-
พ่อเฒ่ากับเจ้าหนูอีกสักครั้ง

ในบรรดาหนังสือกลางเแจ้งที่ผมเคยอ่านมา “พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู” หรือ “Old mand and the boy” ของ Robert Ruark น่าจะเป็นเล่มที่ผมชื่นชอบที่สุดและเคยเขียนถึงไว้หลายครั้งแล้ว
Old man and the boy เป็นเรื่องราวของเด็กน้อยที่ใช้เวลาวันหยุดในวัยเด็กอยู่กับคุณตาผู้ซึ่งสอนให้ยิงปืน ยิงนก ตกปลา ล่ากวาง ฝึกหมา ต่อเรือ ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกเรื่องราวของธรรมชาติและการอนุรักษ์ที่ถูกต้องเข้าไปด้วยอย่างที่คนอ่านไม่รู้ตัว
Old man and the boy นี้เริ่มจากการเป็นคอลั่มน์ประจำที่ Robert Ruark เขียนให้นิตยสาร Field & Stream ตั้งแต่ปี 1953 จนจบในปี 1961 รวมทั้งหมดถึง 106 ตอน โดยที่ไม่เคยขาดเลยแม้แต่เดือนเดียว
คอลั่มน์นี้มีแฟนคลับกลุ่มคอยติดตามกันทุกเดือน เด็กก็ชอบอ่าน ผู้ใหญ่ก็ติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง ต่อมามีการรวมเล่มออกมา 2 เล่มชื่อ Old man and the boy และ Old man’s boy grows older ซึ่งผมก็ได้อ่านหมดทุกตอนหลายรอบแล้ว แต่ก็มาพบที่หลังว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ถูกรวมไว้ในสองเล่มนั้น และใน Ruark The lost classics เล่มนี้ก็คัดสรรมาให้อ่านเต็มอิ่มอีก 27 ตอน

Old man and the boy มีรวมเล่ม เป็น 2 เล่ม 
หนังสือ Lost Classics รวม บทความของ Robert Ruark 27 ตอน ที่ไม่ได้รวมอยู่ใน Old man and the Boy ทุกครั้งที่ผมได้อ่านเรื่องราวของเด็กชายที่โลดแล่นไปในทุ่งโล่งและดงทึบ หรือสายน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าและปูปลาในธรรมชาติ ผมจะรู้สึกอิจฉาคนอเมริกัน และคนชาติอื่นๆที่เขาสามารถรักษาธรรมชาติเอาไว้ได้จนสามารถออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งได้อย่างสมบูรณ์ทุกรูปแบบ และรู้สึกหดหู่กับ “การอนุรักษ์” แบบบ้านเราที่ห้ามทุกอย่าง แต่ไม่จัดการ จนล้มเหลว ยิ่งอนุรักษ์ก็ยิ่งหมด

หนังสือ Old man and the boy เคยมีการแปลเป็นภาษาไทยชื่อ พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู ยังพอหาได้ในตลาดหนังสือมือสอง จนกระทั่งวันนี้ที่ผมได้อ่านเรื่อง “In you own backyard” ในเล่มนี้ ผมชอบจนต้องเอามาเล่าสู่กันฟังคร่าวๆครับ

ในวันหนึ่งท่ามกลางฤดูร้อนที่น่าเบื่อไม่มีอะไรทำ เด็กชายเปิดนิตยสาร Field & Stream ให้คุณตาดู แล้วบอกว่าสักวันหนึ่งจะต้องไปยิงสิงโต ยิงแรดที่อัฟริกา ไปตกปลามาลินตัวโตที่นิวซีแลนด์ แบบในหนังสือนี้ นี่ซิของจริง ไม่ใช่นกตัวเล็กๆ กระต่าย กระรอก หรือปลาตัวกระจ้อยที่เราตกเรายิงกัน
ตาฟังแล้วก็บอกว่า เมื่อฤดูที่แล้วเธอยิงนกกระทาผิด 14 ตัวติดต่อกัน คิดว่าจะยิงสิงโตโดนเหรอ ตาเคยเป็นกะลาสีไปอัฟริกามาแล้ว สิงโตก็เคยเห็น แต่ไม่เห็นว่ามันจะน่ายิงตรงไหน กินก็ไม่ได้ นิวซีแลนด์ก็เคยไป อยู่ไกลสุดขอบโลก ไอ้ปลามาลินเนี่ยเนื้อมันไม่ได้อร่อยเลย ว่าแล้วก็ไล่เด็กน้อยไปขุดไส้เดือนเพื่อไปตกปลาเพิร์ชกัน
เด็กน้อยยิ่งหงุดหงิด เพราะกำลังอยากฝันเรื่องแรดเรื่องปลามาลินตัวโตๆ ตากลับชวนไปตกปลาเพิร์ชตัวกระจ้อยอีกแล้ว แต่ก็ขัดตาไม่ได้
ทั้งสองเอาเรือลำเล็กๆออกไปตกปลาในแม่น้ำหลังบ้าน ระหว่างนั้นคุณตาก็สมมุติให้เด็กน้อยเป็นพรานใหญ่นักสำรวจ Dr.Livingstone ที่กำลังล่องแม่น้ำกลางป่าทึบในอัฟริกาและต้องตกปลาไนล์เพิร์ชตัวยักษ์มาเลี้ยงผู้คนในคณะซาฟารีที่หิวโหย เมื่อได้ยินเสียงกระรอกตาก็สมมุติว่ามันต้องเป็นไฮยีน่าที่คอยมากินพวกเราที่กำลังจะหมดแรง
ไม่นานนักทั้งสองก็เล่นกันอย่างสนุกสนานจนเห็นพ้องต้องกันว่า ต้นไม้ที่เขย่าอยู่เพราะกระรอกนั้นน่าจะมีกอริลล่าปีนอยู่ และเมื่อกวางส่งเสียงนั่นก็น่าจะเป็นสิงโตคำราม
จากวันที่น่าเบื่อมันก็กลับกลายเป็นวันที่สนุกที่สุดวันหนึ่งของเด็กชาย
และเมื่อสบโอกาสตาก็สอนให้ว่า
“ตาไม่รู้ว่าวันหนึ่งเธอจะได้ไปยิงสิงโต ล่าแรด หรือ เย่อปลามาลินหรือเปล่า
ปัญหาก็คือคนส่วนใหญ่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตฝันหาอะไรที่ยากเกินเอื้อมไปจนแก่เฒ่าก็อาจจะไม่ได้มัน แต่พวกเขาก็พลาดทุกอย่างดีๆที่เขาจะสนุกกับมันได้รอบตัว เพียงถ้าพวกเขาไม่มัวแต่ฝัน รอวันพรุ่งนี้ หรือคอยมองชะเง้อข้ามเทือกเขา”
ผมอยากให้คุณได้อ่าน “พ่อเฒ่ากับเจ้าหนู” กันครับ เพราะมันอาจจะเปลี่ยนแปลงความคิดของคุณได้ในหลายๆมุมไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ธรรมชาติ, การอนุรักษ์ที่ถูกต้อง ไปจนถึงเรื่องของชีวิต
แต่ที่สำคัญกว่าผมอยากชวนให้ออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้งในธรรมชาติเท่าที่เราจะพอมีกันก่อนครับ หวังว่าเมื่อออกไปแล้วคุณจะเข้าใจธรรมชาติจริงๆมากขึ้น แล้วเราค่อยมาคุยเรื่องอนุรักษ์กัน
แต่ผมน่ะ ตอนนี้ขอคว้าปืน .22 เอ๊ย .458 ออกไปเดินในป่าหลังบ้านก่อน เมื่อกี้นี้ผมว่าผมได้ยินเสียงขันอยู่ น่าจะเป็นเสือครับ

ข้าพเจ้าขณะกำลังย่างปลาช่อนยักษ์ ที่ได้มาไม่ไกลจากอะเมซอน (คอฟฟี่) มากนัก ตาเกิ้น
8 มกราคม 2568
พร้าว เชียงใหม่

-
บทสุดท้ายของหนังสือเล่มโปรด

ถ้าไม่ได้ออกไปไหน ผมจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้อ่านหนังสือเรื่องการใช้ชีวิตกลางแจ้งจากนักเขียนเก่งๆ คุยโม้ได้เลยว่าผมมีหนังสือแนวนี้อยู่ไม่น้อย จากที่อ่านมา ผมมีนักเขียนในดวงใจอยู่หลายคน
และคนหนึ่งในนั้นก็คือ Jack Kulpa
Jack Kulpa เป็นนักเขียนที่เป็นที่รู้จักกันในวงการ แต่ไม่ได้โด่งดังนัก ในเวลา 40 ในอาชีพนักเขียน เขามีบทความหลายร้อยเรื่อง ตีพิมพ์ในนิตยสารกลางแจ้งแทบทุกหัวหนังสือ
Jack มีหนังสือ Packet Book ที่รวมเรื่องที่เขาเขียนไว้เพียง 2 เล่ม ชื่อ When the wild call และ True North ทั้ง 2 เล่มนี้รวมบทความสั้น ที่แต่ละเรื่องมีความยาวประมาณ 4-5 หน้า เล่าประสบการณ์และถ่ายทอดความคิดจากการตกปลา ล่าสัตว์ รอบๆเมือง ใกล้ๆบ้านและกระท่อมของเขาใน Wisconsin ที่อุดมไปด้วยป่าเขา ทะเลสาบ และสายน้ำ

ผมค่อยๆอ่านบทความของ Jack ทีละบท แต่ละเรื่อง Jack ได้ถ่ายทอดธรรมชาติที่เขาพบเจอผ่านตัวหนังสือออกมาอย่างงดงามจนผมสามารถสร้างภาพในจินตนาการตามไปได้ เรื่องเล่าของเขาผสมผสานเข้ากับสิ่งที่ผมเคยได้ไปประสบมาเองทำให้ผมเข้าใจแก่นแท้ของการตกปลา ล่าสัตว์ เข้าใจหัวใจของคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่ผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้งและนำไปสู่การอนุรักษ์ธรรมชาติที่เป็นเนื้อเดียวกัน
บทความดีๆเช่นนี้ทำให้ผมเชื่อในพลังของตัวหนังสือที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกความคิด สร้างแรงบันดาลใจ จนกระทั่งถึงสร้างการเปลี่ยนแปลง และคิดหวังว่าสักวันหนึ่งผมจะเขียนบทความได้ดีอย่างนี้และให้มันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีได้
และทุกครั้งทีผมอ่านบทความของ Jack จบ ผมจะเกิดความอิจฉาเล็กๆที่ Jack และคนอเมริกันโดยทั่วไปมีโอกาสได้ใช้ชีวิตกลางแจ้งและสัมผัสธรรมชาติได้ลึกซึ้งกว่าเราคนไทยมาก
มันทำให้ผมเข้าใจได้ว่าคนไทยเราถูกจำกัดสิทธิในการใช้ชีวิตกลางแจ้งอย่างมาก และการเข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติและการอนุรักษ์ รวมไปถึงการสร้างสังคมที่มีคุณภาพ
หนังสือดีๆเช่นหนังสือของ Jack Kulpa นี้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ผมพยายามผลักดันเรื่องสิทธิในการใช้ชีวิตกลางแจ้งของพวกเรา และทำให้ผู้คนเข้าใจว่าถ้าเขาจะได้เรียนรู้ รู้จักธรรมชาติ และชีวิตกลางแจ้งที่แท้จริงแล้ว เราจะต้องออกไปให้ไกลกว่าลานกางเต็นท์ที่ตัดหญ้าเรียบเหมือนสวนหลังบ้านและการเดินป่ากับทัวร์บนเส้นทางที่แออัดไปด้วยผู้คน
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้ครับ ไม่ง่ายนัก คงจะต้องแก้ไขกันหลายอย่าง บางคนอาจจะนึกถึงระเบียบราชการ, กฎหมาย ฯ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ยากที่สุดและเราต้องช่วยกันแก้ไขก่อนคือการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจเพื่อแก้ไขความเชื่อผิดเกี่ยวกับธรรมชาติ การอนุรักษ์ และช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการใช้ชีวิตกลางแจ้งที่ดีให้กับคนไทย ผมเชื่อว่าถ้าสิ่งเหล่านี้ดีแล้ว เรื่องอื่นจะกลายเป็นเรื่องง่าย
และผมก็หวังว่าการเขียนเล่าประกอบกับการพาผู้คนออกไปสัมผัสธรรมชาติอย่างที่เป็นอยู่จริงคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเหล่านี้
ผมอ่านบทความแต่ละบทในหนังสือของ Jack อย่างละเมียด เพราะวันหนึ่งอ่านเรื่องเดียวก็อิ่มใจ มีอะไรให้คิดตามมากมาย และมีแรงบันดาลใจให้เขียนหนังสือและออกไปเล่นกลางแจ้งแล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือพยายามเก็บไว้อ่านนานๆเหมือนเหล้าชั้นดีที่เอาไว้จิบทีละนิดให้หอมกรุ่นนานที่สุดก่อนจะหมดขวด
แต่เช่นเดียวกับเหล้าชั้นดีที่จะต้องหมดขวดเข้าสักวัน วันนี้ผมอ่านบทสุดท้ายในหนังสือ True North เรื่อง Second Chance ที่เป็นเรื่องราวการตกปลาในฤดูหนาวท่ามกลางความหวังของฤดูใบไม้ผลิสะท้อนมาสู่การใช้ชีวิตที่ Jack มองย้อนกลับไปมองชีวิตของเขาเอง

เช่นเดียวกับทุกบทที่ได้อ่านมา ตัวหนังสือของ Jack Kulpa สร้างแรงบันดาลใจให้ผมหยิบปากกามาเขียนหนังสือ วางแผนออกไปใช้ “ชีวิตกลางแจ้ง” และมีแรงบันดาลใจที่จะผลักดันให้ผู้คนได้ออกไปสัมผัสความงดงามของชีวิตกลางแจ้งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และมากไปกว่านั้น หนังสือทั้งสองเล่มที่ผมอ่านจบไปนี้ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ผมใช้ชีวิตให้เต็มอิ่มทุกบทเหมือนหนังสือ จนกระทั่งบทสุดท้ายอีกด้วย

ตาเกิ้น
8 ธันวาคม 2567
-
อาหารที่เป็นมิตรต่อโลก (Totally Organic, Free Range, Zero Carbon Footprint)

ผมลังเลอยู่นานแล้วที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ขวางกระแส ขัดความเชื่อของสังคมอย่างมาก เขียนไปก็คงไม่ค่อยมีคนเปิดใจรับฟัง และหลายคนก็คงก่นด่าโดยไม่พยายามอ่านให้จบหรือทำความเข้าใจ แต่ก็ช่างมันเถอะครับ วันน้ีจะเขียนแล้ว เรื่องนี้มันถูกหมกซุกอยู่ใต้พรหมของสังคมไทยมานาน ควรจะเอามาคุยกันจริงจังสักที
อาหารในจานข้างหน้าผม ปรุงขึ้นมาจากเนื้อหมูป่าที่ไม่ได้มาจากฟาร์ม มันคืออาหารประเภทเนื้อที่ผมเชื่อว่าเป็นมิตรต่อโลกมากที่สุดแล้วอย่างหนึ่ง

แกงกระหรี่หมูป่า อาหารที่ผมเชื่อว่าเป็นมิตรต่อโลกมาก หมูป่าเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วที่สุดชนิดหนึ่ง มันอยู่ในป่าไปจนถึงป่าละเมาะชายไร่ การเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วของมันทำให้หมูป่าเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่อันดับหนึ่งของโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเรา หมูป่าที่อยู่เป็นฝูงนั้นหากเข้าไร่ไหนพืชผลที่ปลูกมานานนับเดือนเป็นอันต้องย่อยยับชั่วข้ามคืน และคำนวนได้คร่าวๆว่าถ้ามีหมูป่า 10 ตัว ต้องการควบคุมให้มีเท่าเดิม จะต้องทำลายมันปีละ 7 ตัวเป็นอย่างน้อย

หมูป่าเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วที่สุดชนิดหนึ่ง มันอยู่ในป่าไปจนถึงป่าละเมาะชายไร่ การเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วของมันทำให้หมูป่าเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่อันดับหนึ่งของโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเรา หมูป่าที่อยู่เป็นฝูงนั้นหากเข้าไร่ไหนพืชผลที่ปลูกมานานนับเดือนเป็นอันต้องย่อยยับชั่วข้ามคืน แต่มันก็มีสิ่งดีมากๆเช่นกัน ต่างไปจากเนื้อหมูเลี้ยงที่เรากินกันที่กว่าจะได้มาต้องถางป่าปลูกข้าวโพดเก็บแล้วเผาให้เป็น PM 2.5 เอาข้าวโพดมาเข้าโรงงานแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ส่งไปยังฟาร์มเลี้ยงหมูที่สร้างมลภาวะมากมายเพราะเลี้ยงหมูจำนวนมากๆไว้ที่เดียวกัน หมูป่าหาอาหารของมันกินเองในป่าหรือในไร่ (Zero Carbon Footprint), ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีไม่ต้องถูกกักขัง (Free Range), เนื้อหนังของมันก็เติบโตมาอย่างธรรมชาติ ไม่มีโฮโมนเร่ง, ไม่มียาหรือสารเคมีต่างๆ และไม่มีไขมันมากเกินไป (Totally Organic) แถมในขณะที่มันเติบโตมันก็ยังช่วยพรวนดินและถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ในป่าอีกด้วย
การเอามันมากินก็อาจจะฟังดูโหดร้าย แต่ก็ทรมานน้อยกว่าหมูฟาร์มที่ต้องถูกจับยัดในรถแน่นๆไปฆ่าที่โรงเชือดมากนัก

ด้วยความที่มีเยอะและเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หมูป่าไม่จัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง การล่าหมูป่านอกเขตอนุรักษ์จึงทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
เห็นได้ชัดว่า หมูป่าและสัตว์ป่าอีกหลายชนิดรวมไปถึงสัตว์น้ำ เป็นตัวอย่างของทรัพยากรธรรมชาติที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยไม่หมดไป แต่เรากลับไม่เคยคิดที่จะใช้ประโยชน์จากมันอย่างจริงจัง ไม่เคยจัดการ ปล่อยให้มันอยู่ตามยะฐากรรม ขาดอาหาร ไร้ที่อยู่ ถูกทำลายเพราะรบกวนพืชไร่ เพราะอะไร?
ผมเชื่อว่าสิ่งที่พิกลพิการมากที่สุดของการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยคือการเอาการอนุรักษ์ไปผูกไว้กับเรื่องบาปบุญและความสงสาร นำไปสู่การใช้ความเชื่อมากกว่าเหตุผล จนทำให้เกิดการปล่อยเฉยแทนที่จะต้องจัดการ ซึ่งเป็นต้นต่อที่นำมาซึ่งความวอดวายของทรัพยากรสัตว์ป่า
ถ้าใครยังไม่เห็นภาพที่ผมเรียกว่าวอดวายนี้ ผมขอขยายความสักนิด ในช่วง 30 ปีที่ผมได้เห็นมานี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการรักษา “เขตป่าอนุรักษ์” เช่นอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์ฯ ไว้ได้ อันนี้ต้องขอบคุณผู้คนในกรมอุทยานที่ทุ่มเทกันมายาวนาน แต่พร้อมๆกันธรรมชาติที่เคยมีอยู่นอกเขตเหล่านั้นถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น ด้วยทั้งกลไกการตลาดและกฎเกณฑ์ของรัฐเองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการทำลายล้างนี้ จนผมขอเรียกมันว่า “เขตไม่อนุรักษ์”

ในสามสิบปีที่ผ่านมา ธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ถูกทำลายอย่างมโหฬาร ด้วยการตัด ถาง เผา เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ป่าผืนในภาพนี้เป็นป่าริมแม่น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์มาก สัตว์ป่าที่เราเห็นข่าวว่าเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียงบางพื้นที่ บางชนิด เช่น ช้างซึ่งเพิ่มจำนวนมากไม่หยุดจนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครยอมเข้าไปแก้, กระทิงซึ่งมีมากในเพียงบางพื้นที่และก็เริ่มเป็นปัญหาหนัก เราอาจจะมีสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นในป่าตะวันตกโดยเฉพาะห้วยขาแข้ง ในขณะที่พื้นที่อื่นๆสัตว์ประเภทอื่นๆลดลงอย่างมากในหลายๆพื้นที่ แม้แต่ในเขตอุทยานทางเหนือและอีสานหลายๆแห่งก็ไม่มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่เหลืออยู่เลย
อ่านมาถึงตรงนี้มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ ผมไม่ได้เสนอให้ใช้ประโยชน์สัตว์ป่าที่เหลือน้อยอยู่แล้วในเขตอนุรักษ์ แต่หากกำลังเสนอความคิดที่ว่าเราควรจะฟื้นฟูสัตว์ป่าบางชนิดที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในพื้นที่ “เขตไม่อนุรักษ์” ที่ทุกวันนี้เป็นเพียงไร่ข้าวโพดไร่มันที่ถูกเผาให้เตียนทุกปี
สิ่งที่ผมพยายามอธิบายนี้มีชื่อเรียกว่า “Wildlife Management” หรือการจัดการสัตว์ป่า ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยและใช้กันจริงจังอย่างได้ผลในแทบทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมร้อยปี มีเพียงบ้านเรา และอีก 2-3 ประเทศเท่านั้นที่ “ไม่จัดการ” เพียงเพราะเอาไปผูกกับเรื่องบาปบุญอย่างที่กล่าวมาแล้ว และทุกๆประเทศก็มีปัญหาแบบเรา (ไม่เชื่อผมลอง Google ค้นดูก็ได้ครับ)

เคนย่า เป็นประเทศที่ห้ามล่าสัตว์ตั้งแต่ปี 1977 จากนั้นสัตว์ก็น้อยลงถึง 80% เพราะมันไม่ได้มีคุณค่าอีกต่อไป 
หลังจากปฏิเสธไม่ยอมให้มีการล่าสัตว์และไม่จัดการมานาน อินเดียต้องกำจัดนิลกาย แอนทิโลปที่เพิ่มจำนวนมากเกินทิ้งนับหมื่นๆตัวต่อปี ถ้าจะอธิบายสั้นๆให้เข้าใจง่ายที่สุด Wildlife Management คือการจัดการตัวแปรคือ พื้นที่, อาหาร, ที่หลบภัย และสัตว์ผู้ล่าเพื่อให้สมดุลย์กับปริมาณของสัตว์ป่า
การจัดการนี้อาจจะเป็นไปได้ทั้ง 2 ทางคือการปรับปรุงตัวแปรเหล่านี้ให้สามารถรองรับจำนวนสัตว์ที่มากขึ้น และควบคุมจำนวนสัตว์ให้เหมาะสมกับตัวแปร

ตัวอย่างง่ายๆตามหลักการจัดการพื้นที่ตามแบบ Wildlife Management ขัดกับความคิดคนไทยที่คิดว่าสัตว์ป่าต้องอยู่ในป่าทึบผืนใหญ่เท่านั้น และหัวใจสำคัญของการจัดการสัตว์ป่า คือการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าที่สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้จนมีจำนวนเกินสมดุลย์ของสภาพแวดล้อม แล้วนำรายได้วนกลับมาสู่การอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย, การปรับปรุงสภาพแวดล้อม, ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ดูแล, การเพาะขยายพันธุ์สัตว์ หรือแม้แต่ซื้อที่ดินเป็นเขตอนุรักษ์เพิ่มเติม เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ไปพร้อมๆกับสมดุลย์ธรรมชาติ

ไก่ฟ้าในไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา เป็นตัวยืนยันว่า สัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกับพื้นที่เกษตรได้ ถ้ามันมีประโยชน์ ชาวไร่ก็จะดูแลมัน ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่าการจัดการสัตว์ป่าจะมีผลดีต่อสัตว์ป่านอกเขตอนุรักษ์ได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างสมมุติอันนี้ให้ฟังนะครับ
หากคนที่จะล่าหมูป่าในพื้นที่ของชุมชนหนึ่งต้องจ่ายค่าใบอนุญาต 1,000 บาทให้กับชุมชน คนนำทางมีรายได้ 1,000 บาทต่อวัน เนื้อหมูป่าหากล่าได้สามารถซื้อออกไปในราคากิโลกรัมละ 200 บาท รายได้นี้จะทำให้เกิดแรงจูงใจจนชุมชนนี้มองหมูป่าเปลี่ยนไป (แน่นอนละ ถ้าเนื้อหมูป่ากิโลละ 200 ข้าวโพดกิโลละ 8 บาท) ถ้ามีคนให้ความรู้เรื่องการจัดการสัตว์ป่าสักนิดให้เขาเข้าใจว่าจะทำให้หมูป่าเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างไร เขาก็จะปลูกอาหาร, ปลูกป่าเป็นพื้นที่หลบภัย, เลิกเผาป่า และคอยดูแลไม่ให้ใครมาลักลอบล่า ผลพลอยได้ของการดูแลฟื้นฟูพื้นที่นี้เราก็จะได้ธรรมชาติกลับคืนมาในพื้นที่เคยโล่งเตียนจากการเผา และเป็นอานิสงค์ให้สัตว์ป่าชนิดอื่นๆได้มีที่อยู่และเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย
เรื่องสมมุตินี้ผมไม่ได้นั่งฝันขึ้นมาเอง แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกยกเว้นประเทศไทย
นอกจากหมูป่าแล้วยังมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับหายสาบสูญไปจากแทบทุกพื้นที่ เพราะมันไม่มีคุณค่าอะไร นอกจากเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่ เช่น กระต่ายป่า, ไก่ป่า, นกกระทาดง หรือแม้กระทั่ง เก้งที่ออกลูกทั้งปีจนกลายเป็นสัตว์เอเลี่ยนที่ไปสร้างปัญหาอยู่ในยุโรป สัตว์เหล่านี้สามารถเพิ่มจำนวนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเรามีการจัดการและให้โอกาสมัน

เก้งเป็นสัตว์ที่ออกลูกหลายรอบต่อปี ขยายพัยธุ์เร็วจนเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ที่รุกรานอังกฤษ แต่ทำไมของเราถึงหมด? 
ตัวอย่างจากฮังการี จำนวนกวางในธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากไม่ถึง 4 พันตัวเป็นกว่าแสนเพียงแต่มีการจัดการที่ดี และสามารถล่าใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 5 หมื่นตัวต่อปี 
การจัดการสัตว์ป่า ประกอบกับการใช้ประโยชน์จากการล่าที่มีการจัดการที่ดี ทำให้สัตว์ป่าเกือบทุกชนิดเพิ่มขึ้นทั่วโลก ผมยังเชื่ออีกว่า เมื่อได้มีทรัพยากรสัตว์ป่าให้ใช้ได้นอกเขตอนุรักษ์แล้ว การลักลอบล่าสัตว์ในเขตอนุรักษ์ก็จะลดลงไปด้วย
ทุกครั้งที่มีฝุ่นควันจากการเผา เมื่อมีน้ำท่วมพัดเอาโคลนลงมาถมในเมือง คนเมืองก็จะก่นด่าคนที่ถางผืนแผ่นดินปลูกข้าวโพด บางองค์กรก็ออกมาเรียกร้องให้ลงชื่อเพื่อหยุดการเผา
แต่การปลูกข้าวโพด การเผาจะหยุดหรือลดลงได้อย่างไร เมื่อมันคือวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ในฟาร์มที่คนเมืองอย่างเราบริโภคกันอย่างไม่บันยะบันยัง และไม่เคยสนใจถึงที่มาของเนื้อเหล่านั้น

เราจะใช้ผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ของเราเพียงเพื่อปลูกอาหารสัตว์? เราจะไม่ให้โอกาสสัตว์ป่าได้อยู่และขยายพันธุ์นอกเขตอนุรักษ์ที่จำกัดเลยหรือ การปลูกข้าวโพด การเผา จะลดลงได้อย่างไร เมื่อเราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนความเชื่อเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ปลูกข้าวโพดมีทางเลือกที่จะใช้ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าและยั่งยืน โดยที่มีรายได้ไม่น้อยไปกว่าการปลูกข้าวโพด
ที่เราไม่อาจะก้าวข้ามไปได้ มันก็อาจจะเป็นเพราะเรายังคงเอาการอนุรักษ์มาพัวพันกับบาปบุญ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเราก็ยังกินเนื้อสัตว์กันอยู่ เพียงแต่ปัดเรื่องที่คิดว่าบาปนั้นออกไปให้พ้นตาไกลหัวใจเท่านั้นเอง
ผมขอทิ้งคำพูดของ Aldo Leopold ปราชญ์แห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติคนหนึ่งเอาให้คุณไปคิดต่อ
“มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดินได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนด้วยการทำ 5 อย่างไปอย่างผสมผสานกัน คือ การเกษตร, ปลูกป่าเพื่อตัดใช้, ใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า, ลดการพังทลายของต้นน้ำ และขายวิวทิวทัศน์”

ผืนแผ่นดินที่ควรจะสวยงามและอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ควรจะถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนด้วยการทำ 5 อย่างไปอย่างผสมผสานกัน คือ การเกษตร, ปลูกป่าเพื่อตัดใช้, ใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า, ลดการพังทลายของต้นน้ำ และขายวิวทิวทัศน์” ตาเกิ้น 1 ธันวาคม 2567
-
เรื่องควายๆ

ผมเบื่อคำว่า “ควายป่าฝูงสุดท้าย” ครับ
หักมุมไปที่อื่นก่อนค่อยกลับมาคุยกันเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่คงรู้จักควายป่าไบซันในอเมริกาใช่มั๊ยครับ คงเคยเห็นกันในสารคดีและภาพยนต์หลายเรื่อง

ภาพยนต์ที่ทำให้คนรู้จักไบซันมากที่สุดน่าจะเป็น Dances with Wolves ควายป่าไบซันนี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากครับ มันเคยมีมากกว่า 60 ล้านตัว เคยถูกไล่ล่าจนเหลือ 80 ตัว และก็กลับมามีจำนวนมากมายชนิดสั่งสเต็กกินได้ เป็นตัวอย่างที่ดีน่าศึกษาในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ได้ผลเลยครับ
มีใครเคยดูรายการ Meat Eater บ้างมั๊ยครับ ถ้ายังไม่เคย ลองดูใน YouTube มีนะครับ
ผมชื่นชอบ Steve Rinella คนที่ทำรายการนี้มาก Steve เป็นคนที่เข้าถึงธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง จริงจัง และสามารถอธิบายมันได้อย่างเรียบง่าย ไม่ดัดจริต ไม่หวือหวา
เขายังเป็นนักเขียนที่เก่งมากๆอีกด้วยครับ เขามีบทความลงในแม็กกาซีนมากมาย และมีหนังสือตีพิมพ์อีกหลายเล่ม (ซึ่งผมซื้อมาอ่านทุกเล่ม)
เล่มล่าสุดที่ผมอ่านและประทับใจมากชื่อ American Buffalo ที่เล่าเรื่องของควายไบซันในทวีปอเมริกาทั้งในมุมมองของสายพันธุ์, ประวัติศาสตร์, การอนุรักษ์ และเล่าคู่ขนานไปกับเรื่องที่เขามีโอกาสได้ไปล่าไบซันในอลาสก้า เป็นการเล่าเรื่องที่แทรกวิชาการและแง่คิดต่างๆเข้าไปกับความตื่นเต้นอย่างน่าติดตาม อ่านแล้ววางไม่ลงเลยครับ

เล่มนี้อ่านสนุกและได้ความรู้มากมายครับ ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆก็แล้วกันนะครับ ใครสนใจก็ไปหาอ่านได้
ควายไบซันกว่า 60 ล้านตัวเคยวิ่งกันพล่านอยู่ในทุ่งของทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบทวีปอเมริกา (ที่มีคนอยู่ตั้งนานแล้ว) ไบซันมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียและส่วนหนึ่งย้ายเข้าไปอยู่ในอเมริกาประมาณ 2-3 แสนปีที่แล้ว
Steve เล่าให้ฟังถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าชนพื้นเมืองได้ล่าไบซันมาเป็นอาหารแล้วนับหมื่นๆปี ในขณะที่ฮอลลีวู๊ดพยายามเล่าเรื่องอย่างโรแมนติกว่าอินเดียนแดงมีความรักและผูกพันกับควายไบซันในท้องทุ่ง แต่ในความเป็นจริงมันก็เป็นอาหารของพวกเขานั่นแหละ และยังมีหลักฐานให้เห็นถึงการล่าแบบทำลายล้างในยุคนั้นเช่นกันจนทำให้ไบซันในบางพื้นที่มีจำนวนลดลงหรือหายไปก่อนที่คนขาวจะมาถึง

ในยุคของอินเดียนแดงก็มีการล่าแบบล้างผลาญเช่นการต้อนให้ตกหน้าผาทั้งฝูงแบบนี้ แต่สถานการณ์มาเลวร้ายสุดๆในช่วงปี 1870-1880 ซึ่งเป็นยุคการบุกเบิกตะวันตกหลังสงครามกลางเมือง ฝูงไบซันคือการทำเงินที่ง่ายที่สุดเพราะมันมีมากมายเต็มทุ่ง หนังควายเป็นที่ต้องการของคนในเมืองใหญ่ ชิ้นส่วนต่างๆแม้แต่หางก็ขายได้ มันล่าง่ายเสียเหลือเกินเพราะไม่รู้จักหนีแม้ตัวอื่นๆในฝูงจะถูกยิงล้มลง นักล่าควายคนหนึ่งในยุคนั้นสามารถยิงควายได้กว่าร้อยตัวต่อวัน คูนเข้ากับจำนวนคนที่เข้ามาแสวงโชค ไบซันก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

ควายไบซันนี้เล่ากันว่าตอนที่มีเยอะๆมันไม่รู้จักคน การล่าง่ายมาก ยิงตัวหนึ่งล้มก็ไม่หนี ยิงได้จนแทบหมดฝูง 
หนังควายไบซันคือเงินมหาศาลของนักแสวงโชคในยุคนั้น เลวร้ายซ้ำขึ้นไปอีก เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างอินเดียนแดงเจ้าของพื้นที่กับขบวนเกวียนของผู้อพยบที่หลั่งไหลเข้ามาจนกองทัพอเมริกันต้องเข้ามาจัดการกับอินเดียน
ด้วยความยากที่จะไล่ล่าอินเดียนแดงที่รบราวกับกองโจร เข้าตีแล้วก็หนีไปซ่อนตัว การรบจึงยืดเยื้อ กองทัพอเมริกันเลยได้รับคำสั่งให้ทำลายไบซันเสบียงอาหารหลักของอินเดียนให้หมดสิ้นไป ความซวยก็มาลงที่ควายไบซันที่ยังพอมีเหลืออยู่
พอถึงปี 1890 ฝูงควายไบซันที่เคยมีอยู่เต็มทุ่งก็เหลือเพียงกองกระดูก

กองกระดูกไบซันที่สูงเป็นภูเขา ยังโชคดีอยู่บ้างที่ยังมีไบซันธรรมชาติฝูงสุดท้ายเพียง 25 ตัวหลงซ่อนอยู่ป่าลึกของ Yellowstone และมีอีกส่วนหนึ่งที่ถูกจับไปเลี้ยงอยู่ในฟาร์ม, สวนสัตว์หรือแม้กระทั่งคณะละครสัตว์ แต่รวมทั้งหมดแล้วก็ไม่เกิน 300 ตัว
จุดที่พลิกเปลี่ยนของไบซันและสัตว์ป่าอื่นๆในอเมริกาคือการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าในช่วงปี 1900 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่คนอเมริกันทุกคนเป็นเจ้าของโดยมีรัฐทำหน้าที่ดูแลแทน มีการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าตามกติกา, มีการบังคับกฎหมายอย่างเข้มงวดและนำรายได้จากการล่าสัตว์กลับมา จ้างเจ้าหน้าที่, วิจัย, ฟื้นฟูพันธุ์สัตว์ ไปจนถึงเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ (กฏหมายที่ประเทศไทยเราก็ลอกเขามาทั้งดุ้น แต่ล้มเหลวในภาคปฏิบัติ เอาไว้วันหลังจะเอามาเล่าให้ฟังอีกทีครับ)
ในปัจจุบันมีไบซันมากกว่า 500,000 ตัวในทวีปอเมริกาเหนือ ประมาณ 30,000 ตัวอยู่ในเขตสงวน ที่เหลือเป็นฝูงไบซันที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มของเอกชน

ปัจจุบันไบซันเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในอุทยาน Yellowstone 
เดินกันเต็มถนนทีเดียวครับ เมื่อเดินเข้าไปในร้านสเต็กในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบมอนทาน่า หรือแม้กระทั่งในอุทยาน Yellowstone เอง ผมสามารถสั่งสเต็กไบซันมากินได้ มันอร่อยมากครับ

โทมาฮ็อคไบซัน สั่งกินได้แทบทุกร้านสเต็คแถวมอนทาน่าและแคนาดา 
ชิ้นนี้ใหญ่มากครับ กินสองคนยังจุก บอกเลยว่าอร่อยมาก คนที่ชอบ(รวมทั้งผมด้วย) จะบอกว่าเนื้อไบซันจะมีไขมันน้อยกว่าเนื้อวัวและรสชาติดีกว่าอย่างรู้สึกได้ เนื้อไบซันนี้ก็เป็นเนื้อ Organic, Free range อย่างที่คนสมัยนี้นิยมกันด้วยเพราะไบซันทั้งหมดแม้จะเลี้ยงในฟาร์มก็เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระอยู่ในทุ่งไม่ต่างจากไบซันป่าเมื่อหมื่นปีหรือแสนปีก่อน หมดกังวลเรื่องจะสูญพันธุ์

ปัจจุบันนี้ ไบซันจำนวนหลายแสนตัวถูกเลี้ยงในฟาร์ม มันถูกปล่อยให้กินหญ้าในท้องทุ่งอย่างอิสระเหมือนเมื่อหลายหมื่นปีก่อน
“ควายป่าฝูงสุดท้าย” ครั้งแรกๆที่ได้ยินเรื่องนี้ ผมก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ถึงกระทั่งเคยดิ้นรนพยายามจะเข้าไปในห้วยขาแข้งเพื่อเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง หรือถ้าได้ถ่ายรูปมาก็ยิ่งดี

แต่หลายสิบปีผ่านไปจากที่ได้ยินครั้งแรก ผมก็ยังได้ยินคำว่า “ควายป่าฝูงสุดท้าย” อยู่เหมือนเดิม ก็ทำให้เกิดความสงสัยปนหงุดหงิดว่า ทำไมเราปล่อยให้มันเป็นฝูงสุดท้ายตั้งแต่พบเจอครั้งแรกในปี 2514 มาถึงตอนนี้ก็ 50 ปีเข้ามาแล้ว และจะใช้คำนี้กันไปอีกกี่สิบปี
ไบซัน วัว ควาย หรือควายป่า สามารถเพิ่มจำนวนได้เองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผสมเทียม ขอเพียงมีพื้นที่ให้มันอยู่ มีแหล่งอาหารให้กิน ใช้เวลาเพียง 4-5 ปีมันจะสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่า (ไบซันเพิ่มจาก 300 ตัวเป็น 500,000 ตัวได้ในเวลา 120 ปี)
แต่ทำไมควายป่าห้วยขาแข้งยังเป็นฝูงสุดท้าย ทำไมยังมีแค่ 40-50 ตัว พูดกันซ้ำซากมา 50 ปีแล้ว
ตัวอย่างของสัตว์อีกชนิดคือวัวแดง สัตว์ที่มีเหลืออยู่ในธรรมชาติน้อยแห่งมาก จะมีจำนวนมากก็ในห้วยขาแข้งที่เดียวนี่อีก การที่มีการขยายพันธุ์วัวแดงที่ศูนย์เขาน้ำพุ ป่าสลักพระ เป็นตัวอย่างที่พอจะมีความหวังอยู่บ้างที่มีการขยายพันธุ์และปล่อยคืนสู่ป่าได้ แต่ก็ทำได้น้อยมากทั้งที่โครงการนี้มีมาแล้วถึง 30 ปี

ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเขาน้ำพุ กาญจนบุรี มีการเพาะพันธุ์วัวแดงปล่อยคืนป่า แต่ในเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปล่อยไป 19 ตัว ในอีกมุมหนึ่ง เรากำลังมีช้างและกระทิงมากเกินไปในบางพื้นที่ โดยไม่มีการจัดการ

กระทิงในหลายพื้นที่มีจำนวนมากไปจนล้นออกมากินพืชไร่แทบทุกคืน จนมีความขัดแย้งกับชุมชนรอบๆ ในขณะที่ป่าส่วนใหญ่ยังไม่มีกระทิง การมีสัตว์ป่าชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปกว่าที่พื้นที่จะรับได้ไม่ใช่เรื่องดี มันมีผลเสียอย่างมากต่อสภาพธรรมชาติ มันอาจจะกินพืชบางชนิดจนหมด สัตว์ชนิดอื่นอาจจะถูกแย่งอาหารจนสูญพันธุ์ไป หรือสัตว์ชนิดนั้นเองก็อาจจะกินอาหารหมดจนอดตายทั้งฝูง ความหนาแน่นอาจจะทำให้เกิดโรคระบาดตายยกฝูง ฯลฯ
ตัวอย่างมีให้ดูมากมายเช่นกวางเอลค์ใน Yellowstone ที่มีมากเกินไปจนทำให้สภาพป่าเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินแห้งแล้ง, กวางดาวในฮาวายที่กินหญ้าหมดจนดินที่ขาดหญ้าคลุมทลายลงแม่น้ำและทะเล

ใน Yellowstone เคยมีกวางเอลค์มากเกินไป จนทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยน สัตว์ชนิดอื่นๆลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ ต้นไม้และหญ้าตาย น้ำขุ่นปลาตาย ฯลฯ จนกระทั่งมีการเอาหมาป่ามาปล่อยเพื่อควบคุมจำนวนกวาง ธรรมชาติจึงฟื้นตัว 
กวางดาวเป็นปัญหาใหญ่ของฮาวาย มันเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ไปแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว กินต้นไม้ตายหมดเป็นเขาๆ หญ้าหมดจนไม่มีอะไรคลุมดิน 
ผลจากกวางดาวที่มีมากไป ทำให้ดินถล่มและถูกน้ำชะลงทะเล จนทะเลเปลี่ยนสี แน่นอนมันส่งผลเสียต่อสัตว์อื่นๆมากมาย ล่าสุดคือการเพิ่มขึ้นของควายปละในออสเตรเลียทางเหนือ ซึ่งเป็นควายที่มีคนทำหลุดไปอยู่ในธรรมชาติจนเพิ่มจำนวนมีมากกว่า 160,000 ตัวเกินที่พื้นที่จะรับได้ จนต้องมีการจับขาย เปิดให้ล่า จนถึงขนาดต้องยิงทิ้ง เมื่อมีสารคดีหนึ่งนำเรื่องราวของการล่าควายปละเหล่านี้ในออสเตรเลียปรากฏว่ามีคนไทยเราไม่น้อยที่ไปด่าประณามเขาว่าโหดร้าย แต่กลับไม่มีใครตั้งคำถามว่าทำไมควายเขามีเยอะจัง ขณะที่ของเรายังคงเป็น “ฝูงสุดท้าย”

ควายปละในออสเตรเลียมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 161,250 ตัวและยังเพิ่มเรื่อยๆปีละ 27,000 ตัวจนต้องมี “การจัดการ” การจัดการสัตว์ป่าที่มีน้อยใกล้สูญพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือการควบคุมปริมาณสัตว์ป่าที่มีมากเกินไปนี้ มีศาสตร์ที่เรียกว่า “การจัดการสัตว์ป่า” (wildlife management) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยมาเกือบร้อยปีและใช้ปฏิบัติกันในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์มาแล้วทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเพราะมนุษย์ได้ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุลย์จนไม่สามารถกลับสู่สมดุลย์เองได้ตั้งแต่ที่เราตัดแบ่งป่าออกจากกันและถางเอาที่ราบทั้งหมดมาทำการเกษตรแล้ว
พื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการจัดการสัตว์ป่า คือการจัดสรรการใช้ประโยชน์, สร้างแรงจูงใจ และสร้างรายได้เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ เรื่องนี้คือเรื่องที่ไม่เคยมีเลยในความคิดของคนไทย
การจัดการสัตว์ป่านี้มีคนไทยเรียนจบมาหลายคนเก่งๆทั้งนั้น แต่เรากลับไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกัน ไม่เคยวางแผน ไม่เคยลงมือทำสิ่งที่ควรทำและจำเป็นต้องทำ ปัญหาทั้งหลายที่หนักหนาขึ้นเรื่อยๆก็เหมือนพยายามซุกไว้ใต้พรม และที่แย่ที่สุดคือการปล่อยให้คนไทยส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจเรื่องนี้
Aldo Leopold ซึ่งเป็นคนเขียนตำราและอาจารย์สอนเรื่องการจัดการสัตว์ป่าคนแรก เคยกล่าวไว้ว่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติมี 3 ขั้นตอน คือ
- หาวิธีแก้ปัญหา
- ทำให้ได้รับการสนับสนุนโดยสังคม
- ลงมือทำ
ผมไม่คิดว่าการเพิ่มจำนวนสัตว์ป่าที่มีน้อยใกล้สูญพันธุ์หรือที่มีมากเกินไปเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคในข้อหนึ่ง หรือ การลงมือทำในข้อ 3 เพราะในกรมอุทยานของเรามีคนเก่งในเรื่องของสัตว์ป่าอยู่มากมายหลายคน ที่ร่ำเรียนมา อยู่กับปัญหามาตลอด รู้ว่าต้องทำอย่างไร และใจเต็มร้อยที่จะทำ
แต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขาไม่ใช่คนที่จะมีอำนาจวางนโยบายเรื่องสัตว์ป่า ส่วนคนที่มีอำนาจหน้าที่ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หรืออาจจะเข้าใจแต่ไม่อยากเอาหน้าที่การงานไปเสี่ยงทำเรื่องที่มีประโยชน์กับสัตว์ป่าแต่ไม่ได้ประโยชน์กับคนมากนัก จึงไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ความสำคัญ
ยิ่งนักการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวง ยิ่งไม่ต้องหวัง นอกจากจะไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็คงไม่คิดทำเพราะไม่มีผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
เมื่อเราไม่เคยเอาปัญหาและทางออกในเรื่องการจัดการสัตว์ป่ามาคุยกัน ปัญหาก็เลยตกอยู่ที่ข้อสอง เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เคยเข้าใจความสำคัญของการจัดการสัตว์ป่า คนส่วนใหญ่ก็เลยรักและสงสารสัตว์เป็นตัวๆ แต่ไม่เคยมองและสนใจภาพกว้างว่าเผ่าพันธุ์ของมันจะดำรงอยู่ได้อย่างไร
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีคำตอบว่ามาบอกว่าต้องทำอย่างไร หากแต่มีคำถามมากมายในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ใส่ใจในธรรมชาติ และอยากเรียกร้องให้รัฐจัดการธรรมชาติอย่างที่ควรจะทำ
ผมสงสัยว่าที่ควายป่าเป็นฝูงสุดท้ายอยู่อย่างนี้น่าจะเป็นเพราะเราขาดแรงจูงใจ ไม่รู้จะให้มันเพิ่มไปทำไม ไม่มีใครได้ประโยชน์จากมัน ก็เลยไม่เคยมีเป้าหมายว่ามันควรจะมีสักกี่ตัว ที่ไหนบ้าง
ตรงๆเลย ลองถามตัวเราเองกันดูก็ได้นะครับว่า ควายป่า วัวแดง มีอะไรที่สำคัญกับชีวิตเรา ที่เราจะอยากพยายามทำให้มันเพิ่มจำนวนขึ้น ถ้าให้เลือกว่าภาษีเราจ่ายจะไปลงกับการขยายพันธุ์ควายป่า กับไปพัฒนาโรงพยาบาล หรือโรงเรียน เราจะโหวตเลือกอะไร
หรือหนักไปกว่านั้น แรงจูงใจของเราอาจจะแค่ต้องการมี “ควายป่า” เอาไว้แค่ถ่ายรูป บางคนอาจจะคิดว่ามีน้อยๆอย่างนี้ก็ดีแล้ว เอาไว้ให้ดูเก่งเมื่อได้พบเจอ NGO ทั้งหลายก็เอาไว้เรียกร้องความสนใจ ความสงสาร

แรงจูงใจของเราอาจจะแค่ต้องการมี “ควายป่า” เอาไว้แค่ถ่ายรูป บางคนอาจจะคิดว่ามีน้อยๆอย่างนี้ก็ดีแล้ว เอาไว้ให้ดูเก่งเมื่อได้พบเจอ NGO ทั้งหลายก็เอาไว้เรียกร้องความสนใจ ความสงสาร ถ้าเรายังจะทำการ “อนุรักษ์” กันแบบไม่เคยคิดใช้ประโยชน์ให้เกิดแรงจูงใจ มันก็จะ “สุดท้าย”อย่างนี้ต่อไปละครับ
นั่นละครับ เรื่องควายๆที่อยากเอามาคุยกันในวันนี้
ตาเกิ้น 22 มิถุนายน 2567
-
ใช้ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าและยั่งยืน

“The oldest task in human history : To live on a piece of Land without spoiling it”
“หน้าที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติคือการใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินโดยไม่ทำลายมัน”
Aldo Leopold
ดูเหมือนว่าในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่และใช้เวลาส่วนใหญ่ในโลกเสมือน ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเงินตราและผลประโยชน์ระยะสั้น ความคิดและหน้าที่นี้จะอยู่ห่างไกลตัว หรือกระทั่งถูกลืมเลือนไป
ความหมายของ “ผืนแผ่นดิน” นี้กว้างขวางกว่า “ดิน” มาก แต่หมายถึงการดำรงอยู่ของ ดิน, สายน้ำ,พืชพรรณ และสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การเกษตรหรือป่าดง เป็นการผสมผสานของเกษตรกรรม, ธรรมชาติและมนุษย์เข้าเป็นหนึ่งเดียว
ในบทความต่อๆมา Aldo Leopold ยังเขียนไว้อย่างน่าคิดว่า เราสามารถรักษาสมดุลย์และใช้ผืนแผ่นดินได้อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยไม่ทำลายมัน ด้วยการทำการเกษตร, ป่าไม้, สัตว์ป่า ป้องกันการพังทลายของดิน และขายวิวทิวทัศน์ไปได้พร้อมๆกัน ถ้ามีจัดการอย่างเหมาะสม
อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงคิดในใจว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นไปไม่ได้
มันเป็นไปได้และเป็นอยู่ในหลายๆที่บนโลกใบนี้ครับ ผมจะพาคุณไปดูของจริงสักที่หนึ่ง แล้วเราค่อยกลับมาคุยกันว่าถ้าเราจะขยับขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นได้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง
ผมกลับมาที่เดนมาร์กอีกครั้ง (อ่านเรื่องจากเดนมาร์กครั้งแรกได้ที่นี่ครับ) ผมเดินตามสหายจอห์นเข้าไปในไร่ที่ดินร่วนซุยเพราะถูกไถเพื่อปลูกข้าวสาลีไปหมาดๆ

เราเดินย่องไปตามแนวต้นไม้ที่พ่อยูลปลูกไว้ระหว่างแปลงข้าวเพื่อกันลม ต้นไม้เหล่านั้นสูงใหญ่อายุหลายสิบปีมีไม้พุ่มอยู่ด้านล่างที่เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด จอห์นชี้ให้ผมดูต้นไม้ดอกสีเหลืองที่แม่มักจะเอามาทำน้ำหวานให้กินกันในช่วงฤดูร้อน ระหว่างทางเดินเราสังเกตเห็นรอยเท้ากวางและสัตว์อื่นๆตลอดทาง
เราปีนขึ้นไปอยู่บนห้างสูงก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า ในเวลา 5:09 จากห้างสูงนั้นผมมองไปได้ไกลสุดสายตา
เดนมาร์กเป็นประเทศที่ไม่มีภูเขาสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ อาจจะมีเนินสลับบ้าง และเกือบ 70% เป็นพื้นที่การเกษตร
ฟาร์มของพ่อยูลเป็นพื้นที่ฟาร์มแปลงใหญ่ พื้นที่ข้างๆรอบทิศล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่เกษตรปลูกข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์และมันฝรั่ง แต่มันถูกสลับไปด้วยแนวต้นไม้ บางส่วนเป็นป่าใหญ่ไม้โต

เรานั่งหันหลังชนกันอยู่บนห้างเพื่อช่วยกันสังเกตการณ์ให้ได้รอบทิศ ข้างหน้าด้านขวาของผมเป็นหนองน้ำ ที่เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับทำเกษตรขณะเดียวกันมันก็เป็นแหล่งน้ำของสัตว์ป่าในพื้นที่ไปด้วย พ่อยูลสร้างบ้านไม้หลายหลังในบึงนั้นไว้ให้เป็ดมาวางไข่

เลยจากบึงไปเป็นป่าต้นไม้ใหญ่ที่จอห์นเล่าว่าเขากับพ่อปลูกไว้เกือบ 30 ปีที่ก่อน ขณะนี้เริ่มตัดไม้มาใช้มาขายได้บางส่วนแล้วและก็หมุนเวียนไปปลูกไม้ในพื้นที่แปลงอื่นของฟาร์ม
เสียงนกนานาชนิดร้องกันระงมทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้นโผล่พ้นขอบฟ้าเป็นสัญญานบอกให้รู้ว่าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว นกหลายตัวมาเกาะบนหลังคาห้างส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

เป็ดป่าฝูงหนึ่งบินขึ้นจากหนองน้ำข้างหน้า พวกมันบินร่อนรอบห้างเราเป็นวงกลมก่อนที่จะบินห่างออกไป
“จอห์น กวาง!” ผมสะกิดจอห์นที่นั่งหันหน้าไปสังเกตการณ์คนละข้างกัน เขารีบหมุนตัวกลับมาข้างเดียวกับผม
“ตัวผู้” ผมกระซิบอีกครั้งเมื่อเห็นเขาของกวางตัวนั้นในกล้องส่องทางไกล
“เขามี 3 กิ่งมั๊ย” จอห์นถามย้ำอีก เพื่อให้ในใจว่ามันเป็นกวางที่โตได้ที่
กวางตัวนั้นเป็น Roe Deer สัตว์ประจำท้องถิ่นของที่นี่และมีทั่วๆไปในยุโรป เป็นกวางขนาดเล็กตัวเท่าเก้งบ้านเรา ถึงแม้เดนมาร์กจะมีพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์อยู่แค่ประมาณ 5% แต่ Roe Deer และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆก็ยังคงอยู่และแพร่พันธุ์ได้ตลอดมาในพื้นที่ไร่นา เพราะเจ้าของพื้นที่ช่วยกันดูแลให้มันดำรงอยู่

Roe Deer และ Red Deer เป็นกวางที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วยุโรป ในภาพนี้เป็นการกระจายตัวในอิตาลี่ Roe Deer ตัวนั้นปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งที่อีกฟากหนึ่งของหนองน้ำ แล้ววิ่งเหยาะๆอ้อมมาใกล้เรามากขึ้นและทำให้เราเห็นมันได้อย่างชัดเจน
“เขามีสามกิ่ง” ผมยืนยัน และผมก็เชื่อว่าจอห์นเห็นมันชัดแล้วเช่นกัน
เมื่อกวางตัวนั้นมาหยุดยืนนิ่งที่หน้าแปลงข้าวสาลี เสียงปืนของจอห์นก็ดังขึ้น

สัตว์ป่าที่เดนมาร์กถูกมองว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถใช้ได้โดยไม่หมดไป โดยจะต้องมีการดูแลและวางกฏเกณฑ์ที่ถูกต้อง
ที่นี่ การล่าสัตว์ป่าเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดิน โดยที่รัฐทำหน้าที่จัดการภาพรวม เช่น การวิจัย, การกำหนดฤดูล่าสัตว์สำหรับสัตว์ชนิดต่างๆ เพศและวัยในเวลาฤดูกาลที่เหมาะสมซึ่งก็มาจากการวิจัย, ทำหน้าที่อบรมและคัดกรองผู้ที่มีสิทธิ์ล่าสัตว์ได้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจในการดูแลสัตว์ป่า
เจ้าของที่ดินสามารถล่าสัตว์เป็นอาหารหรืออาจจะขายสิทธินั้นให้กับคนที่ต้องการล่า เมื่อสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของที่ดิน เขาจะไม่มองมันเป็นเพียงสัตว์รบกวนพืชไร่ เขาจะดูแลให้มันคงอยู่และเพิ่มจำนวนอย่างเหมาะสม ดูแลให้มีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และมีป่าให้หลบภัย ไปจนถึงการควบคุมจำนวนการล่าต่อปีและจำนวนสัตว์ที่ควรมีในพื้นที่ให้เหมาะสม
รัฐเองเมื่อเข้าใจ, มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าและการควบคุมปริมาณสัตว์ป่า ก็มีมาตรการและคำแนะนำให้กับเจ้าของที่ เพื่อให้ดูแลสัตว์ป่าได้ดีขึ้น เช่นการสนับสนุนเงินให้ปลูกต้นไม้ระหว่างแปลงเพาะปลูกให้เป็นที่หลบภัยของสัตว์ หรือการให้เงินชดเชยให้งดการเพาะปลูกบนที่ดินบางส่วนเพื่อทิ้งไว้ให้เป็นทุ่งหญ้าอาหารสัตว์

ในอังกฤษ Game & Wildlife Conservation Trust (GWCT) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวนาปลูกดอกไม้และปล่อยให้หญ้าขึ้นรอบแปลงเกษตรเพื่อให้เป็นอาหารนกและสัตว์ป่าประเภทอื่น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความนี้ครับ ต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิดและเชื่อกัน สัตว์ป่านั้นไม่ได้ชอบการอยู่ในป่าทึบ เพราะในป่าไม่ได้มีแหล่งอาหาร มันต้องการป่าเพียงเล็กน้อยเพื่อใช้ซ่อนตัวหลบภัย จริงๆแล้วสัตว์ป่าเกือบทุกชนิดอาศัยอยู่และแพร่พันธุ์ได้ดีในทุ่งหญ้าหรือพื้นที่ไร่นาการเกษตร หากเพียงมีการจัดการดูแลที่ถูกต้อง สัตว์ป่าประเภทกวางสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าในเวลาเพียง 2-3 ปี สัตว์ตระกูลนกยิ่งเร็วกว่ามาก เช่นเป็ดป่าสามารถเพิ่มจำนวนจาก 2 ตัวเป็น 2,000 ตัวในเวลาเพียง 5 ปี

ฝูงนกที่อาศัยอยู่ในไร่น่าของอังกฤษที่มีการฟื้นฟู 
ไก่ฟ้าในไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา เป็นตัวยืนยันว่า สัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกับพื้นที่เกษตรได้ ถ้ามันมีประโยชน์ ชาวไร่ก็จะดูแลมัน 
จำนวนกวางในธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากไม่ถึง 4 พันตัวเป็นกว่าแสนเพียงแต่มีการจัดการที่ดี และสามารถล่าใช้ประโยชนืได้มากกว่า 5 หมื่นตัวต่อปี เพียงถ้าเราให้โอกาสมัน สัตว์สามารถเพิ่มจำนวนได้เอง และเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้
ขณะที่เราเดินกลับไปที่บ้านจอห์น เราเดินผ่านที่ดินแปลงหนึ่งที่ถูกปล่อยให้ว่างไว้ไม่มีการเพาะปลูก จอห์นบอกว่ารัฐให้เงินสนับสนุนให้เจ้าของไร่แบ่งพื้นที่บางส่วนให้เป็นทุ่งหญ้าเพื่อเป็นอาหารสัตว์ป่าและฟื้นฟูธรรมชาติ

ผืนดินที่รัฐบาลอุดหนุนเงินให้ปล่อยธรรมชาติให้ฟื้นคืนและเป็นอาหารสัตว์ กลับกับประเทศเราที่ถ้าที่ดินปล่อยว่าจะถูกเก็บภาษีหนัก หรือยึดคืนถ้าเป็นที่ สปก. เมื่อคุยกันเรื่องนี้ จอห์นก็หยิบกระดาษ 2-3 แผ่นออกมาให้ผมดู มันคือแผนคร่าวๆของที่ดินของเขาที่จอห์นกับพ่อกำลังวางแผนใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดิน
แปลงป่าที่จอห์นกับพ่อปลูกไว้กว่ายี่สิบปีก่อน ถึงเวลาที่จะตัดใช้ประโยชน์ และขายได้ ตรงนั้นจะกลายเป็นไร่มันและข้าวสาลีอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเขาก็จะปลูกแปลงป่าขึ้นมาอีกด้านหนึ่งขึ้นมาแทน ที่บางส่วนจะถูกเก็บไว้เป็นทุ่งธรรมชาติ โดยทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความสวยงามของทิวทัศน์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ทุกวันด้วย

“ถ้าเราวางผังแบบนี้ เวลาเราอยู่บนห้าง เราก็จะส่องกล้องดูกวางได้ทั่วพื้นที่ดีขึ้นด้วย” จอห์นวางแผนการล่าสัตว์ของเขาเข้าไปในการจัดการพื้นที่ด้วย
ผมยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าแล้วมองไปรอบๆตัว ถึงแม้จะเป็นไร่เป็นฟาร์ม แต่ทิวทัศน์รอบๆตัวผมก็ช่างงดงามไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ไปด้วยทิวไม้และดงป่าเป็นหย่อมๆบนที่ราบสลับเนินสุดลูกหูลูกตา
ที่เช่นนี้ย่อมดึงดูดให้คนเข้ามาท่องเที่ยวเยี่ยมเยียน

ฟาร์ม, ไร่นา, ป่าไม้ และแม่น้ำในนอร์เวย์ ที่ถูกจัดสรรและดูแลอย่างดีจนสวยงาม แน่นอนมันย่อมดึงดูดให้คนอยากไปเที่ยวที่นั่น
หลายสิบปีมานี้ “กระแสอนุรักษ์” ในบ้านเราร้อนแรงมาตลอด มาตรการของรัฐหลายๆอย่างที่ออกมาสามารถหยุดการทำลายล้างธรรมชาติอย่างมโหฬารลงได้และจากการทุ่มเทของผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ในกรมอุทยานหลายต่อหลายรุ่นที่ส่งต่อกันมา ทำให้การดูแล “เขตอนุรักษ์” ของเราได้ผลดียิ่ง สัตว์ป่าหลายชนิดใน “เขตอนุรักษ์” เพิ่มจำนวนขึ้นมากมายเป็นเรื่องน่าดีใจ
แต่ด้วยความคิดที่มองทุกอย่างเป็นขาวหรือดำในสังคมเรา ทำให้เราสูญเสียธรรมชาติไปมากมายเหลือเกินในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะเรามองว่า “เขตอนุรักษ์” ห้ามแตะต้อง แต่พื้นที่นอกเหนือจากนั้นไม่มีใครสนใจจนกลายเป็น “เขตไม่อนุรักษ์”

ในสามสิบปีที่ผ่านมา ธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ถูกทำลายอย่างมโหฬาร ด้วยการตัด ถาง เผา เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ป่าผืนในภาพนี้เป็นป่าริมแม่น้ำที่เคยอุดมสมบูรณืมาก นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังความคิดอย่างรุนแรงว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ทำให้ไม่มีคนคิดที่จะดูแลและจัดการให้เหมาะสม การมองว่าผืนแผ่นดินที่ใช้ทำการเกษตรจะต้องใช้ปลูกพืชไร่กันอย่างเดียว กระทั่งมีกฎเกณฑ์ว่าถ้าจัดเป็นพื้นที่ของเกษตรกรต้องถางให้เรียบ แม้แต่การมองว่าการใช้พื้นที่ในการท่องเที่ยวเป็นเรื่องผิดเป็นเรื่องของนายทุน จนนำไปสู่การตัดถาง เผาให้เตียนโล่งแล้วปลูกพืชอย่างข้าวโพด มันสำปะหลังกันเพียงอย่างเดียวจนธรรมชาตินอก “เขตอนุรักษ์” ที่เคยมีอยู่มากมายถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง ปัญหาฝุ่นจากการเผา ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์บางชนิดที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความยากจนของเกษตรกร

ภาพนี้ภาพเดียวสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยได้ดี ในอดีต มาตรการที่ใช้อยู่ได้ผลดีในการหยุดการทำลายล้างโดยไร้กติกา แต่มาถึงวันนี้ที่สถานกรณ์เปลี่ยนไปอาจจะถึงเวลาที่จะมาทบทวนกันเหมือนกับการที่เราใช้การขันเชนาะห้ามเลือดให้หยุดไหลจากบาดแผลเพื่อรักษาชีวิต แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการที่ควรทำตลอดไปจนเลือดไม่ไหลไปเลี้ยงอวัยวะ ขั้นต่อมาของการรักษาย่อมต้องใช้ความรู้ทางวิชาการ, ความใส่ใจ และกำลังคนมากกว่าเดิม มากกว่าการ “ห้ามอย่างเดียว” เหมือนขันเชนาะ
เปล่าเลยผมไม่ได้คิดว่าเราควรจะเปลี่ยนแปลงกฎกติกาอะไรที่เราใช้ได้ผลอยู่ในเขตอนุรักษ์ หรือเรียกร้องให้เอาทรัพยากรอะไรในเขตอนุรักษ์มาใช้กัน แต่สิ่งที่อยากจะชวนให้คิดคือ จะทำอย่างไรที่จะฟื้นฟูธรรมชาติที่ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์”
อย่างที่เล่าให้ฟังในตัวอย่างจากเดนมาร์กว่ามันเป็นไปได้ครับ สิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้เกิดการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ขึ้นมาได้ก็คือการวางกฎกติกาให้มีการใช้ประโยชน์หากเจ้าของที่ดินสามารถฟื้นฟูป่าและสัตว์ป่าขึ้นมาได้ เพราะมิฉะนั้นก็คงไม่มีใครคิดจะลงแรง และผืนแผ่นดินของเราก็จะเตียนโล่งและถูกเผาเป็นฝุ่นควันกันชั่วนิจนิรันดร์

ฝูงกวางเลี้ยงปล่อยในเชค 
พื้นที่ไร่นาสลับป่าในเยอรมัน ถ้าดูดีๆจะเห็นกวางป่านอนอยู่ในไร่ 3 ตัวด้วย หากจะฟื้นธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ได้นั้นคงจะต้องทำความเข้าใจ วางกติกา แก้กฏหมาย ไปจนถึงการแก้ไขโครงสร้างบริหาร โดยที่ใช้เป้าหมายในการฟื้นฟูธรรมชาติประกอบกับการสร้างรายได้ให้กับผู้ถือครองที่ดินและความอยู่ดีกินดีของผู้คนในพื้นที่เป็นหลัก
กฏหมายและกติกา ไปจนถึงความเข้าใจของสังคมหลายอย่างที่ต้องแก้ไข เช่นแนวความคิดที่ว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่องเลวร้ายเป็นบาปเป็นกรรม , กฏหมายห้ามเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า ไปจนถึงความเข้าใจในสังคมว่าการจัดการสัตว์ป่าเป็นกลไกสำคัญและจำเป็นที่จะทำให้สัตว์ป่าชนิดต่างๆสามารถดำรงอยู่อย่างสมดุลย์และแพร่พันธุ์ได้ (รออ่านเรื่องการจัดการสัตว์ป่าได้เร็วๆนี้)

การจัดการสัตว์ป่า ประกอบกับการใช้ประโยชน์จากการล่าที่มีการจัดการที่ดี ทำให้สัตว์ป่าเกือบทุกชนิดเพิ่มขึ้นทั่วโลก การอนุญาตให้ปลูกและใช้ไม้ในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟูธรรมชาติ ไปจนถึงการทำความเข้าใจกับคนในสังคมว่าการใช้วัสดุไม้ที่ได้มาจากการจัดการที่ถูกต้องเป็นความยั่งยืนและส่งผลต่อโลกน้อยที่สุด

คนไทยโดยทั่วไปเห็นภาพนี้ก็จะคิดถึงคำว่า “ตัดไม้ทำลายป่า”แต่มันเป็นเรื่องปรกติมากในเยอรมัน และประเทศอื่นๆทั่วโลกที่เขาปลูกไม้ไว้ตัดใช้สลับกับพื้นที่ไร่นา การส่งเสริมและอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกจาก “การเกษตร” เช่นการท่องเที่ยว โดยต้องมีกติกาการวางสัดส่วนของพื้นที่ที่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติแลกกับพื้นที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์
ถ้าจะให้เกิดการฟื้นฟูธรรมชาติในภาพรวมขึ้นได้ก็จะต้องมีการวางแผนพื้นที่และมาตรการกันใหม่เพื่อฟื้นฟูดูแลต้นน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ยุติธรรม และยั่งยืนในมุมมองของธรรมชาติและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็จะต้องมีการส่งเสริมไปจนถึงการจูงใจด้วยเงินสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น

Conservation Reserve Program (CRP) เป็นโครงการที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนและอุดหนุนให้เกษตรกรฟื้นฟูธรรมชาติในพื้นที่บางส่วนของไร่นาเพื่อการใช้ประโยชน์ โครงการนี้ทำมาเกือบ 40 ปีแล้ว ได้ผลอย่างมากในการฟื้นฟูสัตว์ป่าและรักษาแหล่งน้ำ 
พื้นที่ CRP เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติเพื่อให้เป็นพื้นที่ของสัตว์ป่าและรักษาแหล่งน้ำ มีการจัดการเพื่อฟื้นฟูไม่ได้ปล่อยให้ฟื้นเอง จากนั้นก็จัดการให้มีการใช้ประโยชน์เพื่อให้มีเงินมาจัดการต่อไปได้อย่างยั่งยืน เรื่องใหญ่ที่สุดก็คืออาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความรับผิดชอบของหน่วยราชการ เพราะทุกวันนี้หน่วยงานอนุรักษ์ก็ดูแลแต่พื้นที่อนุรักษ์ไม่สนใจธรรมชาติข้างนอก หน่วยงานเกษตรก็คำนึงถึงแต่ผลผลิตไม่สนใจธรรมชาติ

นโยบายของรัฐบาลไทยที่เห็นแล้วต้องถอนหายใจว่ามันจะต้องแลกมาด้วยผืนแผ่นดินอีกเท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่าธรรมชาติไม่เคยอยู่ในสายตาและลำดับความสำคัญของคนที่บริหารประเทศเราเลย ถ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ใหญ่โตเกินไป เราก็อาจจะต้องหาพื้นที่ทดลองสักแห่งที่เราสามารถควบคุมและติดตามผลได้เพื่อพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง
บางคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นไปไม่ได้ บางคนอาจจะถามว่าผมเป็นใครมีความรู้แค่ไหนที่จะมาเขียนเรื่องนี้ บางคนอาจจะต่อต้านในมุมของบาปบุญ
ผมเองก็โตมาพร้อมกับความเชื่อเรื่องบาปบุญเหมือนกับคนไทยส่วนมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง แต่ผมก็มีความเชื่อว่าการฟื้นฟูธรรมชาติให้สมดุลย์คือการให้ชีวิตทั้งสิ่งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น แม้ว่าในกระบวนการจัดการจะต้องทำบางสิ่งที่หลายคนจะเรียกว่า “บาป” ตามความเป็นจริงของชีวิตบ้าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง การนิ่งเฉยเพราะเกรงกลัว “บาป”นั่นกลับสร้างความดือดร้อนเสียหายให้กับธรรมชาติจนถดถอยหรืออาจจะหมดสิ้นไป
ไม่เลย ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้เรียนมาในเรื่องป่าไม้หรือสัตว์ป่า ผมเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ได้เห็นธรรมชาติมามากพอสมควรจนเข้าใจมันได้มากขึ้น ได้เห็นธรรมชาติที่เคยมีวอดวายไปต่อหน้าต่อตา แต่ผมก็อาจจะโชคดีที่ได้เห็นการจัดการธรรมชาติด้วยวิธีที่แตกต่างและได้ผลในประเทศอื่นๆ

“For the health of the land” หนังสือของ Aldo Leopold ที่เล่าเรื่องการฟื้นฟูธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ไว้อย่างเป็นรูปธรรมและเข้าใจง่ายที่สุดเล่มหนึ่ง ผมไม่สามารถมาบอกได้ว่าเราจะต้องฟื้นฟูธรรมชาติ “อย่างไร” เพราะผมเชื่อว่าในประเทศเรามีคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำเรื่องนี้อยู่มาก หลายคนคิดและอยากจะทำอย่างที่ผมเขียนเล่ามานี้ แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหรือมีอำนาจที่จะวางนโยบาย
ทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงข้อเขียนของประชาชนธรรมดาคนหนึ่งในประเทศนี้ที่อยากจะเรียกร้องให้รัฐออกมาจัดการฟื้นฟูธรรมชาติให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ครับ มันเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน ยังไม่มีผลการวิจัยอะไรสนับสนุนแนวความคิด นอกจากตัวอย่างความสำเร็จที่แทบทุกประเทศเขาทำกัน ไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติได้ ไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไรชัดเจน
ซึ่งก็เป็นเหมือนทุกเรื่องที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องเริ่มที่ความฝันก่อน
ผมอาจจะเป็นคนช่างฝันอย่างที่จอห์น เลนน่อน เขียนไว้ในเพลง Imagine ของเขา แต่ผมก็หวังว่าผมจะไม่ใช่คนเดียว ถ้าหากว่าคุณอ่านแล้วเห็นด้วย และมาฝันร่วมกัน มันก็อาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้
ตาเกิ้น
29 มิถุนายน 2567
-
อาบป่า (จริงๆนะ)

เคยมั๊ยครับ อาบน้ำในในป่าแบบธรรมชาติจริงๆ ใช่ครับอาบแบบเปลือยๆ ไม่ต้องใส่เสื้อผ้า ไม่ใช่การอาบป่าทางจิตวิญญานอย่างที่เขาพูดกัน
ไม่ใช่เรื่องทะลึ่งลามกอะไรเลย มันเป็นเรื่องธรรมชาติมาก
เวลาที่ผมออกไปเดินป่าหรือพายเรือแคนูแล้วตั้งแค้มป์ริมน้ำ เวลาที่มีความสุขที่สุดอย่างหนึ่งคือการได้อาบน้ำในธรรมชาติที่สวยงาม ผ่อนคลายกับสายน้ำเย็นๆหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน

ยามเย็นหลังต้ังแค้มป์แล้ว สายน้ำกลางป่าคือความสุขสุนทรีย์ครับ แต่บอกเลยว่าความสุขนั้นจะยกระดับขึ้นไปอีกถ้าคุณสามารถหามุมสงบส่วนตัว แช่น้ำในธรรมชาติได้โดยไม่มีเสื้อผ้ามาเกะกะ มันให้ความรู้สึกว่าเราเข้าใกล้ชิดธรรมชาติและอิสระเสรีอย่างยากที่จะบรรยาย

คำบรรยายที่คุณหญิงดารินลงไปอาบน้ำในลำธารในเรื่องเพชรพระอุมา สร้างจินตนาการให้กับทุกคน ลองดูนะครับว่าเราไปเองแล้วเหมือนมั๊ย เรื่องของการเปลือยกายอาบน้ำในธรรมชาติ แม้แต่การอาบร่วมกับคนอื่นๆไม่ใช่เรื่องแปลกในหลายๆวัฒนธรรม อย่างเช่นการแช่น้ำร้อนออนเซ็นในญี่ปุ่นที่หลายๆคนคงเคยได้สัมผัสมาแล้ว
ในการเดินเทรลที่สวีเดนก็เป็นประสบการณ์อีกที่หนึ่งในเรื่องนี้ที่ผมได้พบเจอ บนเส้นทางเทรลสาธารณะที่มีคนเดินได้อย่างอิสระในช่วงฤดูร้อน หรือสกีในช่วงฤดูหนาว ในจุดที่พักจะมีห้องซาวน่าแบบง่ายๆที่ใช้ฟืนไว้ให้ ใครก็สามารถเข้าไปใช้ได้ และแน่นอนการใส่เสื้อผ้าเข้าไปอาจจะถูกมองว่าไม่สุภาพ เพราะไม่มีใครเขาใส่กัน แต่ทุกคนก็ให้เกียรติที่จะไม่จ้องมองกันให้เสียมารยาท อบร้อนได้ที่แล้วก็ออกไปกระโดดน้ำเย็นเฉียบข้างนอกต่ออีก เขามองเป็นเรื่องธรรมชาติมาก

ไม่ต้องส่องนะครับ น้องๆในภาพเขาไม่ได้เปลือยครับ การได้อาบน้ำในธรรมชาติที่ประทับใจที่สุดของผมคือการได้อาบน้ำในลำธารที่ใสเย็น ไหลลงมาจากภูเขาผ่านซอกหินที่อุดมไปด้วยดงเฟิร์นเหมือนห้องอาบน้ำส่วนตัว และ การลงไปแช่ในแม่น้ำกลางป่าห่างไกลจากความศิวิไลซ์ท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง

สายน้ำที่ห่างไกลความศิวิไลซ์ใต้แสงจันทร์เต็มดวงคือสวรรค์ครับ มันเป็นความรู้สึกของการกลับสู่ธรรมชาติ เพราะร่างกายเราก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มันเยี่ยมยอดกว่าการไปออนเซนในที่หรูหราเสียอีก

ลองดูนะครับ เข้าป่าคราวหน้า หาที่เหมาะๆลับตาผู้คน ดูต้นทางให้ดี แล้วเอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ
ตาเกิ้น 23 มิถุนายน 2567
-
ปืนดีๆ หมาดุๆ และการระวังภัย

อยากจะเล่าเรื่องนี้เพื่อเตือนสติกัน มิจฉาชีพเดี๋ยวนี้มีทั่วไปหมดจริงๆ
เมื่อวานมีผู้ชาย 2 คนมาจอดมอเตอร์ไซค์อยู่หน้าบ้านผมตอนค่ำๆ
พอดีผมกลับมาถึงบ้านเลยจอดรถถามว่ามาหาใคร คนนึงบอกว่ามาหาคุณผู้หญิง มาส่งข่าวว่าพ่อชื่อช่างสายัณห์ที่เคยทำงานให้ตายแล้ว เมื่อกี้บอกแม่บ้านที่นุ่งผ้าถุงแกกำลังเดินไปบอกอยู่
ผมเลยบอกว่าถอยไปห่างๆนะผมกำลังจะเปิดประตูเข้าบ้านและหมาดุมาก สองคนเลยถอยไป ผมลงจากรถไปบอกว่าอีกที ไม่มีใครรู้จักช่างสายัณห์หรอก สองคนเลยรีบขี่มอเตอร์ไซค์ไป

ผมสอบถามคนในบ้านแล้วบอกว่ามาถามหาคุณผู้ชาย พอบอกว่าไม่อยู่ก็ขอพบคุณผู้หญิง แม่บ้านคนที่นุ่งผ้าถุงก็บอกว่าไม่ได้ออกไป ดูแววแล้วคนร้ายแน่นอน
ช่วง 10 วันที่ผ่านมานี้ผม ภรรยาและลูกชาย ไม่อยู่บ้าน มันคงมาดูลาดเลามาหลายวันแล้วว่าบ้านนี้คนน้อยมีแต่ผู้หญิงและคนแก่ ถ้าแม่บ้านหลงเชื่อปล่อยให้เข้าบ้านคงโดนจี้แน่
โชคดีที่มันลงมือในวันที่ผมกลับมาแล้ว
นึกย้อนไป ผมมีการรับสถานการณ์ที่ไม่ดีเลย ช่วงหลายนาทีแรกไม่ได้ระแวงว่าอาจจะเป็นคนร้ายเพราะพ่อแม่ผมมีลูกน้องเก่าเยอะเรื่องที่มันกุขึ้นมาจึงพอจะมีเค้า แต่ยังดีที่ฉุกใจคิดทัน เมื่อวานผมอยู่นอกบ้านไม่มีปืนติดตัว ถ้าไม่มีหมาดุอยู่ในบ้านตอนเปิดประตูก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำ
เมื่อวานพอดีญาติๆมาที่บ้าน พอได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้น บางคนก็บอกให้ผมติดกล้องวงจรปิด
แต่ผมคิดว่ากล้องวงจรปิดไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ ไม่มีใครที่จะเฝ้าดูกันได้ตลอดเวลา ถ้าเอาไว้ดูย้อนหลังก็ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
ผมเป็นคนรุ่นเก่าครับ ในเหตุที่มีคนร้ายผมยังเชื่อว่าหมาดุๆและปืนดีๆคือเพื่อนที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้ว ผมว่าเรื่องการระแวงภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้พร้อมรับเหตุ ผมเองก็ไม่ค่อยเตรียมใจให้พร้อมเลยในเรื่องนี้

คงต้องหัดมองโลกในแง่ร้ายให้มากกว่านี้
ข้อดีของเหตุการเมื่อวานคือ ลูกๆผมเขาเข้าใจมากขึ้นว่าโลกนี้ไม่ได้สวยงาม ลูกสาวถึงกับบอกว่าโชคดีที่มันมาตอนที่คนอยู่กันเยอะ
สิ่งสำคัญและจะทำตอนนี้คือ ต้องให้คนในบ้านเข้าใจและระวังภัยกันให้มากกว่านี้ แล้วก็ต้องพาลูกและภรรยาไปทบทวนยิงปืนกัน
ที่เสียดายที่สุด ถ้าคิดทัน น่าจะบอกมันไปว่า
“แม่บ้านที่ใส่ผ้าถุง? แกตายไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว อย่ามามั่ว”
น่าจะไม่กล้ามาอีกเลย
เครดิตภาพจาก Internet
-
ชีวิตเร้นลับของต้นไม้

ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยบังเอิญ แต่มันกลายเป็นหนังสือที่เปิดโลกของต้นไม้ให้กับผมเลยครับ
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้ในป่า ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับเห็ดรา แมลง และสรรพสัตว์ ไปจนถึงความสัมพันธ์ของป่ากับน้ำ ภูมิอากาศ และฤดูกาล ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ที่สำคัญเขาเขียนได้อย่างน่าอ่าน น่าติดตามไม่น่าเบื่อเหมือนหนังสือตำรา
มันน่าจะเป็นหนังสือที่คนไทย เด็กไทยได้อ่าน ควรเป็นหนังสือนอกเวลาในโรงเรียน แล้วคนไทยจะได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของต้นไม้มากขึ้น
น่าเสียดายครับที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงต้นไม้ในยุโรปเป็นหลัก เพราะคนเขียนเป็นชายเยอรมัน ถ้าใครรู้จักหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้ไทยในแนวนี้ ช่วยแนะนำด้วยครับ
-
กบต้มน้ำร้อน


เราจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

ผมและคนรอบตัวเจ็บป่วยกันทั่วหน้าจากปัญหาฝุ่นควัน อาการล้วนแล้วแต่เรื้อรังยาวนานและกำเริบใหม่ทุกครั้งที่ค่าฝุ่นสูงขึ้น นอกจากนี้เรายังต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนรุนแรงขึ้นทุกปี เมื่อวานนนี้พายุรุนแรงก็ถล่มหลายๆจังหวัด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงคิวเรา ในขณะที่เราต้องกังวลกับเรื่องฝนแล้งขาดแคลนน้ำอยู่ทุกปี

เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหลบอยู่ในห้องแอร์แล้วเปิดเครื่องกรองอากาศให้รอดไปวันๆครับ
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วค่อยๆทวีความรุนแรงมาเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มเชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แหละ แก้ไขไม่ได้ ต้องทนต้องปรับตัวกับมันไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะเหมือนกับกบที่อยู่ในหม้อที่น้ำค่อยๆร้อนขึ้นทีละน้อยจนสุกทั้งตัวกินได้

ไม่ใช่ครับ ไม่จริง ปัญหานี้หนักหน่วงเป็นภัยคุกคามถึงชีวิต แต่มันแก้ได้ครับ
ที่ผมเชื่ออย่างนี้เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งและสถานที่หนึ่งเตือนให้ผมคิดได้ว่า เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมันไม่ได้เป็นเช่นนี้ และอนาคตมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนมัน
ผมไปเบตงมาครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เบตงเป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดยะลา สุดชายแดนใต้
ในขณะที่ทั้งประเทศเจอกับอากาศร้อนขั้นสุด ผมแปลกใจมากที่เมืองนี้กลับอากาศเย็นสบายเกือบทั้งวัน และกลางคืนถึงกับหนาว ขณะที่ทุกที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจนหายใจไม่ออก เมืองนี้กลับมีทะเลหมอกทุกเช้า

ผมพยายามหาคำอธิบายทางภูมิศาสตร์ว่าทำไมเบตงจึงมีอากาศเย็บสบายได้ แต่ก็ไม่มีคำตอบนัก ที่นี่อยู่ใต้สุดของประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ตั้งไม่ใช่ตัวแปรทำให้เย็นเลย ความสูงของเมืองจากระดับน้ำทะเลก็เพียง 400 เมตรพอๆกับเชียงใหม่ ภูเขาสูงสุดใกล้ๆเมืองก็แค่ไม่ถึง 900 เมตร เตี้ยกว่าดอยสุเทพ ทำไมเมืองนี้หนาวกว่าเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน?
เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้ก็คือเมืองนี้ห้อมล้อมไปด้วยป่าทึบและสวนไม้ยืนต้น

อากาศของเบตงเตือนให้ผมนึกได้ว่า ส่วนอื่นๆของประเทศไทยก็เคยมีอากาศอย่างนี้แหละถ้าเราย้อนเวลาไปเพียง 30-40ปี ซึ่งนับเป็นเวลาที่สั้นมากของประเทศหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา?
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทย “ตื่นตัว” เรื่อง “การอนุรักษ์” กันมากขึ้น แต่เรามุ่งประเด็นไปที่ “พื้นที่อนุรักษ์” ซึ่งเราก็ทำได้ดี รักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ได้ สัตว์ป่าบางชนิดเพิ่มขึ้น
แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่าง “เขตอนุรักษ์” และ “เขตไม่อนุรักษ์”
การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์” นโยบายของรัฐเองกลายเป็นแรงผลักดันให้คนที่ต้องการครอบครองที่ดินต้องถางให้โล่งเผาให้เตียน เพราะมิฉะนั้นจะไม่นับเป็น “ที่ทำกิน”
แนวทางเกษตรกรรมที่รัฐส่งเสริมก็มีแต่การเอาพื้นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์นี้ไปปลูกอาหารสัตว์ราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท เป็นการใช้พื้นแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

สภาพ “พื้นที่การเกษตร” ที่ต้องถางให้เตียน เผาให้โล่ง ไม่เช่นนั้นหน่วยงานของรัฐจะบอกว่าไม่ใช่ที่ทำกิน หากที่ดินนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ์(ชึ่งก็เป็นพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศนี้) กฏหมายก็ทำให้คนที่ครอบครองไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นแล้วตัดใช้ประโยชน์ได้
สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เราสูญเสีย “ธรรมชาติ” ไปมากมายเหลือเกินในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้กับตาตัวเอง
เพราะความเชื่อที่ว่าธรรมชาติต้องมีแต่ในเขตอนุรักษ์ ที่เหลือต้องทำเกษตรแบบโล่งเตียน ทำให้สมดุลย์ธรรมชาติของประเทศเราล้มเหลว แผ่นดินแห้งแล้ง สายน้ำแห้งเหือด และมันก็ส่งผลโดยตรงกับเราอย่างที่เห็นกันในรูปของฝุ่นควันและอากาศวิปริต
มาถึงสถานะวิกฤติที่เราเผชิญอยู่นี้ เราไม่สามารถทำการอนุรักษ์กันด้วยคำพูดโก้หรู หรือเพียงกัน “เขตอนุรักษ์ห้ามเข้า” แต่ต้องมองไปถึงการฟื้นฟูธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” มองถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นแผ่นดินในรูปแบบที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่านี้ และการมีส่วนร่วมของคนไทยก็ไม่ใช่แค่ กดไลค์ กดแชร์ แต่ต้องลงมือกันจริงจังแล้ว
เพราะมันคือทางเดียวที่เราจะรอด
ถ้าคุณไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ ผมขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังเป็นตัวอย่างครับ
การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงนี้เคยมีมาก่อนในอดีตครับ
ในช่วงการบุกเบิกตะวันตก ชาวอเมริกันจำนวนมากได้เข้าไปจับจองพื้นที่ราบสูงกลางประเทศในรัฐแคนซัส, โอคลาโฮม่า และเท็กซัส เพื่อทำการเกษตร พวกเราไถที่แปลงสภาพจากทุ่งหญ้าธรรมชาติเดิมเป็นไร่นาอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือสมัยใหม่และการสนับสนุนจากรัฐ แต่เมื่อเกิดความแห้งแล้งขึ้นในช่วงปี 1930 ดินที่ไม่มีอะไรปกคลุมกลายเป็นฝุ่น ทุ่งโล่งปราศจากต้นไม้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดลมแรงพัดพาเอาฝุ่นขึ้นไปบนท้องฟ้าจนมืดดำ กล่าวกันว่าทำให้คนที่นั่นมองเห็นได้ไกลเพียง 1 เมตร บ้านช่องจมลงในฝุ่น และฝุ่นนี้ปลิวไปไกลถึงเมืองใหญ่ทางฝั่งชายทะเลตะวันออกอย่างนิวยอร์ก และ วอชิงตัน ดีซี
ปรากฎการณ์นี้เรียกกันว่า Dust Bowl มันส่งผลรุนแรงมาก คนอเมริกันกว่าห้าแสนคนต้องอพยบหนี และกลายเป็นคนไร้บ้าน และมันยังทำลายผิวดินที่มีค่าต่อการทำการเกษตรเป็นพื้นที่กว้างขวาง

Dust Bowl รัฐบาลอเมริกันในยุคนั้น มีประธานาธิบดี Flanklin D. Roosvelt เป็นผู้นำ ลงมือแก้ไขหลายทางเพื่อช่วยเหลือผู้คน, ปกป้องผืนดิน และฟื้นฟูความสมดุลย์ทางธรรมชาติของประเทศ มีการตั้งหน่วยงานชื่อ Natual Resource Conservation Service (NRCS) ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาแนวทางการทำการเกษตรที่ถูกต้องแล้วสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการด้วยการให้ความรู้, ช่วยเหลือทางการเงิน และรางวัลล่อใจต่างๆ
มีการออกกฎหมายมากมายหลายฉบับเพื่ออนุรักษ์ดินและฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และยังมีโครงการฟื้นฟูธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาชื่อ Shelterbelt Project เป็นการปลูกต้นไม้ 200 ล้านต้นเป็นแนวยาว 1,200 ไมล์ จากชายแดนแคนาดาจนถึงเท็กซัส แนวต้นไม้กว้าง 1 ไมล์นี้เป็นกำแพงป้องกันดิน, น้ำ, ฟาร์มและเมืองจากกระแสลม


การระดมกำลังปลูกต้นไม้ในโครงการ Shelterbelt บางคนอาจจะบอกว่า Dust Bolw จบลงได้เพราะฝนตกอีกครั้งในปี 1939 แต่เครื่องยืนยันว่าการแก้ปัญหานี้สำเร็จจริงจังก็คือ Dust Bowl ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย
ผมคิดว่าเราไม่ควรและไม่สามารถทนอยู่กับปัญหาฝุ่นควันและสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ได้ต่อไปอีก
ผมแปลกใจมากที่เมื่อไม่นานมานี้มีผู้คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างจะเป็นจะตาย แต่พอเราเผชิญปัญหาที่จะเป็นจะตายกันจริงๆอย่างนี้กลับไม่มีใครออกมาเรียกร้องสิทธิพื้นฐาน คือสิทธิในการหายใจอากาศบริษุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้ องค์กรทั้งหลายหายหน้าไปไหนหมดครับ หรือจะต้องรอให้มีคนมาจ้างก่อนถึงจะออกมาเคลื่อนไหว
ที่เขียนมานี้ไม่ใช้ต้องการบ่น แต่ผมเชื่อว่ามันวิกฤติแล้ว มันกระทบเราทั้งเรื่องสุขภาพ, ความเป็นอยู่, เศรษฐกิจ และถึงชีวิตได้ และผมก็ยังเชื่อว่ามันแก้ไขได้
เริ่มจากยอมรับกันว่ามันเกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นมา ปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจะให้ความสนใจจริงใจ จริงจัง คิดหาการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และแตกต่างไปจากของเดิมๆ ประชาชนคนไทยเราเองก็ต้องใส่ใจ ร่วมใจกันที่จะแก้ปัญหา ต้องลงมือไปด้วยกัน และต้องมีการเสียสละกันบ้าง
ถ้าเราจะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจแก้ไขปัญหานี้ (เพราะตอนนี้ดูจะไม่สนใจเลย) ถ้ามีองค์กรไหนหรือใครจะเคลื่อนไหวผลักดัน ผมพร้อมจะร่วมด้วยเต็มที่ครับ จะรวมตัวกัน ลงถนน หรือทำอะไรก็ว่ามาเลย
ผมจะไม่ยอมเป็นกบต้มครับ
-
ข้าวแช่, ร้านค้าเล็กๆ และ เศรษฐศาสตร์ “ชั่วข้ามคืน”

ที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดแสนอร่อยเจ้าประจำของผมที่เมืองประจวบ มีแผงขายข้าวแช่อยู่ คนขายเป็นคุณยายใจดี เราคุยกันทุกครั้งที่ผมแวะไป และก็สั่งข้าวแช่ของแกมากิน ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“เหลืออยู่แค่ 5 ชุด เหมาเลยมั๊ย” คุณยายถาม ครั้งนี้เรามากันหลายคนข้าวแช่ 5 ชุดจึงแทบจะแย่งกันกิน
ข้าวแช่ของยาย ก็คล้ายๆกับข้าวแช่ที่หลายๆคนคุ้นเคยแถวเพชรบุรี ไม่ได้มีกับหลายอย่างประดิษประดอยแบบข้าวแช่ที่ขายกันแพงๆในเมืองกรุง เครื่องมีเพียง 2 อย่างคือลูกกระปิทอด กับปลาหวาน แต่อร่อยมากครับ ข้าวและน้ำข้าวแช่นั้นหอมมาก แกเคยเล่าให้ฟังว่าที่หอมอย่างนี้เพราะอบด้วยดอกชมนาดที่ออกดอกในช่วงหน้าแล้งอย่างนี้และต้องเก็บตอนเย็นจึงจะหอมที่สุด และยังคุยว่าข้าวแช่ของแกนั้นเคยได้รับรางวัลจากการประกวดด้วย

อร่อยมาก ชุดหนึ่งไม่น้อยเลย แทบจะอิ่มได้หนึ่งมื้อ ผมกินไปก็คิดในใจว่าถ้าไม่ได้อยู่ไกลถึงประจวบ ผมคงแวะมากินสักอาทิตย์ละ 3 วัน 5 วัน
ตอนจะกลับผมจ่ายเงินค่าข้าวแช่ เป็นเงิน 150 บาท ชุดละ 30 บาท
ครั้งนี้แปลกไปจากครั้งก่อนๆ คุณยายรับเงินจากผมแล้วยกมือไหว้ท่วมหัว ผมสังเกตเห็นว่าน้ำตาคลอ
“ขอบคุณนะที่ช่วยเหมายาย เมื่อกี้ยังกังวลอยู่เลยว่าถ้าขายไม่หมด ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปทำทุนซื้อของ”
ผมตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น พอชวนคุยต่อ แกก็บอกว่าเดี๋ยวนี้คนมาเที่ยวน้อย แกขายไม่ค่อยดี ทุนที่มีก็หดลงเรื่อยๆ นี่ก็หวังว่าช่วงสงกรานต์จะมีคนมาเที่ยวบ้างจะได้ขายได้
ที่เขียนเล่ามานี่ไม่ได้ชวนให้สงสารยายนะครับ
แต่ถ้าถามว่าชวนให้ไปกินข้าวแช่มั๊ย ใช่ครับ อยากชวนไปกินกัน ไม่ใช่แค่ข้าวแช่ของยาย แต่เป็นอาหารพื้นถิ่น ข้าวของพื้นบ้านอะไรอีกมากมาย ที่ดีงาม แต่คนในสังคมยุคใหม่นี้มองข้ามไม่เห็นคุณค่า แต่กลับยอมจ่ายแพงๆกับอะไรที่ไร้สาระมาก เช่นกาแฟแก้วหนึ่ง หรือซูชิหนึ่งคำที่แพงกว่าข้าวแช่ 5 ชุด
ของดีๆอร่อยๆเหล่านี้จะคงอยู่ได้ก็ด้วยทางเดียว คือสังคมเราเห็นคุณค่าของมัน
ในอีกด้านหนึ่งที่ทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะเกิดคำถามในใจ (หรือจะเรียกว่าความคับแค้นใจก็ได้) ว่าระหว่างของดีๆและผู้คนที่น่ารักเหล่านี้ กับ Taylor Swift ที่พยายามแย่งตัวมาเล่นคอนเสิร์ตเพียง “ชั่วข้ามคืน” อะไรกันแน่ คือสิ่งที่คนเรียกกันพร่ำเพรื่อว่า “Soft Power” ของเมืองไทย และยายแกเคยได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนั้นบ้างมั๊ย?
เงินหมื่นดิจิตอลที่จะแจกกันกว่าห้าแสนล้านบาท หวังว่าจะถึงมือคนอย่างยายให้ทำทุนกัน แต่ว่าหลังจากนั้นมันจะหมุนวนมาอุดหนุนข้าวแช่ของแกอีกบ้างมั๊ย หรือจะไหลเข้า “ร้านค้าเล็กๆ”ที่มีอยู่ทั่วไทย “ชั่วข้ามคืน”รอบเดียวหมด

Screenshot ตั้งใจมากินก๋วยเตี๋ยวเป็ดกับข้าวแช่อร่อยๆ แต่กลับออกมาด้วยคำถามคาใจว่า ระบบเศรษฐศาสตร์ “ชั่วข้ามคืน” ที่รัฐบาลนี้ทำอยู่ ทำเพื่อใครกันแน่ เขาเคยเห็นผู้คนที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากท้องอยู่ในสายตากันบ้างมั๊ย
หรือว่าที่เขาทำก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบแบบนั้น “ชั่วข้ามคืน” ?
ป.ล. ถ้าใครอยากไปชิมข้าวแช่และก๋วยเตี๋ยวเป็ด ร้านนี้อยู่ข้างโรงแรมยุติชัย ใกล้สถานีรถไฟประจวบครับ
Home Home
