Friday, June 5, 2026
Homeชีวิตและการเดินทางแม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

-

เรานั่งพักกันอยู่บนลานโล่งใต้ไม้ใหญ่ที่ปกคลุมร่มรื่นไปทั้งป่า สายลมเย็นพัดเอื่อยสบาย น่านอนพักมากกว่าจะยกเป้ขึ้นมาแบกเดินต่อ สันเขาตรงนั้นกว้างน่าตั้งแค้มป์มาก บรื่อควาเดินไปสำรวจมาแล้วบอกว่ามีน้ำในลำห้วยอยู่ไม่ไกลนัก

ผมกางแผนที่ดูเส้นคอนทัวร์ที่ถี่ยิบของทางข้างหน้าที่จะลงไปสู่บ้านทีทอทะ จุดหมายของเราวันนี้อย่างหวั่นใจ 

A group of hikers gathered around a map on the ground, studying it intently, while wearing backpacks and outdoor clothing in a forested area.
ภาพโดย Suradet Krataythong

“ทางลงไม่ชันนะ” พาฉั๊ว คนนำทางที่พาเรามาตอบเมื่อผมถาม

“ผมกล้าพนันเลย มันชันแน่นอน”​ ผมเถียง เพราะยังไม่เห็นว่าจะไม่ชันตรงไหนได้ แต่ พาฉั๊วก็ยังยืนยัน นั่งยัน เกือบจะถึงนอนยัน

จากระดับความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราเริ่มไต่ลงไปเรื่อยๆ ที่ 1,100 ไปจนถึง 900 เมตร บนทางกว้างๆ โล่งๆ แล้ว พาฉั๊วก็พาเราเลี้ยวขวา ค่อยๆไต่ระดับลงช้าๆไปถึง 700 เมตร

“พาฉั๊วนำทางเก่งจริง ต้องยอมรับเลย” ผมพูดกับวิทู และเตรียมใจพร้อมที่จะแพ้พนันด้วยความยินดี เพราะผมเองก็กังวลกับเส้นทางช่วงนี้มาหลายวันแล้ว

เราเริ่มเห็นหลังคาบ้านทีทอทะใกล้เข้ามา เสียงน้ำแม่หลองดังเหมือนชวนให้เราไปโดดน้ำเล่นให้เย็นใจ

ผมกำลังเดินอย่างสบายใจ จนกระทั่งพาฉั๊วหันกลับมาพูดว่า “ทางตัน” 

“ข้างหน้าเป็นหน้าผา ลงไม่ได้” 


หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย

ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย  

จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว 

A smiling person standing on rocks near a stream in a forested area, wearing a dark outfit with a patterned headscarf.
พาฉั๊ว พรานใหญ่แห่งบ้านห้วยน้ำผึ้ง

หลังจากนั้นแผนก็ถูกวางอย่างคร่าวๆ แค่ว่าเราจะ ออกเดินจากแม่หาดมาห้วยน้ำผึ้งแล้วไปทางห้วยยาว โดยมีพาฉั๊วนำทางในช่วงแรกแล้วไปหาคนนำทางอีกสักคนระหว่างทางไปให้ถึงห้วยยาว

Two men engaged in conversation by a riverbank in a forested area, one gesturing while the other listens.
พาฉั๊ว กำลังอธิบายถึงเส้นทางเดินไปทีทอทะให้พี่สมยศฟังเมื่อเราเจอเขาครั้งแรก

“เรา” ในครั้งนี้ ผมซึ่งโดยปรกติจะมาคนเดียว พาน้องๆมาด้วยอีก 4 คน คือต้อ, ตี๋, เบิร์ด และแพร และมาสมทบด้วยมิตรสหายชาวแม่เงาที่เดินสำรวจมาด้วยกันตลอด เช่นพี่สมยศ, พี่บัวลอย, วิทู และมีสมาชิกใหม่คือ บรื่อควา หนุ่มจากแม่หาด และวันชัยเพื่อนสนิทของวิทูจากสบโขง

คืนแรกนั้นเรานอนกันที่บ้านพี่บัวลอยที่แม่หาด

พี่บัวลอยเป็นชาวกระเหรี่ยงร่างใหญ่กำยำ สูงกว่า 170 ซึ่งถือว่าสูงใหญ่มากในหมู่คนระแวกนั้น เป็นคนที่ชำนาญเส้นทางระยะไกล 101 กิโลเมตรที่สุดคนหนึ่ง แข็งแรงจนขึ้นชื่อในหมู่คนที่เคยมาเดินป่าที่แม่เงา เคยสร้างตำนานโดยการไปตามหานักเดินป่าที่หลงทางอยู่กลางป่าจนเจอ พอนักเดินป่าเดินต่อไม่ไหว แกก็วิ่งกลับมาทำกับข้าวที่บ้านซึ่งอยู่บนดอยสูงเอาลงไปส่งให้ กลับมานอนที่บ้าน แล้วเช้าค่อยลงไปรับอีกที 

การมีเพื่อนไปนอนที่บ้าน เป็นเรื่องปรกติมากของชาวกระเหรี่ยงผู้มากน้ำใจ และการได้ต้อนรับแขกต่างบ้านต่างเมืองก็นับเป็นการให้เกียรติกันอย่างชนิดว่าถ้าเขาชวนแล้วไม่ควรปฏิเสธ 

ผมเองใช้ชีวิตอาศัยนอนขอข้าวกินที่บ้านเพื่อนชาวกระเหรี่ยงอยู่บ่อยครั้งที่มาแม่เงา ประสบการณ์นอนบ้านเพื่อนชาวกระเหรี่ยงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้น้องๆได้สัมผัส บ้านพี่บัวลอยคือบ้านจริงๆ ไม่ใช่ “โฮมสเตย์” ที่จัดไว้สวยงามเพื่อรับนักท่องเที่ยว บ้านก็จริง น้ำใจก็ของจริง

A group of people sitting on the floor of a rustic wooden room, sharing a meal. Plates of food are placed in front of them, along with bottles of water. The setting has a warm, natural light coming through the wooden walls.
อาหารมื้อเช้าที่พี่บัวลอยทำเลี้ยงเราก่อนออกเดินทาง

เราออกเดินแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น

ทางช่วงแรกจากแม่หาด หลังจากแยกซ้ายจากทางปรกติที่เราเดินไปแม่แฮดแล้ว เป็นทางเดินลงโล่งๆ ผ่านไร่ที่เพิ่งทำไปเมื่อปีก่อน และลาดลงเดินสบายๆ เพียง สองชั่วโมงเศษ เราก็มามาถึงลำน้ำโขงชายเขตบ้านห้วยน้ำผึ้ง แต่เขาชันอีกฝั่งของลำน้ำก็พาเราไต่ขึ้นไปถึง 300 เมตรก่อนจะถึงบ้านห้วยน้ำผึ้ง 

Hikers walking on a forest trail under bright sunlight with sun rays filtering through the trees.
A group of individuals sitting and standing around a shallow river in a forested area, engaged in conversation or leisure activities.

ผมเรียกเนินนี้ว่า “เนินตะคริว” ด้วยความจำเป็น

จากบ้านห้วยน้ำผึ้งซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เราเดินผ่านไร่เก่าที่ยังไม่ถึงเวลาปลูกข้าวไปอีกราว 2 กิโลเมตร พาฉั๊วชี้ให้ดูทางแยกที่จะเดินไปห้วยยาว ก่อนจะถึงทางแยกเข้าน้ำตก เราเดินตามลำห้วยสายเล็กๆเข้าไปไม่นานก็เจอน้ำตกกลางป่า 

A black and white photo of a dense tropical forest with a small stream and a person standing on the rocky path, surrounded by lush vegetation.
เส้นทางเดินเลาะลำธารเข้าไปสู่น้ำตกห้วยน้ำผึ้ง
Black and white photograph of a dense jungle with two people navigating a rocky stream surrounded by lush vegetation.
ภาพโดย Pear Charkratpahu
A black and white image of a cascading waterfall in a dense forest, surrounded by lush greenery and rocks.
น้ำตกห้วยน้ำผึ้ง ภาพโดย Pear Charkratpahu

สองข้างลำห้วยค่อนข้างแคบและรก แทบไม่มีที่กางเต็นท์หรือผูกเปล พี่บัวลอยและพาฉั๊วเดินขึ้นไปสำรวจชั้นบนว่ามีที่นอนบ้างมั๊ย ในขณะที่ผมเริ่มคิดว่าเราควรจะย้อนไปหาจุดแค้มป์ใกล้ทางแยกหรือปากห้วยเพื่อให้คน 30 คนที่จะมาเดินเส้นทางนี้จริงๆสามารถตั้งแค้มป์พักได้

ใกล้จะมืดพี่บัวลอยก็ยังไม่กลับมา ผมจึงตัดสินใจว่าคืนนี้ต้องนอนที่นี่กันแล้ว เราผูกเปลริมห้วยและถางที่ให้พอกางเต็นท์ได้ พอเสร็จฝนหลงฤดูก็เทลงมาพอดี เบียร์ที่ยืนกินกับมิตรสหายท่ามกลางสายฝนและกลางลำห้วยนั้นอร่อยมากหาที่ไหนไม่ได้จริงๆ

ผมบอกน้องๆไว้ก่อนแล้วว่าทริปสำรวจจะแตกต่างไปจากการเดินเทรลที่ผ่านๆมา เราจะกินข้าวกับเพื่อนๆคนนำทาง มีอะไรก็แบ่งกันกิน ล้อมวงกินด้วยกัน นอนลำบากตรงไหนก็อยู่รวมกันไม่แยกวงไปนั่ง เก้าอี้ไม่ต้องดัดจริตเอามา ครั้งนี้เราไม่ใช่ “นักท่องเที่ยว” 

และค่ำวันนั้นก็เป็นตัวอย่างให้เขาเข้าใจ เรานั่งล้อมวงกินแกงกบป่าใต้ผ้าทาร์ปผืนเล็กๆข้างกองไฟที่มุงกันฝนด้วยใบกล้วย

ผมรินเหล้าป่าแจกจ่ายแล้วกล่าวกับพวกเขาก่อนกระดกแก้วว่า “ยินดีต้อนรับสู่การสำรวจ”

โดยปรกติแล้ว ในการสำรวจเส้นทาง ผมจะมาคนเดียวและเดินกับเพื่อนๆชาวกระเหรี่ยง ผมไม่เคยชวนใครมาด้วย เพราะทุกครั้งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รู้วันไปแต่ไม่แน่ใจวันกลับ เราอาจจะติดอยู่ในป่า ไม่ซิ ต้องบอกว่าเรามักจะติดอยู่ในป่าเกินที่วางแผนไว้ 1-2 วัน หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยเหตุผลที่ไม่คาดคิดหรืออาจจะเป็นเพียงเพราะว่าเราเจอเส้นทางที่อยากลองไป หลายๆครั้งพื้นที่ที่เข้าไปก็อาจจะมีอันตรายจากสัตว์ หรือที่น่ากลัวกว่าคือจากคนที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่แถวนั้น

A group of five individuals posed on a large rock in a forested area. They are dressed in outdoor clothing suitable for hiking, surrounded by lush greenery.
คณะร่วมสำรวจจากซ้ายๆไปขวา แถวหน้า แพร, ตี๋, ต้อ แถวหลัง เบิร์ด, พี่บัวลอย

ครั้งผมพาน้องๆทั้ง 4 คน ต้อ, ตี๋, เบิร์ด และแพรมาด้วย เพราะผมฝากความหวังไว้กับพวกเขาที่จะทำการสำรวจเส้นทางต่อไปจากนี้ในยามที่ผมแก่เฒ่าจนเดินหนักๆไม่ไหว ซึ่งก็เริ่มมีหลายอย่างในร่างกายบอกเตือนมาแล้ว และเส้นทางที่เราสำรวจครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ไกลนัก ความเสี่ยงน้อย และเมื่อเรารู้จักผู้คนในพื้นที่อยู่บ้างแล้ว ภัยจากสัตว์จากคนก็อาจจะพอควบคุมได้ เหมาะที่จะพาพวกเขามาเห็นการสำรวจด้วยตัวเอง


เช้าวันรุ่งขึ้น พาฉั๊วบอกว่าเราจะย้อนไปเพื่อเดินตามไหล่เขาหรือจะปีนไปทางน้ำตกนี้ก็ได้ พี่บัวลอยอาสาไปสำรวจทางน้ำตก ต้อ, ตี๋ และเบิร์ดขอไปด้วย ส่วนผมสนใจที่จะหาจุดแค้มป์ที่กว้างกว่านี้จึงเลือกที่จะชวนแพรเดินย้อนออกไป

ทางเดินที่ไปตามไหล่เขาสวยมาก ป่าบริเวณนั้นยังสมบูรณ์  เต็มไปด้วยเสียงนก เสียงชะนี ไม่นานนักเราก็เจอกับขณะสำรวจน้ำตกที่ได้ข้อสรุปว่าการปีนน้ำตกไม่ใช่ทางเดินที่ดีนักและอันตรายเกินไป

ไม่นานนักเราข้ามห้วยสายเดิมอีกครั้ง จุดนี้กลายเป็นจุดที่น่าแค้มป์มาก รับคน 20-30 คนทั้งเปลและเต็นท์ได้อย่างสบาย เราเช็คระยะทางจากแม่หาดแล้ว ไม่ไกลจนเกินไป และเราก็สรุปกันว่าตรงนี้จะเป็นแค้มป์สำหรับคืนแรกจากแม่หาด

Black and white photo of a rocky stream in a dense forest, with two individuals, one squatting by the water and the other in the background among the trees.

ทางป่าพาเราลัดเลาะมาตามลำห้วยที่คดเคี้ยวไปมาก่อนจะตัดขึ้นเนินที่เต็มไปด้วยร่องรอยของสัตว์ป่า ที่น่าจะเป็นหมูฝูง

1 ชั่วโมง หรือ 2 กิโลเมตรผ่านไป เรานั่งพักกันอยู่บนลานโล่งใต้ไม้ใหญ่ที่ปกคลุมร่มรื่นไปทั้งป่า สายลมเย็นพัดเอื่อยสบาย น่านอนพักมากกว่าจะยกเป้ขึ้นมาแบกเดินต่อ สันเขาตรงนั้นกว้างน่าตั้งแค้มป์มาก บรื่อควาเดินไปสำรวจมาแล้วบอกว่ามีน้ำในลำห้วยอยู่ไม่ไกลนัก

ผมกางแผนที่ดูเส้นคอนทัวร์ที่ถี่ยิบของทางข้างหน้าที่จะลงไปสู่บ้านทีทอทะ จุดหมายของเราวันนี้อย่างหวั่นใจ 

“ทางลงไม่ชันนะ” พาฉั๊ว คนนำทางที่พาเรามาตอบเมื่อผมถาม

“ผมกล้าพนันเลย มันชันแน่นอน”​ ผมเถียง เพราะยังไม่เห็นว่าจะไม่ชันตรงไหนได้ แต่ พาฉั๊วก็ยังยืนยัน นั่งยัน เกือบจะถึงนอนยัน

จากระดับความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราเริ่มไต่ลงไปเรื่อยๆ ที่ 1,100 ไปจนถึง 900 เมตร บนทางกว้างๆ โล่งๆ แล้ว พาฉั๊วก็พาเราเลี้ยวขวา ค่อยๆไต่ระดับลงช้าๆไปถึง 700 เมตร

A group of five hikers posing for a photo in a mountainous terrain, surrounded by trees and vegetation. They are equipped with backpacks and gear, showcasing a sense of adventure.
ก่อนจะเจอ “ทางตัน” มองเห็นบ้านทีทอทะอยู่ข้างล่าง

“พาฉั๊วนำทางเก่งจริง ต้องยอมรับเลย” ผมพูดกับวิทู และเตรียมใจพร้อมที่จะแพ้พนันด้วยความยินดี เพราะผมเองก็กังวลกับเส้นทางช่วงนี้มาหลายวันแล้ว

เราเริ่มเห็นหลังคาบ้านทีทอทะใกล้เข้ามา เสียงน้ำแม่หลองดังเหมือนชวนให้เราไปโดดน้ำเล่นให้เย็นใจ

ผมกำลังเดินอย่างสบายใจ จนกระทั่งพาฉั๊วหันกลับมาพูดว่า “ทางตัน” 

“ข้างหน้าเป็นหน้าผา ลงไม่ได้” 

“อ้าว พาฉั๊ว จำทางไม่ได้เหรอว่าครั้งก่อนๆเดินลงหมู่บ้านทางไหน” ผมถามตรงๆเพราะสงสัย

“เราไม่เคยลงไปที่หมู่บ้าน เรามาล่าสัตว์แถวนี้ ไม่รู้จะลงไปที่หมู่บ้านทำไม” การให้คนในพื้นที่นำทางเส้นใหม่มักจะเจออะไรแบบนี้ให้แปลกใจเสมอจนผมเลิกจะตกใจแล้ว

ตอนนั้นเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว อีกไม่เกินชั่วโมงป่าก็จะเริ่มมืด เราต้องรีบแก้ปัญหาที่ไม่คาดคิด

ผมกางแผนที่ เราอยู่ใกล้บ้านทีทอทะมาก ดูเหมือนถ้าเราย้อนขึ้นไปทางเหนือที่ระดับความสูงประมาณหนึ่งพันเมตร เราอาจจะมีทางลงไปทางตะวันออกที่ไม่ชันนักไต่ลงไปสู่ถนนระหว่างบ้านราชากับทีทอทะ ส่วนด้านตะวันตกหรือทางขวาของเส้นทางที่เราเดินอยู่นี้ก็เป็นลำห้วยที่ไหลลงบ้านทีทอทะ เป็นอีกหนึ่งทางที่เป็นไปได้

A group of six people gathered around a map in a forest setting, discussing and planning their route.
ภาพโดย Suradet Krataythong

คนทำทางของเราวิ่งวุ่น พวกเขาแยกย้ายกันหาทางลง สักพักหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงวันชัยมาทางวิทยุ “พี่ครับ ผมเจอทางลง มีร่อยรอยของคนแถวนี้มาหาของป่าครับ”

ทางลงนั้นไปทางลำห้วยด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มันไต่ลงไปชันมาก และพื้นดินก็ร่วนซุยจนเราไถลลงไปมากกว่าเดิน ผมเองก็กลิ้งลงไปหลายครั้ง

ไต่ระดับลงมาเกือบสองร้อยเมตร เราก็มาถึงลำห้วยที่มีน้ำไหลรินๆ และเสียงวิทยุจากวันชัยก็ดังมาอีก

“พี่เกิ้นครับ ผมอยากให้พี่มาดูทางข้างหน้าแล้วตัดสินใจหน่อยครับ” ผมฟังคำนั้นแล้วสรุปได้เลยว่าชะตากรรมของเราในวันนั้นจะยังไม่จบสิ้นง่ายๆ ความฝันที่จะไปแช่น้ำที่ห้วยแม่หลองดูเหมือนจะห่างไกลออกไป

ลำห้วยสายนั้นมาจบที่หน้าผาที่ตัดชันลงไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบเมตร ในฤดูฝนมันคงจะเป็นน้ำตกสวย แต่ตอนนี้มันเป็นหน้าผาที่เราปีนลงไม่ได้ 

“ผมดูแล้ว มีทางเลาะหน้าผาไปทางขวานี่แต่อันตราย ต้องผูกเชือกค่อยๆไต่ไป พี่บัวลอยกำลังไปสำรวจอยู่ครับ” 

วันชัยบอก

สักพักหนึ่งคณะที่ไปสำรวจทางก็เดินย้อนกลับมา ผมก็ถามพวกเขา “เป็นไงบ้าง”

“ผมไปได้ แต่ผมว่ามันอันตรายมากครับ” บรื่อควาคนนำทางหนุ่มของเราตอบ

วิทูเสริมขึ้นมา “ผมไปได้สิบเมตรต้องยืนกอดต้นไม้เลย มันน่ากลัวมากครับ”

และเราก็ได้ข้อสรุปที่พี่บัวลอย “ผมไม่ไปหรอกทางนี้ มันไม่ใช่ทางคน มันทางตะอึ(ลิง) ทางตะผะ(เลียงผา) นะ”

เราตัดสินใจนอนกันที่จุดนั้น มีข้าวมีน้ำมีที่ผูกเปลกางเต็นท์ไม่มีอะไรให้กังวล ปัญหาเอาไว้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้

ที่ตรงนั้นค่อนข้างแคบ แต่ก็พอให้เราผูกเปลกางเต็นท์ได้ ด้านข้างแค้มป์มีลำธารน้ำใสที่ไหลรินๆ ให้พอได้ตักใช้ได้

“เราจะเรียกน้ำตกนี้ว่าน้ำตกสไลด์ เพราะมีคนกรุงเทพมากลิ้งตกเขาที่นี่” วิทูได้ทีเยาะเย้ยผม เพราะเขาเห็นผมกลิ้งลงมาสองสามรอบ

“ไม่หรอก พวกกรุงเทพไปเดินที่ไหนก็กลิ้งอยู่แล้ว แต่เราจะเรียกว่าน้ำตกเป้าแตก” ผมชี้ให้ทุกคนดูกางเกงของวิทูที่เป้าแตกยาวจากการลงเขามาเมื่อสักครู่ พวกเราหัวเราะกันลั่นป่า แต่วิทูถึงกับอายทำหน้าไม่ถูก

A group of four individuals in a lush, overgrown forest, surrounded by plants and debris, engaging in a casual gathering. Two people are sitting on the ground, while one stands nearby, all appearing relaxed and enjoying their time outdoors.
แค้มป์ที่น้ำตกเป้าแตก

อาหารมื้อเย็นวันนั้นไม่ธรรมดาเลย พี่บัวลอยทำข้าวเบ๊อะใส่ยอดหวายและสารพัดผักที่เก็บมาตามทาง วิทูทำแกงใส่เม็ดเตอะนะซะที่เก็บมา มันเป็นพืชที่ออกฝักคล้ายๆสะตอ มีอีกชื่อว่าเม็ดมะละแมง เอามาต้มน้ำก่อน เพื่อลอกเปลือกบางๆแล้วกินเล่นก็เพลินใส่แกงก็อร่อย 

ระหว่างที่ล้อมวงกินข้าวกัน เราก็ปรึกษากันว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไหนต่อ พอดีบรื่อควาเดินถือกบตัวใหญ่มาสามสี่ตัว 

“ห้วยเล็กๆนี่มีกบตัวใหญ่อย่างนี้เลยเหรอ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ไม่ครับ ผมปีนลงไปจับจากข้างล่างมาครับ” บรื่อควาตอบเรียบๆ แต่ทำเราตกใจ 

ผมไม่เคยรู้จักบรื่อความาก่อนที่จะเดินเที่ยวนี้ เขาเป็นเด็กหนุ่ม น่าจะอายุยี่สิบกลางๆ รูปร่างเล็กๆแต่แข็งแรงคล่องแคล่วมาก เขาทำให้ผมนึกถึงจะซอสหายรักผู้จากไปแล้วตอนที่จะซอยังหนุ่ม

สรุปว่าบรื่อควาปีนลงไปได้ แต่เขาก็ยังยืนยันว่าทางนี้อันตรายเกินไปสำหรับคนอื่นๆในคณะ และผมเองก็ต้องการหาเส้นทางที่นักเดินป่าสามารถเดินได้ เราจึงตกลงกันว่าพรุ่งนี้จะให้บรื่อควาลงไปที่หมู่บ้านเพื่อหาคนนำทางขึ้นมารับเรา ส่วนคนที่เหลือก็จะเดินย้อนขึ้นไปรอบนสันเขา 

เราล้อมวงกันรอบกองไฟ วิทูกับวันชัยหาลูกอ๊อดตัวโตและและกุ้งก้ามใหญ่ที่เหมือนล็อบสเตอร์ย่อส่วนมาให้เหลือตัวจิ๋วมาได้หลายตัว เรานั่งปิ้งกินรอบกองไฟกัน 

Three men in a dense forest setting, sitting around a small fire with smoke rising. One man is smiling at the camera while the others are engaged in preparation or conversation.
วิทูกำลังต้มเม็ดมะละแมง

ความสุขเป็นสิ่งที่หาง่ายมากในป่า ดูเหมือนปัญหาถ้าจะมีก็ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อนเหมือนเรื่องราวในเมือง ยกเอามันไปคิดกังวลกันในวันต่อไปก็ได้ เพียงแต่นั่งรอบกองไฟกับมิตรสหาย แบ่งปันเหล้าป่าและอาหารง่ายๆที่หามาจากรอบตัว เราก็ได้ยิ้มแบบที่ไม่เคยยิ้มได้ในเมือง


เช้าวันรุ่งขึ้นเราทำตามแผน บรื่อควาแยกลงไปคนเดียว พี่สมยศจะลงไปด้วยเพราะไม่อยากปีนเขาย้อนทาง แต่พี่บัวลอยห้ามเอาไว้ว่าอันตรายเกินไป พวกเราจึงเริ่มออกเดินตะกายความชันและดินร่วนๆกลับขึ้นไปสู่สันเขาในระยะทางแค่ ไม่ถึงกิโลแต่ต้องขึ้นความสูงไปกว่าสามร้อยเมตร

เมื่อเราขึ้นมาถึงสันเขาไม่นาน บรื่อควาก็วิทยุมาว่าได้คนนำทางจากทีทอทะแล้วกำลังเดินขึ้นมาหาเรา

อีกชั่วโมงต่อมาเราก็เจอกับบรื่อควาและคนนำทาง เขาเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆชื่อ เกล้อดี 

เกล้อดีพาเราย้อนขึ้นไปทางเหนือแล้วลงแหลมที่เทลาดลงอย่างที่ผมดูแผนที่ไว้  ทางนั้นแม้จะชันบางแต่ก็ลงไปได้ไม่ยากนัก สองชั่วโมงต่อมาเราก็ไต่ลงสู่ถนนตอนเหนือขึ้นมาจากบ้านทีทอทะ

A group of individuals resting on a dirt road in a mountainous area, some sitting with backpacks and others standing, in a black and white photograph.
เมื่อเรามาถึงถนนใกล้บ้านทีทอทะ ภาพโดย Pear Charkratpahu

บ้านทีทอทะ แปลว่าบ้านสบห้วยยาว เป็นหมู่บ้านเล็กๆในเขตอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ที่ไกลจากทุกที่ มันตั้งอยู่กลางป่าและล้อมด้วยเทือกเขาสูง แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ถนนเริ่มดีขึ้นการเดินทางเข้ามาถึงด้วยรถยนต์เป็นเรื่องง่ายขึ้นในฤดูแล้งเช่นนี้

Black and white image of a rural village featuring wooden houses on stilts, a dirt path, and a child walking in the foreground.
บ้านทีทอทะ

ก่อนถึงหมู่บ้าน เราแวะเลือกจุดแค้มป์สวยๆที่อยู่ริมน้ำแม่หลองไว้สำหรับคราวหน้า หากจะมีนักเดินป่ามาเป็นคณะใหญ่ แต่ในครั้งนี้เราเลือกที่จะนอนใกล้หมู่บ้านเพื่อทำความรู้จักกับผู้คนในหมู่บ้านนี้ให้ดีขึ้น 

ผมได้โอกาสคุยกับเกล้อดี เป็นคนบ้านมอคี มาได้เมียที่บ้านทีทอทะจึงย้ายมาอยู่ที่นี่

A smiling man holding a water bottle and making a peace sign, with wooden houses and trees in the background.
คนนำทางของเรา “เกล้อดี”

เมื่อผมถามว่าพอรู้ทางไปบ้านทีทอที หรือห้วยยาวมั๊ย เขาก็บอกว่าเคยไป มอคีบ้านเก่าเขาก็อยู่ทางนั้น มีสองสามเส้นทางให้เลือกได้ ผมจึงนัดให้เขามานำทางให้เราในวันพรุ่งนี้ 

เราตั้งแค้มป์ริมน้ำ ทำอาหารกินกันอย่างสบายๆ พร้อมเครื่องดื่มสร้างแรงบันดาลใจที่หาซื้อได้มากมายจากร้านค้าในหมู่บ้าน น้องๆแยกย้ายไปอาบน้ำกันอย่างสนุกสนาน เพราะนี่คือครั้งแรกที่เราได้อาบน้ำกันตั้งแต่ออกจากสบโขงก่อนขึ้นไปบ้านแม่หาด ส่วนผมเก็บไว้สำหรับเวลาสำคัญก่อน

Four individuals sitting on rocks in a natural setting surrounded by foliage and stones, captured in black and white.
จุดแค้มป์ของเราที่บ้านทีทอทะ

หลังอาหารเย็นในวงเครื่องดื่มรอบกองไฟ ต้อ ซึ่งธรรมดาไม่ใช่คนช่างพูดนัก เอ่ยถามขึ้นมา

“พี่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าควรจะถามหรือเปล่า แต่ขอถามนะครับ

ทำไมพี่ถึงเลือกเราสี่คนนี้มาสำรวจด้วยครับ ผมรู้มาว่าพี่ไม่เคยพาใครมาเลย”

ผมยิ้มให้เขาก่อนจะค่อยๆตอบ 

“ผมอายุมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ไม่แน่นักว่าจะเดินสำรวจอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน และนอกจากนี้ผมอยากให้เมืองไทยมีเส้นทางเดินป่าของชุมชนเพิ่มขึ้น เพิ่มเร็วกว่าที่ผมคนเดียวจะสำรวจได้ปีละเส้นสองเส้น 

เราเดินป่ามาด้วยกันหลายครั้งแล้ว ผมสังเกตมาตลอด นอกจากพวกคุณทั้ง 4 คนจะแข็งแรงเดินเก่งแล้ว พวกคุณมีความตั้งใจที่จะทำสิ่งดีๆ และที่สำคัญที่สุด”

ผมเว้นเพื่อจะเรียบเรียงคำพูดส่วนที่สำคัญและละเอียดอ่อนนั้น

“ผมสังเกตแล้วว่าพวกคุณให้เกียรติเพื่อนกระเหรี่ยงของผม”

พระจันทร์ขึ้น 5 ค่ำ แม้จะมีเพียงเสี้ยวเล็ก ก็ยังส่องสว่างไปทั้งป่า โขดหินขนาดใหญ่ที่เรียงรายในน้ำแม่หลองมองเห็นได้นวลตาในแสงจันทร์ เสียงน้ำที่ไหลลงมาปะทะหินยังดังครืนครันเพราะแม้จะเริ่มเข้าหน้าแล้งแล้ว แต่ก็ยังมีฝนหลงฤดูตกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ 

ผมปีนลงไปที่ซอกหินหนึ่งที่ลับตาผู้คน การได้อาบน้ำกลางป่าท่ามกลางแสงจันทร์ เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ผมไม่แบ่งปันกับใคร 

มันคือช่วงเวลาสงบ และอิสระที่สุด จนบางครั้งผมแอบคิดว่ามันคือเหตุผลสำคัญที่ผมต้องออกไปเดินป่า และเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ

และช่วงเวลาสงบนั้นคือเวลาที่ผมได้คิด

ผมเชื่ออย่างหมดใจเลยว่าการทำเส้นทางเดินป่าให้ชุมชนดูแลนั้นเป็นเรื่องดี มันสร้างเส้นทางเดินป่าใหม่ๆให้คนเมืองได้มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างที่มันเป็นจริง, สร้างรายได้ให้กับชุมชนที่อยู่กับป่า ทำให้เขามีรายได้เสริมไม่ต้องถางป่าทำไร่เพิ่ม และที่สำคัญเขาจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากธรรมชาติที่เขามีส่วนร่วมในการรักษาไว้

แต่การสำรวจเส้นทางเดินป่า เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจ เพราะเวลาที่เดินป่าไปบนเส้นทางยอดนิยม เส้นทางที่เดินจะชัดเจนอยู่แล้ว คนนำทางก็พาเดินไป คนตามก็เดินตาม ไม่ต้องคิดอะไรมากนัก

ในความเป็นจริง ก่อนจะเป็นเส้นทางเดินป่าที่เปิดให้คนทั่วไปมาเดินได้ มีหลายอย่างที่ต้องพิจารณา หลายอย่างที่ต้องตัดสินใจ และอีกมากมายที่ต้องลงมือทำ

เริ่มตั้งแต่ความพร้อมและความเหนียวแน่นของชุมชน และผู้นำ ซึ่งเราต้องดูเป็นอย่างแรกก่อนจะลงมือทำอะไร การเลือกเส้นทางที่เหมาะสม การวางเส้นทางที่ปลอดภัยและสวยงาม การเลือกจุดแค้มป์ที่ลงตัวทั้งความสะดวก, ระยะทางเดินในแต่ละวัน, พื้นที่ และความสวยงาม, การให้ความรู้กับคนนำทางเพื่อให้เขาดูแลนักท่องเที่ยวได้,​ การเดินทางเข้าสู่จุดเริ่มเดินและออกจากจุดจบ ฯลฯ

ผมเลือกที่จะพาน้องๆมาสำรวจเส้นทางนี้เพราะเรารู้จักผู้คนในพื้นที่ดีมากอยู่แล้ว และคนนำทางก็ทำงานนี้มาหลายปีรู้ว่าต้องดูแลนักท่องเที่ยวอย่างไร โจทย์ของเราจึงเหลือแต่การเลือกเส้นทางและกำหนดจุดแค้มป์เป็นหลัก 

ผมสอนน้องๆว่าเราทำหน้าที่เหมือนคนกลาง ระหว่างนักเดินป่าคนเมือง กับคนนำทางที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่าทุกวัน พวกเขาสองกลุ่ม มีความคิด มุมมอง และความสามารถต่างกันมาก

ในกรณีของที่นี่ เพื่อนๆชาวกระเหรี่ยงของผม เขาอยู่กับป่ามาทั้งชีวิต ทางเส้นไหนก็เดินได้ วันหนึ่งเดินไกลแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา นอนตรงไหนก็ได้สบายหมด แต่มันอาจจะไม่เหมาะเลยสำหรับนักเดินป่าคนเมือง

เส้นทางเดินป่าที่เราทำกันส่วนใหญ่ก็พัฒนาจากเส้นทางเดินเก่าระหว่างหมู่บ้านที่ไม่ค่อยจะมีใครใช้แล้วเพราะมีทางมอเตอร์ไซค์อ้อมป่า อย่างเส้นแม่หาดไปห้วยยาวนี้ เดิมมันไม่ได้มีวัตถุประสงเพื่อเป็นเส้นทางท่องเที่ยว มันอาจจะลัดข้ามจุดที่สวยงาม และที่สำคัญมันอาจจะยากและอันตรายเกินไปในบางจุด

หลังจากที่ทำสิ่งนี้มาหลายปี หลายเส้นทาง ผมพอจะรู้วิธีการทำ แต่ยังไม่สามารถเขียนมันออกมาเป็นบทเรียนได้ ไม่รู้จะสอนยังไงนอกจากพามาให้เห็นเอง

แต่สองสิ่งสำคัญที่ผมสอนน้องๆได้คือ อย่างแรกเราต้องเข้ากับคนในพื้นที่ให้ได้ และอย่างที่สองเราต้องกล้าพูดคำว่า “ไม่”​ 

“ไม่” เราต้องกล้าบอกคนในพื้นที่ว่า “ไม่เอาทางนี้ เพราะมันอันตรายเกินไป”​ “ไม่เอาแค้มป์นี้ เพราะมันแคบเกินไป” ฯลฯ เพราะมันคือหน้าที่ที่เราต้องทำเพื่อให้ได้เส้นทางที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเดินป่า 

ไม่นานนักพระจันทร์ก็ตกลับยอดไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของลำน้ำ และผมก็หลับไปท่ามกลางความมืดสนิทและเสียงน้ำที่ไหลผ่านข้างๆเปล


เช้าวันต่อมา เกล้อดี มาหาเราที่แค้มป์แต่เช้า 

“พี่ครับ ผมไม่มั่นใจเรื่องเส้นทางไปห้วยยาวเลย” อ้าวไหงงั้น เมื่อวานคุยกันดิบดี

“ผมเคยเดินไปในเขตหมู่บ้านเราที่ต่อกับห้วยยาว แต่ไม่เคยลงไปถึงหมู่บ้าน” ก็ยังดีที่เขามาตามนัด ไม่หายตัวไปเลยอย่างที่ผมเคยเจอๆมา 

ผมบอกเขาว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราหาทางไปด้วยกัน ผมกล้าพูดเช่นนั้นเพราะผมดูจากแผนที่เห็นแล้วว่า ความยากและสูงชันอยู่ฝั่งบ้านทีทอทะนี่แหละ ถ้าเขาพาเราข้ามเขาไปได้ การลงสู่บ้านห้วยยาวไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก 

Black and white landscape view of mountainous terrain with dense forest and varied elevations under a cloudy sky.
เทือกเขาที่กั้นระหว่างบ้านทีทอทะและบ้านห้วยยาว ภาพโดย Pear Charkratpahu

จากหมู่บ้านเราก็ตัดขึ้นเขาชันในทันที เส้นทางค่อนข้างชัด เพราะเป็นสั้นทางเดินขึ้นไปไร่ ด้วยเวลา 3 ชั่วโมงเศษเราก็ขึ้นไปถึงสันเขาที่ความสูงกว่า 1,200 เมตรที่จะเชื่อมไปสู่บ้านห้วยยาว ที่นั่นป่ายังทึบเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ อากาศก็เย็นสบายแม้จะเป็นตอนเที่ยง

A group of four people resting on a fallen log in a dense forest, surrounded by tall trees and foliage. Two individuals are seated on the log, while two others stand nearby, all appear to be enjoying nature.
A group of six men posing for a photograph while sitting on a rock in a mountainous area, surrounded by trees and vegetation.
คณะผู้นำทางของเราบาสันเขาก่อนลงสู่บ้านห้วยยาว
A black and white photograph of a person standing in a dense forest, surrounded by tall trees and lush vegetation.
ป่าบนสันเขาที่ยังรกทึบสมบูรณ์มาก

หลังอาหารเที่ยงเราเริ่มเดินลงไปตามลำห้วยที่เป็นต้นน้ำของ “ห้วยยาว” และอีก 2 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงบ้านห้วยยาว

บ้านห้วยยาวเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยหลังจากที่ผมเข้ามาที่หมู่บ้านกลางป่านี้ครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน

เกล้อดีบอกผมว่า “ผมดีใจมากเลยที่พาพี่มาถึงห้วยยาวได้ เมื่อเช้าผมมั่นใจแค่ 20%” 

A smiling young man sitting on a wooden stool, wearing a sports shirt and overalls, in a rustic wooden setting.
เกล้อดีทำหน้าดีใจมากเมื่อนำทางเรามาถึงห้วยยาวได้

ผมหัวเราะกับเขา พวกเราทุกคนมีความสุขที่การสำรวจเส้นทางนี้สำเร็จแล้ว เส้นทางจากแม่หาดมาสู่ห้วยยาวที่เคยมืดดำตอนนี้ชัดเจนแล้ว  เราได้เส้นทาง เราได้จุดพักแรมที่ดี และคนนำทางที่มาเดินกับเราก็พร้อมแล้วจะพานักเดินป่ามาเดิน

เส้นทางนี้จะทำให้เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงาสมบูรณ์ขึ้นมาก

เส้นทางจากห้วยม่วงมาสู่จอลือคี, ดอยธง นั้นสวยงามอยู่แล้ว จากดอยธงมาแม่หาดก็เป็นทางสุดโหด  18 กิโลเมตรที่ผ่านป่าดงดิบที่มีสเน่ห์ 

เมื่อเพิ่มทางจากแม่หาดไปห้วยยาวที่ผ่านป่าเขาที่สมบูรณ์เข้าไป จากนั้นจึงไปเดินอ้อมหุบเขาวงพระจันทร์ที่เป็นป่าใหญ่ต้นกำเนิดของแม่น้ำเงา ลงไปถึงบ้านทีผะแหล่ และจบทริปด้วยการลุยแม่น้ำเงาใสๆกลับเข้าไปสู่สบโขงในวันสุดท้าย 

นับเป็นเส้นทางเดินป่าระยะไกลที่งดงาม ยาว 109 กิโลเมตร ใช้เวลา 9 หรือ 10 วันอย่างสุดคุ้มค่า

จากท้ายรถกระบะที่วิ่งลงมาบนทางจากห้วยยาว ผมมองย้อนไปเห็นเส้นทางที่เราเดินข้ามเทือกเขาในสี่วันที่ผ่านมา

ทุกครั้งที่การสำรวจเส้นทางจบสิ้นลง ผมจะมีความรู้สึกแปลกๆเช่นนี้ มีความดีใจปนเศร้าเหมือนกับการอ่านหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มโปรด 

เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ที่ผมเดินสำรวจทีละเล็กละน้อยในเวลาสิบปีที่ผ่านมา ดูเหมือนจะสมบูรณ์แล้ว

ผมก็คงต้องรู้สึกเศร้าเช่นนี้ไปจนกว่าจะมีเส้นทางใหม่ให้ไปสำรวจอีกสักครั้ง

ตาเกิ้น

มีนาคม 2569

เส้นทางเดินป่าระยะไกล ไปยังขุนน้ำเงาในระยะทาง 109 กิโลเมตรนี้ จะเปิดให้เดินได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 สามารถติดต่อจองล่วงหน้าได้ที่เพจ เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงาครับ

Two men sitting on a log in a forested area, with one man holding a camera and smiling, while the other is leaning against the log.
ภาพโดย Pear Charkratpahu
ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading