Wednesday, October 21, 2026
Homeความคิดและมุมมองช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง

-

หนึ่งในคำถามที่ผมโดนถามมากที่สุดในชีวิตนี้คือ “พี่เป็นบ้าอะไร ทำไมถึงต้องเข้าป่าบ่อยขนาดนี้” 

ผมก็พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ทฤษฎีหนึ่งก็คือ ผมอาจจะได้รับมรดกยีนส์ประหลาด Wanderlust Gene (DRD4-7R) ซึ่งจะทำให้คนที่มีมันอยู่ในตัวเป็นคนอยู่ไม่ติดที่ มาจากปู่ผ่านทางพ่อ ซึ่งทั้งสองคนก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกับผมนี่แหละ

แต่เมื่อได้นั่งคิดพิจารณาในป่ามาหลายครั้ง ผมก็เริ่มเข้าใจเหตุผลขึ้นมาลางๆ

เพื่อนๆที่มีอาการนี้ก็อาจจะมีเหตุผลที่ต่างกันไป ลองฟังของผมดูนะครับ

ล่องแพแม่น้ำเงา มีนาคม 2547

สำหรับผมแล้ว คงตัดเรื่องความท้าทาย ความอยากพิชิตออกไปได้ เพราะการเที่ยวป่าของผมล้วนแล้วแต่เนิบนาบ ไม่รีบร้อน ไม่เน้นไกล ไม่เน้นสูงกับใครเขา

แต่ผมก็พบกว่าความสุขในป่าของผมมาจากความอิสระเสรีเป็นอย่างแรก ความอิสระจากพันธะทางสังคม สิ่งสมมุติที่เราสร้างกันขึ้นมาอย้างซับซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า 

เมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ชีวิตเราจะเป็นเรื่องเรียบง่ายชั้นเดียว เดินเหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ง่วงก็นอน ร้อนก็แช่ห้วย ปราศจากความกังวลเรื่องของตัวตนทั้งสิ่งที่เห็นและทั้งในโลกสมมุติ

สำรวจเส้นทาง “ดอยธง” ก่อนที่จะมาเป็นเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา

สิ่งที่สอง เมื่อชีวิตเราในป่าเป็นไปอย่างเรียบง่ายปราศจาก “เปลือก”​ก็ย่อมทำให้มิตรภาพที่เกิดขึ้นในป่านั้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนที่แท้จริง ปราศจากการตัดสินกันจากเปลือกนอกและผลประโยชน์แอบแฝง

ซึ่งผมก็พบว่า “เพื่อนในป่า” นี่แหละที่ทำให้ให้เราอยากกลับไปยังป่าครั้งแล้วครั้งเล่า

วงอาหารในหมู่เพื่อน สำรวจขุนน้ำเงา มกราคม 2565

ประเด็นที่สาม ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องความท้าทายหรือต้องการพิชิต แต่ผมก็พบกว่าการได้ออกไปค้นหาสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่, ผู้คน หรือวัฒนธรรม ความรู้สึกตื่นเต้นที่ไม่รู้ว่าอะไรจะรอเราอยู่เมื่อพ้นโค้งข้างหน้าที่สายตามองเห็นได้ อาจจะเรียกว่าการผจญภัยก็คงพอได้ นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้ผมออกไปป่าในหลายๆครั้งในที่ที่ผู้คนอื่นๆเขาไม่ไปกัน (อันนี้อาจจะมาจาก Wanderlust Gene) 

สำรวจเส้นทางกับ “สหายไก่”​เพื่อนผู้ที่เติมความตื่นเต้นให้กับทริปสำรวจของเราได้เสมอ
พระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยธง กลางทะเลหมอกเดือนมีนาคมที่เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอ (ทริปสำรวจเส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา)

และเมื่อทั้ง 3 สิ่งนี้เกิดขึ้นประกอบกันอย่างลงตัว เหมือนอาหารที่ปรุงรสชาติได้อย่างกลมกล่อม ท่ามกลางธรรมชาติพิศุทธิ์ที่งดงามปราศจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นก็ย่อมเกิดเป็นความสุขสงบที่สัมผัสได้ แต่ยากนักที่จะบรรยายเป็นคำพูด 

