-
Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี
เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่!

รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น
ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน

เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง
ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้
คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า
แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล

แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า ผมน่าจะได้ภาพสวย แต่นี่เป็นกล้องฟิล์ม ผมอยากจะอัดเป็นรูปแล้วส่งให้ ถ้าไม่รังเกียจ ช่วยจดที่อยู่ให้ผมหน่อยครับ
เธอทำหน้าแปลกใจ แต่ก็จดให้ คุณพ่อที่นั่งอยู่กับลูกชายที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามหัวเราะ เขาคงประหลาดใจ
อีกหลายวัน กว่าผมจะได้เห็นรูปนี้บนกระดาษ ก่อนที่ผมจะเอารูปใส่ซองส่งไปให้คุณแม่คนในภาพ ภาพนี้ก็พาผมกลับไปสู่ช่วงเวลาที่งดงามอีกครั้ง เวลาที่ผู้คนพูดคุยส่งยิ้มให้กันจริงๆโดยไม่ต้องก้มหน้าส่งผ่านหน้าจอ

ช่วงเวลาสั้นๆบน time machine เวลาที่แสงแดดอ่อนยามเช้าที่ส่องมากระทบทำให้ภาพที่เห็นและเรื่องราวของชีวิตมีมิติ สายลมอ่อนที่พัดมาให้รู้สึกสัมผัสที่ผิวกาย สายตาและรอยยิ้มที่สื่อสารความรักโดยไม่ต้องมีคำพูด
ผม(คิดว่า) ผมไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี่และความก้าวหน้า แต่ผมยังชื่นชมและโหยหาช่วงเวลาที่งดงามเช่นนี้ของชีวิต

ตาเกิ้น
เมษายน 2569
-
แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

เรานั่งพักกันอยู่บนลานโล่งใต้ไม้ใหญ่ที่ปกคลุมร่มรื่นไปทั้งป่า สายลมเย็นพัดเอื่อยสบาย น่านอนพักมากกว่าจะยกเป้ขึ้นมาแบกเดินต่อ สันเขาตรงนั้นกว้างน่าตั้งแค้มป์มาก บรื่อควาเดินไปสำรวจมาแล้วบอกว่ามีน้ำในลำห้วยอยู่ไม่ไกลนัก
ผมกางแผนที่ดูเส้นคอนทัวร์ที่ถี่ยิบของทางข้างหน้าที่จะลงไปสู่บ้านทีทอทะ จุดหมายของเราวันนี้อย่างหวั่นใจ

ภาพโดย Suradet Krataythong “ทางลงไม่ชันนะ” พาฉั๊ว คนนำทางที่พาเรามาตอบเมื่อผมถาม
“ผมกล้าพนันเลย มันชันแน่นอน” ผมเถียง เพราะยังไม่เห็นว่าจะไม่ชันตรงไหนได้ แต่ พาฉั๊วก็ยังยืนยัน นั่งยัน เกือบจะถึงนอนยัน
จากระดับความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราเริ่มไต่ลงไปเรื่อยๆ ที่ 1,100 ไปจนถึง 900 เมตร บนทางกว้างๆ โล่งๆ แล้ว พาฉั๊วก็พาเราเลี้ยวขวา ค่อยๆไต่ระดับลงช้าๆไปถึง 700 เมตร
“พาฉั๊วนำทางเก่งจริง ต้องยอมรับเลย” ผมพูดกับวิทู และเตรียมใจพร้อมที่จะแพ้พนันด้วยความยินดี เพราะผมเองก็กังวลกับเส้นทางช่วงนี้มาหลายวันแล้ว
เราเริ่มเห็นหลังคาบ้านทีทอทะใกล้เข้ามา เสียงน้ำแม่หลองดังเหมือนชวนให้เราไปโดดน้ำเล่นให้เย็นใจ
ผมกำลังเดินอย่างสบายใจ จนกระทั่งพาฉั๊วหันกลับมาพูดว่า “ทางตัน”
“ข้างหน้าเป็นหน้าผา ลงไม่ได้”
หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย
ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย
จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว

พาฉั๊ว พรานใหญ่แห่งบ้านห้วยน้ำผึ้ง หลังจากนั้นแผนก็ถูกวางอย่างคร่าวๆ แค่ว่าเราจะ ออกเดินจากแม่หาดมาห้วยน้ำผึ้งแล้วไปทางห้วยยาว โดยมีพาฉั๊วนำทางในช่วงแรกแล้วไปหาคนนำทางอีกสักคนระหว่างทางไปให้ถึงห้วยยาว

พาฉั๊ว กำลังอธิบายถึงเส้นทางเดินไปทีทอทะให้พี่สมยศฟังเมื่อเราเจอเขาครั้งแรก “เรา” ในครั้งนี้ ผมซึ่งโดยปรกติจะมาคนเดียว พาน้องๆมาด้วยอีก 4 คน คือต้อ, ตี๋, เบิร์ด และแพร และมาสมทบด้วยมิตรสหายชาวแม่เงาที่เดินสำรวจมาด้วยกันตลอด เช่นพี่สมยศ, พี่บัวลอย, วิทู และมีสมาชิกใหม่คือ บรื่อควา หนุ่มจากแม่หาด และวันชัยเพื่อนสนิทของวิทูจากสบโขง
คืนแรกนั้นเรานอนกันที่บ้านพี่บัวลอยที่แม่หาด
พี่บัวลอยเป็นชาวกระเหรี่ยงร่างใหญ่กำยำ สูงกว่า 170 ซึ่งถือว่าสูงใหญ่มากในหมู่คนระแวกนั้น เป็นคนที่ชำนาญเส้นทางระยะไกล 101 กิโลเมตรที่สุดคนหนึ่ง แข็งแรงจนขึ้นชื่อในหมู่คนที่เคยมาเดินป่าที่แม่เงา เคยสร้างตำนานโดยการไปตามหานักเดินป่าที่หลงทางอยู่กลางป่าจนเจอ พอนักเดินป่าเดินต่อไม่ไหว แกก็วิ่งกลับมาทำกับข้าวที่บ้านซึ่งอยู่บนดอยสูงเอาลงไปส่งให้ กลับมานอนที่บ้าน แล้วเช้าค่อยลงไปรับอีกที
การมีเพื่อนไปนอนที่บ้าน เป็นเรื่องปรกติมากของชาวกระเหรี่ยงผู้มากน้ำใจ และการได้ต้อนรับแขกต่างบ้านต่างเมืองก็นับเป็นการให้เกียรติกันอย่างชนิดว่าถ้าเขาชวนแล้วไม่ควรปฏิเสธ
ผมเองใช้ชีวิตอาศัยนอนขอข้าวกินที่บ้านเพื่อนชาวกระเหรี่ยงอยู่บ่อยครั้งที่มาแม่เงา ประสบการณ์นอนบ้านเพื่อนชาวกระเหรี่ยงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้น้องๆได้สัมผัส บ้านพี่บัวลอยคือบ้านจริงๆ ไม่ใช่ “โฮมสเตย์” ที่จัดไว้สวยงามเพื่อรับนักท่องเที่ยว บ้านก็จริง น้ำใจก็ของจริง

อาหารมื้อเช้าที่พี่บัวลอยทำเลี้ยงเราก่อนออกเดินทาง
เราออกเดินแต่เช้าในวันรุ่งขึ้น
ทางช่วงแรกจากแม่หาด หลังจากแยกซ้ายจากทางปรกติที่เราเดินไปแม่แฮดแล้ว เป็นทางเดินลงโล่งๆ ผ่านไร่ที่เพิ่งทำไปเมื่อปีก่อน และลาดลงเดินสบายๆ เพียง สองชั่วโมงเศษ เราก็มามาถึงลำน้ำโขงชายเขตบ้านห้วยน้ำผึ้ง แต่เขาชันอีกฝั่งของลำน้ำก็พาเราไต่ขึ้นไปถึง 300 เมตรก่อนจะถึงบ้านห้วยน้ำผึ้ง


ผมเรียกเนินนี้ว่า “เนินตะคริว” ด้วยความจำเป็น
จากบ้านห้วยน้ำผึ้งซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เราเดินผ่านไร่เก่าที่ยังไม่ถึงเวลาปลูกข้าวไปอีกราว 2 กิโลเมตร พาฉั๊วชี้ให้ดูทางแยกที่จะเดินไปห้วยยาว ก่อนจะถึงทางแยกเข้าน้ำตก เราเดินตามลำห้วยสายเล็กๆเข้าไปไม่นานก็เจอน้ำตกกลางป่า

เส้นทางเดินเลาะลำธารเข้าไปสู่น้ำตกห้วยน้ำผึ้ง 
ภาพโดย Pear Charkratpahu 
น้ำตกห้วยน้ำผึ้ง ภาพโดย Pear Charkratpahu สองข้างลำห้วยค่อนข้างแคบและรก แทบไม่มีที่กางเต็นท์หรือผูกเปล พี่บัวลอยและพาฉั๊วเดินขึ้นไปสำรวจชั้นบนว่ามีที่นอนบ้างมั๊ย ในขณะที่ผมเริ่มคิดว่าเราควรจะย้อนไปหาจุดแค้มป์ใกล้ทางแยกหรือปากห้วยเพื่อให้คน 30 คนที่จะมาเดินเส้นทางนี้จริงๆสามารถตั้งแค้มป์พักได้
ใกล้จะมืดพี่บัวลอยก็ยังไม่กลับมา ผมจึงตัดสินใจว่าคืนนี้ต้องนอนที่นี่กันแล้ว เราผูกเปลริมห้วยและถางที่ให้พอกางเต็นท์ได้ พอเสร็จฝนหลงฤดูก็เทลงมาพอดี เบียร์ที่ยืนกินกับมิตรสหายท่ามกลางสายฝนและกลางลำห้วยนั้นอร่อยมากหาที่ไหนไม่ได้จริงๆ
ผมบอกน้องๆไว้ก่อนแล้วว่าทริปสำรวจจะแตกต่างไปจากการเดินเทรลที่ผ่านๆมา เราจะกินข้าวกับเพื่อนๆคนนำทาง มีอะไรก็แบ่งกันกิน ล้อมวงกินด้วยกัน นอนลำบากตรงไหนก็อยู่รวมกันไม่แยกวงไปนั่ง เก้าอี้ไม่ต้องดัดจริตเอามา ครั้งนี้เราไม่ใช่ “นักท่องเที่ยว”
และค่ำวันนั้นก็เป็นตัวอย่างให้เขาเข้าใจ เรานั่งล้อมวงกินแกงกบป่าใต้ผ้าทาร์ปผืนเล็กๆข้างกองไฟที่มุงกันฝนด้วยใบกล้วย
ผมรินเหล้าป่าแจกจ่ายแล้วกล่าวกับพวกเขาก่อนกระดกแก้วว่า “ยินดีต้อนรับสู่การสำรวจ”
โดยปรกติแล้ว ในการสำรวจเส้นทาง ผมจะมาคนเดียวและเดินกับเพื่อนๆชาวกระเหรี่ยง ผมไม่เคยชวนใครมาด้วย เพราะทุกครั้งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รู้วันไปแต่ไม่แน่ใจวันกลับ เราอาจจะติดอยู่ในป่า ไม่ซิ ต้องบอกว่าเรามักจะติดอยู่ในป่าเกินที่วางแผนไว้ 1-2 วัน หรืออาจจะมากกว่านั้นด้วยเหตุผลที่ไม่คาดคิดหรืออาจจะเป็นเพียงเพราะว่าเราเจอเส้นทางที่อยากลองไป หลายๆครั้งพื้นที่ที่เข้าไปก็อาจจะมีอันตรายจากสัตว์ หรือที่น่ากลัวกว่าคือจากคนที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่แถวนั้น

คณะร่วมสำรวจจากซ้ายๆไปขวา แถวหน้า แพร, ตี๋, ต้อ แถวหลัง เบิร์ด, พี่บัวลอย ครั้งผมพาน้องๆทั้ง 4 คน ต้อ, ตี๋, เบิร์ด และแพรมาด้วย เพราะผมฝากความหวังไว้กับพวกเขาที่จะทำการสำรวจเส้นทางต่อไปจากนี้ในยามที่ผมแก่เฒ่าจนเดินหนักๆไม่ไหว ซึ่งก็เริ่มมีหลายอย่างในร่างกายบอกเตือนมาแล้ว และเส้นทางที่เราสำรวจครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ไกลนัก ความเสี่ยงน้อย และเมื่อเรารู้จักผู้คนในพื้นที่อยู่บ้างแล้ว ภัยจากสัตว์จากคนก็อาจจะพอควบคุมได้ เหมาะที่จะพาพวกเขามาเห็นการสำรวจด้วยตัวเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น พาฉั๊วบอกว่าเราจะย้อนไปเพื่อเดินตามไหล่เขาหรือจะปีนไปทางน้ำตกนี้ก็ได้ พี่บัวลอยอาสาไปสำรวจทางน้ำตก ต้อ, ตี๋ และเบิร์ดขอไปด้วย ส่วนผมสนใจที่จะหาจุดแค้มป์ที่กว้างกว่านี้จึงเลือกที่จะชวนแพรเดินย้อนออกไป
ทางเดินที่ไปตามไหล่เขาสวยมาก ป่าบริเวณนั้นยังสมบูรณ์ เต็มไปด้วยเสียงนก เสียงชะนี ไม่นานนักเราก็เจอกับขณะสำรวจน้ำตกที่ได้ข้อสรุปว่าการปีนน้ำตกไม่ใช่ทางเดินที่ดีนักและอันตรายเกินไป
ไม่นานนักเราข้ามห้วยสายเดิมอีกครั้ง จุดนี้กลายเป็นจุดที่น่าแค้มป์มาก รับคน 20-30 คนทั้งเปลและเต็นท์ได้อย่างสบาย เราเช็คระยะทางจากแม่หาดแล้ว ไม่ไกลจนเกินไป และเราก็สรุปกันว่าตรงนี้จะเป็นแค้มป์สำหรับคืนแรกจากแม่หาด

ทางป่าพาเราลัดเลาะมาตามลำห้วยที่คดเคี้ยวไปมาก่อนจะตัดขึ้นเนินที่เต็มไปด้วยร่องรอยของสัตว์ป่า ที่น่าจะเป็นหมูฝูง
1 ชั่วโมง หรือ 2 กิโลเมตรผ่านไป เรานั่งพักกันอยู่บนลานโล่งใต้ไม้ใหญ่ที่ปกคลุมร่มรื่นไปทั้งป่า สายลมเย็นพัดเอื่อยสบาย น่านอนพักมากกว่าจะยกเป้ขึ้นมาแบกเดินต่อ สันเขาตรงนั้นกว้างน่าตั้งแค้มป์มาก บรื่อควาเดินไปสำรวจมาแล้วบอกว่ามีน้ำในลำห้วยอยู่ไม่ไกลนัก
ผมกางแผนที่ดูเส้นคอนทัวร์ที่ถี่ยิบของทางข้างหน้าที่จะลงไปสู่บ้านทีทอทะ จุดหมายของเราวันนี้อย่างหวั่นใจ
“ทางลงไม่ชันนะ” พาฉั๊ว คนนำทางที่พาเรามาตอบเมื่อผมถาม
“ผมกล้าพนันเลย มันชันแน่นอน” ผมเถียง เพราะยังไม่เห็นว่าจะไม่ชันตรงไหนได้ แต่ พาฉั๊วก็ยังยืนยัน นั่งยัน เกือบจะถึงนอนยัน
จากระดับความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล เราเริ่มไต่ลงไปเรื่อยๆ ที่ 1,100 ไปจนถึง 900 เมตร บนทางกว้างๆ โล่งๆ แล้ว พาฉั๊วก็พาเราเลี้ยวขวา ค่อยๆไต่ระดับลงช้าๆไปถึง 700 เมตร

ก่อนจะเจอ “ทางตัน” มองเห็นบ้านทีทอทะอยู่ข้างล่าง “พาฉั๊วนำทางเก่งจริง ต้องยอมรับเลย” ผมพูดกับวิทู และเตรียมใจพร้อมที่จะแพ้พนันด้วยความยินดี เพราะผมเองก็กังวลกับเส้นทางช่วงนี้มาหลายวันแล้ว
เราเริ่มเห็นหลังคาบ้านทีทอทะใกล้เข้ามา เสียงน้ำแม่หลองดังเหมือนชวนให้เราไปโดดน้ำเล่นให้เย็นใจ
ผมกำลังเดินอย่างสบายใจ จนกระทั่งพาฉั๊วหันกลับมาพูดว่า “ทางตัน”
“ข้างหน้าเป็นหน้าผา ลงไม่ได้”
“อ้าว พาฉั๊ว จำทางไม่ได้เหรอว่าครั้งก่อนๆเดินลงหมู่บ้านทางไหน” ผมถามตรงๆเพราะสงสัย
“เราไม่เคยลงไปที่หมู่บ้าน เรามาล่าสัตว์แถวนี้ ไม่รู้จะลงไปที่หมู่บ้านทำไม” การให้คนในพื้นที่นำทางเส้นใหม่มักจะเจออะไรแบบนี้ให้แปลกใจเสมอจนผมเลิกจะตกใจแล้ว
ตอนนั้นเกือบ 5 โมงเย็นแล้ว อีกไม่เกินชั่วโมงป่าก็จะเริ่มมืด เราต้องรีบแก้ปัญหาที่ไม่คาดคิด
ผมกางแผนที่ เราอยู่ใกล้บ้านทีทอทะมาก ดูเหมือนถ้าเราย้อนขึ้นไปทางเหนือที่ระดับความสูงประมาณหนึ่งพันเมตร เราอาจจะมีทางลงไปทางตะวันออกที่ไม่ชันนักไต่ลงไปสู่ถนนระหว่างบ้านราชากับทีทอทะ ส่วนด้านตะวันตกหรือทางขวาของเส้นทางที่เราเดินอยู่นี้ก็เป็นลำห้วยที่ไหลลงบ้านทีทอทะ เป็นอีกหนึ่งทางที่เป็นไปได้

ภาพโดย Suradet Krataythong คนทำทางของเราวิ่งวุ่น พวกเขาแยกย้ายกันหาทางลง สักพักหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงวันชัยมาทางวิทยุ “พี่ครับ ผมเจอทางลง มีร่อยรอยของคนแถวนี้มาหาของป่าครับ”
ทางลงนั้นไปทางลำห้วยด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มันไต่ลงไปชันมาก และพื้นดินก็ร่วนซุยจนเราไถลลงไปมากกว่าเดิน ผมเองก็กลิ้งลงไปหลายครั้ง
ไต่ระดับลงมาเกือบสองร้อยเมตร เราก็มาถึงลำห้วยที่มีน้ำไหลรินๆ และเสียงวิทยุจากวันชัยก็ดังมาอีก
“พี่เกิ้นครับ ผมอยากให้พี่มาดูทางข้างหน้าแล้วตัดสินใจหน่อยครับ” ผมฟังคำนั้นแล้วสรุปได้เลยว่าชะตากรรมของเราในวันนั้นจะยังไม่จบสิ้นง่ายๆ ความฝันที่จะไปแช่น้ำที่ห้วยแม่หลองดูเหมือนจะห่างไกลออกไป
ลำห้วยสายนั้นมาจบที่หน้าผาที่ตัดชันลงไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบเมตร ในฤดูฝนมันคงจะเป็นน้ำตกสวย แต่ตอนนี้มันเป็นหน้าผาที่เราปีนลงไม่ได้
“ผมดูแล้ว มีทางเลาะหน้าผาไปทางขวานี่แต่อันตราย ต้องผูกเชือกค่อยๆไต่ไป พี่บัวลอยกำลังไปสำรวจอยู่ครับ”
วันชัยบอก
สักพักหนึ่งคณะที่ไปสำรวจทางก็เดินย้อนกลับมา ผมก็ถามพวกเขา “เป็นไงบ้าง”
“ผมไปได้ แต่ผมว่ามันอันตรายมากครับ” บรื่อควาคนนำทางหนุ่มของเราตอบ
วิทูเสริมขึ้นมา “ผมไปได้สิบเมตรต้องยืนกอดต้นไม้เลย มันน่ากลัวมากครับ”
และเราก็ได้ข้อสรุปที่พี่บัวลอย “ผมไม่ไปหรอกทางนี้ มันไม่ใช่ทางคน มันทางตะอึ(ลิง) ทางตะผะ(เลียงผา) นะ”
เราตัดสินใจนอนกันที่จุดนั้น มีข้าวมีน้ำมีที่ผูกเปลกางเต็นท์ไม่มีอะไรให้กังวล ปัญหาเอาไว้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้
ที่ตรงนั้นค่อนข้างแคบ แต่ก็พอให้เราผูกเปลกางเต็นท์ได้ ด้านข้างแค้มป์มีลำธารน้ำใสที่ไหลรินๆ ให้พอได้ตักใช้ได้
“เราจะเรียกน้ำตกนี้ว่าน้ำตกสไลด์ เพราะมีคนกรุงเทพมากลิ้งตกเขาที่นี่” วิทูได้ทีเยาะเย้ยผม เพราะเขาเห็นผมกลิ้งลงมาสองสามรอบ
“ไม่หรอก พวกกรุงเทพไปเดินที่ไหนก็กลิ้งอยู่แล้ว แต่เราจะเรียกว่าน้ำตกเป้าแตก” ผมชี้ให้ทุกคนดูกางเกงของวิทูที่เป้าแตกยาวจากการลงเขามาเมื่อสักครู่ พวกเราหัวเราะกันลั่นป่า แต่วิทูถึงกับอายทำหน้าไม่ถูก

แค้มป์ที่น้ำตกเป้าแตก อาหารมื้อเย็นวันนั้นไม่ธรรมดาเลย พี่บัวลอยทำข้าวเบ๊อะใส่ยอดหวายและสารพัดผักที่เก็บมาตามทาง วิทูทำแกงใส่เม็ดเตอะนะซะที่เก็บมา มันเป็นพืชที่ออกฝักคล้ายๆสะตอ มีอีกชื่อว่าเม็ดมะละแมง เอามาต้มน้ำก่อน เพื่อลอกเปลือกบางๆแล้วกินเล่นก็เพลินใส่แกงก็อร่อย
ระหว่างที่ล้อมวงกินข้าวกัน เราก็ปรึกษากันว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไหนต่อ พอดีบรื่อควาเดินถือกบตัวใหญ่มาสามสี่ตัว
“ห้วยเล็กๆนี่มีกบตัวใหญ่อย่างนี้เลยเหรอ” ผมถามด้วยความสงสัย
“ไม่ครับ ผมปีนลงไปจับจากข้างล่างมาครับ” บรื่อควาตอบเรียบๆ แต่ทำเราตกใจ
ผมไม่เคยรู้จักบรื่อความาก่อนที่จะเดินเที่ยวนี้ เขาเป็นเด็กหนุ่ม น่าจะอายุยี่สิบกลางๆ รูปร่างเล็กๆแต่แข็งแรงคล่องแคล่วมาก เขาทำให้ผมนึกถึงจะซอสหายรักผู้จากไปแล้วตอนที่จะซอยังหนุ่ม
สรุปว่าบรื่อควาปีนลงไปได้ แต่เขาก็ยังยืนยันว่าทางนี้อันตรายเกินไปสำหรับคนอื่นๆในคณะ และผมเองก็ต้องการหาเส้นทางที่นักเดินป่าสามารถเดินได้ เราจึงตกลงกันว่าพรุ่งนี้จะให้บรื่อควาลงไปที่หมู่บ้านเพื่อหาคนนำทางขึ้นมารับเรา ส่วนคนที่เหลือก็จะเดินย้อนขึ้นไปรอบนสันเขา
เราล้อมวงกันรอบกองไฟ วิทูกับวันชัยหาลูกอ๊อดตัวโตและและกุ้งก้ามใหญ่ที่เหมือนล็อบสเตอร์ย่อส่วนมาให้เหลือตัวจิ๋วมาได้หลายตัว เรานั่งปิ้งกินรอบกองไฟกัน

วิทูกำลังต้มเม็ดมะละแมง ความสุขเป็นสิ่งที่หาง่ายมากในป่า ดูเหมือนปัญหาถ้าจะมีก็ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อนเหมือนเรื่องราวในเมือง ยกเอามันไปคิดกังวลกันในวันต่อไปก็ได้ เพียงแต่นั่งรอบกองไฟกับมิตรสหาย แบ่งปันเหล้าป่าและอาหารง่ายๆที่หามาจากรอบตัว เราก็ได้ยิ้มแบบที่ไม่เคยยิ้มได้ในเมือง
เช้าวันรุ่งขึ้นเราทำตามแผน บรื่อควาแยกลงไปคนเดียว พี่สมยศจะลงไปด้วยเพราะไม่อยากปีนเขาย้อนทาง แต่พี่บัวลอยห้ามเอาไว้ว่าอันตรายเกินไป พวกเราจึงเริ่มออกเดินตะกายความชันและดินร่วนๆกลับขึ้นไปสู่สันเขาในระยะทางแค่ ไม่ถึงกิโลแต่ต้องขึ้นความสูงไปกว่าสามร้อยเมตร
เมื่อเราขึ้นมาถึงสันเขาไม่นาน บรื่อควาก็วิทยุมาว่าได้คนนำทางจากทีทอทะแล้วกำลังเดินขึ้นมาหาเรา
อีกชั่วโมงต่อมาเราก็เจอกับบรื่อควาและคนนำทาง เขาเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าๆชื่อ เกล้อดี
เกล้อดีพาเราย้อนขึ้นไปทางเหนือแล้วลงแหลมที่เทลาดลงอย่างที่ผมดูแผนที่ไว้ ทางนั้นแม้จะชันบางแต่ก็ลงไปได้ไม่ยากนัก สองชั่วโมงต่อมาเราก็ไต่ลงสู่ถนนตอนเหนือขึ้นมาจากบ้านทีทอทะ

เมื่อเรามาถึงถนนใกล้บ้านทีทอทะ ภาพโดย Pear Charkratpahu บ้านทีทอทะ แปลว่าบ้านสบห้วยยาว เป็นหมู่บ้านเล็กๆในเขตอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ที่ไกลจากทุกที่ มันตั้งอยู่กลางป่าและล้อมด้วยเทือกเขาสูง แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ถนนเริ่มดีขึ้นการเดินทางเข้ามาถึงด้วยรถยนต์เป็นเรื่องง่ายขึ้นในฤดูแล้งเช่นนี้

บ้านทีทอทะ ก่อนถึงหมู่บ้าน เราแวะเลือกจุดแค้มป์สวยๆที่อยู่ริมน้ำแม่หลองไว้สำหรับคราวหน้า หากจะมีนักเดินป่ามาเป็นคณะใหญ่ แต่ในครั้งนี้เราเลือกที่จะนอนใกล้หมู่บ้านเพื่อทำความรู้จักกับผู้คนในหมู่บ้านนี้ให้ดีขึ้น
ผมได้โอกาสคุยกับเกล้อดี เป็นคนบ้านมอคี มาได้เมียที่บ้านทีทอทะจึงย้ายมาอยู่ที่นี่

คนนำทางของเรา “เกล้อดี” เมื่อผมถามว่าพอรู้ทางไปบ้านทีทอที หรือห้วยยาวมั๊ย เขาก็บอกว่าเคยไป มอคีบ้านเก่าเขาก็อยู่ทางนั้น มีสองสามเส้นทางให้เลือกได้ ผมจึงนัดให้เขามานำทางให้เราในวันพรุ่งนี้
เราตั้งแค้มป์ริมน้ำ ทำอาหารกินกันอย่างสบายๆ พร้อมเครื่องดื่มสร้างแรงบันดาลใจที่หาซื้อได้มากมายจากร้านค้าในหมู่บ้าน น้องๆแยกย้ายไปอาบน้ำกันอย่างสนุกสนาน เพราะนี่คือครั้งแรกที่เราได้อาบน้ำกันตั้งแต่ออกจากสบโขงก่อนขึ้นไปบ้านแม่หาด ส่วนผมเก็บไว้สำหรับเวลาสำคัญก่อน

จุดแค้มป์ของเราที่บ้านทีทอทะ หลังอาหารเย็นในวงเครื่องดื่มรอบกองไฟ ต้อ ซึ่งธรรมดาไม่ใช่คนช่างพูดนัก เอ่ยถามขึ้นมา
“พี่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าควรจะถามหรือเปล่า แต่ขอถามนะครับ
ทำไมพี่ถึงเลือกเราสี่คนนี้มาสำรวจด้วยครับ ผมรู้มาว่าพี่ไม่เคยพาใครมาเลย”
ผมยิ้มให้เขาก่อนจะค่อยๆตอบ
“ผมอายุมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ไม่แน่นักว่าจะเดินสำรวจอย่างนี้ได้อีกนานแค่ไหน และนอกจากนี้ผมอยากให้เมืองไทยมีเส้นทางเดินป่าของชุมชนเพิ่มขึ้น เพิ่มเร็วกว่าที่ผมคนเดียวจะสำรวจได้ปีละเส้นสองเส้น
เราเดินป่ามาด้วยกันหลายครั้งแล้ว ผมสังเกตมาตลอด นอกจากพวกคุณทั้ง 4 คนจะแข็งแรงเดินเก่งแล้ว พวกคุณมีความตั้งใจที่จะทำสิ่งดีๆ และที่สำคัญที่สุด”
ผมเว้นเพื่อจะเรียบเรียงคำพูดส่วนที่สำคัญและละเอียดอ่อนนั้น
“ผมสังเกตแล้วว่าพวกคุณให้เกียรติเพื่อนกระเหรี่ยงของผม”
พระจันทร์ขึ้น 5 ค่ำ แม้จะมีเพียงเสี้ยวเล็ก ก็ยังส่องสว่างไปทั้งป่า โขดหินขนาดใหญ่ที่เรียงรายในน้ำแม่หลองมองเห็นได้นวลตาในแสงจันทร์ เสียงน้ำที่ไหลลงมาปะทะหินยังดังครืนครันเพราะแม้จะเริ่มเข้าหน้าแล้งแล้ว แต่ก็ยังมีฝนหลงฤดูตกมาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้
ผมปีนลงไปที่ซอกหินหนึ่งที่ลับตาผู้คน การได้อาบน้ำกลางป่าท่ามกลางแสงจันทร์ เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ผมไม่แบ่งปันกับใคร
มันคือช่วงเวลาสงบ และอิสระที่สุด จนบางครั้งผมแอบคิดว่ามันคือเหตุผลสำคัญที่ผมต้องออกไปเดินป่า และเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ
และช่วงเวลาสงบนั้นคือเวลาที่ผมได้คิด
ผมเชื่ออย่างหมดใจเลยว่าการทำเส้นทางเดินป่าให้ชุมชนดูแลนั้นเป็นเรื่องดี มันสร้างเส้นทางเดินป่าใหม่ๆให้คนเมืองได้มีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างที่มันเป็นจริง, สร้างรายได้ให้กับชุมชนที่อยู่กับป่า ทำให้เขามีรายได้เสริมไม่ต้องถางป่าทำไร่เพิ่ม และที่สำคัญเขาจะได้รับประโยชน์โดยตรงจากธรรมชาติที่เขามีส่วนร่วมในการรักษาไว้
แต่การสำรวจเส้นทางเดินป่า เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจจะไม่เข้าใจ เพราะเวลาที่เดินป่าไปบนเส้นทางยอดนิยม เส้นทางที่เดินจะชัดเจนอยู่แล้ว คนนำทางก็พาเดินไป คนตามก็เดินตาม ไม่ต้องคิดอะไรมากนัก
ในความเป็นจริง ก่อนจะเป็นเส้นทางเดินป่าที่เปิดให้คนทั่วไปมาเดินได้ มีหลายอย่างที่ต้องพิจารณา หลายอย่างที่ต้องตัดสินใจ และอีกมากมายที่ต้องลงมือทำ
เริ่มตั้งแต่ความพร้อมและความเหนียวแน่นของชุมชน และผู้นำ ซึ่งเราต้องดูเป็นอย่างแรกก่อนจะลงมือทำอะไร การเลือกเส้นทางที่เหมาะสม การวางเส้นทางที่ปลอดภัยและสวยงาม การเลือกจุดแค้มป์ที่ลงตัวทั้งความสะดวก, ระยะทางเดินในแต่ละวัน, พื้นที่ และความสวยงาม, การให้ความรู้กับคนนำทางเพื่อให้เขาดูแลนักท่องเที่ยวได้, การเดินทางเข้าสู่จุดเริ่มเดินและออกจากจุดจบ ฯลฯ
ผมเลือกที่จะพาน้องๆมาสำรวจเส้นทางนี้เพราะเรารู้จักผู้คนในพื้นที่ดีมากอยู่แล้ว และคนนำทางก็ทำงานนี้มาหลายปีรู้ว่าต้องดูแลนักท่องเที่ยวอย่างไร โจทย์ของเราจึงเหลือแต่การเลือกเส้นทางและกำหนดจุดแค้มป์เป็นหลัก
ผมสอนน้องๆว่าเราทำหน้าที่เหมือนคนกลาง ระหว่างนักเดินป่าคนเมือง กับคนนำทางที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่าทุกวัน พวกเขาสองกลุ่ม มีความคิด มุมมอง และความสามารถต่างกันมาก
ในกรณีของที่นี่ เพื่อนๆชาวกระเหรี่ยงของผม เขาอยู่กับป่ามาทั้งชีวิต ทางเส้นไหนก็เดินได้ วันหนึ่งเดินไกลแค่ไหนก็ไม่มีปัญหา นอนตรงไหนก็ได้สบายหมด แต่มันอาจจะไม่เหมาะเลยสำหรับนักเดินป่าคนเมือง
เส้นทางเดินป่าที่เราทำกันส่วนใหญ่ก็พัฒนาจากเส้นทางเดินเก่าระหว่างหมู่บ้านที่ไม่ค่อยจะมีใครใช้แล้วเพราะมีทางมอเตอร์ไซค์อ้อมป่า อย่างเส้นแม่หาดไปห้วยยาวนี้ เดิมมันไม่ได้มีวัตถุประสงเพื่อเป็นเส้นทางท่องเที่ยว มันอาจจะลัดข้ามจุดที่สวยงาม และที่สำคัญมันอาจจะยากและอันตรายเกินไปในบางจุด
หลังจากที่ทำสิ่งนี้มาหลายปี หลายเส้นทาง ผมพอจะรู้วิธีการทำ แต่ยังไม่สามารถเขียนมันออกมาเป็นบทเรียนได้ ไม่รู้จะสอนยังไงนอกจากพามาให้เห็นเอง
แต่สองสิ่งสำคัญที่ผมสอนน้องๆได้คือ อย่างแรกเราต้องเข้ากับคนในพื้นที่ให้ได้ และอย่างที่สองเราต้องกล้าพูดคำว่า “ไม่”
“ไม่” เราต้องกล้าบอกคนในพื้นที่ว่า “ไม่เอาทางนี้ เพราะมันอันตรายเกินไป” “ไม่เอาแค้มป์นี้ เพราะมันแคบเกินไป” ฯลฯ เพราะมันคือหน้าที่ที่เราต้องทำเพื่อให้ได้เส้นทางที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเดินป่า
ไม่นานนักพระจันทร์ก็ตกลับยอดไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของลำน้ำ และผมก็หลับไปท่ามกลางความมืดสนิทและเสียงน้ำที่ไหลผ่านข้างๆเปล
เช้าวันต่อมา เกล้อดี มาหาเราที่แค้มป์แต่เช้า
“พี่ครับ ผมไม่มั่นใจเรื่องเส้นทางไปห้วยยาวเลย” อ้าวไหงงั้น เมื่อวานคุยกันดิบดี
“ผมเคยเดินไปในเขตหมู่บ้านเราที่ต่อกับห้วยยาว แต่ไม่เคยลงไปถึงหมู่บ้าน” ก็ยังดีที่เขามาตามนัด ไม่หายตัวไปเลยอย่างที่ผมเคยเจอๆมา
ผมบอกเขาว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราหาทางไปด้วยกัน ผมกล้าพูดเช่นนั้นเพราะผมดูจากแผนที่เห็นแล้วว่า ความยากและสูงชันอยู่ฝั่งบ้านทีทอทะนี่แหละ ถ้าเขาพาเราข้ามเขาไปได้ การลงสู่บ้านห้วยยาวไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก

เทือกเขาที่กั้นระหว่างบ้านทีทอทะและบ้านห้วยยาว ภาพโดย Pear Charkratpahu จากหมู่บ้านเราก็ตัดขึ้นเขาชันในทันที เส้นทางค่อนข้างชัด เพราะเป็นสั้นทางเดินขึ้นไปไร่ ด้วยเวลา 3 ชั่วโมงเศษเราก็ขึ้นไปถึงสันเขาที่ความสูงกว่า 1,200 เมตรที่จะเชื่อมไปสู่บ้านห้วยยาว ที่นั่นป่ายังทึบเต็มไปด้วยไม้ใหญ่ อากาศก็เย็นสบายแม้จะเป็นตอนเที่ยง


คณะผู้นำทางของเราบาสันเขาก่อนลงสู่บ้านห้วยยาว 
ป่าบนสันเขาที่ยังรกทึบสมบูรณ์มาก หลังอาหารเที่ยงเราเริ่มเดินลงไปตามลำห้วยที่เป็นต้นน้ำของ “ห้วยยาว” และอีก 2 ชั่วโมงต่อมาเราก็มาถึงบ้านห้วยยาว
บ้านห้วยยาวเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยหลังจากที่ผมเข้ามาที่หมู่บ้านกลางป่านี้ครั้งแรกเมื่อ 5 ปีก่อน
เกล้อดีบอกผมว่า “ผมดีใจมากเลยที่พาพี่มาถึงห้วยยาวได้ เมื่อเช้าผมมั่นใจแค่ 20%”

เกล้อดีทำหน้าดีใจมากเมื่อนำทางเรามาถึงห้วยยาวได้ ผมหัวเราะกับเขา พวกเราทุกคนมีความสุขที่การสำรวจเส้นทางนี้สำเร็จแล้ว เส้นทางจากแม่หาดมาสู่ห้วยยาวที่เคยมืดดำตอนนี้ชัดเจนแล้ว เราได้เส้นทาง เราได้จุดพักแรมที่ดี และคนนำทางที่มาเดินกับเราก็พร้อมแล้วจะพานักเดินป่ามาเดิน
เส้นทางนี้จะทำให้เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงาสมบูรณ์ขึ้นมาก
เส้นทางจากห้วยม่วงมาสู่จอลือคี, ดอยธง นั้นสวยงามอยู่แล้ว จากดอยธงมาแม่หาดก็เป็นทางสุดโหด 18 กิโลเมตรที่ผ่านป่าดงดิบที่มีสเน่ห์
เมื่อเพิ่มทางจากแม่หาดไปห้วยยาวที่ผ่านป่าเขาที่สมบูรณ์เข้าไป จากนั้นจึงไปเดินอ้อมหุบเขาวงพระจันทร์ที่เป็นป่าใหญ่ต้นกำเนิดของแม่น้ำเงา ลงไปถึงบ้านทีผะแหล่ และจบทริปด้วยการลุยแม่น้ำเงาใสๆกลับเข้าไปสู่สบโขงในวันสุดท้าย
นับเป็นเส้นทางเดินป่าระยะไกลที่งดงาม ยาว 109 กิโลเมตร ใช้เวลา 9 หรือ 10 วันอย่างสุดคุ้มค่า
จากท้ายรถกระบะที่วิ่งลงมาบนทางจากห้วยยาว ผมมองย้อนไปเห็นเส้นทางที่เราเดินข้ามเทือกเขาในสี่วันที่ผ่านมา
ทุกครั้งที่การสำรวจเส้นทางจบสิ้นลง ผมจะมีความรู้สึกแปลกๆเช่นนี้ มีความดีใจปนเศร้าเหมือนกับการอ่านหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มโปรด
เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงา ที่ผมเดินสำรวจทีละเล็กละน้อยในเวลาสิบปีที่ผ่านมา ดูเหมือนจะสมบูรณ์แล้ว
ผมก็คงต้องรู้สึกเศร้าเช่นนี้ไปจนกว่าจะมีเส้นทางใหม่ให้ไปสำรวจอีกสักครั้ง
ตาเกิ้น
มีนาคม 2569
เส้นทางเดินป่าระยะไกล ไปยังขุนน้ำเงาในระยะทาง 109 กิโลเมตรนี้ จะเปิดให้เดินได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2570 สามารถติดต่อจองล่วงหน้าได้ที่เพจ เส้นทางเดินป่าระยะไกลชุมชนขุนน้ำเงาครับ

ภาพโดย Pear Charkratpahu -
ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา
ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai
แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai
ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส สังเคราะห์
อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่
ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก
ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น
ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้
ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น





สวัสดีวันสงกรานต์ครับตาเกิ้น
14 เมษายน 2569
-
เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก
“ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม
“เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน
เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย
ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง
ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน
ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน
ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น
ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร
เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป บุ่มบ่าม ไม่ใจเย็นพอ
พี่ยุทธตบไหล่ปลอบใจผม “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเรามาลองกันใหม่วันหลัง”
พี่ยุทธเป็นผู้ใหญ่ที่ผมนับถือมากคนหนึ่ง ด้วยความที่เกิดก่อนผมถึง 16 ปี พี่ยุทธจึงมีโอกาสเติบโตและใช้ชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มในยุคที่ป่ายังคงเป็นป่า อุดมไปด้วยป่าทึบและสรรพสัตว์ และด้วยสายงานอาชีพ พี่ยุทธทำงานสำรวจในป่าถึงปีละ 10 เดือน จึงทำให้เป็นคนที่ชำนาญการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยได้รู้จัก โดยที่พี่ยุทธไม่เคยโอ้อวดอะไรเลยถ้าไม่มีใครถามก็แทบจะไม่เล่าให้ฟัง
ผมโชคดีมากที่มีโอกาสได้เรียนรู้วิถีการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ไปจนถึงวิธีใช้ชีวิตให้มีความสุขจากพี่ยุทธ
เช่นเดียวกับพ่อผม คนที่ใช้ชีวิตท่ามกลางป่าเขาและรักชีวิตกลางแจ้งแต่ต้องทำงานและดูแลครอบครัวอยู่ในเมือง เรามักจะอยากมีบ้านสักหลังที่ชายป่าเพื่อหลบมาใช้ชีวิตเรียบง่ายหนีจากความวุ่นวายของเมืองกรุง พี่ยุทธก็เช่นกัน และบ้านหลังนั้นก็เสมือนเป็นโรงเรียนชายป่าของผมและเพื่อนๆ
และบทเรียนชีวิตในโรงเรียนนี้ก็เข้ามาในเวลาที่เราไม่คาดคิด แม้กระทั่งบนโต๊ะอาหาร
เราล้อมวงกันที่โต๊ะอาหารที่เรียงรายไปด้วยอาหารที่ช่วยกันหามาจากรอบๆตัว ปลาที่ซี หลานชายผมตกมาจากบ่อ กุ้งฝอยที่นวล แม่บ้านใช้กรงดักมา สะเดาจากต้นกินกับน้ำปลาหวาน จะขาดก็แต่ไก่ที่บินหนีคนซุ่มซ่ามไปได้ก่อน
เช่นเดียวกับในนิยาย เมื่อมีความสุขก็ต้องมีผู้ร้าย เรายังไม่ทันจะลงมือ หมู่แมลงวันก็เริ่มมาตอมอาหาร
ขณะที่ผมพยายามหาอะไรมาไล่ตีแมลงวันจนวุ่นวาย แต่ก็ไม่ได้ตัว พี่ยุทธกลับหยิบหนังสติ๊กมาเส้นหนึ่ง ตัดมันออกเป็นยางเส้นตรงๆ
“ลองแบบนี้ดูนะครับ”
พี่ยุทธจับยางเส้นนั้นยืดออกบนโต๊ะพร้อมๆกับเคลื่อนมืออย่างช้ามากเข้าไปใกล้แมลงวันที่เกาะอยู่ จนเข้าไปใกล้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อพี่ยุทธปล่อยให้หนังยางนั้นดีดไปข้างหน้า เจ้าแมลงวันที่แสนว่องไวตอนที่ผมพยายามจะตีมันก็สิ้นชื่อ
“ถ้าเราค่อยๆขยับเข้าไปช้าๆมันไม่หนีหรอก ถ้ามันหนีก็เริ่มใหม่ ไม่ต้องรีบ”
เอาละซิ มื้อนั้นแทบจะไม่มีคนสนใจกินข้าวกันเลยทีเดียว
เช้าวันต่อมา ผมนอนดูฟ้าที่เริ่มสาง แสงที่ขอบฟ้าสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นเงารางๆของต้นไม้รอบบ้าน
“เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าขันมาไกลๆ ทำให้ผมลุกพรวดขึ้นมาเห็นพี่ยุทธที่แต่งตัวพร้อมนั่งรออยู่แล้ว
“ไงครับ ตาเกิ้น ไปลองกันอีกสักรอบมั๊ย”
______________________________________________________
ชีวิตสมัยใหม่วุ่นวายจนเราจับต้นชนปลายไม่ถูก วันๆหนึ่งดูเหมือนจะหมดไปอย่างรวดเร็ว ทำอะไรไม่เคยทัน ทั้งๆที่เราเร่งรีบ เมื่อไม่กี่วันก่อนผมได้ยินเพื่อนบางคนบอกว่าปีนี้หมดไปเร็วจริงๆ ยังไม่ทันได้ทำอะไรเลย
วันนี้ขึ้นปีใหม่แล้ว ขอให้เป็นปีที่เพื่อนๆไม่รีบร้อน หัดทำอะไรให้ช้าลงบ้าง เลือกทำเฉพาะอะไรที่เราอยากทำ ถ้ามันไม่ทันเราก็เร่ิมใหม่ และมีความสุขกับทุกนาทีที่คืบคลานเข้ามานะครับ
สวัสดีปีใหม่ครับ
ตาเกิ้น
1 มกราคม 2569
กระท่อม@พร้าว
No wild chicken was harmed during this education session, yet.
-
ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนร้าน Outdoor ที่ผู้คนรู้จักกันกว้างขวาง ผมนับว่าล้มเหลวอย่างมาก
ที่เอาถุงนอนขนห่านอย่างดีไปนอนเปียกน้ำค้างจนชุ่ม ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าถุงนอนขนห่านนั้นดีทุกประการแต่มันกลัวน้ำกลัวเปียก เอาเต็นท์น้ำหนักเบาไปด้วยแต่ไม่กาง กลับเอามาคลุมตัวหวังกันน้ำค้างไม่ให้เปียกถุงนอน แต่ก็ไม่ช่วยอะไร
แต่ในฐานะคนกลางแจ้งคนหนึ่ง ผมว่าคืนนั้นผมก็ใช้ได้อยู่นะ
ผมมีเพียงแผ่นรองนอนและถุงนอนอยู่ข้างๆ กองไฟ ข้างหน้าคือผาหินอลังการของดอยม่อนจอง ในมุมที่น้อยคนนักจะได้เคยเห็น รอบตัวคือป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่หนาทึบและสรรพสัตว์อยู่ในหุบเขาลึกลับ ความอบอุ่น, กลิ่นหอมและแสงวอมแวมของกองไฟสร้างความอบอุ่นทางใจให้กับคนนอนป่า เสียงสนทนาของมิตรสหายแว่วมาเบาๆ จับใจความพอได้ว่าพ่อหลวงกำลังเล่าเรื่องตำนานของสันเขาและป่าแห่งนี้ ไม่นานนักผมก็หลับไปด้วยความเพลียที่เดินกันมาสองวัน

ความอบอุ่น, กลิ่นหอมและแสงวอมแวมของกองไฟสร้างความอบอุ่นทางใจให้กับคนนอนป่า เสียงสนทนาของมิตรสหายแว่วมาเบาๆ 
ภาพนี้น้องเกตุถ่ายไว้ตอนที่ออกมาดูกลางดึกว่าผมยังมีชีวิตอยู่มั๊ย ผมตื่นลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกลางดึกเพราะเสียงเก้งร้องไม่ไกลจากแค้มป์ พระจันทร์คืนวันเกือบเต็มดวงขึ้นมาจากหลังหน้าผานั้น ส่องสว่างไปทั้งหุบเขา ผมนอนมองและเฝ้าฟังเสียงทุกอย่างที่เป็นไปรอบตัว แม้จันทร์จะขึ้นจนกระจ่างฟ้า แต่บนผืนดินที่มืดสนิทเช่นนี้เราก็ยังสามารถเห็นดาวได้ไม่น้อย ผมรับสัมผัสได้ถึงลมที่พัดมาเบา เสียงแมลงและเสียงของป่าที่ดังอยู่รอบไปหมด ผมนอนดู รับรู้ความงดงามรอบตัวนั้น และอยากจะสัมผัสมันให้นานที่สุด แต่ไม่นานก็หลับไปอีก
อาจจะตีสามหรืออาจจะใกล้ตีสี่ น้ำค้างหนักมากจนถุงนอนผมชุ่มไปหมด พระจันทร์ตกไปแล้วแต่เมื่อลืมตาขึ้นมาผมก็พบกับดาวเต็มฟ้ามากมายอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน หน้าผายังคงอยู่ข้างหน้าตรงนั้นเป็นเงาที่ยังพอเห็นได้จากแสงดาว

เงาผาใต้แสงดาว ผมนอนมองภาพนั้นอยู่พักใหญ่น่าจะเป็นชั่วโมง แสงสีส้มก็เรืองขึ้นที่ขอบฟ้าทางขวามือ ดาวเริ่มหายไป เสียงของป่าเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง วันใหม่ของป่าเริ่มขึ้นแล้ว
ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่

แสงเรืองที่ขอบฟ้าของเช้าวันใหม่ บางครั้งเราเดินป่ากันหลายสิบ หรืออาจจะเป็นร้อยกิโลเมตร โดยที่ไม่รู้ว่าเดินไปหาอะไร คนส่วนหนึ่งอาจจะเดินเพื่อค้นหาความงามเพื่อบันทึกลงภาพถ่าย บางคนเพื่อพิสูจน์ เพื่อพิชิต หรือแม้แต่เพื่อเอาไปอวดกัน แต่นั่นผมคิดว่าเขากำลังอยู่ในกระบวนการเรียนรู้
สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน
ช่วงเวลาที่เราได้สงบนิ่ง ไร้ตัวตน เป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งรอบข้าง สิ่งที่คนทั่วไปเรียกมันว่าธรรมชาติ ช่วงเวลาที่ความคิดของเรามีแต่ความงดงาม
เราจะพบช่วงเวลาเช่นนี้ได้เมื่อเราเข้าใจ และเปิดรับ มันอาจจะซ่อนอยู่ในเส้นทางเดินยาวไกลที่จะพาเราไปให้พ้นความซิวิไลย์ หลุดออกไปจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งในรูปวัตถุและกรอบความคิด หรือมันอาจจะซ่อนอยู่ริมลำธารใกล้ๆหมู่บ้านที่ไหนสักแห่ง
เช้าวันนั้นผมตื่นขึ้นมาด้วยใจที่เต็มไปด้วยพลัง ผมมีความมุ่งมั่นและความเข้าใจถึงหน้าที่ที่ต้องทำ ผมจะต้องทำให้ผู้คนสักส่วนหนึ่งได้สัมผัสกับความงดงามเช่นนี้ และในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างเส้นทางเดินป่าเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนที่รักป่าดูแลป่าอย่างบ้านห้วยไม้หก
แต่กระนั้นมันก็มาพร้อมกับความกังวลใจในทางโลกสองอย่างคือ หนึ่งคือถุงนอนขนห่านสุดที่รักของผมจะพังมั๊ย (สรุปว่ามันไม่พังครับ สลัดๆ น้ำ แล้วตากแดดสักหน่อยก็รอดแล้ว ของดีๆ มันเป็นอย่างนี้ครับ)
ข้อสองคือคำพูดของน้องๆ ที่ร้าน “พวกหนูเข้าใจนะว่าพี่ชอบนอนกลางแจ้งดูดาว ตากน้ำค้าง แต่ถ้าพี่จะทำ ไม่ต้องออกสื่อได้มั๊ย ที่ร้านเราขายเต็นท์ค่ะพี่”
ตาเกิ้น
7 ธันวาคม 2568
หมายเหตุ: เส้นทางเดินป่าบ้านห้วยไม้หกนี้อยู่ในระหว่างการสำรวจความเป็นไปได้ โดยเป็นการร่วมมือกันของชุมชนห้วยไม้หก, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย และมูลนิธิสืบนาคะเสถียร โปรดรอติดตามข่าวดีเร็วๆนี้
-
ของหวานที่ดีต่อใจ

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
“หวานจาก เค็มเคย” คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร มะพร้าวอ่อนจากราชบุรี และกุ้งเคยเค็มจากฉะเชิงเทรา

เมนูขนมต่างๆในร้านไสใส ถูกบรรจงประดิษฐ์ขึ้นมาจากวัตถุดิบธรรมชาติของท้องถิ่นต่างๆที่กำลังจะสูญหายไปกับกาลเวลา เช่นน้ำตาลดอกเหนา ต้นไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติและใช้เวลาถึง 25 ปีกว่าจะเก็บลูกและปาดน้ำหวานได้ก่อนจะยืนต้นตาย ปัจจุบันนี้มีคนที่ทำน้ำตาลดอกเหนาเป็นอยู่เพียง 5 ครอบครัวในจังหวัดพังงาเท่านั้น

ร้านไสใสเสาะหาวัตถุดิบธรรมชาติมาจากชุมชนต่างๆทั่วประเทศ ผมมีความเชื่อว่า สิ่งที่มีค่าที่สุด เป็นสเน่ห์แท้ๆของประเทศไทย และจะทำให้ประเทศไทยอยู่ได้ เจริญรุ่งเรื่องได้คืออาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่นที่เร่ิมต้นจากวัตถุดิบธรรมชาติของพื้นที่นั้นๆแล้วหล่อหลอมขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมอาหารของชุมชนที่สะสมมายาวนาน สิ่งเหล่านี้เป็นสเน่ห์ที่สามารถดึงดูดให้คนทั่วโลกสนใจ และไม่มีใครจะลอกเลียนแบบได้
แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้สังคมไทยเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เลย เมื่อไม่ถูกให้คุณค่า หลายสิ่งอย่างก็เริ่มสูญหาย และด้วยความไม่ใส่ใจที่จะเลือกกินของดีๆของพวกเราคนเมืองใหญ่ ไม่ว่าเราจะไปจังหวัดไหนภาคไหน เราก็จะได้กินอาหารที่เหมือนๆกันที่ปรุงขึ้นมากจากวัตถุดิบที่ซื้อมาจากร้านขายส่งอาหารรายใหญ่ที่ผูกขาดไปทั่วประเทศ

คราฟโยเกิร์ต ใส่ครีมงาขี้ม่อนคั่วอร่อยมากครับ เป็นอีกตัวอย่างของความสร้างสรรค์ที่พยายาม “แปล” วัตถุดิบท้องถิ่นให้คนเมืองเข้าถึงได้ง่ายขึ้น การให้คุณค่าและแสวงหาวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่นมาบริโภคกันนั้น นอกจากจะกระจายรายได้ไปถึงชุมชน, รักษาวัฒนธรรมอาหารของเราให้มีคุณค่ายั่งยืนแล้ว ยังส่งผลดีกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอีกด้วย ลองนึกดูง่ายๆว่าถ้าชุมชนมีรายได้จากการขายลูกจาก, ใบจาก และน้ำตาลจาก เราก็คงไม่ต้อง “CSR” ไปปลูกป่าชายเลนกัน

นอกจากขนมหวานแล้ว ทางร้านไสใสยังไปเสาะหาข้าวพันธุ์พื้นเมืองอร่อยๆมาจำหน่าย
ว่าก็ว่าเถอะผมนี่เสียดายและน้อยใจมากที่คนไทยเราสามารถแยกรสชาติขององุ่นพันธุ์ดีของฝรั่งเศสและอิตาลีที่ใช้ทำไวน์ได้ ชื่นชมเมล็ดกาแฟของเอธิโอเปีย โคลัมเบีย แต่ไม่มีใครแยกความอร่อยของข้าวที่เรากินกันทุกวัน ไม่มีใครได้ชื่นชมข้าวพันธุ์ดีที่เรามีซ่อนอยู่ในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ
ผมลองซื้อข้าวมาหลายชนิด และลองหุงพันธุ์ขาววิสุทธิ์เป็นอย่างแรก อร่อยมากครับ รสชาติเป็นข้าวเจ้าปนข้าวเหนียว หอมอ่อนๆ แตกต่างจริงๆ
แต่ถ้าจะพูดให้ดัดจริตถูกใจคนสมัยใหม่ต้องบอกว่า มันมีบอร์ดี้ อะไรแบบนี้มั๊ยถ้าคุณเหมือนผมที่ไม่ชอบจะบริจาคเงินแบบให้เปล่า ไม่ว่าจะกับมูลนิธิ หรือศาสนสถานอะไร เพราะผมเชื่อว่าการส่งเสริมให้คุณค่าสิ่งที่เป็นจริงมีอยู่จริงนั้นยั่งยืนกว่าการให้เปล่าที่ไม่มีวันจบสิ้นมากนัก
หากอยากจะทำดี ไม่ต้องไปบริจาคเงินที่ไหนก็ได้นะครับ เรามาเลือกใช้เงินของเราให้มีคุณค่า ให้มันไปถึงคนที่ทำดี สร้างสรรค์สิ่งดีๆ สร้างคุณค่าที่เป็นประโยชน์กับสังคม ซึ่งแน่นอนว่ามันจะส่งผลไปให้ประเทศเราดีขึ้นไปด้วย

ที่ร้านมีสารความหวานต่างๆเช่นน้ำเชื่อมและน้ำตาลต้นจาก, ต้นเหนา, ตาลโตนด, น้ำผึ่้งจำหน่ายด้วย ของดีๆทั้งนั้นครับ เริ่มที่ร้านไสใสนี่ก็ได้ครับ ขนมที่นี่นอกจากรสชาติจะกลมกล่อมจากวัตถุดิบธรรมชาติ และอร่อยจากความสร้างสรรค์ของเมนูต่างๆแล้ว กินแล้วยังอิ่มใจมากครับ
เพราะคนทำเขาใส่ “ใจ” เข้าไปอย่างเต็มที่ครับ

เขามีจัดเป็นกล่องของขวัญด้วย ผมว่ามันเป็นกล่องของขวัญที่ “มีคุณค่า” กว่าตะกร้าที่เขาจัดขายกันทั่วไปมากนัก
ปีนี้ผมจะซื้อไปให้ผู้ใหญ่ที่เคารพครับข้อมูลเพิ่มเติม
– ร้านไสใส อยู่ใกล้ประตูผี ถ้าขับรถไปสามารถไปจอดรถที่ปั๊มเชลฝั่งตรงข้ามได้
– ถ้ากินขนมแล้วอยากเดินป่าหรือพายเรือช่วยชุมชน ขอเชิญไปเดินป่าที่แม่เงา และพายเรือที่แม่น้ำน่านได้ครับ คนทำเขาก็ใส่ “ใจ” เข้าไปอย่างเต็มที่เหมือนกันครับตาเกิ้น
27 ตุลาคม 2568
-
คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน

ผมอยากได้แบบนี้
วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา วงการตกปลา Fly Fishing และคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ได้สูญเสีย บุคคลที่เป็นตำนานไปอีกหนึ่งคน Flip Pallot
Flip เป็นบุคคลที่คนในวงการรักและนับถือมาก เห็นได้ชัดจากการโพสต์ชื่นชมและอาลัยรักเต็ม Feed ไปหมดตลอดสัปดาห์

Flip เกิดและเติบโตที่ฟลอริด้าในยุคที่มีทั้งป่า, ทะเล และบึงน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ ซึ่งทำให้เขาเติบโตมาด้วยการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ตกปลา ล่าสัตว์
เขามีเพื่อนที่เติบโตและใช้ชีวิตกลางแจ้งมาด้วยกันอย่างโชกโชนแทบจะทุกวัน ซึ่งปลูกฝังให้พวกเขาเข้าใจและรักธรรมชาติอย่างลึกซึ้งกว่าคนที่เพียงมองอยู่ห่างๆ

หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาเข้าทำงานธนาคารอยู่สิบกว่าปี โดยที่เขาเล่าว่าเขาได้ทำหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้ผู้คนออกไปตามหาความฝันในขณะที่มองเห็นความฝันของตัวเองค่อยๆเลือนหายไป เขาจึงเดินออกมาและเป็นไกด์ตกปลาล่าสัตว์ไปทั่ว ตั้งแต่ฟลอริด้าไปจนถึงมอนทาน่า

เขาเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆในฐานะไกด์มือดี แต่ก็เกิดโชคร้ายที่นำไปสู่เรื่องดีเมื่อพายุเฮอริเคนลูกหนึ่งพัดถล่มบ้าน เรือ รถ และอุปกรณ์ทุกอย่างที่เขาใช้สำหรับพาลูกค้าไปตกปลาล่าสัตว์
ในจังหวะนั้นเองที่ Flip ออกตามความฝันอีกอย่างหนึ่ง คือการทำรายการทีวีที่แตกต่างไปจากที่มีกันอยู่ คือรายการ Outdoor ชั้นดีที่ไม่ต้องใช้ดาราหรือคนดัง เขาเชื่อว่าทุกคนล้วนมีสหายตกปลา หรือคนที่รักจะใช้เวลาและผจญภัยไปด้วยกัน Flip อยากจะสื่อความสัมพันธ์แบบนั้นด้วยผู้คนจริงๆ ซึ่งมีความหมายกับเขามาก และเพื่อนในวัยเด็กของเขาก็เข้ามามีส่วนร่วมกับแผนการใหม่นี้
ความคิดนั้นกลายเป็นรายการ The Walker’s Cay Chronicles ที่ออกอากาศทางช่อง ESPN ตั้งแต่ 1992 ถึง 2006 ยาวนานถึง 14 ปี ที่พาผู้ชมติดตามการตระเวนตกปลาของ Flip และนักตกปลาชั้นยอดไปทั่วโลก
ด้วยความที่เป็นนักเล่าเรื่อง, รู้จริง, เนื้อหาที่จริงใจของคนจริงๆ และเสียงนุ่ม rum-smooth voice ของ Flip ทำให้รายการนี้ดังมากในหมู่คนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ทำให้คนรู้จัก Flip เพิ่มขึ้นอีกมาก และเป็นการสร้างวิถีชีวิตแบบใหม่ของการท่องเที่ยวตกปลาและผจญภัยในที่ห่างไกลอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน
Flip หัวเราะเมื่อมีคนบอกว่าเขาเป็นผู้สร้างวิถีชีวิตแนวใหม่ (Lifestyle pioneer) “เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำว่า Lifestyle แปลว่าอะไร เราก็แค่ทำอะไรแบบที่เราชอบ”
หลังจากรายการจบไป Flip กลายเป็นครูและนักพูดที่ทุกคนต้องการเชิญ เป็น Ambassador ของแบรนด์เช่น Yeti และ Costa del Mar เขาเป็นที่ปรึกษาและช่วยออกแบบเรือ ออกแบบคันฟลาย สร้างแบรนด์เหล้ารัมร่วมกับเพื่อนๆ
นอกจากนั้นเขายังเป็น mentor ให้กับนักตกปลา Fly Fishing อีกหลายคนจนกลายเป็นคนดังในวงการ เช่น Rob Fordyce ไกด์ตกปลาที่เป็นที่รู้จักที่สุดคนหนึ่ง และ Oliver White ที่กลายเป็นเจ้าของ Lodge ตกปลา Bone Fish
“มันเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจมาก ที่ได้ช่วยคนอื่น และได้เห็นเขาประสบความสำเร็จในชีวิตและความฝัน แต่ผมไม่ได้พูดถึงความร่ำรวยเสมอไปนะ” Flip กล่าวไว้
แม้จะอายุมากขึ้น แต่ Flip ไม่เคยหยุดการใช้ชีวิตกลางแจ้ง เขาลากรถเทรลเลอร์ตระเวนไปทั่ว เขาอาจจะไปปักหลักตกปลาแถวๆ Rocky Mountain สัก 2 เดือนในช่วงฤดูร้อน ลงไปล่ากวางที่ Texas, ล่าหมูที่ Georgia แล้ววนกลับมาบ้านที่ฟลอริด้าในฤดูล่าไก่งวงที่เขาชอบที่สุด และในช่วงนั้นถ้าคุณจองทริปตกปลากับ Florida Outdoor Experience คุณไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่าไกด์ที่เอาเรือมารับคุณตอนเช้าอาจจะเป็น Flip Pallot ผู้เป็นตำนานเดินได้


ตลอดชีวิตของ Flip Pallot เขาสื่อสารและผลักดันการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเต็มกำลัง สิ่งที่เขาพูดอยู่เสมอคือความสำคัญของการพาผู้คนเข้าไปสัมผัสธรรมชาติ
“โลกธรรมชาติกำลังเสื่อมโทรมลงทุกหนทุกแห่ง สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ ทรัพยากรและพื้นที่ธรรมชาติที่เราหวงแหน จะต้องถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่มีความผูกพันกับธรรมชาติ ไม่มีทางที่จะซาบซึ้งในคุณค่า และไม่มีทางที่จะรักมันได้ และถ้าพวกเขาไม่รักธรรมชาติ มันก็จะไม่มีวันได้รับการปกป้องเลย”

Flip Pallot อายุ 83 ปี ผู้ที่ได้ใช้เวลาในชีวิตตามความฝันอย่างคุ้มค่าแล้ว เดินทางไปตกปลาล่าสัตว์ที่ดินแดนไกลโพ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2025
เขาจะอยู่ในความทรงจำในฐานะ นักเล่าเรื่อง, ครู, นักตกปลา, นักล่าสัตว์ และ นักอนุรักษ์ ผู้ยิ่งใหญ่
เราล้วนมีจำนวนวันจำกัด บนโลกใบนี้
แล้วแต่ว่าแต่ละคนจะเลือกใช้มันยังไง บางคนอาจจะใช้แต่ละวันทำงานประจำแล้วตกเย็นก็กินข้าวตามร้านอาหารยอดนิยมไปเรื่อยๆ บางคนอาจจะเลือกที่จะเสพดราม่าแล้วหงุดหงิดไปกับมันรายวัน หรือบางคนอาจจะออกไปทำตามความฝัน แล้วกลับมานั่งภูมิใจจิบเบียร์เย็นๆในวันฝนตก
ผมเลือกทางของผมแล้ว ขอบคุณครับ Flip Pallot
ตาเกิ้น
31 สิงหาคม 2025
ภาพและข้อความบางส่วนจากนิตยสาร Garden & Gun
-
ธรรมชาติชายขอบ กุญแจดอกสำคัญของการฟื้นฟูธรรมชาติ

หากผมบอกว่าเราอยู่ในจุดที่สามารถทำอะไรเพียงนิดเดียวจะสามารถแก้ปัญหาความแห้งแล้ง, การเผาป่า, ฝุ่นควันพิษ, น้ำท่วม, เชื่อมต่อป่าอนุรักษ์ให้สัตว์ป่าเดินหากันได้, เพิ่มรายได้เกษตรกร, แก้เศรษฐกิจตกต่ำ และยังฟื้นฟูธรรมชาติของเราได้อีกหลายล้านไร่ โดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรมากมายเลย คุณจะสนใจฟังกันมั๊ยครับ
ลองมาฟังเรื่องกุญแจดอกเล็กที่สำคัญมากนี้ดูครับ อาจจะอ่านไม่สนุก แต่ถ้าใส่ใจธรรมชาติจริงๆ ช่วยทนอ่านกันหน่อยครับ ผมเรียกมันว่า “ธรรมชาติชายขอบ”
ตอนนี้กำลังมีความพยายามช่วยกันแก้กฎหมายสวนป่าให้สามารถปลูกไม้เศรษฐกิจยืนต้นเพื่อตัดขายได้ในพื้นที่ที่เรียกว่า คทช., สปก. โดยที่มี ส.ส. นายมานพ คีรีภูวดล เป็นผู้ผลักดันและยกร่างเสนอสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก
อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะแปลกใจ “อ้าว มันปลูกไม่ได้เหรอ” ก็ไม่เชิงครับ ปลูกได้ แต่ตัดใช้ประโยชน์ไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่มีใครปลูก และผืนแผ่นดิน 42 ล้านไร่เหล่านี้จึงถูกถางเตียนโล่ง เป็นไร่ข้าวโพด ไร่มัน ไร่อ้อย และเผากันอยู่ทุกปี ทั้งๆที่ส่วนใหญ่อุดมสมบูรณ์และมีศักยภาพเกินกว่าจะปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันแบบนี้
เรามีการแก้ไข พรบ.สวนป่ากันครั้งล่าสุดเมื่อปี 2558 เป็นการแก้ไขให้ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นทะเบียนขอปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่นไม้สัก, ไม้ประดู่, ไม้พะยูง ฯ และสามารถตัดใช้หรือขายได้ จากเดิมที่ปลูกแล้วตัดขายได้ยากมากหรือไม่ได้เลย แต่กฎหมายนี้มีผลเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่ คทช. และ สปก.
แล้ว คทช. กับ สปก.คืออะไร
สปก. คือพื้นที่จัดสรรปฏิรูปให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ คทช. (โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน) มาทีหลังครับ เป็นโครงการที่ต้องการแก้ปัญหาให้ชุมชนที่มีที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ของรัฐ เช่นป่าสงวนหรือพื้นที่สาธารณะ โดยให้ใช้ประโยชน์ในการเกษตรและอยู่อาศัยโดยไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ที่ดิน
อ่านถึงตรงนี้อย่าไปตกหล่มอยู่ว่าที่ สปก. คทช. เป็นการบุกรุกป่าอนุรักษ์ บุกรุกธรรมชาตินะครับ เราผ่านจุดตรงนั้นมาแล้วครับ ตอนนี้ทางราชการเขาก็จัดการสำรวจพื้นที่กันชัดเจนแล้วว่าตรงไหนเป็นป่าอนุรักษ์ตรงไหนเป็น ที่ทำกิน สปก. คทช.
ถึงแม้จะมีตรงไหนไม่ชัดเจน ตรงไหนโกงกัน ก็ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะคุยกันตรงนี้ครับ ถ้าจะดราม่าเรื่องนี้ขอเชิญที่อื่น
เราไม่ได้จะถางป่าปลูกใหม่ครับ แต่จะเปลี่ยนไร่โล้นๆให้เป็นป่าที่มีธรรมชาติกัน เข้าใจตรงกันนะครับ
พื้นที่การเกษตร สปก. คทช. ทุกวันนี้จะมีสภาพอย่างนี้ครับ เพราะเขาไม่สามารถใช้ประโยชน์จากไม้เศรฐกิจยืนต้นได้ ตรงนี้เราจะคุยกันว่าจะทำยังไง ให้ที่เหล่านี้ซึ่งตอนนี้เป็นไร่โล่งๆถูกเผาเตียนๆทุกปีกลับมาเป็นป่าอีกครั้งโดยที่ชุมชนได้รายได้จูงใจจากผืนป่า รัฐไม่ต้องปลูกป่าไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องทะเลาะกับคนที่ต้องการที่ทำกิน และเราคนไทยทั้งประเทศได้ป่า ได้สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น หน้าฝนน้ำไม่ท่วมบ้าน หน้าแล้งไม่ต้องดมควันพิษ
จะดีหรือไม่ถ้าที่ดิน 42 ล้านไร่นี้ ซึ่งคิดเป็น 1/3 ของพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย และเทียบเท่ากับ 57% ของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ นี้จะกลายเป็นพื้นที่ป่าขึ้นมา แม้เพียงส่วนหนึ่งก็ยังดี
มันดีแน่ครับ ถ้ามีการแก้ไข พรบ.สวนป่า ให้สามารถปลูกไม้ยืนต้น เพื่อตัดไม้ใช้ได้ เพราะมันจะลดการเผา การทำลายหน้าดิน การไหลหลากของน้ำฝนที่ทำให้น้ำท่วม และการปลูกไม้เศรษฐกิจก็สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร มากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวระยะสั้นมาก แม้ว่ามันจะต้องมีการให้ความรู้ การสนับสนุนด้านเงินทุนและเรื่องอื่นๆให้สามารถทำกันได้
ไม้ชั้นดีเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาดมากครับ ขายได้ราคา ราคาขึ้นเรื่อยๆเพราะมีไม่พอความต้องการ ไม่มีปัญหาราคาตกต่ำเหมือนพืชผลทางการเกษตร
ว่าก็ว่าเถอะ ผมรู้สึกเสียดายมากที่บ้านเราที่มีอากาศอุดมสมบูรณ์ปลูกอะไรก็งอกงามเคยมีไม้ใช้กันมาหลายชั่วคน ตอนนี้ต้องนำเข้าไม้จากยุโรปทั้งๆที่เขาปลูกไม้ยากกว่าเรามาก คุณภาพก็สู้ไม้เราไม่ได้
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ครับ ถ้าใครอยากอ่านเพิ่มเติมแนะนำให้ไปติดตามอ่านที่พี่พงศา ชูแนม ที่ทุ่มเทเรื่องการปลูกไม้เศรษฐกิจนี้มานับสิบๆปีอ้าว งั้นแค่ให้เขาแก้กฎหมายไปก็จบ ก็ได้ป่าแล้วซิ ไม่เห็นต้องทำอะไรอีก
ยังครับ ไม่ง่ายขนาดนั้น
เรื่องมีอยู่ว่า ต่างจากที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ การปลูกต้นไม้ใหญ่ให้เต็มพื้นที่ไม่ใช่ป่า

ป่าไม้เสรษฐกิจเป็นเรื่องดีมาก แต่มันยังไม่ใช่ป่าธรรมชาตินะครับ ขาดอีกนิดเดียว “ป่า” จะเป็นป่าที่สมบูรณ์ได้จะต้องมีแมลง, นก, และสัตว์ป่าประเภทต่างๆเข้ามาอยู่อาศัยและสร้างความสมดุลย์
จะให้มีแมลง มีนก มีสัตว์ป่า เข้ามาอยู่อาศัยได้จะต้องมีอาหารและที่หลบภัยให้เพียงพอ สวนป่าเศรษฐกิจที่มีไม้ยืนต้นเรียงเป็นแถวเป็นแนวและถางพื้นที่ใต้ต้นให้เตียนโล่งนั้นไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้
และถ้าอยากจะให้มีแมลง มีนก มีสัตว์ป่า เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ ก็ต้องมีแรงจูงใจให้คนที่ดูแลพื้นที่ได้ประโยชน์จากมัน เขาถึงจะทำ
เรื่องนี้เขียนแนวทางขึ้นมาได้ไม่ยาก เพราะมีหลายประเทศเขาทำการวิจัยและนำมาใช้อย่างได้ผลแล้วทั่วโลก ส่วนการปฏิบัติจริงก็ต้องทุ่มใจ ลงแรงกันหน่อย
แนวทางนั้นคือการทำพื้นที่รอยต่อของแปลงปลูกป่าหรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรบางส่วนให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติ ผมขอเรียกมันว่า “ธรรมชาติชายขอบ”
ธรรมชาติชายขอบ
ที่ประเทศอังกฤษมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์น้อยมากคิดเป็นแค่ 2.2% ผืนดินส่วนใหญ่เป็นไร่นาที่มีเจ้าของ
รัฐบาลอังกฤษและองค์กรอนุรักษ์สนับสนุนให้ชาวไร่เว้นที่ชายขอบ (Field Margin) ประมาณ 6-8 เมตร ให้เป็นพุ่มไม้ พงหญ้า หรือปลูกดอกไม้แซม โดยที่ไม่ถาง ไม่ฉีดยา ไม่เผา พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นที่อยู่ของแมลงที่เป็นอาหารของนกและสัตว์เลื้อยคลานนาๆชนิด เป็นที่ทำรังวางไข่ของนก เมื่อมีแมลง มีนก มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่ สัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กก็ตามมา และชายขอบตรงนี้ก็กลายเป็นที่หลบภัยและทางเดินของสัตว์ป่า
Field Margin ในอังกฤษ กั้นระหว่างไร่นา เป็นที่อยู่อาศัยของแมลง, นก และสัตว์นานาชนิด 
พื้นที่ชายขอบ (Field Margin) ในอังกฤษ รัฐบาลและองค์กรอนุรักษ์สนับสนุนให้ปลูกไม้ดอกตามธรรมชาติเพื่อให้เป็นอาหารแมลงผสมเกสรเช่นผึ้ง ที่ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเกือบทั้งประเทศเป็นไร่นา มีป่าของรัฐอยู่เพียง 5% รัฐบาลกำหนดให้ทุกขอบไร่จะต้องมีไม้ยืนต้นและไม้พุ่มให้เป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่า เพียงเท่านี้เขาก็มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในไร่นามากมาย

พื้นที่ชายขอบไร่ ที่รัฐบาลเดนมาร์กกำหนดให้ปลูกไม้ยืนต้นและไม้พุ่มเพื่อบังลมและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ ล่าสุดรัฐบาลเดนมาร์กต้องการลดพื้นที่การเกษตรลงเพื่อลดการปล่อยไนโตรเจนลงแหล่งน้ำ เขาจึงออกกฎหมายบังคับให้เปลี่ยนไร่นา ประมาณ 10% ของทั้งหมดให้เป็นป่าเศรษฐกิจที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยมีการจ่ายเงินสนับสนุนและชดเชยรายได้ให้ แต่ก็มีข้อแม้ว่าจะต้องปลูกต้นไม้ธรรมชาติและไม้พุ่มชนิดที่เขากำหนดเป็นพื้นที่ 15 เมตรระหว่างชายขอบที่ดินกับแปลงปลูกป่า

นอกจากป่าชายขอบแล้ว เขายังสร้างแหล่งน้ำที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสัตว์ป่าอีกด้วย และยังมีประเทศอื่นๆทำเช่นนี้อีกมากมายมานานนับสิบนับร้อยปีแล้ว

ป่าชายขอบ (Field Margin) เป็นสิ่งที่มีการศึกษาและใช้จริงในยุโรปอย่างได้ผลมาแล้วหลายสิบปี ลองมาดูอีกตัวอย่างหนึ่งในอเมริกาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่าบ้าง
Aldo Leopold คนที่ผมขอเรียกว่านักปราชญ์แห่งวงการอนุรักษ์เคยกล่าวไว้ว่า เราสามารถอยู่กับผืนแผ่นดินอย่างยั่งยืนได้โดยการใช้ประโยชน์ 5 อย่างผสมผสานกันไปคือ การเกษตร, ป่าไม้, สัตว์ป่า, ลดการพังทลายของดินใกล้แหล่งน้ำ และ ขายวิวทิวทัศน์ และเขาก็ได้ทำการทดลองให้เห็นจริงไว้หลายโครงการ เช่น Riley Game Cooperative รัฐวิสคอนซินในช่วงปี 1931-1939
ในขณะที่เป็นอาจารย์ด้าน Wildlife Management อยู่ที่ University of Wisconsin, Aldo Leopold เข้าไป ที่ ชุมชน Riley เพื่อช่วยออกแบบพื้นที่ไร่นาที่ถูกใช้ประโยชน์อย่างหนักจนไม่มีธรรมชาติหลงเหลือ เพื่อช่วยชาวนาที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและการลักลอบเข้ามาล่าสัตว์ โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาวนากับกลุ่มนักล่าสัตว์ในเมือง
ต้องเล่าย้อนไปสักหน่อยว่าก่อนหน้านี้ Aldo Leoplod ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้รุ่นแรกของอเมริกาไปทำงานที่ฝั่งตะวันตกของอเมริกานานเกือบ 20 ปี เมื่อกลับมาที่วิสคอนซินบ้านเกิดอีกครั้ง เขาก็พบว่า ธรรมชาติที่เคยมีอยู่กลายเป็นไร่นาไปหมดแล้ว และสัตว์ป่าที่เคยมีก็หายไปด้วย เขาจึงมุ่งเป้าที่จะฟื้นฟูธรรมชาติและสัตว์ป่าให้กลับมาอีกครั้งในพื้นที่การเกษตร

Aldo Leopold คนที่ผมขอเรียกว่านักปราชญ์แห่งวงการอนุรักษ์ เขาถือได้ว่าเป็นบิดาของวิชาการจัดการสัตว์ป่าในโลกนี้ เขาจัดตั้ง Riley Game Cooperative ขึ้น ความร่วมมือนี้เป็นการลงทุนจากนักล่าสัตว์ชาวเมือง ส่วนชาวนาลงทุนด้วยที่ดิน ทั้งสองฝ่ายช่วยกันลงแรงและความคิด
Leopold ออกแบบแนวพุ่มไม้ให้เชื่อมต่อกันระหว่างไร่เพื่อให้เป็นที่หลบภัย วางไข่ และเส้นทางเดินของนกไก่ฟ้าที่เป็นเป้าหมายหลัก ประกอบกับการปล่อยนกคืนสู่ธรรมชาติในช่วงแรก และการปลูกอาหารเสริม ฯ โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากจากที่ไม่มีไก่ฟ้าอยู่ในพื้นที่เลย จนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากในเวลา 5-8 ปี จนสามารถให้ล่าใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องปล่อยนกเพิ่มอีก และนอกจากนี้ก็ทำให้นกและสัตว์ป่าอื่นๆได้ผลพลอยได้และเพิ่มจำนวนขึ้นเองตามธรรมชาติด้วย

แผนผังของ Riley Game Cooperation ที่เห็นได้ว่ามีแนวไม้พุ่มเป็นแหล่งอาหารและที่หลบภัยให้กับนกและสัตว์ต่างๆ
แล้วจะทำยังไงต่อ
กลับมาที่บ้านเรากันบ้าง จุดเริ่มต้นที่จะพลิกฟื้นธรรมชาติขึ้นมาได้คือการกำหนดให้มีพื้นที่ธรรมชาติชายขอบนี้ใน พรบ.สวนป่า เป็นเงื่อนไขของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่
ไม่ได้มากมายเลย หากเราจะขอให้กันพื้นที่ของแปลงปลูกป่าเศรษฐกิจที่ชายขอบ ประมาณ 6-8 เมตรให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติชายขอบ เมื่อคำนวนดูแล้ว ในพื้นที่ขนาด 20 ไร่ หากกันพื้นที่ขอบ กว้าง 6 เมตรก็จะคิดเป็นเพียง 12.9%ของพื้นที่เท่านั้น
ไม่ได้มากมายเลย หากเราจะขอให้กันพื้นที่ของแปลงปลูกป่าเศรษฐกิจที่ชายขอบ ประมาณ 6-8 เมตรให้เป็นธรมชาติชายขอบ เมื่อคำนวนดูแล้ว ในพื้นที่ขนาด 20 ไร่ หากกันพื้นที่ขอบ กว้าง 6 เมตรก็จะคิดเป็นเพียง 12.9%ของพื้นที่เท่านั้น
พื้นที่ธรรมชาติชายขอบข้างละ 6 เมตร จะกลายเป็น 12 เมตรระหว่างรอยต่อของที่ 2 แปลง เมื่อมีการปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ไม่พ่นยา ไม่ถาง ไม่เผา และอาจจะมีการปลูกพืชธรรมชาติที่หลากหลายให้เป็นอาหารทั้งกับคนและสัตว์ป่าเสริมเข้าไป พื้นที่ตรงนี้จะมีความหลากหลายทางธรรมชาติ เป็นที่อยู่ของแมลงผสมเกสร เป็นแหล่งอาหารและทำรังวางไข่ของนกนานาชนิด เป็นทางเดินและที่หลบภัยของสัตว์ป่าที่สามารถเดินเชื่อมระหว่างป่าอนุรักษ์ที่ถูกตัดขาดออกจากกันเป็นเกาะ

พื้นที่ธรรมชาติชายขอบ ทำหน้าที่เป็นเหมือนถนนสำหรับสัตว์ป่า เชื่อมพื้นที่อนุรักษ์ที่เป็นเกาะเข้าหากันได้ เมื่อจะมีการแก้กฎหมาย หากจะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ที่ดินนี้ ต้องกันพื้นที่ 12.9% เพื่อสร้างธรรมชาติชายขอบที่มีประโยชน์มหาศาลเป็นการแลกเปลี่ยนกัน ก็น่าจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมิใช่หรือแต่ไม่ใช่เท่านั้น เราควรจะสร้างแรงจูงใจให้คนที่อยู่กับผืนแผ่นดินได้ประโยชน์จากพื้นที่ชายขอบนี้ด้วย
การสร้างพื้นที่ธรรมชาติชายขอบนี้อาจจะเป็นข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือ การสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถลงทุนปลูกไม้เศรษฐกิจซึ่งจะต้องลงทุนระยะยาวในรูปแบบกองทุน
หากเราจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์จากที่ดินให้หันมาดูแลพื้นที่ชายขอบนี้ให้มีธรรมชาติและสัตว์ป่าให้เพิ่มจำนวนขึ้น เราก็ควรให้สิทธิในการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าบางชนิดที่ไม่ใช่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์และเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว เช่น ไก่ป่า, กระต่ายป่า, นกกระทา, หมูป่า หรือแม้แต่เก้ง ถ้าเขาดูแลและทำให้มันเพิ่มจำนวนขึ้นได้จริง (เข้าใจให้ดีก่อนนะครับว่าพื้นที่ที่เราพูดถึงนี้ปัจจุบันคือไร่ข้าวโพดที่เตียนโล่ง ไม่มีสัตว์อะไรหลงเหลืออยู่เลย มีตัวอะไรเพิ่มขึ้นมา ถือว่าเป็นบวกทั้งนั้นครับ)

ในอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดีมากในการสร้างแรงจูงในให้เจ้าของที่ดินฟื้นฟูธรรมชาติเพื่อได้ใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า เราจะได้อะไรอีกจากธรรมชาติชายขอบ ?
นอกจากเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าแล้ว ป่าชายขอบนี้เมื่ออยู่ริมชายน้ำ ก็จะลดการพังทะลายของดิน กรองตะกอนที่จะไหลลงไปสู่ลำธารและแหล่งน้ำ
ป่าชายขอบจะกลายเป็นธรรมชาติใกล้บ้านที่คนในพื้นที่หาอาหารธรรมชาติเช่นผักป่า หน่อไม้ หรือเห็ดได้ตลอดปี เมื่อมีดอกไม้ธรรมชาติก็สามารถทำอาชีพเสริมเช่นการเลี้ยงผึ้งได้อีก
เมื่อป่าฟื้นฟูขึ้นแทนที่ไร่อันเตียนโล่ง สัตว์ป่าเริ่มกลับมาอยู่ แน่นอนพื้นที่ก็ย่อมสวยงามขึ้น และนั่นก็คือโอกาสของการใช้พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ป่าชายขอบเองอาจจะกลายเป็นเส้นทางเดินป่าที่ต่อเชื่อมกันเป็นระยะทางไกลๆท่ัวประเทศไทย
นอกจากนี้ นี่คือโอกาสในสร้างอาชีพอีกมากมายในการจัดการธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการป่าไม้, การจัดการสัตว์ป่า, การท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ เรามีคนที่เรียนจบเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเหล่านี้กันมาเยอะมาก และนี่คือโอกาสที่เขาจะได้แสดงฝีมือทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ
ลองดู VDO นี้นะครับ ว่าประเทศที่มีการจัดการสัตว์ป่าที่เหมาะสม เขาสามารถสร้างงานที่มีความหมายได้ขนาดไหน ทั้งเรื่องอาหารธรรมชาติที่หาได้จากชายขอบ, การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า, อาชีพเสริมต่าง และการท่องเที่ยว ล้วนเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริมไประหว่างการลงทุนระยะยาวกับการปลูกไม้เศรษฐกิจที่จะต้องใช้เวลานับสิบปี
ที่สำคัญที่สุด เมื่อทุกแปลงมีป่าชายขอบต่อๆกันไปมันก็จะกลายเป็นทางเดินธรรมชาติที่เชื่อมต่อป่าอนุรักษ์ที่เคยถูกตัดขาดจากกัน ทำให้สัตว์ป่าที่เคยติดเกาะสามารถเดินผ่านไปหากันได้ ลดปัญหาสัตว์ป่าล้นบางพื้นที่และปัญหาเลือดชิดลงไป
แล้วเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
สิ่งแรกที่ควรทำคือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของป่าชายขอบนี้ และผนวกมันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ พรบ.สวนป่าก่อนที่กฎหมายนี้จะผ่านออกมา มันคือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูให้เราก้าวเดินต่อไป
การเพิ่มพื้นที่ป่าชายขอบเข้าไปใน พรบ.สวนป่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันสามารถพลิกฟื้นธรรมชาติของประเทศไทยได้เลยทีเดียว โอกาสเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน
นอกจากแก้กฎหมายที่เป็นขั้นแรกแล้วยังมีอย่างอื่นต้องทำกันอีกมาก
อย่างแรก และปัญหาใหญ่ที่สุดคือการสร้างความเช้าใจเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่ถูกต้องให้กับคนในสังคม
เราควรเข้าใจกันก่อนว่า การอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นต้องควบคู่ไปกับความสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ด้วย นั่นคือต้องมีการใช้ประโยชน์ มีผลตอบแทนจากการอนุรักษ์ ถ้าผลตอบแทนของการมีป่าสูงกว่าไร่ข้าวโพด เขาก็จะปลูกป่าแทน แต่ต้องแยกกันว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งคือพื้นที่สงวน ไม่ควรแตะต้อง ซึ่งตอนนี้เราก็มีอยู่แล้วคืออุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ
แต่พื้นที่ที่เราพูดถึงกันอยู่นี่ไม่ใช่เขตสงวน เขตอนุรักษ์ แต่มันคือพื้นที่การเกษตร ที่เราต้องการจะฟื้นฟูธรรมชาติจากศูนย์ขึ้นมาแล้วใช้ประโยชน์ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าขึ้น
เราต้องแก้ไขความเข้าใจที่สร้างกันมาสุดโต่งอีกหลายๆอย่าง เช่นการทำไม้ใช้ไม้เป็นเรื่องผิด ทั้งๆที่ไม้ที่จัดการถูกต้องคือวัสดุที่เป็นมิตรต่อโลกที่สุดแล้ว มันดูดซับคาร์บอนในระว่างที่เติบโตแปรรูปโดยใช้พลังงานน้อย เป็นมิตรกว่าปูนกว่าเหล็กที่เราใช้กันมากนัก
ที่ยากกว่าคือการที่จะเรียนรู้และยอมรับการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า เพราะเราถูกสอนมาว่าเป็นเรื่องผิดมาตลอดชีวิต (ผมก็เช่นกัน) แต่จริงๆแล้วในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่คิดเหมือนเราทำแบบเรา และประเทศเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ล้มเหลวในการจัดการสัตว์ป่าทั้งสิ้น ส่วนประเทศอื่นๆที่เขามีการจัดการสัตว์ป่าที่เหมาะสมและใช้ประโยชน์จากมันกลับมีสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น สัตว์ป่าขยายพันธุ์ได้ในธรรมชาติอย่างมีความสุขกว่าแบบเราๆมาก เอาไว้ค่อยเขียนเรื่องนี้กันอีกหลายๆตอนนะครับ
จากนั้นก็คงเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวกับโครงสร้างราชการที่ต้องเข้ามาจัดการ
พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานอนุรักษ์อย่างเช่นกรมอุทยาน เพราะมันอยู่นอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ อาจจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตร แต่กระทรวงเกษตรนั้นมุ่งเน้น ไม่ได้มีพันธกิจในด้านการอนุรักษ์, ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ธรรมชาติ นอกจากนี้บุคลากรที่มีความรู้ทางด้านนี้เช่นการจัดการป่าไม้, การจัดการสัตว์ป่าล้วนแล้วแต่อยู่ในกรมอุทยานและกรมป่าไม้ทั้งสิ้น หากจะเดินหน้าได้คงต้องคิดกันใหม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของงาน
บทความเล็กๆนี้ ผมอยากจะนำเสนอแนวความคิดที่อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติได้ โดยหวังว่าจะมีผู้เห็นด้วยและช่วยกันผลักดันให้ สส.ที่ผมชื่นชมว่ามีความตั้งใจดีที่จะแก้ไข พรบ.สวนป่านี้ให้พิจารณาเพิ่มเติมการฟื้นฟูธรรมชาติเข้าไปด้วยทำให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีก

ส.ส. นายมานพ คีรีภูวดล เป็นผู้ผลักดันและยกร่างเสนอต่อรองประธานสภาในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมนำเสนอแนวคิดนี้ช้าไปหน่อย แต่หวังว่าจะไม่ช้าเกินไป นี่คือความหวังของการฟื้นฟูธรรมชาติครับ
ตาเกิ้น
สิงหาคม 2568
-
Alaska ความทรงจำที่งดงามจะอยู่ตลอดไป
ผมกับภรรยาเคยได้ไปอลาสก้ากันเมื่อ 30 ปีก่อน เราไปกันแค่ 2 คนเพราะตอนนั้นลูกชายยังเล็กมากและลูกสาวยังไม่ได้เกิด
เราเล่าให้ลูกๆฟังมาตลอดถึงความงดงามของธรรมชาติ, ความกว้างใหญ่ของแผ่นดินที่ยังคงดิบอยู่, ความหนาวเย็น หรือแม้กระทั่งยุงที่ตัวโตและเยอะราวกับจะดูดเลือดเราได้หมดตัว ฯลฯ
เราคุยกันเรื่องไปอลาสก้ามาร่วมสิบปี แต่ยังไม่ได้ไปเพราะความไม่พร้อมในเรื่องเวลา และเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อเวลาเนิ่นนานมา เราก็รู้สึกว่าโอกาสที่จะเที่ยวกันทั้งครอบครัวสี่คนน่าจะยากมากขึ้นเรื่อย หรืออาจจะไม่มีอีกแล้ว
เราจึงไปอลาสก้ากัน
ในวันปรกติ เราทั้ง 4 คนแม้จะใกล้ชิดกัน แต่ลูกทั้งสองก็เป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงเวลาที่มีชีวิตของตัวเอง มีความชอบที่แตกต่าง ดังนั้นการที่ได้เดินทางและอยู่ด้วยกันยาวนานถึง 17 วันในทริปนี้จึงเป็นอะไรที่พิเศษมากสำหรับความสัมพันธ์ของครอบครัวเรา
เราได้ไปพบกับตามงดงาม, ธรรมชาติแบบดิบๆ, วัฒนธรรมกลางแจ้งของชาว Alaska, ได้เรียนรู้อะไรมากมาย เปิดโลกกว้างไปด้วยกัน และได้เพื่อนใหม่กลับมาอีกหลายคน
และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เลื่อนตำแหน่ง
เลื่อนจากคนที่เคยขับรถพาลูกเที่ยว มาเป็นคนนั่งข้างหลังให้ลูกพาเที่ยว และก็รู้สึกได้เลยว่าเขาทั้งสองตั้งใจดูแลเราแล้ว
นี่คือทริปที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การที่ได้เฝ้ามองพวกเขา เดินตาม มองเขาจากด้านหลังอย่างชื่นชม ในฐานะพ่อแม่ ผมบอกกับภรรยาว่าเราสองคนคงได้ทำหน้าที่มาถูกต้องบ้างแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมคิดถึงตอนที่พ่อไปหาผมก่อนที่ผมจะเรียนจบ นึกย้อนดูแล้วพ่อก็อายุเท่าๆกับผมตอนนี้พอดีๆ
ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำหน้าที่ขับรถพาพ่อเที่ยว และผมก็รู้สึกได้ว่าพ่อมีความสุขมาก มาถึงตอนนีผมอยากจะบอกพ่อว่า “พ่อครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”
เมื่อทริปใกล้จะจบลง มีความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผม คืออยากจะให้ช่วงเวลาที่งดงามนี้คงอยู่ตลอดไป
ถึงแม้จะหยุดเวลาไว้ไม่ได้ แต่ทริปนี้จะเป็นความทรงจำแห่งความสุขที่อยู่ในใจผมตลอดไป
ตาเกิ้น
16 มิถุนายน 2568
Life is so beautiful, live it.
ป.ล. จะมี บทความ, Podcast และ VDO ตามออกมาอีกหลายอัน รอติดตามได้ครับ

default 


default 

default 
























-
การอนุรักษ์ที่หลงทิศผิดทาง

ประเทศเราพยายามอนุรักษ์ธรรมชาติมานานกว่า 60 ปี เริ่มต้นถูกทิศ แต่ไปๆมาๆแล้วเดินผิดทาง
ตั้งแต่แรกเริ่มการอนุรักษ์ เราลอกกฎหมายและวางแผนการจัดการตามแบบอเมริกาทั้งหมด มีเป้าหมายที่จะรักษาและใช้ประโยชน์จากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นป่าไม่และสัตว์ป่าอย่างยั่งยืน มีการจัดการที่ดี
ระหว่างทางนั้นการปฏิบัติล้มเหลว แนวความคิดเดิมที่ถูกต้องถูกกลืนทับไปด้วยการแปลความหมายการอนุรักษ์ผิดๆว่าคือการห้ามแตะต้องธรรมชาติ ปลูกฟังความคิดผิดๆนั้นมาตลอดหลายสิบปี จนผู้คนออกห่างธรรมชาติ ไม่เข้าใจธรรมชาติเลย และธรรมชาติไม่ได้มีประโยชน์กับคนอีกต่อไปนอกจากจะเอาไว้เขียนถึงในคอมเม้นท์กันเท่ห์ๆว่ารักธรรมชาติ
แม้ว่าเราจะรักษาธรรมชาติไว้ได้ส่วนหนึ่ง แต่สถานการณ์ข้างหน้าดูจะเลวร้ายครับ พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกตัดถางเพียงเพื่อปลูกพืชอาหารสัตว์ราคาถูก และลามไปมากขึ้นเรื่อยๆ เราได้รับผลกระทบกันโดยตรง ฤดูร้อนที่ร้อนจัด ฤดูฝนที่ตกลงมาเพียงเล็กน้อยก็ท่วมหลาก ฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ฯลฯ
สัตว์ป่าเองที่ดูเหมือนเยอะ ก็แค่ 3 ชนิด ที่เหลืออีกนับพันชนิดสูญหายไปจากหลายพื้นที่ และที่หนักที่สุดคือไม่มีใครสนใจ ที่มีเยอะเกินไปมากคือช้าง,กระทิง และเหี้ย ก็ไม่มีการจัดการปล่อยให้เดือดร้อนกันไปทั้งคนและสัตว์ การอนุรักษ์สัตว์ป่าของเราคือแค่ห้ามล่าและห้ามครอบครองซากสัตว์ป่า แต่ไม่เคยสนใจว่ามันมีที่อยู่ มาอาหาร และขยายพันธุ์เองได้มั๊ย อยู่ดีกินดีแค่ไหน คนส่วนใหญ่ก็แค่บอกว่ารักน้อนแต่ไม่เคยลงมือทำอะไร
เรากำลังเดินผิดทางครับ จะดื้อดึงกันไปถึงไหน ไม่มีประเทศไหนในโลกที่ใช้วิธีการแบบประเทศไทยแล้วประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์เลย และอย่าหลงตัวเองว่าเราประสบความสำเร็จแล้วนะครับ
เราต้องมองไปรอบโลกบ้าง การอนุรักษ์หนทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จได้คือการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ แล้วเอาเงินที่ได้มาดูแลจัดการธรรมชาติให้อยู่ได้ ฟื้นฟูธรรมชาติให้ดีกว่าเดิม เมื่อผู้คนได้ประโยชน์จากธรรมชาติ เลี้ยงตัวได้จากมัน ทำเงินเลี้ยงครอบครัวจากมัน เมื่อนั้นเขาจะรักมันจริง, เข้าใจจริง และลงมือทำจริงๆ
ลองดูตัวอย่างอันนี้
ผมได้ดู VDO หนึ่งขององค์กรเล็กๆชื่อว่า Quail Forever ในอเมริกา ความคิดและการกระทำของเขาน่าทึ่งมากครับ ลองดู VDO จากลิ้งค์ในคอมเม้นท์ได้
ถ้าจะเล่าที่มาสั้นๆ ก็คือว่า Quail เป็นนกในกลุ่มนกกระทาที่นิยมเป็น Game Bird สำหรับนักยิงนกในอเมริกามาช้านาน การยิงนกในอเมริกานั้นสร้างรายได้ให้กับรัฐมหาศาล สร้างรายได้ให้กับผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็นเจ้าของพื้นที่, โรงแรม, ร้านอาหาร, ไกด์นำล่านก, อุตสหกรรมหมาล่านก ฯลฯ


ลองอ่านดูนะครับว่าแค่การล่านก Quail อย่างเดียวสร้างรายได้ให้กับพื้นที่ขนาดไหน นี่แค่ Region เดียวนะครับ ถึงแม้จะโดนล่า ก็ไม่ต้องกลัวนกสูญพันธุ์หรอกครับ เพราะนกนั้นมีความสามารถในการขยายพันธุ์สูงมาก ถ้าได้รับการดูแล มีที่อยู่ มีอาหาร Quail จากคู่เดียว สามารถเพิ่มเป็น 5,000 ตัวในเวลาเพียง 5 ปี
นก Quail และนก Game Bird อีกมากมายหลายชนิดจึงถูกดูแล พื้นดินที่เคยว่างเปล่าถูกฟื้นฟูธรรมชาติให้นกอยู่ได้ และขยายพันธุ์เพิ่มจำนวน

Quail Forever นั้นเป็นองค์กรอิสระแบบ Non-Profit ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ (ซึ่งก็มาจากค่าใบอนุญาตล่าสัตว์) และเงินบริจาค (จากคนที่ชอบยิงนก Quail) Quail Forever ทำงานให้คำแนะนำ สนับสนุน และลงมือทำเพื่อให้นก Quail อุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย การปรับปรุงสภาพแวดล้อม การให้คำแนะนำชาวไร่ให้ฟื้นฟูธรรมชาติให้นก ฯลฯ
ลองดูใน VDO นะครับ เขารู้จักนก เข้าใจสภาพแวดล้อมที่นกต้องการดีมากๆ และลงมือทำจริงๆ
นี่คือตัวอย่างที่ดีครับ ว่าถ้าเรามีการจัดการที่ดี และมีการให้ประโยชน์จากสัตว์ป่าอย่างถูกต้อง
สัตว์ป่าชนิดนั้นจะมีค่าทำให้คนช่วยกันดูแลมันให้คงอยู่และเพิ่มจำนวนขึ้น ในกรณีนี้คือนก Quail เงินที่ได้จากการใช้ประโยชน์สัตว์ป่าจะกลับมาทำการวิจัยให้เข้าใจสัตว์ชนิดนั้นๆอย่างจริงจัง เป็นเงินสนับสนุนให้เจ้าของที่ปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้สภาพธรรมชาติฟื้นฟูเป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของนก มีเงินสนับสนุนองค์กรอิสระให้มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มประชากรสัตว์ป่าอย่างมีความรู้และมีคุณภาพ
ผมอิจฉานก Quail แทน ไก่ป่า, ไก่ฟ้า, นกกระทาทุ่งในบ้านเราจริงๆครับ ที่มีแต่คนบอกว่ารักน้อน พวกใจร้ายอย่าทำอะไรน้อน แต่ไม่เคยเห็นหัวว่าน้อนจะอยู่กันได้ยังไง
Home Home
