เมื่อพ้นโค้งข้างหน้าที่สายตามองเห็นได้ อาจจะเรียกว่าการผจญภัยก็คงพอได้ นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ผมออกไปป่าในหลายๆครั้งในที่ที่ผู้คนอื่นๆเขาไม่ไปกัน (อันนี้อาจจะมาจาก Wanderlust Gene) 

    สำรวจเส้นทางกับ “สหายไก่”​เพื่อนผู้ที่เติมความตื่นเต้นให้กับทริปสำรวจของเราได้เสมอ
    พระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยธง กลางทะเลหมอกเดือนมีนาคมที่เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอ (ทริปสำรวจเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา)

    และเมื่อทั้ง 3 สิ่งนี้เกิดขึ้นประกอบกันอย่างลงตัว เหมือนอาหารที่ปรุงรสชาติได้อย่างกลมกล่อม ท่ามกลางธรรมชาติพิศุทธิ์ที่งดงามปราศจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ย่อมเกิดเป็นความสุขสงบที่สัมผัสได้ แต่ยากนักที่จะบรรยายเป็นคำพูด 

    ผมเรียกความรู้สึกและช่วงเวลานี้ว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” (Beautiful Moment of Outdoor Life)

    ป่าลึกลับที่ขุนน้ำเงา สถานที่หนึ่งที่ยังปราศจากร่องรอยของผู้คน

    เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้นผมขอเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมเข้าใจถึงเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ

    ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ผมไปพายเรือแคนูและแค้มป์ริมแม่น้ำน่าน จากอำเภอเวียงสาจนถึงแก่งหลวง ในอำเภอนาน้อยเป็นประจำทุกปี 

    เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พ่อผมเคยใช้ล่องเรือเที่ยวป่าในยุคก่อน และถ้าย้อนเวลาไปเมื่อร้อยปีก่อนก็เป็นเส้นทางที่ปู่ผมใช้ขึ้นล่องค้าขายก่อนที่จะมีถนนเข้ามาถึงเมืองน่าน

    ตลอดเส้นทางนี้ เรือแคนูจะพาเราล่องไปบนสายน้ำที่สงบเงียบ 2 ข้างลำน้ำเป็นป่าดง ปราศจากชุมชน, ถนน และผู้คน

    ชาวบ้านพระเนตรที่ทำหน้าที่เป็นนายท้ายเรือให้พวกเรานั้นก็สนิทสนมกับพวกเราราวกับเป็นญาติพี่น้อง พอถึงฤดูที่ล่องเรือได้ก็จะต้องคิดถึงกันต้องมาล่องเรือนอนป่าด้วยกันทุกปี ถึงไม่ได้ทำอะไรมากก็ขอเพียงได้ไปวางข่ายหาปลามากินกัน

    ทุกครั้งที่เจอกัน สุงเสริม นายท้ายประจำตัวผม ก็จะพูดถึงลำน้ำน่านในช่วงที่เลยแก่งหลวงลงไปมันสวยนักหนา 

    ลุงเสริม นายท้ายแม่น้ำน่าน

    และเมื่อลุงเสริมบอกว่า “ถ้าอยากไปก็รีบๆนะ ลุงแก่กว่านี้จะไปไม่ไหวแล้ว ไอ้พวกนี้ก็ไม่เคยมีใครไปสักคน” และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของทริปแคนูสำรวจลำน้ำท้ายแก่ง

    หลังจากที่ล่องเรือผ่านแก่งที่เราไม่เคยผ่านมาก่อนจนเรือแทบคว่ำที่แก่งขาม ได้เห็นแก่งที่สวยมากๆที่ผาแดง ผาลิงโยน แล้วเราก็มาจอดพักกันที่แก่งเจ็ดแคว

    ริมแก่งเจ็ดแควนี้เป็นหาดที่สวยมาก พื้นเป็นหินก้อนกลมหลากสี บางส่วนเป็นหาดทรายนุ่ม

    หาดหินสี ของแก่งเจ็ดแคว

    จุดที่เป็นประเด็นมีอยู่ว่า ก่อนจะมาพี่จรหัวหน้าคณะผู้นำทางบอกผมว่าเส้นทางช่วงนี้ สองข้างลำน้ำเป็นหน้าผาไม่มีที่กางเต็นท์ ให้ผมเอาเปลมาแทน

    แต่ที่ไหนได้ ที่หาดเจ็ดแควนี้เป็นลานโล่ง ไม่มีต้นไม้สักต้นให้ผูกเปล ทั้งนี้ก็เพราะพี่จรเองก็ไม่เคยมาเหมือนกัน

    หลังจากนั่งชมวิวที่งดงามกันจนมืดค่ำ เราก็ล้อมวงกันข้างกองไฟ แทะปลาย่างและซดแกงปลาที่เพิ่งวางข่ายมาได้กับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ

    วงอาหารเย็น และการวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น

    ค่ำคืนนั้นผมล้มตัวลงนอนบนผ้าพลาสติกที่ปูไว้บนหาดทรายนุ่ม นอนลืมตาและรับสัมผัสจากสิ่งรอบตัวอยู่พักหนึ่งผมก็ทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาหยิบปากกามาบันทึกความรู้สึกในขณะนั้นเก็บไว้

    ในบันทึกนั้นเขียนว่า 

    “คืนนี้เป็นแค้มป์ที่พิเศษที่สุดคืนหนึ่ง

    ด้านหน้าของแค้มป์คือลำน้ำน่านไหลเอื่อยผ่านแก่งเจ็ดแควที่สวยงามยิ่งนักเมื่อกระทบกับแสงสีทองของพระอาทิตย์ที่กำลังลับเหลี่ยมเขา

    กลางคืนแค้มป์ของเราส่องสว่างไปด้วยแสงของพระจันทร์แรมหนึ่งค่ำดวงโต โอบกอดไปด้วยเทือกเขารอบทิศ ห่มด้วยดวงดาวเต็มท้องฟ้า กรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมจากกองไฟ และขับกล่อมด้วยเสียงน้ำน่านที่ไหลแผ่วเบา”

    ภาพที่เห็นไม่สามารถสื่อความรู้สึกในขณะนั้นได้ คำบรรยายก็ยังทำได้ไม่ดีพอ จะรับรู้ได้ก็ต้องอยู่ตรงนั้นและเปิดใจรับมัน

    ผมไม่แน่ใจนักว่าอะไรคือส่วนผสมที่ลงตัวจนทำให้เกิดช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้งขึ้นได้ 

    แต่ผมบอกได้เลยว่ามันเสพติดมากๆ

    เสพติดขนาดไหน เอาเป็นว่าหลังจากคืนนั้นมา ถ้าเป็นไปได้ผมจะนอนอยู่กลางแจ้งโดยไม่กางเต็นท์ ทุกครั้งที่มีโอกาสละครับ

    รอยยิ้มที่เพื่อนๆผมบอกว่าจะเห็นได้ในป่าเท่านั้น

    ถ้าอยากฟังในอารมณ์ของ Podcast นั่งคุยกัน ก็สามารถฟังได้ทาง “รอบกองไฟ Podcast” ใน Spotify, Apple Podcast, Google Podcast ฯ หรือที่ Buzzsprout ที่ลิ้งค์นี้นะครับ

    https://www.buzzsprout.com/1199753/11506303-episode-18?client_source=small_player&iframe=true

  • Hunting and conservation: a view from Denmark

    Hunting and conservation: a view from Denmark

    Mother Grethe brought out a large plate from the kitchen. It emitted a flavorful aroma before we could even see what was on the plate.

    My dear friend John’s three-generation family and my family sit interchangeably around a large table in the middle of the house. John said that they usually get to sit at this table at Christmas time. But today is a special day and I feel that this is a really special moment.

    In the plate that Mother Grethe was carrying , there was thick slices of roast beef lined with small potatoes. As soon as mom put the plate down, they asked me to take the first piece as a guest of the house.

    As soon as I put the meat and potatoes in my mouth, I can honestly say it was the most delicious meat I’ve ever tasted in my life.

    Part of that may be due to my experience of the origin of this dish.


    Go back one week before.

    I was sitting in John’s car driving down a small road in complete darkness.

    Denmark is an agricultural country. John told me that his country had no natural resources, no precious minerals, no oil. His country was built purely from the labors of farmers. And that explains the landscape of open fields along the way we pass.

    But then we arrived at a small forest that we took less than 5 minutes to drive through.

    “This is a National Forest,” John said.

    Denmark has forests like this, which accounts for less than 5% of the country’s land area.

    We drove through the agricultural fields for a while. John then turned his car onto a small road called Jagvej. “It’s my father’s farm.”

    “John, the two deer are on the right!” I said softly, as if afraid the deer would hear us in the car.

    John stopped the car and retreated into a park on the side of the road, hiding behind the tree line.

    “It’s 4:50 now. Today the sun will rise at 5:06. We still have time to prepare,” John told me as we got out of the car. We grab our stuffs and walk slowly down the farm path in the opposite direction of the deer we saw a moment ago. At the same time, sunlight is gradually light up on the horizon

    On the way, John pointed me to the small deer footprints that loomed over the potato fields.

    Not long after, we walked to a hunting stand made of good wood. Strong and spacious enough for the two of us to sit comfortably.

    As John was taking the coffee out of his backpack. I saw something.

    “Two deer at the edge of the farm over there. I think they are both males.” 

    I pointed at the deer I saw in my binoculars. They were in different directions from the first two we saw from the car and were so far apart that we were sure they were different deers.

    “The distance is still a bit far. That’s probably around four hundred meters. It’s 5:04 now. We have to wait two more minutes,” said John.

    The sun began to rise on the horizon in a very beautiful red-orange color. I used my binoculars to watch the two deers walking freely from the tree line to the open field of the plantation and walked closer and closer to us

    Suddenly John tapped me and pointed at something.

    Just 20 meters ahead of us, another male deer was walking. Judging from the direction, It must have come out of the tree line near us.

    After inspect with binoculars, it was clear that it was a male deer that had reached the required size. John slowly reached for the rifle. He was leaning on and aimed for the deer that was walking further away from us.

    John whistled softly. The deer stopped and looked back at the sound of gunfire.

    I looked at the clock as soon as the guns sounded 5:12.


    I grew up with the belief of the Buddhists in the big city. The law of Karma movie that I watched as a child tells the story that wild animals have children and parents. Hunting produces karma to satisfy us. The animated movie Bambi shows us the cuteness of the deer and the cruelty of the hunters. We have read all along that hunting has almost wiped out the wild animals in our country, etc.

    These are all components that make most urban kids like me oppose hunting.

    But what I have seen What I’ve learned over the past few years has made me start to open up to a different side of truth.

    And if you’re ready to open up to listen, read on. I would love to share my thought with you.


    John poured Gammel Dansk into a small cup and handed it to me.

    “Skol” We clink glasses in Viking tradition. And I dunked my favorite Danish classic to cure the coldness.

    After another cup of coffee, the sky was fully lit. So we climbed down from the hunting stand.

    John’s father, “Father Yul,” walked with a rifle from the forest across the farm. He was sitting in another spot and was watching another deer. Father Yul joins us when John sends a message saying that he got a deer.

    The Roe Deer is the smallest of the three deer species in Denmark and is the most common type because it can adapt to live around the edge of forests, grasslands and agricultural fields and can increase the population quickly.

    Father Yul estimates that this deer is probably about 4 years old. It weighs about 20 kilograms, and when it’s cut, it will give 8-10 kilograms of meat. A simple estimate is about 40 meals.

    John and his father carry the deer to the edge of the potato field across from where we sat. A few tens of meters behind the edge of the forest was Father Yul’s beautiful house!

    That morning we sat in the house to eat breakfast. Breakfast with John’s parents at the garden window table was the best time of my visit to Denmark, as has always been.

    This year, Father Yul is 82 years old, but is still very strong. He had been married to Mother Grethe for 56 years. The two of them worked together on the farm with their own hands until they lived a happy life with children and grandchildren who grew up happily.

    These two are a good example of a really happy life.

    During this breakfast we talked about hunting and conservation in Denmark.

    Unlike America, where the government controls, manages and allocates hunting thoroughly. In Denmark, although the laws and regulations are clearly defined, But the management was with the hunters. which is driven by ethics and love of nature that all hunters want to maintain for sustainability.

    John measured the distance from where he shot the deer to the dining table. It is only 171 meters! That’s telling us something that has a very deep meaning.

    In Denmark, any one who want to start hunting must go to school one evening each week for six months. This hunting course teaches everything from wildlife species, the environment in which they live, legal requirements, firearm use and safety, wildlife conservation management. And most importantly, the ethics of the hunters.

    Anyone aged 18 and over can enroll.  After passing the exam, he or she will receive a hunting license which also serve as a license to be able to own firearms for use in hunting. He or she can buy and own Shotguns. But if it’s a rifle will have take another rifle specific course and exam.

    Once one have a hunting license, If you want to hunt, you will have to pay for a license of that year, about 2,600 baht per year. The hunting season is clearly defined for each species, gender and maturity of the animal.

    The Roe Deer deer hunting season in Denmark starts on May 16 every year. It started with only the mature male deer hunting for 2 months and then stopped . The Roe Deer hunting starting again in October until the end of the year.

    When you understand well, It can be seen that this hunting season has been studied in relation to the mating season of each species. Hunting male Roe Deer during the first two months is to keep number of the male deer not too high before the mating season in July. Because if there are too many males, they will fight until many of them die or injure.

    After two months of the breeding season, It will be open to hunting again in October with different gender and size of deer in each period to control the number of deer not to be too large.

    Because when conservation and wildlife management can is well manage, the deer  will be able to double their number in just 1 year! If not hunt or properly manage and let there be too many deers compared to the area and food. The deer will be starved of food, weak, plague, etc. That may reduce the number or whole herd could die.

    Roe Deer head that John and his dad had hunted over the years. The are not trophy. But it is a record of fertility of the deer heard on theirs land.

    The other types of animals have different hunting seasons. Very detailed, the type that specifies the type, gender, size. There is App on the phone to help the hunters deal with this complication. This determination of the seasons and types of predators is based on extensive research so that animals can properly reproduce and hunt them without exhaustion.

    When hunters got an animal, they will inform the government agencies for statistics to help plan the wildlife management.

    But to my surprise is that there is no limit on how many animal hunter can hunt under his license. I thought if this was not set, all the animals would be hunted.

    But I found that the right to hunt this would fall on the landowner. This will allow the owner of the land to take care of the animal and set the limit how much they can hunt. How much must be left to generate enough animals to hunt in the coming years without being exhausted or not being too many until the area is overflowing.

    There are also laws that stipulate fair chase rules, which are prohibiting hunting before and after sunset, prohibiting hunting from vehicles, prohibiting baiting with food, etc., Which prevents animals from being hunted indiscriminately and more likely to survive.

    it is almost like the farmer are raising these wild animals freely let them roam the area without feeding or supervision.

    It is a management that clearly produce the results. The hunter can cultivate the animal and more animals are reproduce in the natural habitat.

    Father Yul’s farm is a very good example of this.


    “The oldest task in Human history – To live on a piece of land without spoiling it” 

    Aldo Leopold
    from then book The River of the Mother of God

    Denmark is an agricultural country. Most of the country has been completely cleared for farming.

    In the 1800s, the forests that used to cover Denmark were cleared to less than 3% of the total area. After that, a law was issued to prohibit clearing the forest and starting a new forest planting. As of now, only 14% of Denmark are forests, most of which are planted for lumber, only 5% of the area is protected forest in the state and is spread out in small patches.

    From its forestry condition, it was surprising that Denmark still had wild animals everywhere. It is very different from our belief that wildlife only exists when we have hundreds of thousands of hectares of lush forests.

    Father Yul show me the pictures of this farms from different eras. It started in 1910 in the era of John’s grandfather. Father Yul was born here. It used to be a cattle ranch, raising dairy cows, raising pigs to become a potato farm today.

    When I asked, Father Yul said he started hunting on this land at the age of 6 with a slingshot. 76 years later, there are still a lot of wild animals around as I can see with my own eyes.

    On this 100 hectares potato plantation, Father Yul kept some of the land as a forest. There is a well in the middle of the field. Between the plots there were rows of trees, where John told me that decades ago the government asked to switch from pines to shrubs to better accommodate wildlife.

    Notice a well on the left. Tree scrubs separate potato plot protect the field from the wind and be the habitat for wildlife.

    Father Yul has been farming in the area all the time so he can see the condition and the number of wild animals. Beside Father Yul and John, who had been hunting for quite some time, there will be a day of the year when Father Yul invites his best friend to hunt different kinds of animals in the farm. Where father Yul is the one who determines the rules of what to hunt and how many.

    Other ranchers who are not a hunter, they can let the hunters they know and trust “lease the rights” to long-term hunting in the area and help take care of the wildlife. It is another source of income from agriculture.

    I could see with my own eyes how rich the wildlife was in this arrangement. That morning I saw a hare, a pheasant and five deer in just 15 minutes and had seen wild ducks and foxes on the previous visit.

    Not far from Father Yul’s farm was a small forest reserve we drove past. John said the Red Deer, Denmark’s largest deer, lived in the forest and often migrate through the fields at night leaving footprints to be seen. But Father Yul has shot three Red Deers in his farm.

    Red deer that Father Yul shot on his land.

    Mother Grethe brought out a large plate from the kitchen. It emitted a flavorful aroma before we could even see what was on the plate.

    My dear friend John’s three-generation family and my family sit interchangeably around a large table in the middle of the house. John said that they usually get to sit at this table at Christmas time. But today is a special day And I feel that this is a really special moment.

    In the plate that Mother Grethe was carrying, there was thick slices of roast beef lined with small potatoes. As soon as mom put the plate down They asked me to take the first piece as a guest of the house.

    As soon as I put the meat and potatoes in my mouth I can honestly say it was the most delicious meat I’ve ever tasted in my life.

    Part of that may be due to my experience before it became the food on the table for the two families to eat today. Both venison and potatoes grew from Father Yul’s land.

    It is pure natural food without any chemicals or hormones.

    Unlike pork, beef, and chicken that we eat every day and almost forget that it comes from living things. I have seen that the venison in this dish comes from animals that are born,  grow up, live freely and happily in nature. They never have to live in cage, never been abused and its kill was swift. No suffering from crowded transportation and knowing fate. No need to struggle when being dragged into the slaughter room.

    May be the taste is not only venison but it was a real taste of life that I had just learned and experienced.  The taste of fact that conservation and hunting may not always be the opposite.

    Because if there is a proper understanding and management,  they are the same and cannot be separated from each other.

  • การล่าและการอนุรักษ์ มุมมองจากเดนมาร์ก

    การล่าและการอนุรักษ์ มุมมองจากเดนมาร์ก

    แม่เกรธเธอร์ถือจานใบใหญ่ออกมาจากครัว มันส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาถึงก่อนที่เราจะเห็นของในจานนั้นเสียอีก

    ครอบครัวสามชั่วคนของจอห์นเพื่อนรักของผมและครอบครัวของผมนั่งสลับกันอยู่รอบโต๊ะตัวใหญ่กลางบ้าน จอห์นบอกว่าปรกติแล้วพวกเขาจะได้นั่งโต๊ะตัวนี้กันก็ในช่วงคริสต์มาส แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ และผมก็รู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ

    ในจานที่แม่เกรธเธอร์ถือมานั้นมีเนื้ออบที่หั่นเป็นชิ้นหนาๆเรียงอยู่กับมันฝรั่งหัวเล็กๆ ทันทีที่แม่วางจานลง พวกเขาก็ขอให้ผมตักก่อนในฐานะแขกของบ้าน

    ทันทีที่ผมหั่นเนื้อและมันฝรั่งเข้าในปาก ผมบอกได้เลยว่ามันคือเนื้อที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยได้ลิ้มรสมาในชีวิตนี้ 

    ส่วนหนึ่งนั้นอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผมได้รับรู้ถึงที่มาของอาหารจานนี้


    ย้อนไปก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์

    ผมนั่งอยู่ในรถของจอห์นซึ่งกำลังขับไปบนถนนเส้นเล็กๆท่ามกลางความมืดสนิท

    เดนมาร์กเป็นประเทศเกษตรกรรม จอห์นเล่าให้ผมฟังว่าประเทศของเขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไร ไม่มีแร่มีค่า ไม่มีน้ำมัน ประเทศของเขาจึงสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของของเกษตรกรล้วนๆ และนั่นก็อธิบายภูมิประเทศที่เป็นไร่นาทุ่งโล่งตลอดเส้นทางที่เราผ่าน

    แต่แล้วเราก็มาถึงป่าผืนเล็กๆที่เราใช้เวลาขับรถผ่านไม่ถึง 5 นาที 

    “ตรงนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาตินะ (National Forest)” จอห์นบอก

    เดนมาร์กมีป่าเช่นนี้คิดเป็นพื้นที่ไม่ถึง 5% ของพื้นที่ประเทศ

    เราขับรถผ่านทุ่งเกษตรกรรมมาอีกพักหนึ่ง จอห์นก็เลี้ยวรถเข้าไปตามถนนเส้นเล็กๆที่ชื่อ Jagvej “ถึงฟาร์มของพ่อผมแล้ว”

    “จอห์น กวางสองตัวอยู่ทางขวา!” ผมพูดเบาๆราวกับกลัวว่ากวางจะได้ยินเสียงเราที่อยู่ในรถ

    จอห์นหยุดรถแล้วถอยเข้าจอดริมทางหลบหลังแนวต้นไม้

    “ตอนนี้ตีสี่ห้าสิบแล้ว วันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นตีห้าหกนาที เรายังมีเวลาเตรียมตัว” จอห์นบอกผมในขณะที่เราลงจากรถ หยิบของแล้วค่อยๆเดินไปตามทางเดินของไร่ในทิศทางตรงกันข้ามกับที่เห็นกวางเมื่อสักครู่ พร้อมๆกับที่เห็นแสงอาทิตย์ค่อยๆสว่างขึ้นที่ขอบฟ้า

    ระหว่างทางเดิน จอห์นชี้ให้ผมดูรอยเท้ากวางขนาดเล็กที่มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆในแปลงปลูกมันฝรั่ง

    ไม่นานนักเราก็เดินมาถึง “ห้าง” ที่ทำจากไม้อย่างดี แข็งแรงกว้างขวางพอที่จะให้เราสองคนขึ้นไปนั่งได้อย่างสบายๆ

    ขณะที่จอห์นกำลังหยิบกากาแฟออกจากเป้ ผมก็มองเห็นอะไรบางอย่าง

    “กวางสองตัวที่ขอบไร่ด้านโน้น ผมว่ามันเป็นตัวผู้ทั้งสองตัวนะ” ผมชี้มือไปทางกวางที่ผมเห็นอยู่ในกล้องส่องทางไกล มันอยู่คนละทิศกับสองตัวแรกที่เราเห็นจากในรถและไกลกันจนเราแน่ใจว่าต้องเป็นคนละตัวกัน

    “ระยะยังไกลไปหน่อย ตรงนั้นน่าจะราวๆสี่ร้อยกว่าเมตรนะ ตอนนี้ตีห้าสี่นาทีแล้ว เราต้องรออีกสองนาทีนะ”​ จอห์นบอก

    พระอาทิตย์เริ่มขึ้นที่ขอบฟ้าเป็นสีแดงส้มสวยงามมาก ผมใช้กล้องส่องทางไกลเฝ้าดูกวาง 2 ตัวนั้น มันเดินอยู่อย่างอิสระ ออกจากแนวไม้มาสู่ลานโล่งของไร่มัน และเดินใกล้เราเข้ามาเรื่อยๆ

    ทันใดนั้นจอห์นก็สะกิดผมและชี้ให้ดูอะไรบางอย่าง

    ห่างไปข้างหน้าเราแค่ 20 เมตร กวางตัวผู้อีกตัวหนึ่งกำลังเดินอยู่ ไปดูจากทิศทางแล้ว มันคงจะออกมาจากแนวต้นไม้ใกล้ๆเรานี่เอง

    หลังจากใช้กล้องส่องทางไกลดูจนชัดแล้วว่าเป็นกวางตัวผู้ที่ได้ขนาดตามกำหนด จอห์นก็ค่อยๆเอื้อมหยิบปืนไรเฟิ้ลที่วางพิงไว้ขึ้นมาเล็งตามกวางตัวนั้นที่กำลังเดินห่างจากเราออกไปเรื่อยๆ

    จอห์นผิวปากเบาๆ กวางตัวนั้นหยุดและหันกลับมามองพร้อมๆกับที่เสียงปืนดังขึ้น

    ผมดูนาฬิกาทันทีที่สิ้นเสียงปืน 5:12


    ผมโตขึ้นมากับความเชื่อเรื่องบาปบุญแบบชาวพุทธในเมืองใหญ่คนอื่นๆ

    หนังกฏแห่งกรรมที่เคยดูตอนเด็กๆเล่าเรื่องว่าสัตว์ป่ามีลูกมีพ่อมีแม่ การล่าสัตว์ย่อมทำให้กรรมตามสนองเรา ภาพยนต์การ์ตูน Bambi ทำให้เราเห็นความน่ารักของกวางและความโหดร้ายของนักล่าสัตว์ เราได้อ่านได้ฟังมาตลอดว่าการล่าสัตว์ทำให้สัตว์ป่าในบ้านเราหมดไปแทบจะสูญสิ้น ฯลฯ

    เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบที่ทำให้เด็กที่โตขึ้นมาในเมืองอย่างผมส่วนใหญ่ต่อต้านการล่าสัตว์

    แต่สิ่งที่ผมได้เห็น ได้เรียนรู้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ทำให้ผมเริ่มจะเปิดใจที่จะรับความจริงอีกด้านหนึ่งที่ต่างไปจากความเชื่อเดิม

    และถ้าคุณพร้อมจะเปิดใจรับฟังก็อ่านต่อเลยครับ ผมจะเล่าให้ฟัง 


    จอห์นริน Gammel Dansk ใส่จอกเล็กๆยื่นให้ผม

    “สโกล์” เราชนแก้วกันตามธรรมเนียมของไวกิ้ง แล้วผมก็กระดกเหล้าคลาสสิคของเดนมาร์กที่ผมโปรดปรานนั้นลงคอแก้หนาว

    หลังจากกาแฟอีกคนละแก้วฟ้าก็สว่างเต็มที่ เราจึงปีนลงจากห้าง

    “พ่อยูล” พ่อของจอห์นเดินสะพายปืนไรเฟิ้ลมาจากป่าอีกฟากหนึ่งของไร่ เขานั่งซุ่มอยู่อีกจุดหนึ่งและกำลังเฝ้าดูกวางอีกตัว พ่อยูลเดินมาสมทบกับเราเมื่อจอห์นส่งข้อความไปบอกว่าได้กวางแล้ว

    โรเดียร์ (Roe Deer) เป็นกวางขนาดเล็กที่สุดในสามชนิดที่มีอยู่ในเดนมาร์ก และเป็นชนิดที่มีจำนวนมากที่สุดพบเห็นได้ทั่วไป เพราะมันสามารถปรับตัวอยู่ได้ในพื้นที่ชายป่า, ทุ่งหญ้า และ ทุ่งการเกษตรได้ และเพิ่มสามารถจำนวนได้อย่างรวดเร็ว

    จอห์นจัดการชำแหละกวางตัวนั้นในขั้นต้นอย่างง่ายๆ พ่อยูลประมาณว่ามันน่าจะมีอายุประมาณ 4 ปี มันมีน้ำหนักตัวประมาณ 20 กิโลกรัม และเมื่อชำแหละเสร็จแล้วก็จะได้เนื้อประมาณ 8-10 กิโลกรัม ถ้าประมาณง่ายๆก็คือได้อาหารประมาณ 40 มื้อ

    จอห์นกับพ่อชวนกันหิ้วกวางไปยังชายป่าขอบแปลงมันฝรั่งฝั่งตรงข้ามจากห่างที่เรานั่ง ไม่กี่สิบเมตรหลังชายป่านั้นคือบ้านหลังงามของพ่อยูล!


    เช้าวันนั้นเรานั่งทานอาหารเช้าในบ้าน ช่วงเวลาอาหารเช้ากับพ่อแม่ของจอห์นที่โต๊ะริมหน้าต่างข้างสวนนี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการมาเดนมาร์กเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

    ปีนี้พ่อยูลอายุ 82 แล้วแต่ยังแข็งแรงมาก พ่อบอกว่าแต่งงานกับแม่เกรธเธอร์มาแล้ว 56 ปี ทั้งสองคนช่วยกันทำฟาร์มนี้มาด้วยมือตัวเองจนมีชีวิตที่มีความสุขมีลูกมีหลานที่เติบโตและรักกันกลมเกลียว 

    สองท่านนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของชีวิตที่มีความสุขจริงๆ

    ระหว่างอาหารเช้าครั้งนี้เราคุยกันเรื่องการล่าสัตว์และการอนุรักษ์ในเดนมาร์ก

    ต่างจากที่อเมริกาที่รัฐบาลเป็นคนควบคุม, บริหารและจัดสรรการล่าสัตว์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ในเดนมาร์กแม้จะมีกฎหมายและกติกากำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่การจัดการนั้นอยู่กับพราน โดยที่ขับเคลื่อนด้วยจริยธรรมและความรักธรรมชาติที่พรานทุกคนต้องการรักษาไว้ให้ยั่งยืนเป็นหลักใหญ่

    การที่จอห์นวัดระยะจากจุดที่เขายิงกวางล้มลงมาถึงโต๊ะอาหาร ได้ระยะทางเพียง 171 เมตร! นั่นกำลังบอกอะไรเราบางอย่างที่มีความหมายลึกซึ้งมาก

    คนที่นี่ก่อนจะเริ่มล่าสัตว์ได้ จะต้องไปเข้าเรียน ตอนค่ำสัปดาห์ละหนึ่งวันเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งจะสอนกันทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องสัตว์ป่าชนิดต่างๆ, สภาพแวดล้อมที่มันอยู่อาศัย, ข้อกำหนดของกฎหมาย, การใช้อาวุธปืนและความปลอดภัย, การจัดการเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า และที่สำคัญที่สุดคือจริยธรรมของพราน

    ทุกคนที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปสามารถเข้าเรียนได้ เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะได้ใบอนุญาตล่าสัตว์ ซึ่งก็เป็นใบอนุญาตให้สามารถครอบครองอาวุธปืนสำหรับใช้ล่าสัตว์ได้ (ที่เดนมาร์กมีแต่ปืนยาวสำหรับล่าสัตว์ ไม่มีปืนสั้น) ปืนลูกซองสามารถซื้อได้เลย  แต่ถ้าเป็นปืนไรเฟิ้ล จะต้องไปเรียนและสอบใบอนุญาตอีกขั้น

    เมื่อมีใบอนุญาตล่าสัตว์แล้ว ถ้าต้องการล่าสัตว์ก็จะต้องจ่ายค่าใบอนุญาตของปีนั้นๆไป ประมาณ 2,600 บาทต่อปี เมื่อจ่ายแล้วก็สามารถล่าสัตว์ได้ทุกชนิดไม่จำกัดจำนวน แต่จะมีการกำหนดฤดูกาลเวลาที่สามารถล่าได้ไว้อย่างชัดเจนสำหรับสัตว์แต่ละชนิดแยกเพศและอายุ

    ฤดูล่ากวาง Roe Deer ในเดนมาร์ก เริ่มวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปี โดยเริ่มจากให้ล่ากวางตัวผู้ที่โตเต็มที่แล้วอย่างเดียวเท่านั้นเป็นเวลา 2 เดือน จากนั้นก็จะหยุดไม่ให้ล่า Roe Deer ไปเริ่มล่าได้อีกครั้งในเดือนตุลาคมไปจนถึงสิ้นปี

    Roe Deer ตัวผู้ที่โตเต็มวัยแล้วตัวนี้อายุประมาณ 4 ปี มีน้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม ให้เนื้อเป็นอาหารได้ 8-10 กิโลกรัม หรือเท่ากับอาหารประมาณ 40 มื้อ

    เมื่อทำความเข้าใจให้ดี ก็จะเห็นได้ว่าฤดูล่าสัตว์นี้ถูกศึกษามาแล้วให้สัมพันธ์กับฤดูผสมพันธุ์ของของสัตว์แต่ละชนิด การล่า Roe Deer ตัวผู้ในช่วงสองเดือนแรกนี้เป็นการควบคุมจำนวนกวางตัวผู้ไม่ให้มีมากเกินไปก่อนจะถึงฤดูผสมพันธุ์ในเดือนกรกฎาคม เพราะถ้ามีตัวผู้มากเกินไป มันก็จะต่อสู้กันจนบาดเจ็บล้มตาย

    เมื่อเว้น 2 เดือนในช่วงฤดูผสมพันธุ์แล้ว ก็จะกลับมาเปิดให้ล่าอีกครั้งในเดือนตุลาโดยที่กำหนดเพศและขนาดกวางต่างกันไปในแต่ละช่วงเพื่อควบคุมจำนวนกวางไม่ให้มีมากจนเกินไป

    เพราะเมื่อการอนุรักษ์และการจัดการสัตว์ป่าสามารถทำได้ดีเช่นนี้แล้ว สัตว์ตระกูลกวางจะสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าได้ในเวลาเพียง 1 ปี! ถ้าไม่ล่าไม่จัดการ และปล่อยให้มีจำนวนมากเกินไปจนแออัดเมื่อเทียบกับพื้นที่และอาหารแล้ว กวางก็จะขาดอาหาร, อ่อนแอ, เกิดโรคระบาด ฯ จนอาจจะทำให้จำนวนลดลงหรือตายยกฝูงได้

    หัวกวาง Roe Deer ที่พ่อยูลและจอห์นล่าจากแผ่นดินที่เขาดูแล มันไม่ใช่ Trophy อวดความเก่งกาจแต่หากเป็นบันทึกถึงความสมบูรณ์ของผืนดินที่มีสัตว์ให้ล่ามาตลอด

    ส่วนสัตว์ประเภทอื่นๆก็จะมีฤดูล่าที่แตกต่างกันไป ละเอียดมากชนิดที่ระบุชนิด เพศ ขนาด ว่ากันเป็นวันๆ จนต้องมี App ในโทรศัพท์มาช่วยเตือนพราน การกำหนดฤดูและประเภทของสัตว์ที่ล่าได้นี้มาจากการศึกษาวิจัยมาอย่างดีเพื่อให้สัตว์ขยายพันธุ์ได้อย่างเหมาะสมและใช้ประโยชน์ได้โดยไม่หมดไป

    เมื่อพรานล่าสัตว์อะไรได้ก็จะช่วยกันแจ้งไปให้หน่วยงานของรัฐเพื่อทำสถิติช่วยวางแผนการจัดการต่อไป

    แต่ที่ผมแปลกใจมาก ก็คือการที่ไม่มีการกำหนดจำนวนที่แต่ละคนจะล่าได้ เพราะคิดว่าถ้าไม่กำหนดเช่นนี้สัตว์ก็ต้องถูกล่าหมดแน่ๆ

    แต่ผมก็พบว่าสิทธิในการล่าสัตว์นี้จะตกอยู่กับเจ้าของที่ดิน ซึ่งก็จะทำให้เจ้าของที่ดินนั้นๆคอยดูแลเองว่าจะล่าได้แค่ไหน ต้องเหลือไว้แค่ไหน จึงจะมีสัตว์ให้ล่าในปีต่อๆไปโดยไม่หมดหรือไม่มีจำนวนมากเกินไปจนล้นพื้นที่ 

    นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่กำหนดกติกาการล่าอย่างเป็นธรรม (fair chase) ซึ่งก็คือห้ามการล่าก่อนและหลังพระอาทิตย์ตก, ห้ามล่าจากยานพาหนะ, ห้ามล่อด้วยอาหาร ฯ ซึ่งก็จะทำให้สัตว์ไม่ถูกล่าอย่างไม่เป็นธรรมและมีโอกาสรอดอยู่มากขึ้น

    ดูแล้วก็เหมือนกับการเลี้ยงสัตว์ป่าเหล่านี้ไว้อย่างอิสระโดยที่ไม่ต้องให้อาหารหรือคอยดูแลอะไร

    เป็นการจัดการที่เห็นผลชัดเจน คือล่าแล้วสัตว์เพิ่มขึ้น ธรรมชาติสมบูรณ์ขึ้น

    ไร่ของพ่อยูลคือตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้


    “The oldest task in Human history – To live on a piece of land without spoiling it” 
    “หน้าที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ – การเลี้ยงชีวิตจากผืนดินผืนหนึ่งโดยที่ไม่ทำลายมัน” 

    ALDO LEOPOLD
    จากหนังสือ THE RIVER OF THE MOTHER OF GOD

    เดนมาร์กเป็นประเทศเกษตรกรรมแท้ๆ พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจึงถูกถางทำการเกษตรจนหมด 

    ในช่วงปี 1800 ป่าที่เคยปกคลุมเดนมาร์กถูกถางจนเหลือไม่ถึง 3% ของพื้นที่ทั้งหมด หลังจากนั้นมาจึงได้มีการออกกฎหมายห้ามถางป่าและเริ่มปลูกป่ากันใหม่ มาถึงตอนนี้เดนมาร์กก็มีป่าแค่ 14% ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นป่าปลูกเพื่อใช้ไม้ มีเพียง 5%ของพื้นที่เท่านั้นที่เป็นป่าอนุรักษ์ในพื้นที่ของรัฐและก็กระจายกันอยู่เป็นหย่อมเล็กๆ

    ภูมิประเทศส่วยนใหญ่ของเดนมาร์กจะเป็นที่ราบ เป็นทุ่งเกษตรกรรมแปลงใหญ่โล่งสลับกับแนวต้นไม้ผืนเล็กๆ

    จากสภาพป่าแบบนี้น่าแปลกใจว่าเขายังมีสัตว์ป่าอยู่ทั่วไป มันช่างแตกต่างจากความคิดของเราที่เชื่อว่าสัตว์ป่าจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อเรามีป่าสมบูรณ์ผืนใหญ่ๆเป็นแสนเป็นล้านไร่เท่านั้น

    พ่อยูลให้ผมดูภาพของฟาร์มหลายยุคสมัย เริ่มตั้งแต่ปี 1910 ในยุคปู่ของจอห์น พ่อยูลเกิดที่นี่ จากเดิมที่เคยเป็นฟาร์มปศุสัตว์ เลี้ยงวัวนม เลี้ยงหมู จนกลายมาเป็นไร่มันฝรั่งในวันนี้ 

    เมื่อผมตั้งคำถาม พ่อยูลเล่าว่า พ่อเริ่มล่าสัตว์บนที่ดินผืนนี้ตั้งแต่ 6 ขวบด้วยหนังสติ๊ก มาจนถึงวันนี้ผ่านมา 76 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีสัตว์ทุกชนิดมากมายให้ล่าได้ไม่ขาดอย่างที่ผมได้เห็นด้วยตาตัวเอง

    บนไร่มันฝรั่งขนาด 625 ไร่นี้ พ่อยูลเก็บพื้นที่บางส่วนไว้เป็นป่า มีบ่อน้ำอยู่กลางที่ ระหว่างแปลงมันมีแนวต้นไม้ซึ่งจอห์นเล่าให้ผมฟังว่าเมื่อหลายสิบปีก่อนรัฐบาลขอให้เปลี่ยนจากแถวต้นสนมาเป็นไม้พุ่มหลากชนิดเพื่อให้สัตว์ป่าได้อาศัยอยู่ได้ดีขึ้น 

    ทางซ้ายคือบ่อน้ำ และแปลงปลูกมันฝรั่งจะถูกห้อมล้อมด้วยแนวต้นไม้เพื่อบังลมและเป็นที่อยู่อาศัยให้สัตว์

    พ่อยูลทำไร่อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาจึงได้เห็นความเป็นไปและจำนวนของสัตว์ป่า นอกจากพ่อยูลและจอห์นที่ล่าสัตว์กันตามสมควรแล้ว จะมีวันหนึ่งของปีที่พ่อยูลจะชวนเพื่อนสนิทเข้ามาล่าสัตว์ชนิดต่างๆในไร่ โดยที่พ่อเป็นคนกำหนดกติกาว่าจะล่าอะไรบ้างกี่ตัว

    เจ้าของไร่คนอื่นๆที่อาจจะไม่ได้ล่าสัตว์ด้วยตัวเอง ก็สามารถให้พรานที่รู้จักและไว้ใจ “เช่าสิทธิ” การล่าสัตว์ในพื้นที่แบบระยะยาวและช่วยกันดูแลสัตว์ป่าได้ เป็นรายได้เสริมจากการเกษตรกรรมอีกทางหนึ่ง

    ผมเห็นกับตาแล้วว่าการจัดการเช่นนี้ทำให้มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์แค่ไหน ในเช้าวันนั้นผมได้เห็น กระต่ายป่า, นกไก่ฟ้า และกวางถึง 5 ตัวในเวลาแค่ 15 นาทีและก็เคยเห็นเป็ดป่าและหมาจิ้งจอกในครั้งก่อนที่แวะมา

    ห่างจากไร่ของพ่อยูลไม่ไกลเป็นพื้นที่ป่าสงวนผืนเล็กๆที่เราขับรถผ่านมา จอห์นบอกว่า Red Deer ซึ่งเป็นกวางที่ใหญ่ที่สุดของเดนมาร์กอาศัยอยู่ในป่านั้นเป็นฝูง และมักจะเดินย้ายถิ่นหากินผ่านไร่ในตอนกลางคืน ทิ้งรอยเท้าไว้ให้เห็น แต่พ่อยูลก็เคยยิง Red Deer ที่มาอยู่ในไร่ของเขาได้ถึง 3 ตัวแล้ว

    Red Deer กวางขนาดใหญ่ที่พ่อยูลยิงได้ในที่ดิน
    หัวกวาง Red Deer ของพ่อยูล

     แม่เกรธเธอร์ถือจานใบใหญ่ออกมาจากครัว มันส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาถึงก่อนที่เราจะเห็นของในจานนั้นเสียอีก

    ครอบครัวสามชั่วคนของจอห์นเพื่อนรักของผมและครอบครัวของผมนั่งสลับกันอยู่รอบโต๊ะตัวใหญ่กลางบ้าน จอห์นบอกว่าปรกติแล้วพวกเขาจะได้นั่งโต๊ะตัวนี้กันก็ในช่วงคริสต์มาส แต่วันนี้เป็นวันพิเศษ และผมก็รู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่พิเศษจริงๆ

    ในจานที่แม่เกรธเธอร์ถือมานั้นมีเนื้ออบที่หั่นเป็นชิ้นหนาๆเรียงอยู่กับมันฝรั่งหัวเล็กๆ ทันทีที่แม่วางจานลง พวกเขาก็ขอให้ผมตักก่อนในฐานะแขกของบ้าน

    ทันทีที่ผมหั่นเนื้อและมันฝรั่งเข้าในปาก ผมบอกได้เลยว่ามันคือเนื้อที่อร่อยที่สุดที่ผมเคยได้ลิ้มรสมาในชีวิตนี้ 

    ส่วนหนึ่งนั้นอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ที่ผมได้รับรู้ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นอาหารบนโต๊ะให้เราทั้ง 2 ครอบครัวได้กินกันในวันนี้ ทั้งเนื้อกวางและมันฝรั่งล้วนเติบโตขึ้นมาจากผืนดินของพ่อยูล

    มันคืออาหารจากธรรมชาติแท้ๆที่ปราศจากสารเคมีหรือฮอร์โมนใดๆ

    ผมได้เห็นกับตา และเข้าใจด้วยหัวใจถึงที่มาของเนื้อในจานนี้

    ต่างจากเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ที่เรากินกันจนลืมตัวว่ามันมาจากสิ่งมีชีวิต ผมได้เห็นแล้วว่าเนื้อกวางในจานนี้มาจากสัตว์ที่เกิดขึ้นและเติบโตขึ้นมาในธรรมชาติอย่างอิสระอย่างมีความสุข พวกมันไม่เคยต้องถูกกักขัง ไม่เคยโดนกระทำทารุณ และการตายของมันก็รวดเร็ว ไม่มีความทรมานจากการขนส่งที่แออัดและรู้ชะตากรรม ไม่ต้องดิ้นทุรนทุรายเมื่อถูกลากเข้าสู่ห้องเชือด

    ทุกส่วนของมันถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ไม่สูญเปล่า การใช้ประโยชน์จากมันทำให้เกิดกระบวนการอนุรักษ์จากพื้นฐานของการเห็นคุณค่าและทำให้เผ่าพันธุ์ของมันได้รับการดูแลให้ดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์และอิสระ

    รสชาติในปากนั้นอาจจะไม่ใช่เพียงเนื้อกวาง 

    แต่มันเป็นรสชาติความจริงของชีวิตที่ผมเพิ่งจะได้เรียนรู้และสัมผัสว่าที่จริงแล้วการอนุรักษ์, การใช้ประโยชน์ และการล่าอาจจะไม่ใช่สิ่งตรงกันข้ามกันเสมอไป

    เพราะถ้าหากมีความเข้าใจและการจัดการที่ถูกต้องแล้ว มันคือสิ่งเดียวกันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย

  • ชะตากรรมของนกเป็ด

    ชะตากรรมของนกเป็ด

    เช้านี้ผมเห็นนกเป็ดแดง 4 ตัวมาลงในบึงน้ำที่หน้าบ้านเชียงใหม่ เป็นเรื่องน่าดีใจ และก็เป็นที่น่าสงสัยด้วยว่า ทำไมเราจึงมักจะพบพวกมันที่นี่ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่จะหายไปไม่มีให้เห็นในช่วงอื่นๆของปี 

    แม้จะดีใจที่ได้เห็นนกเป็ดแดง แต่มันก็ทำให้ผมสะท้อนใจแอบเศร้าอยู่ไม่น้อย เพราะอะไร จะเล่าให้ฟังครับ

    นกเป็ดแดง (ภาพจาก Internet)

    ในยุคนี้นานๆครั้งเราจะได้ยินข่าวคราวของนกเป็ดน้ำทางสื่อ เช่น “นกเป็ดน้ำกว่า 200 ตัวลงที่บึงน้ำ” หรือ “แม่นกเป็ดพาลูก 6 ตัวข้ามถนน หวิดโดนรถทับ กู้ภัยช่วยทัน นำส่งกรมอุทยาน” 

    เป็ด 7 ตัวข้ามถนนเป็นข่าวใหญ่ แต่เป็ดนับแสนหายไปไม่มีใครสังเกต

    ย้อนไปประมาณปี 2535 ในตอนที่ผมหัดดูนกใหม่ๆ ผมเคยได้ไปดูนกเป็ดที่อพยบหนีหนาวจากทางเหนือเข้ามาอยู่ที่บึงน้ำรังสิตระหว่างคลอง 1 และ คลอง 3 เพียงแค่เลี้ยวรถลงจากถนนรังสิตองครักษ์ก็จะเห็นนกเป็ดนับแสนๆตัวบินร่อนอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด

    ถ้าจะให้แปลกใจกว่านั้น ในปีเดียวกัน ผมก็ได้ไปดูนกเป็ดน้ำที่ซอยลาดพร้าว 105 ซึ่งมีฝูงนกเป็ดนาๆพันธุ์นับแสนๆตัวมาอาศัยอยู่ในบึงน้ำขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดการขุดหน้าดินไปขาย มากมายชนิดที่ถ้าขึ้นบินพร้อมๆกันก็แทบจะทำให้ท้องฟ้ามืดมิด

    ปัจจุบันหลักฐานที่พอจะหาได้ก็คงมีเพียงบึงที่ชื่อ “บึงนกเป็ดน้ำ” ในซอยลาดพร้าว 107 ส่วนที่รังสิต ไม่มีร่องรอยอะไรให้สืบหาได้เลย

    ผมยังจำได้ถึงบทเรียนหนึ่ง ที่บอกเล่าว่า หากเรามีพ่อแม่เป็ดคู่หนึ่ง อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และไม่ถูกล่า ภายใน 5 ปี เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ ออกลูกออกหลาน จนมีจำนวน ถึง 2,000 ตัว 

    เป็ด 2 ตัว สามารถขยายพันธุ์เป็น 2,000 ตัวได้ใน 5 ปี

    ผมลองคูณดูเล่นๆว่าถ้าในปี 2535 เรามีเป็ดเพียงคู่เดียว 30 ปีผ่านมานี้ เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ได้ถึง 2,000,000,000,000,000,000 ตัว นับจำนวนเลขศูนย์แทบไม่ถูกเลยครับ

    แล้วเป็ดของเราหายไปไหนละครับ 

    คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว

    แต่ที่แย่กว่านั้นคือ คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่เคยสนใจว่านกเป็ดจะมีอยู่หรือหมดไป อาจจะมีบางส่วนที่เห็นนกเป็ดเป็นนกสวยงามที่เห็นสักครั้งหรือสองครั้งก็พอ 

    นอกจากนี้ “นักวิจัยสัตว์ป่า”​ ของเราที่มีอยู่ก็มุ่งไปทำวิจัยกันแต่สัตว์ป่าหายาก ไปจนถึงกบเขียดในป่ากันซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีวี่แววว่างานวิจัยเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์กับคุณหมู่มากอย่างไรบ้าง

    ถ้าถามว่า “เราควรอนุรักษ์นกเป็ดน้ำหรือไม่” คนคงแย่งกันตอบว่า “แน่นอน เราต้องอนุรักษ์สัตว์ป่า” แต่ถ้าถามต่อว่า “เราจะอนุรักษ์นกเป็ดน้ำทำไม และควรจะให้มันมีจำนวนมากแค่ไหน”​ ผมเชื่อว่าอาจจะไม่มีใครตอบได้

    นั่นอาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยสนใจนกเป็ดกันอย่างจริงจัง และไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อนุรักษ์” (Conservation) กันเลย

    ในช่วงปี ค.ศ. 1900 สถานการณ์สัตว์ป่าในอเมริกาดูเหมือนจะย่ำแย่กว่าบ้านเรามาก สัตว์ป่าทุกชนิดถูกล่าขายโดยไม่มีข้อจำกัดจนแทบหมดสิ้น ควายไบซันหลายสิบล้านตัวถูกล่าจนเหลือน้อยกว่าร้อย นกเป็ดก็เช่นกัน

    รัฐบาลกลางสหรัฐ เริ่มประกาศกฎหมาย “อนุรักษ์” หรือ Conservation Law กำหนดให้สัตว์ป่าทุกชนิดเป็นทรัพยากรที่ประชาชนอเมริกันทุกคนเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน พร้อมกันนั้นก็จะต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มารักษาให้คงอยู่ตลอดไป

    หนึ่งในวิธีจัดการการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรสัตว์ป่าก็คือการออกสแตมป์เป็ด (Duck Stamp) 

    สแตมป์เป็ดที่เป็นตั๋วใบอนุญาตล่าเป็ดไปในตัว

    Duck Stamp เริ่มออกครั้งแรกในปี 1934 มันเป็นรูปแบบหนึ่งของใบอนุญาตล่าสัตว์ที่ออกมาให้นักล่าเป็ดโดยเฉพาะ แต่ต่อมาก็มีรูปแบบที่จำหน่ายให้กับนักสะสมสแตมป์และผู้คนที่อยากสนับสนุน “การอนุรักษ์” โดยที่ไม่ได้ล่าเป็ด การออกแบบสแตมป์เป็ดมีการประกวดและมีภาพวาดสวยๆออกมามากมายทุกปีจนกลายเป็นของสะสม

    สแตมป์เป็ดที่ออกมาตั้งแต่ปี 1934 เงินที่ได้สามารถนำไปซื้อที่อยู่เป็ดได้กว่า 13 ล้านไร่ เทียบได้กับอุทยานเขาใหญ่ 10 แห่ง

    เงินที่ได้จากการจำหน่ายสแตมป์เป็ดนี้กว่า 98% ถูกนำไปซื้อพื้นที่ชุ่มน้ำมาจัดเป็นเขตสงวนให้นกเป็ดได้อยู่อาศัยแล้วถึง 5.3 ล้านเอเคอร์ (13.4 ล้านไร่ หรือประมาณ 10 เท่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) และมีเงินอีกส่วนหนึ่งจากภาษีที่เกี่ยวข้องนำไปจ้างพนักงานพิทักษ์ป่าที่คอยตรวจตราจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายล่าสัตว์และสนับสนุนการวิจัยที่จะทำให้เป้ดอยู่ได้อย่างยั่งยืน

    หลังจากนั้นเป็นต้นมาจำนวนนกเป็ดก็เพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง ประมาณกันว่าตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมาในอเมริกามีนกเป็ดคงที่ที่ประมาณ 230 ล้านตัว

    เมื่อมีที่อยู่อาศัยนกเป็ดสามารถขยายพันธุ์ได้เร็วมากและจะต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มี การใช้ประโยชน์จากการล่าก็สามารถทำได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

    การล่าเป็ดสร้างรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจอเมริกาถึงปีละกว่า 3 พันล้านเหรียญ หรือกว่าหนึ่งแสนล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีให้รัฐถึงประมาณปีละ 530 ล้านเหรียญหรือ 18,000 ล้านบาท

    การล่าเป็ดในอเมริกาสร้างรายได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และภาษีให้รัฐกว่า 18,000 ล้านบาท มากเพียงพอที่จะเอาเงินกลับมาป้อนเลี้ยงการอนุรักษ์

    ในบ้านเราทุกวันนี้นกเป็ดมีสถานะตรงกันข้ามกับ”ผี”​ ก็คือมีตัวตนอยู่บ้าง แต่ผู้คนกลับไม่เคยสนใจไม่เคยให้ความสำคัญ

    เมื่อเป็ดลงกินข้าวมันคือศัตรูของชาวนา เมื่อลงกินปลามันก็เป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ เมื่อมันไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใคร พวกมันจึงถูกแอบล่า, ถูกดัก ถูกวางยาเบื่อ ไม่มีค่าอะไรเกินกว่าเนื้อเหนียวๆที่เป็นอาหารได้สักจาน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ หน่วยงานอนุรักษ์ทั้งหลายก็มองข้ามเมื่อมันไม่ได้อยู่ในเขตอนุรักษ์

    เมื่อกินข้าวเป็นจะเป็นศัตรูกับชาวนา เมื่อกินปลาเป็ดจะเป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ

    คนไทยเราสงสารเป็ด แต่เราไม่เคยมองเห็นความสำคัญของการอยู่รอดหรือความอุดมสมบูรณ์ของนกเป็ดแต่ละสายพันธุ์ในธรรมชาติเลย

    เปล่าเลย ผมไม่ได้พยายามชวนให้คนมาล่านกเป็ดกัน เพราะมันมีจำนวนลดลงจนไม่ควรจะมีการล่ากันแล้วจนกว่าเราจะมีวิธีจัดการให้เป็ดในธรรมชาติเพิ่มจำนวนขึ้นได้ก่อน

    แต่ผมอยากจะขออาศัยเรื่องของเป็ดมาเป็นตัวเล่าเรื่องให้เห็นภาพว่า “แนวทางการอนุรักษ์” ที่ทำกันมา 62 ปีนี้  (ซึ่งเราก็ไปเอาตัวอย่างมาจากอเมริกาเกือบทั้งหมด แต่ปฏิบัติแล้วล้มเหลว และแปรสภาพไปจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม) อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องที่จะเดินต่อไปข้างหน้า 

    สาเหตุหลักอาจจะเป็นเพราะตอนนี้ “การอนุรักษ์สัตว์ป่า” ของเรานั้นอยู่บนพื้นฐานของ “ความสงสาร” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้อิงหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการจัดการที่ควรทำ ไม่มีความสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ รูปแบบจึงออกไปในทาง “รับบริจาค” เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำคนทำงานก็เหนื่อยแทบตาย ผลที่ได้ก็มีแต่จะเห็นว่าธรรมชาติและสัตว์ป่าถดถอยลงไปเรื่อยๆ

    เราตื่นเต้นกับเป็ดนจำนวนหลักร้อย คำถามคือเราควรจะมีเป็ดในธรรมชาติสักกี่ตัว

    เป็ดของเราหายไปไเกือบหมดแล้วครับ พร้อมๆสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำอีกหลายชนิด

    คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว

    ถูกต้องทุกข้อครับ และที่แย่ที่สุด เราไม่เคยใส่ใจกับการหายไปของเป็ดและสัตว์อีกหลายๆอย่างในธรรมชาติเลย

    ถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะเลิกโทษกันแล้วหันหน้าเข้ามาร่วมวงสนทนาหารือเพื่อหาแนวทาง “อนุรักษ์”​ กันใหม่

  • นิตสารที่เรารัก

    นิตสารที่เรารัก

    เพื่อนๆหลายคนก็อาจจะเป็นเช่นเดียวกับผม ที่เติบโตมากับ “นิตยสาร”

    ในโลกของสังคม Online วันนี้ ดูเหมือนว่า “นิตยสาร” จะค่อยๆลดบทบาทลง ค่อยๆหายไปจาก “แผงหนังสือ” ที่ทะยอยหายไปพร้อมๆกัน

    ในขณะที่สื่อ Online โดดเด่นมากในเรื่องของความรวดเร็วในการนำเสนอและอิสระเสรีภาพของการเผยแพร่ความรู้และความคิด แต่ใช่หรือไม่ว่า หลายๆครั้งที่เราอ่านสื่อ online เราคงมีคำถามบางอย่างค้างคาอยู่ในใจ เกี่ยวกับที่มาและความน่าเชื่อถือของสิ่งที่เราอ่านนั้น

    ผมเองยังเชื่อว่านิตยสารยังคงมีคุณค่าเฉพาะตัวของมันอยู่บนเส้นแกนคุณค่าของสื่อ 

    พื้นที่ระหว่างสื่อ Online ที่รวดเร็วและเผยแพร่ได้เร็ว กับหนังสือดีๆที่ต้องใช้เวลาคัดสรร เรียบเรียงอาจจะเป็นแรมปีกว่าจะออกมาให้เราอ่านกันได้ นิตยสารเป็นสื่อที่อยู่ตรงกลาง

    นิตยสารดีๆสักเล่มหนึ่ง จะมีแนวทางที่ชัดเจนและยึดมั่นในคุณค่าส่งที่เขานำเสนอ จนพวกเราคนอ่านสามารถสัมผัสได้ บทความแต่ละบทย่อมต้องถูกตรวจทาน กลั่นกรอง และรับรองโดยมีชื่อเสียงของหัวหนังสือเป็นตัวค้ำประกัน

    ทุกวันนี้ผมยังมีความสุขเสมอที่ได้อ่านนิตยสาร ยังมี 2 ฉบับ ที่ผมยังได้รับเป็นเล่มกระดาษ ซึ่งผมก็จะดีใจกระโดดโลดเต้นทุกครั้งที่กลับบ้านแล้วเจอมันวางอยู่ และอีกจำนวนไม่น้อยที่ผมรับในรูปแบบของ e-magazine ซึ่งแม้ว่าจะไม่อิ่มใจเหมือนนิตยสารเป็นเล่ม แต่เทคโนโลยี่ของ e-magazine นี้ก็ช่วยให้ผมได้อ่านนิตยสารจากแดนไกลหลายๆเล่มที่คงไม่มีโอกาสสั่งมาเป็นเล่ม และมันก็มีส่วนช่วยให้นิตยสารที่ผมรักหลายๆเล่มยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ได้

    Sporting Classics นิตยสารที่นำเสนอคุณค่าและความงดงามของการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่สวยที่สุดเล่มหนึ่ง ผมติดตามรับมานับสิบปีและดีใจทุกครั้งที่ได้รับฉบับใหม่
    National Geographic สุดยอดนิตสารเล่มหนึ่งของโลก บทความทุกบทนำเสนอแนวความคิดในเชิงลึกของนักเขียนระดับสุดยอดของโลกประกอบด้วยภาพจากฝีมือช่างภาพระดับสุดเช่นกัน ผมติดตามมานานหลายสิบปี ดีใจมากที่มีการทำฉบับภาษาไทยให้คนไทยได้อ่านกัน และผมก็เป็นสมาชิกมาตั้งแต่ฉบับแรกของภาษาไทย
    The Field นิตยสารที่นำเสนอความงดงามของการใช้ชีวิตกลางแจ้งของชาวอังกฤษ เป็นนิตยสารเก่าแก่มาก ตีพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1853 รวมอายุเกือบ 170 ปีแล้ว ถ้าไม่ใช่ e-magazine ผมคงไม่มีโอกาสได้อ่าน
    Field&Stream นิตยสารเก่าแก่และยิ่งใหญ่ของคนที่รักชีวิตกลางแจ้งในอเมริกา ยืนหยัดมายาวนานจนได้พิมพ์ฉบับฉลอง 125 ปี ก่อนจะเลิกพิมพ์และเปลี่ยนรูปแบบเป็น e-magazine อย่างเดียว
    “ชีวิตกลางแจ้ง” นิตยสารของคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งของเมืองไทย ปิดตัวไปร่วมสามสิบปีแล้ว

    ผมยังคงฝันอยากให้มีนิตยสารที่นำเสนอคุณค่าและความงดงามของการใช้ชีวิตกลางแจ้งเป็นภาษาไทยออกมาอีกสักครั้ง ผมยังหวังว่าจะมี แนวคิด, application หรือเทคโนโลยี่อะไรสักอย่างที่สามารถสร้างสื่อที่รวมเอาบทความที่กลั่นกรอง คัดสรร แล้วมาเป็นรูปเล่มได้อย่าง dynamic (ขอโทษครับ ผมนึกภาษาไทยที่จะมาแทนคำนี้ไม่ได้จริงๆ) ตามใจคนอ่าน รวดเร็วกว่าการจัดวางรูปเล่มของนิตยสาร แต่อ่านง่ายได้อรรถรสกว่าเว็บไซต์หรือ Blog (Flipboard ดูใกล้เคียงแต่ก็ยังไม่ใช่)

    เพื่อนๆละครับ รู้สึกยังไงกับนิตยสาร คิดยังไงกับสื่อแนวนี้ 

    ผมรู้ว่าหลายๆคนเรียนมาทางนี้ บางคนเคยทำนิตยสารมา และบางคนที่ผมรู้จักก็ยังมุ่งมั่นทำนิตยสารดีๆอยู่ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนะครับ

  • รวบรวมความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์เดินป่า

    รวบรวมความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์เดินป่า

    หน้านี้รวบรวมเอาความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้อุปกรณ์เดินป่าให้เหมาะสมกับการใช้งานมาไว้ให้ดูกันในหน้าเดียวเลยครับ

    เริ่มจาก VDO แนะนำอุปกรณ์สำหรับมือใหม่ไปเดินป่า

    อุปกรณ์เดินป่าที่สำคัญที่สุด 2 ชิ้นก็คือ เป้และรองเท้า

    เป้เดินป่า

    ลองมากดูการเลือกเป้กันก่อนเลยครับ เพราะถ้าเป้ไม่ดี, ไม่เหมาะกับการใช้งาน หรือไม่เข้ากับสรีระ เราจะทรมานปวดหลังเจ็บไหล่ไปตลอดการเดินทาง

    เลือกเป้ได้แล้ว ลองมาดูการจัดเป้ให้เข้ากับตัว

    รองเท้าเดินป่า

    ต่อมามาดูรองเท้าเดินป่ากันบ้าง รองเท้าเดินป่าสำคัญมาก เพราะรองเท้าไม่ดี, ไม่เหมาะกับการใช้งาน, ขนาดไม่พอดีกับเท้า เราจะเจ็บปวดทุกย่างก้าว

    เลือกรองเท้าได้เหมาะสมแล้ว การผูกเชือกรองเท้าก็สำคัญมากที่จะป้องกันไม่ให้เท้าบาดเจ็บ

    ไม้เท้าเดินป่า

    ไม้เท้าเดินป่าอาจจะไม่ใช่ของจำเป็น แต่มันจะช่วยให้เราเดินป่าได้ดีขึ้น ใช้กล้ามเนื้อขาน้อยลง, เดินได้เร็วขึ้น, เดินได้ไกลขึ้น และเหนื่อยน้อยลง

    ลองมาดูเหตุผลกันว่าทำไมควรใช้ไม้เท้าเดินป่าครับ

    ลองมาทำความเข้าใจกันครับว่า ไม้เท้าเดินป่ามีกี่ประเภท และแบบไหนจะเหมาะกับเรา

    อุปกรณ์สำหรับตั้งแค้มป์

    เมื่อเดินมาถึงแล้วก็ต้องมีอุปกรณ์การนอน

    ทางเลือกก็คือเปลหรือเต็นท์

    ลองมาดูกันก่อนเลยว่าเต็นท์เดินป่ามีกี่แบบ ต่างกันอย่างไรบ้าง

    ทีนี้ลองมาดูกันว่าเต็นท์เดินป่าที่เรียกว่าดีมากๆนั้นต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

    เต็นท์เดินป่า ราคาประหยัด ที่ใช้ได้ดีมากๆ ลองดูตัวนี้ครับ

    เต็นท์น้ำหนักเบาที่ถ่ายเทอากาศได้ดีที่สุด ใช้งานได้หลากหลายเหมาะกับอากาศบ้านเราที่สุดอย่างหนึ่ง

    เต็นท์น้ำหนักเบามาก แต่ถ่ายเทอากาศไม่ดีนัก เหมาะสำหรับขึ้นเขาสูงที่อากาศหนาวเย็น ลองดูตัวนี้ครับ

    เปล

    คราวนี้มาดูตัวเลือกของเปลกันบ้าง

    ทางเลือกราคาไม่แพง แต่อาจจะน้ำหนักเยอะหน่อย คือ Hoppa
    อีกทางเลือกคือ Skeeter Beater จาก Grand Trunk

    อีกทางเลือกที่ใช้งานได้หลากหลายมากคือการใช้เปลที่ไม่มีมุ้งร่วมกับ มุ้ง Mozzy Lite ของ Grand Trunk

    เปลเดินป่าที่ดีที่สุดก็ยังคงต้องยกให้ Hennessy Hammock ที่นอนสบายที่สุดใช้งานได้ทุกสภาวะอากาศ

    Fly Sheet

    อุปกรณ์สำคัญอีกอย่างสำหรับการตั้งแค้มป์ในป่าคือ Fly Sheet ที่เราจะต้องกางเพื่อกันแดด กันฝน นั่งทำกับข้าว นั่งกินข้าวกัน ลองมาดูตัวเลือกของ Fly Sheet กัน

    ราคาไม่แพง ใช้ได้ดีและทนทาน ก็ต้อง Hoppa เลยครับ แต่น้ำหนักจะมากหน่อย

    ที่ดีมาก น่าใช้มากคือ Voss จาก Nordisk

    ที่เล็กสุดเบาสุดคือตัวนี้

    เครื่องนอน

    เดินมาเหนื่อยทั้งวันแล้ว ต้องนอนหลับให้สนิทเพื่อให้มีแรงเดินต่อในวันรุ่งขึ้น ลองมาทำความเข้าใจเรื่องถุงนอนกันให้ดีเลยครับ

    คราวนี้มาเลือกถุงนอนให้เหมาะกับการใช้งาน

    มีถุงนอนแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆที่จะทำให้เรานอนหลับสบายคือแผ่นรองนอน อย่ามองข้ามเด็ดขาดครับ

    อุปกรณ์ทำอาหารและน้ำ

    จัดแค้มป์เสร็จก็ต้องเตรียมอาหารและนำ้กัน เรื่องน้ำนี่สำคัญมากครับ เราไม่สามารถแบกน้ำไปให้พอตลอดการเดินทางได้ เราจะต้องหาน้ำจากธรรมชาติแล้วมาทำให้สะอาดก่อนที่ดื่มได้

    เครื่องกรองน้ำ

    วิธีทำน้ำให้สะอาดขณะไปเดินป่าที่ปลอดภัยและสะดวกที่สุดคือการใช้เครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพ ลองมาดูกันเลยครับว่าเครื่องกรองน้ำมีกี่แบบและแต่ละแบบเหมาะกับการใช้งานอย่างไร

    ที่ใช้งานสะดวกที่สุดสำหรับการเดินทางเป็นกลุ่ม ต้องยกให้ Platypus Gravity

    แต่ถ้าไปที่ทุรกันดารจริงๆ MSR Guardian หรือ Guardian Gravity คือเครื่องกรองน้ำที่ไว้ใจได้มากๆ

    และถ้าต้องการเครื่องกรองน้ำที่ราคาไม่แพงแต่ฝากชีวิตไว้ได้ในการเดินทางในแดนห่างไกลก็คงต้อง MSR Miniworks ครับ เพราะสามารถถอดใส้ออกมาล้าง กรองน้ำต่อได้ไม่ว่าจะเจอน้ำสกปรกแค่ไหน

    เตาเดินป่า

    เตาเป็นอุปกรณ์สำคัญมากในการจัดเตรียมอาหารระหว่างการเดินป่า มันทำให้เราสะดวกรวดเร็วในการทำอาหารและลดการรบกวนธรรมชาติจากการก่อกองไฟ ลองมาทำความรู้จักกับเตาชนิดต่างๆกันก่อนครับ

    ลองมาดูเตาเดินป่าแบบหัวถังที่มีขนาดเล็กน้ำหนักเบา เหมาะสำหรับการเดินทางน้อยคนและทำกับข้าวแบบง่ายๆ

    เตาเดินป่าแบบแยกถัง ให้เราสามารถทำกับข้าวได้จริงจังขึ้น และเลี้ยงผู้คนกลุ่มใหญ่ขึ้นได้

    เตา Stove Set มีขนาดกระทัดรัด พกสะดวก และให้ประสิทธิภาพสูง แต่เหมาะกับการต้มน้ำหรือทำกับข้าวง่ายๆ

    มีเตาแล้วอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างก็คือหม้อ ลองมาดูกันว่าควรจะเลือกใช้หม้อแบบไหนกันดี

    อาหาร Freeze Dry

    ถ้าต้องการไม่ต้องการทำอาหาร หรือต้องการความสะดวกสบาย เดี๋ยวนี้มีอาหาร Freeze Dry ให้เลือกซื้อ ลองมาดูกันครับ

    ขวดนำ้

    ขวดน้ำเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้ ลองมาดูกันว่ามีขวดน้ำแบบไหนให้เลือกใช้กัน

    แสงสว่าง

    กลางป่านั้นมืดมิด เราต้องการอุปกรณ์ที่ให้แสงสว่างกับเราในเวลากลางคืน ไฟฉายและตะเกียงคืออุปกรณ์จำเป็น

    ไฟฉายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเดินป่าคือไฟฉายคาดหัวครับ เพราะมันจะทำให้มือทั้งสองข้างของเราว่าพอที่จะทำกิจกรรมต่างๆได้

    ตะเกียง LED จาก Led Lenser

    ตะเกียงแก๊สจาก Primus

    การแต่งตัวกันหนาว

    การแต่งตัวกันความหนาวเย็นต้องทำยังไง ลองดู VDO นี้ครับ

    ยังมี VDO ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์กลางแจ้งอีกมากมายใน YouTube ของ ThailandOutdoor Channel สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ

  • SUP ธรรมชาติในมุมมองที่แตกต่างของคนภูเขา

    SUP ธรรมชาติในมุมมองที่แตกต่างของคนภูเขา

    ผมเกิดมาในสายเลือดของคนภูเขา ตั้งแต่เล็กจนโตผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะถูกกับทะเลมากนัก ตอนที่ยังเป็นเด็กทุกครั้งที่ไปทะเล ผมจะมีอาการภูมิแพ้น้ำมูกไหลจนแทบจะทำอะไรไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงการลงเล่นน้ำทะเลกลางแดดร้อนๆที่ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน ไม่เหมือนป่าบนเขาที่อากาศเย็นสบาย

    เมื่อเที่ยวป่ามากๆเข้า ผมก็พบกว่าผมหลงรักแม่น้ำ และสายน้ำเล็กในป่าดง การเดินทางที่ผมชื่นชอบที่สุดก็คือการเดินทางล่องไปตามสายน้ำพร้อมกับเพียงข้าวของที่จำเป็นในเรือแคนูแล้วพักแรมท่ามกลางความงดงามของสายน้ำ ในมุมสงบที่ห่างไกลจากความวุ่นวาย 

    ในขณะเดียวกัน ผมก็เคยเห็นวิถีของคนเล่น Surf และชื่นชมการใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติโดยมีอุปกรณ์น้อยนิดเรียบง่ายของพวกเขามาก แต่หากมันเป็นวิถีที่แตกต่างและยากมากสำหรับคนภูเขาอย่างผมจะเข้าไปสัมผัสได้

    ครั้งแรกที่ผมเห็น SUP (Stand Up Paddle) ผมรู้สึกดูแคลนมันว่าเป็นของเล่นคนเมือง (City Boy’s Toy) ที่เอาไว้พายเล่นๆ เท่ๆ วนไปวนมาอวดกันแล้วก็กลับมาคืนที่เดิมไม่ได้เดินทางไปไหน สาเหตุหนึ่งของการดูแคลนนั้นอาจจะมาจากการที่ผมเป็นคนที่การทรงตัวแย่มาก เมื่อลองขึ้นไปยืนบน SUP ที่แรกเห็นนั้นได้เพียงไม่กี่วินาทีก็ร่วงลงน้ำไป

    เมื่อสองปีที่แล้วผมได้ลอง “เล่น” SUP อีกครั้งเพราะเรามาเที่ยวพักผ่อนกันที่บ้านเล็กๆที่ชายหาดคลองวาฬ และมุมมองของผมกับ SUP ก็เปลี่ยนไป

    ผมพบว่าร่างการของมนุษย์นั้นมหัศจรรย์มาก หลังจากที่พยายามยืนบนบอร์ดแล้วพายจนตกน้ำเป็นสิบครั้ง ผมก็พบว่าหากผมยืนนิ่งๆบนบอร์ด อาจจะเอาไม้พายช่วยค้ำก่อน เมื่อเริ่มแรกขาทั้งสองข้างของผมจะสั่นดิกๆเพราะพยายามทรงตัวอยู่บนบอร์ดที่แกว่งไปตามกระแสคลื่น สักพักหนึ่งก็จะเริ่มสั่งช้าลงจนยืนได้นิ่งสนิท เหมือนกับตอนที่เราให้ Gimbal ของกล้อง Auto Stabilize ตัวมันเอง หลังจากนั้นผมก็พบว่าผมสามารถทรงตัวอยู่บนบอร์ดได้ได้โดยอัตโนมัติแม้จะมีคลื่นซัดเข้าใส่ (แต่ไม่แรงจนเกินไปนะครับ ผมไม่ได้เก่งขนาดนั้น)

    พอเลิกสั่น เลิกกังวลกับการตกน้ำกลางทะเลที่มองไม่เห็นว่ามีอะไรอยู่ใต้นั้นบ้าง ผมก็เริ่มได้รู้สึกถึงสัมผัสของแดดอ่อนยามเช้า, สายลมเย็นที่พัดผ่านตัว, ความเงียบสงบของโลกรอบๆตัว และการยืนบนบอร์ดก็ทำให้มองเห็นได้กว้างจนเห็นความงดงามของโลกอีกใบบนชายฝั่งจากมุมมองที่แตกต่าง

    ผมไม่ได้พายไปไหนไกล และไม่จำเป็นต้องไป บางครั้งก็นั่งลงชื่นชมกับความสงบเงียบที่มีแต่เสียงลมและเสียงคลื่น และเมื่อนอนลงบนบอร์ดผมก็ได้มองเห็นฟ้าที่เปิดโล่งทุกทิศทางและสัมผัสธรรมชาติอย่างที่เราไม่มีทางรู้สึกได้ในเมืองใหญ่

    และนั่นก็เช่นกัน มันคือช่วงเวลาที่งดงามของการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่ผมแสวงหา

    แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ระยะทางใกล้ๆ แต่มันก็เพียงพอแล้วที่คนจากภูเขาจะได้รับรู้ความงดงามของท้องทะเลที่เขาไม่เคยคิดว่าจะได้สัมผัสมาก่อน ได้เห็นโลกในมุมมองของ “คนทะเล”​ ที่แตกต่างไป แม้จะเป็นเพียงชายขอบของวิถีของพวกเขา

    และมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมเรียนรู้ว่า ในโลกใบนี้ยังมีวิถีที่มุมมองที่แตกต่าง หากเพียงเราเปิดใจกว้างที่จะรับความแตกต่างนั้น มันก็อาจจะพาเราไปสู่สิ่งเดียวกันที่เราล้วนค้นหา

    ลูกสาวผมอยากลงเล่นบ้าง
  • เส้นทางรอบขุนน้ำเงา

    เส้นทางรอบขุนน้ำเงา

    เส้นทาง “รอบขุนน้ำเงา” เป็นเส้นทางเดินป่าระยะทาง 25 กิโลเมตรที่จะพาคุณผ่านป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ของแม่น้ำเงา

    เส้นทางนี้ไม่ได้มีวิวสวยดอยสูง แต่หากจะพาคุณไปเห็นป่าที่สมบูรณ์อย่างที่เป็นจริงปราศจากการปรุงแต่ง

    จุดเริ่มต้นของเส้นทางอยู่ที่บ้านห้วยยาวและจบที่บ้านบลาเด เส้นทางเดินอยู่บนสันเขาที่ระดับความสูง 1,100 ถึง 1,700 เมตร อากาศเย็นสบายตลอดปี ตลอดเส้นทางมีน้ำบริโภคแต่ไม่มีน้ำให้อาบ เส้นทางรกและไม่ชัดเจน จำเป็นจะต้องมีคนนำที่ชำนาญทางพาไป ทุกคนจะต้องแบกของเอง ไม่มีลูกหาบ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะเป็นรายได้ให้กับชาวบ้าน

    ติดต่อสอบถามได้ที่ ไก่ 065-106-8754

  • ความสมดุลย์ที่ยั่งยืน

    ความสมดุลย์ที่ยั่งยืน

    Martin Litton ผู้เป็นตำนานของการปกป้อง Grand Canyon จากการสร้างเขื่อน กล่าวไว้ว่า “วิธีดีที่สุดที่จะทำให้คนเข้าใจ และช่วยกันรักษาแม่น้ำสักสายหนึ่งไว้ คือการพาพวกเขาลงไปในแม่น้ำ ได้สัมผัสและหลงรักแม่น้ำนั้นด้วยตัวเอง” 

    แต่ในหลายปีที่ผ่านมานี้ ผมก็พบว่าความรักเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เราต้องใช้อะไรมากกว่านั้นอีกมากที่จะรักษาแม่น้ำสักสายหนึ่งหรือป่าสักผืนหนึ่งไว้ได้

    เพราะบ่อยครั้งที่ผู้คนพูดถึงสมดุลย์ธรรมชาติ พวกเขามักจะมองข้ามส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของสมการนั้นไป นั่นก็คือมนุษย์ 

    และในโลกปัจจุบัน ถ้าหากจะให้สมดุลย์ของธรรมชาติอยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว เราย่อมจะต้องสร้างสมดุลย์ในแกนของเศรษฐศาสตร์ด้วย

    หลายปีมานี้ผมเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆว่า เมื่อมองผ่านหลังฉากหน้าที่สวยหรู ธรรมชาติป่าดงของเรากำลังถูกทำลายไปเรื่อยๆเพราะการอนุรักษ์ในบ้านเรากำลังเดินไปผิดทาง และถ้าหากจะเราจะรักษาธรรมชาติไว้ให้ได้ เราจะต้องเปลี่ยนการ“อนุรักษ์” จากวิธีกันคนให้ห่างออกจากธรรมชาติ มาเป็นการจัดการธรรมชาติส่วนหนึ่งให้ผู้คนสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยที่ไม่หมดไป

    มันเป็นไปได้ครับ

    ตามมาซิครับ ผมจะเล่าให้ฟัง


    ผมและนักตกปลาชายหญิงคู่หนึ่งยืนอยู่กลางสายน้ำที่ใสราวกับกระจกของแม่น้ำเงา

    สายลมเย็นพัดผ่านตัวเราไปพร้อมๆกับที่พัดเอาใบไม้สีเหลืองสีแดงโปรยปรายลงสู่สายน้ำ

    Fly Fishing ที่แม่น้ำเงา

    ผมชี้ให้นักตกปลาทั้งสองดูปลาที่ขึ้นฮุบบางอย่างที่ผิวน้ำทันที่ที่ใบไม้ร่วงถึง

    “แดดจ้าๆอย่างเวลานี้ปลาจะหลบเข้าไปอยู่ใต้ร่มเงาไม้ครับ และฤดูนี้ที่ใบไม้เริ่มร่วง จะมีแมลงต่างๆเช่นมดร่วงลงมาด้วย ปลาก็จะเฝ้ารอกินแมลงที่ร่วงลงมานี้เหมือนกับเด็กๆรอกินขนมเลยครับ

    ถ้าเราวางเหยื่อลงไปใกล้ๆก้อนหินใต้ต้นไม้นั่น โอกาสจะได้ปลาสูงมากครับ

    ใครจะลองก่อนดีครับ”

    ฝ่ายชายชี้มือไปที่ผ่ายหญิงซึ่งก็ยกมือเสนอตัวพอดี เธอเป็นนักตกฟลายมือใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มหัดตีสายดัวยกันเมื่อวานนี้เอง แต่จุดที่เรากำลังจะตกปลานี้ก็ไม่ได้ยากจนเกินไป

    เธอเหวี่ยงสาย 2-3 ครั้งแล้วส่งเหยื่อตั๊กแตนลงไปในทิศทางที่ผมบอกให้

    “สั้นไปนิดครับ ครั้งต่อไปตีให้ไกลกว่าเดิมสัก 2 ฟุตครับ เอาให้ตรงหน้าก้อนหินเลย”

    และทันทีที่เหยื่อตั๊กแตนลงสัมผัสผิวน้ำก็มีเงาสีน้ำตาลขนาดใหญ่โฉบขึ้นมาบนผิวน้ำ

    “ใจเย็นๆครับ ไม่ต้องรีบร้อน ดึงให้สายตึงไว้แล้วค่อยๆเก็บสายเข้ามา”​ 

    ผมหยิบสวิงด้ามยาวออกมาช้อนปลาตัวนั้นไว้ มันเป็นปลาพลวงที่สมบูรณ์มากหนักกว่า 1 กิโลกรัม มีแถบสีฟ้าที่ข้างลำตัวสวยงามมาก

    ปลาพลวง

    ผมหยิบเหยื่อตั๊กแตนที่เกี่ยวอยู่ที่มุมปากปลาออกอย่างง่ายดาย เหยื่อฟลายที่มีขนาดเล็กและบีบเงี่ยงเบ็ดเช่นนี้จะไม่ทำให้ปลาบาดเจ็บเลยเมื่อเที่ยบกับเหยื่อชนิดอื่นๆ

    ผมยื่นปลาในสวิงให้ พร้อมกับที่สังเกตสายตากลัวๆกล้าๆของเธอ

    “ค่อยๆจับเขาซิครับ”​และผมก็ได้เห็นปลาพลวงตัวแรกของหญิงสาวคนนั้นค่อยๆว่ายออกไปจากมือของเธอ

    และในวินาทีนั้นประกายในสายตาของเธอก็บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายได้ จะมีก็แต่เพียงผู้ที่ได้มีโอกาสได้สัมผัสชีวิตของสายน้ำเท่านั้นที่เข้าใจ

    และด้วยประกายในสายตาเช่นนี้ มันทำให้ผมมีความสุขที่จะได้เห็นผู้คนได้ปลาตัวแรกของเขามากกว่าที่จะตกปลาได้เองเสียอีก

    เราเดินกลับมาขึ้น “แม่เงา Drfit Boat” เรือที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Mckenzie Drift Boat แต่ดัดแปลงออกแบบให้คล่องตัวสำหรับการเดินทางตกปลาในแม่น้ำที่ไม่ใหญ่นักอย่างแม่น้ำเงา

    Drift Boat

    เราจอดแวะพักและลงไปตกปลากันอีกตลอดวัน ทั้งสองคนได้ปลาหลากหลายสายพันธุ์กันคนละหลายตัว พวกเขาเลิกนับจำนวนปลาที่ตกได้ตั้งแต่ตอนที่เราพักเที่ยงกินอาหารกัน

    ปลาในแม่น้ำเงาอุดมสมบูรณ์ขึ้นมากตั้งแต่มีการตกปลาและนักตกปลาจ่ายค่าบำรุงให้กับหมู่บ้านที่มีเขตอนุรักษ์ปลาเป็นอย่างมาก จนหลายหมู่บ้านขยายเขตอนุรักษ์ให้ยาวขึ้น บางหมู่บ้านก็เพิ่มเขตอนุรักษ์ใหม่จนทำให้มีจุดตกปลาชั้นยอดให้จอดแวะได้ตลอดลำน้ำ

    ความอุดมสมบูรณ์ของปลาในเขตอนุรักษ์ของหมู่บ้านริมแม่น้ำเงา

    สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้จำนวนปลาเพิ่มขึ้นก็คือการได้รู้พฤติกรรมของปลาจากการวิจัยการเคลื่อนที่และการผสมพันธุ์ของปลาในตระกูลมาร์เซียซึ่งก็คือปลาพลวงและปลาเวียนในแม่น้ำเงาของ ดร. Aaron สหายของผมเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ชาวบ้านสามารถอนุรักษ์พื้นที่ผสมพันธุ์วางไข่ของปลาตามลำห้วยเล็กๆและงดจับปลาในฤดูวางไข่ เพียงเท่านี้ปลาก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นได้เองและชาวบ้านก็มีปลาให้จับกินได้เพิ่มขึ้นไปพร้อมๆกัน

    ……… ตราบใดที่แม่น้ำเงายังคงไหลและใสสะอาดอยู่


    ตอนเย็นวันนั้น ผมจอดเรือ “แม่เงา Drift Boat” ของเราที่ชายฝั่งติดกับลานที่ปกคลุมด้วยไม้ใหญ่ร่มรื่น

    “ขอบคุณพี่เกิ้นมากครับ เราสองคนสนุกกันมาก วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ เราสองคนเริ่มจะหลงรักแม่น้ำเงาเข้าแล้วครับ”

    “ด้วยความยินดีครับ ถ้ายังมีเวลาอยู่ต่อ ก็ยังมีอีกหลายอย่างให้เที่ยวนะครับ จะเดินป่า, พายเรือแคนู หรือจะล่องแพไม้ไผ่ก็ได้ ลองไปสอบถามที่โรงแรมที่คุณพักได้เลยครับ”

    ทั้งสองคนยิ้มให้ผมอีกครั้งแล้วก็เดินไปที่ “River House Lodge” โรงแรมไม้ขนาดกระทัดรัดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มไม้ริมแม่น้ำเงา ถึงแม้จะซ่อนตัวอยู่ไกลเมืองขนาดนี้แต่ที่นี่ก็มีคนเข้ามาพักอยู่ไม่ขาดเพราะมีทุกอย่างพร้อมอยู่ในตัว ผู้ที่มาเยือนสามารถจะนั่งชมวิวแม่น้ำเงาได้จากระเบียงสวยของร้านกาแฟ และมื้อเย็นก็สามารถอิ่มเอมกับสเต็กและไวน์แสนอร่อยฝีมือคุณเท็นเจ้าของโรงแรม ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะใช้เวลาอยู่ที่โรงแรมเล็กๆนี้มากกว่าโรงแรมใหญ่ของเขาที่แม่สะเรียงเสียอีก

    หลังจากที่เอาเรือขึ้น Trailer และ ลากขึ้นฝั่งแล้ว ผมก็เดินไปที่อาคารไม้หลังเล็กๆที่อยู่ไม่ห่าง River House Lodge มากนัก 

    ป้าย “Shadow River Fly shop & Gallery” แขวนอยู่ที่อาคารเล็กๆที่ข้างหนึ่งอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตกฟลายฟิชชิ่ง ตั้งแต่คันเบ็ด, รอก, สาย ไปจนถึงเหยื่อนานาชนิด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของอาคารก็เป็นแกลลอรี่แสดงภาพถ่ายสวยๆของแม่น้ำเงาจากฝีมือช่างภาพชื่อดัง นัท สุมนเตมีย์และเพื่อนๆของเขา (มี 2 ภาพฝีมือผมที่แอบเอามาโชว์อยู่ในมุมหนึ่งด้วย)

    เมื่อเปิดประตูเข้าไป เจ้าของแกลลอรี่ก็ยืนยิ้มรอผมอยู่แล้ว

    “อ้าว นัท มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่” ผมเดินเข้าไปโอบไหล่ที่แทบจะโอบไม่รอบนั้นด้วยความคิดถึง

    “ตั้งแต่บ่ายสองแล้วครับพี่ เดี๋ยวนี้มาทางแม่สอดถนนดีมากๆ มาเร็วกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยครับ”

    นัท,​ผม และเพื่อนๆอีก 2-3 คนเห็นพ้องต้องกันว่าถ้าต้องการพัฒนาการตกปลาแบบฟลายฟิชชิ่งให้สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนริมแม่น้ำเงาได้ ไกด์ตกปลาที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก พวกเราจึงพลัดกันมาทำหน้าที่เป็น “ไกด์อาสา” กันคนละ 3 สัปดาห์ ในช่วงฤดูตกปลาตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงพฤษภาคม 

    นอกจากจะดูแลลูกค้านักตกปลาแล้ว หน้าที่หลักของเราก็คือการช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับชาวบ้านหลายๆคนที่เริ่มจะเป็นไกด์พานักตกปลาออกไปเองได้แล้ว

    และที่สำคัญในวันว่าง เราก็ยังได้ออกไปตกปลาในแม่น้ำเงาที่เรารักได้อีกด้วย

    “ว่างมั๊ยนัท วันนี้มีงานที่สบโขง เข้าไปเที่ยวด้วยกันซิ” 

    “ได้ครับ พรุ่งนี้มีนักตกปลานัดไว้ 4 คน ใช้เรือ 2 ลำ แต่ผมจัดให้พี่สมยศกับต๋าวเป็นไกด์เรียบร้อยแล้วครับ”

    “งั้นไปรถพี่เลย”

    เราเดินไปขึ้น Jeep Cherokee เพื่อนเก่าของผม


    เมื่อเราออกมาถึงถนนสาย 105 และเลี้ยวผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเงา เราก็เห็นแพไม้ไผ่นับสิบลำพานักท่องเที่ยวมาถึงปลายทางที่ใต้สะพาน

    แพไม้ไผ่เหล่านี้ทำจากไม้ไผ่ซางหม่นที่ปลูกกันมากตลอดแม่น้ำเงา เมื่อลำโตได้ที่ก็ตัดผูกเป็นแพพานักท่องเที่ยวล่องชมความงามของแม่น้ำเงาสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับหมู่บ้านริมน้ำและยังเป็นการขนส่งไม้ไผ่โดยไม่ต้องเสียค่ารถค่าน้ำมันอีกด้วย

    พอมาถึงปลายทางนี้ ถ้าไม่ขนกลับไปล่องซ้ำอีกครั้งก็ขายให้กับโรงงานแปรรูปไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ริมน้ำนี้ซึ่งรับซื้อไม้ไผ่ไม่อั้นเพราะผลิตไม่ทันความต้องการของตลาด

    ทางคอนกรีตอย่างดีพาเราเลาะเลียบไปทางฝั่งขวาของแม่น้ำเงา ผ่านอุทยานแม่เงาและหมู่บ้านต่างๆเข้าไป

    เส้นทางนั้นขึ้นเนินสูงระหว่างบ้านแม่หลุยส์กับบ้านนาดอยซึ่งเป็นที่ผมจะหยุดเพื่อสังเกตความเป็นไปทุกครั้งที่ผ่านมา ที่จุดตรงนี้เรามองเห็นหุบเขาสองข้างลำน้ำเงาซึ่งไม่กี่ปีก่อนหน้านี้เป็นทุ่งที่ถูกถางเตียนโล่งเพื่อปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพด แห้งแล้งราวกับทะเลทรายแซมอยู่ด้วยซากต้นไม้ใหญ่ที่ถูกกานรอบต้นให้ยืนตาย แต่บัดนี้เขียวชะอุ่มไปด้วยไผ่ซางหม่นพืชชนิดใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านมากกว่าถั่วเหลืองถึง 3 เท่า และที่สำคัญยังช่วยอุ้มน้ำและลดการพังทะลายของหน้าดินในพื้นที่ลาดชันอีกด้วย

    สภาพหุบเขาริมน้ำเงาระหว่างบ้านนาดอยและแม่หลุยส์เมื่อหลายปีก่อน

    ก่อนจะออกรถไปต่อผมเหลือบไปเห็นป้ายเล็กๆที่เขียนว่า “Bamboo Unlimited” ป้ายบอกตำแหน่งของแปลงไผ่สาธิตที่เพื่อนๆของผมช่วยกันเอาไม้ไผ่ซางหม่นเข้ามาทดลองปลูกให้กับชาวบ้านเมื่อหลายปีก่อน

    “พี่จำได้มั๊ยครับ ว่าครั้งแรกที่เราขับรถมาสบโขงกันใช้เวลาหนึ่งวันเต็มเลย”

    “จำได้ซิ เราก็มารถจี๊ปคันนี้แหละ ไปเกือบจะถึงหมู่บ้านอยู่แล้ว มีรถสวนออกมา ทางแคบจนสวนกันไม่ได้ต้องถอยหลังออกมาเกือบกิโลอีกต่างหาก”

    ทุกวันนี้ทางคอนกรีตอย่างดีพาเราผ่านระยะทาง 46 กิโลเมตรมาถึงสบโขงได้ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

    เมื่อแรกที่มีการปรับปรุงถนน ผมเองก็แอบต่อต้านอยู่ในใจเพราะเกรงว่าถนนจะนำ “ความเจริญ” เข้ามาเร็วกว่าที่ชาวบ้านจะพร้อมรับมัน กังวลไปถึงว่า “นายทุน” ทั้งหลายอาจจะเข้ามากว้านซื้อที่และชาวบ้านก็อาจจะเสียที่ทำกินสุดท้ายของพวกเขาไปอีก

    แต่ถนนดีๆก็นำคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาให้ชุมชน พืชผลที่ผลิตได้ส่งออกไปง่ายขึ้น, เจ็บป่วยในฤดูฝนก็ออกไปหาหมอไปโรงพยาบาลได้, ครูเข้ามาสอนเด็กๆได้ นอกจากนั้นถนนคอนกรีตที่ทำดีๆทีเดียวจบก็ลดปัญหาการทำถนนดินที่ต้องเกรดใหม่ทุกปี ทำแต่ละครั้งก็กวาดเอาดินถล่มลงไปในแม่น้ำครั้งละมากๆ

    และก็โชคดีที่ “อะไร” หลายๆอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกับการมาของถนนทำให้ชาวแม่เงาได้ตั้งหลักพร้อมที่จะรับมือกับ “ความเจริญ” ที่เข้ามานี้


    สบโขงยังเป็นหมู่บ้านกลางป่าที่สวยเหมือนเดิม แม้ว่าที่นี่จะกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการท่องเที่ยวธรรมชาติในแม่น้ำเงาไปแล้ว ที่นี่เป็นจุดปลายทางและจุดเริ่มต้นของเส้นทางเดินป่าหลายๆเส้น, เป็นจุดเริ่มต้นพายเรือแคนู, ล่องแพไม้ไผ่ และยังเป็นจุดยอดนิยมของคนที่ชอบขับรถมาแค้มป์อีกด้วย

    เราจอดรถแล้วเดินไปยังหน่วยพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ป้ายขนาดใหญ่เหนือซุ้มทางเข้าเห็นได้แต่ไกล

    “Fjallraven Thailand Trail”

    วันนี้เป็นวันที่นักเดินป่ากลุ่มแรกของรายการ Fjallraven Thailand Trail จะเดินมาถึงเส้นชัยที่สบโขง และแน่นอนก็จะมีงานรื่นเริงเฉลิมฉลองกัน

    หลังจากที่งานนี้จัดไปใน 3 ปีแรกของการเปิดเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงาที่ยาว 50 กิโลเมตร เส้นทางเดินป่าระยะไกลขุนน้ำเงานี้ก็เป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมอย่างมาก เป็นจุดเริ่มต้นของวิสาหกิจชุมชนที่จัดตั้งขึ้นมาโดยชาวบ้านลุ่มน้ำเงาหลายหมู่บ้านรวมตัวกันเพื่อจัดการการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องผ่านนายหน้าคนกลาง ทำให้เม็ดเงินทั้งหมดตกอยู่กับชาวบ้านและชุมชนไม่ไปตกหล่นที่ไหน 

    “เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา” เส้นทางยาว 50 กิโลเมตร ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่าของขุนน้ำเงา
    นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่อยู่กับป่าแล้ว เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ยังเป็นจะเริ่มด้นของการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการเดินป่าที่ดีในเมืองไทยอีกด้วย

    เส้นทางนี้สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านกว่าหนึ่งร้อยครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นคนนำทาง, รถรับส่ง, ที่พักในหมู่บ้าน, อาหาร, ของที่ระลึก ฯลฯ สถิติบอกเราว่าชาวบ้านสมาชิกของวิสาหกิจชุมชนแต่ละคนได้รายได้จากการท่องเที่ยวในแต่ละปีมากกว่าที่เขาได้จากการปลูกถั่วเหลืองแล้ว 

    แน่นอน เมื่อรายได้เขามาจากนักเดินป่าที่ชื่นชมความสมบูรณ์ของป่าขุนน้ำเงา เขาก็ย่อมรักป่าที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว

    และที่เราดีใจกันยิ่งไปกว่านั้นคือ ความสำเร็จของแม่เงาทำให้คำว่า “เส้นทางเดินป่าระยะไกล” เกิดขึ้นในอีกๆหลายๆพื้นที่ในประเทศนี้อีกด้วย


    งาน Fjallraven Thailand Trail นี้ก็ไม่ได้มีการจัดอีกเลยจนกระทั่งในปีนี้ ซึ่งจัดขึ้นมาเป็นพิเศษในโอกาสที่เส้นทางขยายยาวถึง 110 กิโลเมตรเป็นครั้งแรก

    เส้นทางส่วนที่เพิ่มขึ้นมานี้ ช่วงที่สำคัญที่สุดก็คือ “วงรอบขุนน้ำเงา” เส้นทางโค้งรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เริ่มจากบ้านห้วยยาวไต่สันเขาอ้อมพื้นที่รับน้ำและลำห้วยต้นน้ำทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นแม่น้ำเงา

    ป่าต้นน้ำที่สมบูรณ์ของแม่นำ้เงา
    ส่วนหนึ่งของเส้นทาง “รอบขุนน้ำเงา”

    ป่าต้นน้ำเงานี้ซ่อนตัวอยู่ห่างไกล ไม่ได้อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์และยังคงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติอย่างดั้งเดิมมาก แต่ก็เริ่มถูกล้อมด้วยพื้นที่การเกษตรรอบด้านใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ถ้าหากไม่เปิดโอกาสให้คนมาเห็นความงดงาม ความสมบูรณ์ของมัน และไม่สร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบข้างแล้ว ป่าต้นน้ำนี้ก็อาจจะหายไปก่อนที่ใครจะรู้ว่ามันเคยมีอยู่ที่นั่น

    ป่าที่ยังสมบูรณ์ของต้นน้ำเงา
    ลำห้วยต้นน้ำเงา

    เราเดินเข้าไปในพื้นที่จัดงาน ซึ่งสิ่งก่อสร้างทั้งหมดสร้างขึ้นมาจากไม้ไผ่ การจัดงานครั้งนี้แตกต่างไปจากสามครั้งแรกตรงที่ผู้จัดงานหลักคือวิสาหกิจชุมชนและโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ โดยมีวิทู, ไก่ และ นาวินเป็นแกนหลักแทนที่จะเป็นพวกเราที่มาจากกรุงเทพ โดยที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก อุทยานแม่เงา, อำเภอสบเมย, อบต.แม่สวด นับเป็นการร่วมมือกันของหน่วยราชการอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

    ทีมพวกเราที่เคยจัดงานครั้งก่อนๆก็เข้ามาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง, ที่ปรึกษาและเมื่อถึงเวลางานก็อาสามาเป็นสต๊าฟในบางหน้าที่เช่น ปั้นและต่ายทำหน้าที่ในการออกแบบและประชาสัมพันธ์, ปั๊ปจัดการเรื่องการสมัคร online, ผู้พันแจ๊ค พี่มดและอาร์ตช่วยกันไปจัดตั้ง Check-point ในจุดห่างไกลเข้าถึงยาก, ราเชลและโป๊ดเป็นผู้บรรยายเรื่องวัฒนธรรมการเดินป่าที่จุด check-point, ตั้วและใหม่ช่วยจัดการเรื่องการกรองน้ำสำหรับนักเดินป่าตลอดเส้นทาง, ผู้การตู้และสารวัตวรช่วยกันวางระบบวิทยุให้ครอบคลุมเส้นทางเดิน, วิท-แจ๊ค-ปอ-พีท รวมตัวกันอีกครั้งเพื่อช่วยกันออกแบบและเนรมิตพื้นที่งานที่สบโขง, หมอใหญ่ หมอนัท และหมอลูกปลา เดินไปกับนักเดินป่าแต่ละชุดคอยให้คำแนะนำหัวหน้าชุดที่เป็นชาวบ้านและทำหน้าที่แพทย์สนามไปในตัว

    ประมาณ 5 โมงครึ่ง กระควาก็พานักเดินป่าชุดแรกเข้ามาถึงท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับดังสนั่น พวกเขาคือคนกลุ่มแรกที่ได้เดินผ่านเส้นทาง 110 กิโลเมตรเส้นนี้

    แต่ละคนมอมแมมจากการเดินทางถึง 7 วัน แต่หน้าตาของพวกเขากลับความสดชื่น เต็มไปด้วยพลัง

    เส้นทางเดินป่าเส้นนี้ทำหน้าที่อีกครั้งในการเปลี่ยนผู้คนที่เดินผ่านมันให้กลายเป็นคนใหม่

    นักเดินป่าทะยอยกันเดินเข้ามาเรื่อยๆ เสียงปรบมือดังอยู่ไม่ขาด คนที่มาถึงแล้วก็กระโดดลงไปรับความสดชื่นจากแม่น้ำเงา หลายคนพออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็มานั่งล้อมวงรอบกองไฟคอยปรบมือให้กำลังใจเพื่อนๆที่เดินมาถึง

    ในบริเวณลานนั้นเต็มไปด้วยซุ้มขายสินค้าและอาหารจากชุมชนรอบแม่น้ำเงา มีของที่คนเมืองอย่างเราไม่เคยเห็นไม่คุ้นตามากมาย เช่นผ้าทอมือ, ผลิตภัณฑ์ถ้วยชามที่ทำจากไม้ไผ่, ซุ้มแพะย่าง, ซุ้มกาแฟหมื่อหะคีจากบ้านแม่หาด, ซุ้มขายน้ำผึ้งของ Honey Unlimited ที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงผึ้งที่ชายป่า, ซุ้มขายสมุนไพร Herb Unlimited ที่ร้านข้าวซอยนิมมานมาช่วยส่งเสริมให้คนรู้จักเครื่องเทศของชาวกระเหรี่ยงที่หาได้จากในป่าเช่น โกโบระ, ตะลึซะ ฯ, ซุ้มเหล้าป่าจากบ้านนาเกียน, และที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้นักเดินป่ามากที่สุดและคิวยาวที่สุดก็มีอยู่ 3 ซุ้ม คือซุ้มอาหารของแมงดึกที่ทำอาหารขายจากวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่มาจากพื้นที่ของแม่เงาล้วนๆ, ซุ้มเขียดแลวย่างของบ้านแม่เปงทะ และซุ้มแฮมหมูป่าของบ้านแม่หาด 

    เขียดแลวและหมูป่านี้เป็นตัวอย่างที่เยี่ยมยอดมากของการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    เขียดแลวเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่เคยมีอยู่มากในลำห้วยสาขาของแม่น้ำเงา แต่ลดจำนวนและหายไปจากหลายๆที่เพราะการใช้ยาฆ่าแมลงและการจับเกินขนาด ทั้งๆที่ที่จริงแล้วมันออกลูกเป็นไข่ทีละมากๆและสามารถขยายพันธุ์ได้เร็วมาก ขอเพียงให้มีที่อยู่อาศัยซึ่งก็คือลำธารบนเขาสูงที่สะอาดปราศจากยาฆ่าแมลง

    เขียดแลว

    บ้านแม่เปงทะ มีแหล่งต้นน้ำที่สะอาดปราศจากการใช้สารเคมี  และโชคดีมากที่ได้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาให้คำแนะนำในการช่วยขยายพันธุ์เขียดแลวเพื่อปล่อยกลับสู่ธรรมชาติให้ไปขยายพันธุ์ต่อเอง และก็คอยให้คำแนะนำเรื่องการปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติไปจนถึงการสำรวจจำนวนประชากรและการกำหนดโควต้าที่จะจับได้ในแต่ละปี เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารจากธรรมชาติมากินกันฟรีๆกันไม่รู้จักหมด

    หมูป่าที่บ้านแม่หาดนี่ยิ่งง่ายกว่า หมูป่าเป็นสัตว์ที่แพร่พันธุ์เร็วมาก มีทฤษฎีอยู่ว่า ถ้าปีนี้มีอยู่สิบตัว เอามากินเจ็ดตัว ปีหน้าก็จะมีสิบตัวเท่าเดิม หมูป่าจึงไม่จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองแต่อย่างใดเลย และเมื่อป่าชุมชนของบ้านแม่หาดไม่ได้อยู่ในเขตอุทยาน การล่าหมูป่าจึงทำได้อย่างถูกกฎหมาย

    ในช่วงที่เติร์ดมาช่วยปรับปรุงการปลูกกาแฟจนสนิทกับพ่อหลวงกาญจน์ ทั้งสองคนเลยมีความคิดเรื่องการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์และขยายพันธุ์หมูป่าของหมู่บ้านขึ้นมา ก็เพียงแต่กำหนดพื้นที่ห้ามล่า, ปรับปรุงแหล่งอาหาร แหล่งน้ำเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็กำหนดโควต้าการล่าหมูกันภายในหมู่บ้าน หลังจากนั้นมาบ้านแม่หาดก็มีหมูป่ากินกันไม่ขาด จนกระทั่งมีเหลือให้เติร์ดขึ้นไปสอนให้ทำแฮมขายกันได้ในวันนี้

    ทั้งเขียดแลวและหมูป่าเป็นอาหารธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมี, ฮอร์โมนเร่งการเติบโต, ยาปฏิชีวนะตกค้าง ฯ ที่สำคัญการเติบโตของมันยังเป็นมิตรกับธรรมชาติ ไม่ได้สร้างมลพิษใดๆเลย เพราะไม่ต้องถางที่เพาะปลูกพืชไม่ต้องไปกวาดจับปลาเล็กสัตว์น้อยขึ้น มาทำอาหารสัตว์, ไม่ต้องมีโรงงานผลิตอาหาร และการเติบโตตามธรรมชาติก็ไม่ได้สร้างมลพิษแบบฟาร์มที่เลี้ยงสัตว์รวมกันมากๆ 

    ถ้าพูดภาษาคนสมัยใหม่ก็ต้องใช้คำว่า Organic, Free Range, Happy Living, Humanely Killed และ Carbon Footprint เป็นศูนย์ เป็นจริงมากกว่าอาหารออร์แกนิคที่ห่อพลาสติกขายในซูเปอร์มาเก็ตเสียอีก


    เมื่อพระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา อากาศก็เย็นลงทันที ตะเกียงน้ำมันที่ซ่อนไว้ทั่วอัฒจันทร์และเวทีก็ถูกจุดขึ้นทำให้บริเวณงานกลายเป็นภาพงดงามราวกับเมืองในจินตนาการ และการแสดงพื้นบ้านและดนตรีของชาวกระเหรี่ยงแต่ละหมู่บ้านก็ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นแสดงบนเวทีริมน้ำนั้น นอกจากนักเดินป่าแล้ว งานนี้ก็เต็มไปด้วยชาวบ้านจากหมู่บ้านในลุ่มน้ำเงาที่มาชุมนุมกันที่สบโขง

    ประมาณสองทุ่ม ก่อนที่ทุกคนจะเมาเกินไป วิทูก็ขอให้ผมทำหน้าที่ของผมในวันนี้ก็คือการขึ้นไปเล่าเรื่องของแม่น้ำเงาและเส้นทางสายนี้ให้ทุกคนฟังอีกครั้ง

    ผมขึ้นไปยืนกลางเวทีและเร่ิมเล่าเรื่องที่ผมเล่ามาแล้วนับสิบๆครั้ง แต่ดูเหมือนว่าการเล่าทุกคร้ังก็จะเพิ่มประสบการณ์และความรู้สึกใหม่ๆเข้าไปเสมอ

    “พวกเราร่วมกันสร้างเส้นทางสายนี้ขึ้นมาด้วยความเชื่อที่ว่า การที่จะให้ผู้คนที่อยู่ในเมืองสามารถเข้าใจและรักธรรมชาติอย่างแท้จริงได้ พวกเขาจะต้องมีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติพิสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่งด้วยตัวเอง และถ้าหากจะให้คนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืนก็จะต้องให้เขาได้ประโยชน์โดยตรงจากป่าที่พวกเขารักษาไว้

    บ่อยครั้งที่ผู้คนพูดถึงสมดุลย์ธรรมชาติ พวกเขามักจะมองข้ามส่วนประกอบสำคัญส่วนหนึ่งของสมการนั้นไป นั่นก็คือมนุษย์ 

    และในโลกปัจจุบัน ถ้าหากจะให้สมดุลย์ของธรรมชาติอยู่ได้อย่างยั่งยืนแล้ว เราย่อมจะต้องสร้างสมดุลย์ในแกนของเศรษฐศาสตร์ด้วย

    เส้นทางยาวไกลสายนี้ พาคุณเดินตั้งแต่ปลายน้ำเงา พาคุณไปเห็นต้นน้ำแหล่งกำเนิด, ได้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร, พาคุณมารู้จักกับผู้คนที่อยู่กับป่า อยู่กับแม่น้ำสายนี้มายาวนานและวิถีชีวิตวัฒนธรรมของพวกเขา

    เพียงได้มาเดินบนเส้นทางสายนี้ คุณก็มีส่วนร่วมแล้วในการที่จะช่วยกันสร้างความสมดุลย์ของธรรมชาติให้เกิดขึ้นที่ลุ่มแม่น้ำเงาด้วยการสร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้คน เพื่อให้เขาได้รับประโยชน์โดยตรงจากป่าที่เขาช่วยกันรักษาไว้

    เมื่อคุณกลับไป พวกเราก็ยังหวังว่าคุณจะไปช่วยเผยแพร่เรื่องราวของธรรมชาติที่คุณได้มาเข้าใจที่นี่ และวัฒนธรรมการเดินป่าที่ดีที่คุณมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น ให้คนอื่นที่อยู่ในเมืองได้รับฟังบ้าง

    และถ้าคุณอยากจะกลับมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกันสร้างสมดุลย์ธรรมชาติที่นี่ให้ยั่งยืนต่อไป เราจะยินดีมาก

    เพราะมีคนเคยกล่าวไว้ว่า วิธีดีที่สุดที่จะทำให้คนเข้าใจ และช่วยกันรักษาแม่น้ำสักสายหนึ่งไว้ คือการพาพวกเขาลงไปในแม่น้ำ ได้สัมผัสและหลงรักแม่น้ำนั้นด้วยตัวเอง

    แต่หลายปีมานี้ พวกเราพบว่า แม้ความรักจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การที่จะรักษาแม่น้ำสักสายหนึ่งไว้นั้น เราจะต้องลงมือทำ และใช้อะไรมากกว่าความรักอีกมาก

    ขอบคุณครับ”

    ช่วงเวลาหลังจากนั้นคือเวลาแห่งความสุขท่ามกลางมิตรสหาย

    สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ในคืนนั้นคือ กลุ่มคนที่ผมเรียกได้อย่างเต็มหัวใจว่า “เพื่อนตายสหายศึก” ผู้คนที่ช่วยกันทำเส้นทางและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นที่นี่ ทั้งชาวแม่เงาและชาวเมืองมายืนล้อมวงกอดคอกันรอบกองไฟ จอกไม้ไผ่ถูกรินใส่เหล้าป่าแจกจ่ายให้ทุกคนในวง

    ผมชูจอกในมือขึ้น

    “ขอดื่มให้กับแม่น้ำเงาที่ยังคงไหล ธรรมชาติป่าเขาที่ยังคงสมบูรณ์และผู้คนที่อยู่กับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน”

    ผมกระดกเทเหล้าในจอกนั้นเข้าปากพร้อมๆกับสหายรอบวง เหล้าป่าถูกรินเพิ่มอีกหลายครั้ง หลังจากนั้นทุกอย่างก็ค่อยๆพร่าเลือนลงจนดำมืด


    “พี่เกิ้น ตื่นได้แล้วพี่ สายแล้ว วันนี้เรายังต้องเดินกันอีกไกล”

    ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงโวยวายของไก่ที่คงจะกลัวผมไหลตายอยู่ในเต็นท์จึงเรียกและเขย่าเต็นท์ราวกับโดนพายุ

    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความอร่อยของแกงหน่อหวายใส่หนูสับ หรือฤทธิ์ของเหล้าป่า หรือความเหนื่อยสะสมจากการเดินป่า 2 วันที่ผ่านมาทำให้ผมหลับสนิทจนตื่นสายขนาดนี้

    แต่มันก็ทำให้ผมฝันดี ดีมากๆจนตื่นมาด้วยรอยยิ้มที่รู้สึกได้ มันเป็นความฝันที่ร้อยเรียงเอาความฝันมากมายในเวลาตื่นของผมเข้ามาไว้ด้วยกัน ก่อนที่ผมจะตื่นขึ้นมากลางป่าใหญ่ใกล้เชิงเขาที่มีชื่อว่า “ปอคุโจ”

    ผมเก็บของลงเป้ เรากินอาหารเช้ากับแบบง่ายๆ วันนี้เรายังต้องเดินกันอีกไกล  และในบรรดาพวกเรายังไม่มีใครรู้ว่าทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    ผมมองไปรอบตัว ป่าตรงนี้ยังคงสมบูรณ์ แน่นทึบไปด้วยไม้ใหญ่หลายคนโอบ ห่างออกไปไม่ไกลจากที่เรานอนคือยอดเขาปอคุโจที่สูงถึง 1,700 เมตร และเป็นหนึ่งในขุนน้ำสำคัญของลำน้ำเงา

    แต่หากว่าจากสันเขาสูงนี้ เราก็สามารถมองเห็นพื้นที่การเกษตรที่ถูกถางเตียนโล่งใกล้เข้ามาทุกที 

    ป่าผืนนี้ยังไม่มีใครรู้จัก ไม่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างให้คนเห็นคุณค่า, ไม่เปิดโอกาสให้คนมาเห็นความงดงาม ความสมบูรณ์ของมัน และไม่สร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบข้างแล้ว ป่าต้นน้ำนี้ก็อาจจะหายไปก่อนที่ใครจะรู้ว่ามันเคยมีอยู่ที่นั่น

    ผมแบกเป้ขึ้นหลัง เดินตามสหายชาวบ้านป่าไปบนทางที่รกเพราะไม่มีใครเดินมานับสิบปีและฝูงช้างป่าก็ไม่มาที่ป่าแห่งนี่สามปีแล้ว ทางรกจนเราต้องใช้มีดแหวกกอหนามและเถาไม้คันแล้วมุดบ้างปีนบ้างไปตลอดทาง

    มีคนเคยถามผมเสมอ และแม้แต่ผมก็ถามตัวเองอยู่เรื่อยๆว่า ทำไมจะต้องพยายามทำเรื่องนี้ ทำไมจะต้องพยายามรักษาแม่น้ำนี้ไว้

    คำตอบที่มีก็คือ ผมรักแม่น้ำสายนี้ และการรักษาแม่น้ำแม่น้ำสายเล็กๆนี้ไว้ให้ได้ ก็อาจจะเป็นตัวอย่างให้เกิดจุดเปลี่ยนทิศทางของการอนุรักษ์ของเราที่กำลังเดินไปอย่างผิดทิศผิดทาง

    ขณะที่กำลังเดินเหนื่อยๆ ผมก็นึกถึงคำพูดประโยคหนึ่ง

    “ถ้าเราไม่ลงมือทำตอนนี้ มันจะไม่มีอะไรเหลือให้ปกป้องอีกต่อไปแล้ว”

    ตาเกิ้น

    มกราคม 2565

    “If we don’t do this, there will be nothing left to save”

    James Bond 

    “No time to die”

    หมายเหตุ

    1. ถ้าคุณทนอ่านมาจนถึงท้ายเรื่องคงจะรู้แล้วว่าเรื่องที่เล่านี้เป็นความฝัน แต่ก็มีเกือบ 50% ที่เป็นความจริงแล้ว, มีอีกบางส่วนที่เริ่มทำกันแล้ว พยายามกันอยู่ และก็มีอีกส่วนหนึ่งที่ยังเป็นแผนอยู่ในความคิด
    2. เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงาระยะทาง 50 กิโลเมตร มีให้เดินจริงๆแล้วตั้งแต่ปี 2559, การพายเรือแคนูและล่องแพไม้ไผ่ชมแม่น้ำเงาก็มีแล้ว, การตกปลาฟลายฟิชชิ่งเชิงอนุรักษ์ที่แม่น้ำเงาก็มีแล้ว เช่นเดียวกับวิสาหกิจชุมชนเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงาที่บริหารโดยชาวบ้าน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ทั้งหมดนี้สร้างรายได้ให้กับผู้คนนับร้อยครอบครัวในหลายหมู่บ้านของแม่นำ้เงา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Facebook : เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา
    3. เส้นทางเดินป่าส่วนที่สอง “วงรอบขุนน้ำเงา” นั้นมีจริงแล้ว สามารถเริ่มเดินจากบ้านห้วยยาว เดินไปบนสันเขาโค้งรูปวงพระจันทร์ เป็นระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ใครอยากไปเดินลองสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน้านี้ครับ ส่วนเส้นทางที่จะต่อเชื่อมกันให้ได้ 110 กิโลเมตร รออีกสักนิดครับ 
    4. Shadow River Fly Shop, River House Lodge และ เรือ “แม่เงา Drift Boat” ยังคงเป็นความฝันอยู่ แต่ผมและนัท สุมนเตมีย์จะเริ่มไปเป็น “ไกด์อาสา” อยู่ที่แม่น้ำเงาจริงๆ ใครสนใจอยากให้เราเป็นไกด์พาตกปลาที่แม่น้ำเงา ทักมาได้ จองมาได้ครับ
    5. โครงการเลี้ยงผึ้ง (Honey Unlimited), โครงการกาแฟหมื่อหะคี, โครงการปลูกไผ่ซางหม่น (Bamboo Unlimited) และโครงการพืชเครื่องเทศกระเหรี่ยง (Herb Unlimited) เป็นโครงการที่ได้เริ่มต้นแล้วจริงๆ และเป็นสิ่งที่พวกเรากำลังพยายามกันอยู่ ส่วนโครงการอื่นๆยังไม่ได้เริ่ม ถ้าใครอยากมาช่วยเราทำหรือมีไอเดียอื่นๆ ก็มาช่วยกันลงมือได้ เรายินดีครับ
    6. ตาเกิ้นมีตัวตนอยู่จริง แต่เขาเดินทางไปมาในจักรวาลที่ทับซ้อนระหว่างโลกของความจริง, ป่าเขา, แม่น้ำ และดินแดนของความฝันอยู่เสมอ

  • ปราโดทีคี

    ปราโดทีคี

    มักจะมีคำถามอยู่เสมอว่าเราไปเดินป่าเพื่ออะไร และผมก็พยายามจะตอบคำถามนั้นแต่ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนัก

    และผมก็พบว่าสิ่งที่ออกไปตามหานั้นไม่ใช่วินาทีที่เดินถึงเส้นชัยของเส้นทางเดินป่ายาวไกล ไม่ใช่ความรู้สึกของผู้พิชิตเมื่อได้กวาดสายตาชมวิวบนยอดเขาที่สูงที่สุด

    แต่หากเป็นช่วงเวลาที่เราสัมผัสได้ถึงความสุขสงบท่ามกลางธรรมชาติพิสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง ความผ่อนคลายไกลจากความกังวลเมื่อได้นอนแช่อยู่ในลำธารใส่ที่ห้อมล้อมไปด้วยเสียงน้ำไหลผสมอย่างกลมกล่อมเข้ากับเสียงของป่าดง ผิวกายทีได้รับความอบอุ่นของกองไฟพร้อมๆกับใจที่รับรู้ถึงมิตรภาพของเพื่อนแท้สหายรักที่เด่นชัดขึ้นท่ามกลางธรรมชาติที่ช่วยกระเทาะเปลือกนอกของทุกคนออกไป

    ผมอยากจะชวนคุณมาช่วยกันสร้างเส้นทางเดินป่าที่อาจจะไม่ต้องยาวไกล อาจจะไม่มีมีวิวสวยสะดุดตา แต่หากว่ารื่นรมย์ตลอดการเดินทางขึ้นมาหลายๆสายให้ผู้คนได้มีโอกาสสัมผัสกับความสุขเช่นนี้ โดยที่ไม่ต้องแก่งแย่งกันไปเดินในเส้นทางยอดนิยมที่มีอยู่ไม่กี่เส้นในประเทศนี้อย่างแออัด

    เส้นทางเช่นนี้ไม่น้อยอยู่ในป่าของชุมชน เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ย่อมเป็นโอกาสที่จะสร้างรายได้ให้ผู้คนได้รับประโยชน์โดยตรงจากป่าที่พวกเขาเก็บรักษาไว้และมีเหตุผลชัดเจนที่จะดูแลรักษาธรรมชาตินั้นไว้อย่างยั่งยืน

    ขอแนะนำเส้นทางแรกในแนวความคิดนี้ “น้ำตกตะโด้กุย”​เส้นทางนี้เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ สายน้ำใส อากาศเย็นสบายทั้งปี กลางคืนก็อบอุ่นไปด้วยกองไฟ เงยหน้าขึ้นมองฟ้าก็เต็มไปด้วยดาว ไปแล้วอิ่มสุขมากครับ

    เส้นทางนี้เดินง่าย ระยะทาง 12-14 กิโลเมตร จัดให้เดินสบายๆในเวลา 3 วัน 2 คืนเพื่อให้มีเวลาชื่นชมธรรมชาติ เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเดินป่า และสำหรับทุกคนที่ชอบการเดินป่าที่รื่นรมย์

    เส้นทางนี้ไม่มีลูกหาบ ทุกท่านที่จะมาเดินต้องแบกอุปกรณ์และเตรียมอาหารสำหรับการเดินป่ามาเองสามารถมาได้ตั้งแต่ 1 ถึง 12 คน โดยจะมีชาวบ้านที่ชำนาญป่าเป็นผู้นำทาง รายได้ทั้งหมดจะตกอยู่กับชุมชนที่อยู่กับป่าผืนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนช่วยกันดูแลธรรมชาติและสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนเส้นทางนี้อยู่ในตำบลท่าสองยาง อำเภอทางสองยาง จังหวัดตาก ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมหรือจองวันเดินทางได้ที่ Facebook Page: ปราโดทีคี เลยครับ

    ภาพจากเส้นทางเดินป่า นำ้ตกตะโด้กุย