ผมกับภรรยาเคยได้ไปอลาสก้ากันเมื่อ 30 ปีก่อน เราไปกันแค่ 2 คนเพราะตอนนั้นลูกชายยังเล็กมากและลูกสาวยังไม่ได้เกิด
เราเล่าให้ลูกๆฟังมาตลอดถึงความงดงามของธรรมชาติ, ความกว้างใหญ่ของแผ่นดินที่ยังคงดิบอยู่, ความหนาวเย็น หรือแม้กระทั่งยุงที่ตัวโตและเยอะราวกับจะดูดเลือดเราได้หมดตัว ฯลฯ
เราคุยกันเรื่องไปอลาสก้ามาร่วมสิบปี แต่ยังไม่ได้ไปเพราะความไม่พร้อมในเรื่องเวลา และเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อเวลาเนิ่นนานมา เราก็รู้สึกว่าโอกาสที่จะเที่ยวกันทั้งครอบครัวสี่คนน่าจะยากมากขึ้นเรื่อย หรืออาจจะไม่มีอีกแล้ว
เราจึงไปอลาสก้ากัน
ในวันปรกติ เราทั้ง 4 คนแม้จะใกล้ชิดกัน แต่ลูกทั้งสองก็เป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงเวลาที่มีชีวิตของตัวเอง มีความชอบที่แตกต่าง ดังนั้นการที่ได้เดินทางและอยู่ด้วยกันยาวนานถึง 17 วันในทริปนี้จึงเป็นอะไรที่พิเศษมากสำหรับความสัมพันธ์ของครอบครัวเรา
เราได้ไปพบกับตามงดงาม, ธรรมชาติแบบดิบๆ, วัฒนธรรมกลางแจ้งของชาว Alaska, ได้เรียนรู้อะไรมากมาย เปิดโลกกว้างไปด้วยกัน และได้เพื่อนใหม่กลับมาอีกหลายคน
และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้เลื่อนตำแหน่ง
เลื่อนจากคนที่เคยขับรถพาลูกเที่ยว มาเป็นคนนั่งข้างหลังให้ลูกพาเที่ยว และก็รู้สึกได้เลยว่าเขาทั้งสองตั้งใจดูแลเราแล้ว
นี่คือทริปที่ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ การที่ได้เฝ้ามองพวกเขา เดินตาม มองเขาจากด้านหลังอย่างชื่นชม ในฐานะพ่อแม่ ผมบอกกับภรรยาว่าเราสองคนคงได้ทำหน้าที่มาถูกต้องบ้างแล้ว
การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมคิดถึงตอนที่พ่อไปหาผมก่อนที่ผมจะเรียนจบ นึกย้อนดูแล้วพ่อก็อายุเท่าๆกับผมตอนนี้พอดีๆ
ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำหน้าที่ขับรถพาพ่อเที่ยว และผมก็รู้สึกได้ว่าพ่อมีความสุขมาก มาถึงตอนนีผมอยากจะบอกพ่อว่า “พ่อครับ ผมเข้าใจแล้วครับ”
เมื่อทริปใกล้จะจบลง มีความคิดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผม คืออยากจะให้ช่วงเวลาที่งดงามนี้คงอยู่ตลอดไป
ถึงแม้จะหยุดเวลาไว้ไม่ได้ แต่ทริปนี้จะเป็นความทรงจำแห่งความสุขที่อยู่ในใจผมตลอดไป
ตาเกิ้น
16 มิถุนายน 2568
Life is so beautiful, live it.
ป.ล. จะมี บทความ, Podcast และ VDO ตามออกมาอีกหลายอัน รอติดตามได้ครับ
