ผมเรียกความรู้สึกและช่วงเวลานี้ว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” (Beautiful Moment of Outdoor Life)

ป่าลึกลับที่ขุนน้ำเงา สถานที่หนึ่งที่ยังปราศจากร่องรอยของผู้คน

เพื่อให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้นผมขอเล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมเข้าใจถึงเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ ผมไปพายเรือแคนูและแค้มป์ริมแม่น้ำน่าน จากอำเภอเวียงสาจนถึงแก่งหลวง ในอำเภอนาน้อยเป็นประจำทุกปี 

เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่พ่อผมเคยใช้ล่องเรือเที่ยวป่าในยุคก่อน และถ้าย้อนเวลาไปเมื่อร้อยปีก่อนก็เป็นเส้นทางที่ปู่ผมใช้ขึ้นล่องค้าขายก่อนที่จะมีถนนเข้ามาถึงเมืองน่าน

ตลอดเส้นทางนี้ เรือแคนูจะพาเราล่องไปบนสายน้ำที่สงบเงียบ 2 ข้างลำน้ำเป็นป่าดง ปราศจากชุมชน, ถนน และผู้คน

ชาวบ้านพระเนตรที่ทำหน้าที่เป็นนายท้ายเรือให้พวกเรานั้นก็สนิทสนมกับพวกเราราวกับเป็นญาติพี่น้อง พอถึงฤดูที่ล่องเรือได้ก็จะต้องคิดถึงกันต้องมาล่องเรือนอนป่าด้วยกันทุกปี ถึงไม่ได้ทำอะไรมากก็ขอเพียงได้ไปวางข่ายหาปลามากินกัน

ทุกครั้งที่เจอกัน สุงเสริม นายท้ายประจำตัวผม ก็จะพูดถึงลำน้ำน่านในช่วงที่เลยแก่งหลวงลงไปมันสวยนักหนา 

ลุงเสริม นายท้ายแม่น้ำน่าน

และเมื่อลุงเสริมบอกว่า “ถ้าอยากไปก็รีบๆนะ ลุงแก่กว่านี้จะไปไม่ไหวแล้ว ไอ้พวกนี้ก็ไม่เคยมีใครไปสักคน” และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของทริปแคนูสำรวจลำน้ำท้ายแก่ง

หลังจากที่ล่องเรือผ่านแก่งที่เราไม่เคยผ่านมาก่อนจนเรือแทบคว่ำที่แก่งขาม ได้เห็นแก่งที่สวยมากๆที่ผาแดง ผาลิงโยน แล้วเราก็มาจอดพักกันที่แก่งเจ็ดแคว

ริมแก่งเจ็ดแควนี้เป็นหาดที่สวยมาก พื้นเป็นหินก้อนกลมหลากสี บางส่วนเป็นหาดทรายนุ่ม

หาดหินสี ของแก่งเจ็ดแคว

จุดที่เป็นประเด็นมีอยู่ว่า ก่อนจะมาพี่จรหัวหน้าคณะผู้นำทางบอกผมว่าเส้นทางช่วงนี้ สองข้างลำน้ำเป็นหน้าผาไม่มีที่กางเต็นท์ ให้ผมเอาเปลมาแทน

แต่ที่ไหนได้ ที่หาดเจ็ดแควนี้เป็นลานโล่ง ไม่มีต้นไม้สักต้นให้ผูกเปล ทั้งนี้ก็เพราะพี่จรเองก็ไม่เคยมาเหมือนกัน

หลังจากนั่งชมวิวที่งดงามกันจนมืดค่ำ เราก็ล้อมวงกันข้างกองไฟ แทะปลาย่างและซดแกงปลาที่เพิ่งวางข่ายมาได้กับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ

วงอาหารเย็น และการวางแผนสำหรับวันรุ่งขึ้น

ค่ำคืนนั้นผมล้มตัวลงนอนบนผ้าพลาสติกที่ปูไว้บนหาดทรายนุ่ม นอนลืมตาและรับสัมผัสจากสิ่งรอบตัวอยู่พักหนึ่งผมก็ทนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาหยิบปากกามาบันทึกความรู้สึกในขณะนั้นเก็บไว้

ในบันทึกนั้นเขียนว่า 

“คืนนี้เป็นแค้มป์ที่พิเศษที่สุดคืนหนึ่ง

ด้านหน้าของแค้มป์คือลำน้ำน่านไหลเอื่อยผ่านแก่งเจ็ดแควที่สวยงามยิ่งนักเมื่อกระทบกับแสงสีทองของพระอาทิตย์ที่กำลังลับเหลี่ยมเขา

กลางคืนแค้มป์ของเราส่องสว่างไปด้วยแสงของพระจันทร์แรมหนึ่งค่ำดวงโต โอบกอดไปด้วยเทือกเขารอบทิศ ห่มด้วยดวงดาวเต็มท้องฟ้า กรุ่นไปด้วยกลิ่นหอมจากกองไฟ และขับกล่อมด้วยเสียงน้ำน่านที่ไหลแผ่วเบา”

ภาพที่เห็นไม่สามารถสื่อความรู้สึกในขณะนั้นได้ คำบรรยายก็ยังทำได้ไม่ดีพอ จะรับรู้ได้ก็ต้องอยู่ตรงนั้นและเปิดใจรับมัน

ผมไม่แน่ใจนักว่าอะไรคือส่วนผสมที่ลงตัวจนทำให้เกิดช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้งขึ้นได้ 

แต่ผมบอกได้เลยว่ามันเสพติดมากๆ

เสพติดขนาดไหน เอาเป็นว่าหลังจากคืนนั้นมา ถ้าเป็นไปได้ผมจะนอนอยู่กลางแจ้งโดยไม่กางเต็นท์ ทุกครั้งที่มีโอกาสละครับ

รอยยิ้มที่เพื่อนๆผมบอกว่าจะเห็นได้ในป่าเท่านั้น

ถ้าอยากฟังในอารมณ์ของ Podcast นั่งคุยกัน ก็สามารถฟังได้ทาง “รอบกองไฟ Podcast” ใน Spotify, Apple Podcast, Google Podcast ฯ หรือที่ Buzzsprout ที่ลิ้งค์นี้นะครับ

https://www.buzzsprout.com/1199753/11506303-episode-18?client_source=small_player&iframe=true

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

LEAVE A REPLY

LATEST POSTS

ผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว  เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values)  เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture) ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้...

ไมค์กี้

“ใครยิงธนูเป็นช่วยสอนผมหน่อย ที่ไหนมีธนูขายบ้างช่วยบอกหน่อยครับ”  ผมเขียนข้อความประมาณนี้ลงในเว็บบอร์ด “รอบกองไฟ” ของเว็บ ThailandOutdoor เมื่อ 22 ปีก่อนด้วยความคับแค้นใจว่าหาซื้อธนูไม่ได้ และไม่มีใครสอนให้ยิง “ผมทำงานอยู่ร้านธนู” <Mike Wann> “ร้านอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” <ตาเกิ้น>  “ผมอยู่แคลิฟอร์เนียครับ 555” <Mike Wann> จากนั้นผมก็คุยกับ Mike Wann ทางข้อความอย่างเมามัน เขาให้ความรู้เรื่องธนูที่หาไม่ได้ในเมืองไทย พอผมบอกว่าอยากได้เขาก็หาคันธนูมือสองชั้นดีถอดเป็นชิ้นๆส่งมาให้ผมประกอบ แล้วก็สอนให้ผมยิงธนูจากระยะไกลจากอเมริกา ธนูคันแรกที่ Mike ส่งมาให้ผม ทำให้เกิดประกายไฟของการยิงธนูในเมืองไทย...

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading