Monday, July 6, 2026
Homeความคิดและมุมมองคุ้มครองแต่ไม่เคยให้คุณค่า ตอน นกกรงหัวจุก

คุ้มครองแต่ไม่เคยให้คุณค่า ตอน นกกรงหัวจุก

-

ผมเฝ้ามองการโต้เถียงกับเรื่องนกกรงหัวจุกหรือนกปรอดหัวโขน ระหว่างฝ่ายผู้เลี้ยงนกและ “นักอนุรักษ์” มาพักใหญ่แล้วในเรื่องว่า จะให้นกกรงหัวจุกคงอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือจะปลดออก หลายคนคงมองว่านี่เป็นความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้

แต่ผมกลับมองว่าถ้าเราเปิดใจมองร่วมกันและยอมรับวิธีคิดใหม่ๆ (ที่ประเทศอื่นเขาทำกันมานานแล้ว) เรื่องของนกกรงหัวจุกอาจจะเป็นโอกาสเปลี่ยนแปลงให้การอนุรักษ์ของประเทศนี้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเสียทีนะครับ

ก่อนจะเข้าเรื่องนกกรงหัวจุก ผมขอเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน อย่าเพิ่งเบื่อ อย่าเพิ่งมองว่ามันไม่เกี่ยวกันนะครับ เรื่องมีอยู่ว่า

พี่น้องสองคนทะเลาะกันเพราะแย่งส้มผลสุดท้ายในบ้าน ถึงขั้นตบตีกัน เสียงดังไปถึงแม่ แม่พยายามเจรจาให้แบ่งกันคนละครึ่งลูกก็ไม่มีใครยอม ต่างคนต่างบอกว่าต้องใช้ทั้งลูก

นานเข้าพ่อที่นั่งเล่นของเล่นอยู่ทนรำคาญเสียงไม่ได้ จึงเดินมาแยกลูกสาวทั้งสองที่เริ่มจะจิกหัวฟัดกันให้ตายไปข้างหนึ่ง แล้วถามรายละเอียด บอกพ่อหน่อยว่าจะเอาส้มไปทำอะไร 

คนพี่สาวก็บอกว่าจะทำแยมส้ม ส่วนน้องสาวบอกจะทำน้ำส้ม เมื่อคุยกันเช่นนี้พ่อก็ปอกเปลือกส้มให้ลูกสาวคนโตไปทำแยม แล้วก็เอาเนื้อส้มให้ลูกสาวคนเล็กไปคั้นน้ำ ลงตัวไปได้ทั้งสองคน ส่วนพ่อก็เอาเมล็ดส้มไปปลูกไว้ข้างบ้านต่อไปจะได้ไม่ต้องแย่งส้มผลสุดท้ายกันอีก

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าเราคุยกันดีๆมันจะมีทางออกที่ไม่ต้องมีคนแพ้คนชนะ แต่มันจะมองไม่เห็นเวลาทะเลาะกันจนหน้ามืด


ใครยังไม่ได้ติดตามข่าวยังไม่รู้เรื่องความขัดแย้งของนกกรงหัวจุก ผมขอเล่าความเป็นมาสักนิดครับ

นกปรอดหัวโขนหรือที่นักเลี้ยงนกเรียกว่านกกรงหัวจุกนี้เคยมีมากในธรรมชาติ สมัยที่ผมเป็นนักดูนกมือใหม่เมื่อสามสิบปีก่อน ไปที่ไหนก็เห็น มันมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ในขณะเดียวกัน เนื่องด้วยมันมีเสียงร้องเพราะ หน้าตาน่ารักสีสวย หลายคนก็เลยเลี้ยงมันเป็นนกกรง นิยมกันมากในภาคใต้ 

ด้วยความที่มีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง การมีเลี้ยงไว้จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ยกเว้นจะได้รับอนุญาต และจะต้องแสดงหลักฐานว่าซื้อนกมาจากการขยายพันธุ์ของผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะพันธุ์เท่านั้น

เนื่องจากเป็นนกที่เลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย กลุ่มผู้เลี้ยงนกจึงรวมตัวกันเรียกร้องให้ปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพราะทุกคนพูดตรงกันว่าการขออนุญาตเลี้ยงนกสักตัวหนึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ถ้าปลดออกก็จะทำให้การเพาะพันธุ์ทำได้กว้างขวางกว่านี้ และบอกว่านกในธรรมชาติแทบไม่มีเหลือให้จับแล้ว นกก็เหลืออยู่เพราะการเลี้ยงนี่แหละ

ทางฝ่ายคัดค้าน ซึ่งก็มีทั้งนักดูนก, “นักอนุรักษ์”, อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯ มีความเห็นว่าไม่ควรปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพราะตอนนี้นกในธรรมชาติแทบจะไม่มีเหลือแล้ว ถ้าปลดออกคนก็จะไล่จับมาขายจนหมดแน่ และบ้างก็บอกว่านกควรมีอิสระที่จะอยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่อยู่ในกรงเลี้ยง

ถึงแม้จะมีมุมมองที่ตรงกันข้าม แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายพูดตรงกันคือ นกในธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า)แทบจะไม่มีเหลือแล้ว แม้แต่ในเขตอนุรักษ์ก็มีเหลือน้อยมาก

คำถามคือ เมื่อในปัจจุบัน นกปรอดหัวโขนมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองมานานแล้ว แต่กลับมีจำนวนลดลงจนแทบไม่มีเหลือในธรรมชาติ การเถียงกันว่าจะเป็นสัตว์คุ้มครองหรือไม่ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญเหมือนในนิทานที่พี่น้องตบกันแย่งส้ม

ดูเหมือนว่าทุกฝ่าย รวมทั้งกรมอุทยานเองซึ่งเป็นหน่วยงานอนุรักษ์ ตีกรอบไว้แค่ว่าการขยายพันธุ์นกปรอดหัวโขน (และนกธรรมชาติชนิดอื่นๆ) จะต้องทำในกรงโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายพันธุ์เท่านั้น

เคยมีใครตั้งคำถามมั๊ยครับ ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น

ทำไมเราไม่คุยกันว่าทำอย่างไรจะหาทางให้นกปรอดหัวโขนในธรรมชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้นกปรอดได้อยู่อย่างอิสระในธรรมชาติ ขยายพันธุ์เอง ซึ่งก็จะได้สายพันธุ์ที่หลากหลายแข็งแรงกว่าการเพาะเลี้ยงในกรงมาก

ผมรู้นะว่าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณก็คงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก”​ 


มันเป็นไปได้ครับ และเป็นอยู่ในมากมายหลายประเทศ ผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องจริงให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเรามาคุยกันว่าจะทำให้เกิดในบ้านเราได้อย่างไร มันไม่ยากครับ เราแค่ต้องเปลี่ยนความเชื่อพื้นฐานอะไรนิดหน่อย แล้วธรรมชาติของสัตว์และมนุษย์จะทำงานของมันเอง

นก Grey Partridge หรือนกกระทาสีเทาเป็นนกที่เคยมีอยู่มากมายในท้องทุ่งของประเทศอังกฤษ มันเป็นอาหารของชาวนา เป็นนกที่ปราถนาของนักล่าสัตว์และสร้างรายได้ให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่มันอาศัยอยู่

แต่นกกระทาชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงปี 1930 ในช่วงปี 1967 จนถึง 2015 ประมาณกันว่าลดลงถึง 92% เลยทีเดียว

ผู้ที่เคยได้ “ผลประโยชน์” จากการคงอยู่ของนกชนิดนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาที่ได้นกเป็นอาหาร, นักล่าสัตว์ที่ได้ออกไปยิงนก, เจ้าของที่ดินที่ได้เงินจากนักล่าสัตว์ ไปจนถึงผู้ผลิตกระสุนปืนสำหรับล่าสัตว์ ก็รวมตัวกันเพื่อหาทางปกป้องและฟื้นฟูนกกระทา โดยเริ่มจากการช่วยกันนับจำนวนนกที่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และนับนกเต็มวัยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

การดูนกนับนกเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่แน่นอน ถ้านับกันอย่างเดียวนกไม่เพิ่มขึ้นแน่ กลุ่มนักยิงปืน, นักล่าสัตว์ และบริษัทผลิตกระสุนก็ได้สนับสนุนเงินนับล้านปอนด์เพื่อให้มีการวิจัยเพื่อฟื้นฟูนกกระทา โดยมีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารงานและเงินทุนนี้ในรูปแบบของทรัสต์ (Conservation Trust) ที่พัฒนามาเรื่อยๆจนกลายเป็น Game & Wildlife Conservation Trust (GWCT) ในปัจจุบัน

การวิจัยของ GWCT พบว่าการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วของนกกระทาธรรมชาติในอังกฤษนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการทำการเกษตรสมัยใหม่ ที่ถึงแม้จะช่วยให้มีอาหารเพียงพอสำหรับทุกคนและมีราคาถูกลง แต่ก็แลกมาด้วยราคาของการสูญเสียธรรมชาติ

นอกจากพื้นที่อยู่อาศัยของนกกระทาที่อยู่รอบๆฟาร์มรูปแบบเดิมจะถูกทำลายหมดไปแล้ว สิ่งสำคัญต่อการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์นกกระทาคืออาหาร ซึ่งก็คือแมลงและตัวอ่อนของแมลงที่นกจะต้องใช้เลี้ยงลูกในช่วง 2 สัปดาห์แรก ก็ถูกทำลายไปหมดจากการใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช

(คุณอ่านถึงตรงนี้อาจจะบอกว่า เรื่องง่ายๆอย่างนี้มันใช่อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องวิจัยเลย แต่ทำไมทีเรื่องนกปรอดหัวโขนเราไม่นึกถึงเรื่องนี้กันบ้างละครับ)

GWCT ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ทำหน้าที่วิจัยและให้คำแนะนำแก่เจ้าของที่ดินที่อยากเพิ่มจำนวนนกกระทา โดยที่แนะนำให้ทำ 3 เรื่องที่สำคัญไปพร้อมๆกัน ก็คือ ดูแลสภาพแวดล้อมในการวางไข่, ให้นกมีอาหารตลอดทั้งปี และควบคุมสัตว์ผู้ล่าให้มีจำนวนเหมาะสม โดยที่การวิจัยและคำแนะนำนี้อยู่บนพื้นฐานของความสมดุลย์ระหว่างการทำการเกษตรและการฟื้นฟูธรรมชาติและสัตว์ป่าในพื้นที่ 

คำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้ยากเกินไปที่จะปฏิบัติและไม่ได้กระทบกับการทำการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของชาวนามากนัก เช่นเขาพบว่า นกกระทาส่วนใหญ่ของอังกฤษทำรังวางไข่อยู่ที่ขอบไร่ชายทุ่ง โดยเฉพาะในพงหญ้าที่อยู่ใต้ดงไม้เล็กๆระหว่างไร่ คำแนะนำของ GWCT ก็คือควรจะปล่อยหญ้าเหล่านี้ไว้ ไม่ตัดไม่ถางไม่เผา ดงไม้ก็ควรมีการตัดสางบ้างไม่ให้ทึบจนเกินไป

ในเรื่องของอาหาร GWCT ก็แนะนำให้เว้นที่รอบแปลงเกษตรเป็นแถบแคบๆยาวๆให้มีพืชล้มลุกขึ้น (annual arables margin) กันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้วัชพืชใบใหญ่ขึ้นโดยที่ไม่พ่นยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชบ่อยนัก ไปจนถึงการปลูกแปลงไม้ดอกขนาดเล็กที่มีอายุหลายปีหลากหลายชนิด

ในทางตรงกันข้าม GWCT ไม่แนะนำให้มีการขยายพันธุ์นกกระทาในกรงเลี้ยงมาปล่อยในธรรมชาติ (แบบที่กรมประมงไทยชอบทำ) เพราะจะทำให้ยีนส์ของนกในธรรมชาติด้อยลง และถ้าสภาพธรรมชาติไม่พร้อมในเรื่องอาหารและที่อยู่ นกที่ปล่อยก็จะมาเบียดเบียนแย่งกับนกธรรมชาติ และนกก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี 

การพัฒนาสภาพธรรมชาติในฟาร์มแบบง่ายๆนี้นอกจากจะช่วยให้นกกระทาเพิ่มขึ้นแล้ว ยังฟื้นฟูสปีชี่ย์อื่นๆอีกนับพันชนิด ตั้งแต่แมลง, ผึ้ง, ผีเสื้อ, นกชนิดอื่นๆ, กระต่ายป่า ฯลฯ

ผลก็คือ ในช่วงปี 2000-2015 ในขณะที่ จำนวนนกกระทาในประเทศอังกฤษลดลงถึง 54% แต่นกในพื้นที่ที่ทำงานร่วมกับ GWCT กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 91% ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ที่มีการให้ล่านกได้

การฟื้นฟูธรรมชาติในไร่นานี้เป็นเรื่องสำคัญของอังกฤษ เพราะเขามีพื้นที่สงวนสำหรับอนุรักษ์เพียง 8% อีก 92% ล้วนเป็นเป็นที่ที่มีเจ้าของหรือไร่นา

การฟื้นฟูธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเจ้าของที่ดินมี “แรงจูงใจ” ​มี “ผลประโยชน์” จากการฟื้นฟูนี้ เช่นเรื่องของนกกระทาในอังกฤษ


แล้วเราล่ะมีแรงจูงใจอะไรบ้างที่จะฟื้นฟูสภาพธรรมชาติในพื้นที่เกือบ 80% ที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ?

ปัญหาอยู่ที่เราจัดสัตว์ป่าเกือบทุกชนิดเป็น “สัตว์ป่าคุ้มครอง”​แต่เรากลับไม่เคยเห็น และไม่ให้ “คุณค่า” กับสัตว์เหล่านั้นเลย เพราะเรามองว่า การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่องผิดทำไม่ได้ ส่งผลให้สัตว์ส่วนใหญ่ลดจำนวนลงแทบหมดไปอย่างกรณีนกกรงหัวจุกนี้

ตรงนี้ เรามาทำความเข้าใจเจตนารมณ์และเป้าประสงค์ของกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าของประเทศเรากันสักนิดในภาษาที่เข้าใจง่ายๆนะครับ

ถ้าจะพูดกันง่ายๆ เรามีสัตว์อนุรักษ์ 2 ประเภท  

สัตว์ป่าสงวนคือ สัตว์ป่าที่มีคุณค่าต่อการรักษาไว้ และมีจำนวนลดน้อยลงใกล้สูญพันธุ์ จึงเป็นสัตว์ที่ห้ามล่า ห้ามครอบครอง หรือใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด

สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามชื่อที่บอกเลยครับ เป็นสัตว์ที่คุ้มครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะไปล่าเล่น ยิงทิ้ง เอามากินเป็นอาหาร ถลกหนังขาย หรือจับใส่กรงขายได้ตามอำเภอใจหรืออำเภอไหนๆก็ตาม 

แต่เป้าประสงค์ของกฎหมายคือ “คุ้มครอง”​ เพื่อให้มี “การจัดการ” ให้มีจำนวนที่ “เหมาะสม”​ ไม่สูญพันธุ์ และไม่ให้มากเกินไปจนรบกวนสัตว์อื่นในธรรมชาติจนเสียสมดุลย์ และสามารถอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ ควบคุมปริมาณได้ ไม่ใช่ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาดเหมือนในกรณีของสัตว์ป่าสงวน (ไม่งั้นมันก็คงจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนไปหมดแล้ว) 

เพื่อให้เข้าใจจุดประสงค์ของกฎหมายและเห็นความแตกต่างนี้ ขอยกตัวอย่างว่า เมื่อแรกที่เรามีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่านั้นยังมีการออกใบอนุญาตล่าสัตว์ป่าคุ้มครองหลายๆชนิดอยู่จนกระทั่งการจัดการเรื่องสัตว์ป่าล้มเหลวไปจึงได้ไม่มีการออกใบอนุญาตอีก 

สัตว์คุ้มครองนี้ อาจจะมีทั้งชนิดที่เหลือน้อยใกล้สูญพันธุ์ หรือ บางชนิดมีมากเกินไปแล้ว เช่น ลิง, เหี้ย ฯ แต่เราขาดการจัดการที่เหมาะสมกับปัญหาการมีน้อยเกินไปหรือมากเกินไปนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความหมายของ “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจว่าเราจะต้องมีการจัดการเพื่อรักษาสมดุลย์ธรรมชาติ จะจัดการอะไรก็กลายเป็นกระแสสังคมไปหมด  

กลับมาที่คำถามสำคัญ ถ้าเราอยากจะฟื้นพูธรรมชาติในพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ซึ่งเป็นพื้นที่ถึงเกือบ 80% ของประเทศ เรามีแรงจูงใจอะไรให้กับเจ้าของที่ดิน? 

นกปรอดหัวโขนหรือนกกรงหัวจุกนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีนะครับ เพราะมันสัตว์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ 

เพียงถ้าเราเปิดใจกว้างขึ้นนิดว่าเรายอมให้มีการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าในธรรมชาติได้บ้างบางส่วน แต่การใช้ประโยชน์นั้นจะทำให้สัตว์ป่าชนิดนั้นซึ่งแทบจะหมดไปจากธรรมชาติแล้วกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่รอดได้ในธรรมชาติ โดยที่มีคนคอยดูแลมัน

ถึงแม้ว่าจะต้องมีนกส่วนหนึ่งมาอยู่ในกรงบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการที่นกทั้งหมดจะถูกเพาะเลี้ยงขึ้นมาในกรงและใช้ชีวิตในกรงไปตลอด

ขออนุญาตลองนำเสนอแนวทางที่อาจจะพอเป็นไปได้ดูนะครับ

แทนที่จะบังคับว่านกที่ถูกกฎหมายทุกตัวจะต้องมาจากผู้เลี้ยงนกที่ได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานและจะต้องเพาะเลี้ยงในกรงที่มีการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่เท่านั้น 

ลองมั๊ยครับ ลองหาพื้นที่ทดลองนำร่อง อาจจะเป็นพื้นที่การเกษตรในหุบเขาสักแห่งที่ไม่ใหญ่เกินไปพอจัดการได้ ยังพอมีนกปรอดธรรมชาติเหลืออยู่บ้าง ถ้าเป็นที่ภาคใต้ที่ชอบเลี้ยงนกยิ่งดี เขารักนกกันอยู่แล้ว และผมว่าชุมชนคนใต้เข้มแข็งจัดการอะไรแบบนี้ได้สบายมาก 

และผมก็เชื่อว่าสาเหตุที่นกปรอดหัวโขนลดจำนวนลงไปมากนั้นไม่ได้มาจากการโดนจับขายอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมันสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยตามขอบไร่ชายทุ่งเช่นเดียวกับนกกระทาในอังกฤษ ในขณะที่ป่าอนุรักษ์ของเราส่วนใหญ่เป็นที่เขาสูงและป่าทึบไม่เหมาะกับการอยู่ของนกปรอดมากนัก

เจ้าหน้าที่อุทยานแทนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบหรือจับกุม มาทำวิจัยกันว่าต้องปรับปรุงปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้นกปรอดหัวโขนเพิ่มจำนวนขึ้นได้เองในธรรมชาติของไร่นา ในกรมอุทยานมีคนเก่งๆเรื่องนี้มากมายครับ หลายคนไปจบด็อกเตอร์เรื่องการจัดการสัตว์ป่ามาโดยตรง ถ้าทางกรมให้โอกาสแสดงฝีมือ เราจะได้เห็นได้รู้จักคนเก่งๆอีกมากมาย  

แล้วมาตั้งกฎเกณฑ์กันไว้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าถ้าชุมชนสามารถเพิ่มจำนวนนกในธรรมชาติได้ถึงระดับที่กำหนดจะอนุญาตให้จับนกขายได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ไม่ต้องแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่อะไรเลย

คนเลี้ยงนกและนักอนุรักษ์ นักดูนกก็มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูธรรมชาตินี้ได้นะครับ คนเลี้ยงนกสามารถสนับสนุนโครงการได้โดยการให้เงินสนับสนุนล่วงหน้าและได้ผลตอบแทนเป็นนกเมื่อโครงการประสบความสำเร็จ แบบเดียวกับ Kick Starter ทั้งหลาย นักอนุรักษ์ นักดูนกก็มาช่วยกันในการฟื้นฟูธรรมชาติก็จะได้ความภูมิใจได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้เห็นนกกลับมาในธรรมชาติอีกครั้ง

ช่วงแรกอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ดูแลและให้คำแนะนำ ผมเชื่อว่าเมื่อเริ่มดำเนินการไปแล้ว ชุมชนจะสามารถดูแล ปกป้องนกที่เขาเลี้ยงไว้ในธรรมชาติได้เอง เพราะมันมีคุณค่าในตัวมันและเขาอยู่ตรงนั้นทุกวัน

นอกจากจะได้นกปรอดหัวโขนกลับมาแล้ว เรายังจะได้ธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์กลับมา และเป็นประโยชน์กับ “สัตว์ป่า” อื่นๆอีกมากมาย

ใช่ครับมันยากกว่าการห้ามอย่างเดียวที่หน่วยราชการไทยชอบทำกัน มันต้องอาศัยความคิด การวางแผน การลงมือทำ และการร่วมมือกับชาวบ้าน

แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดขึ้นได้ และเป็นแนวทางเดียวที่เราจะสามารถฟื้นฟูธรรมชาติของเรากลับมาได้

นั่นคือความคิดเห็นและมุมมองของผม ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนก หรือเรื่องสัตว์ป่าใดๆ แต่ผมอาจจะเห็นธรรมชาติจริงมามากกว่านักวิชาการหลายๆคน และผมก็มีเพื่อนเป็นชาวไร่ชาวนา เคยทำงานกับชุมชนมาบ้าง ความคิดเห็นของผมอาจจะไม่ถูกต้อง หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย 

แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าให้กับธรรมชาติ ไม่มองหาวิธีใหม่ที่แตกต่างและยังอนุรักษ์ด้วยการห้ามแตะต้องแบบเดิมๆ เราจะได้เห็นการล่มสลายของธรรมชาติในสายตาของคนรุ่นเรานี่แหละครับ

ตาเกิ้น 

20 ตุลาคม 2566

ข้อมูลเรื่องนกกระทาจากบทความ “Time to return the native” จากนิตยสาร The Field ฉบับเดือนกันยายน 2023

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading