Sunday, October 18, 2026
Homeความคิดและมุมมองอาหารที่เป็นมิตรต่อโลก (Totally Organic, Free Range, Zero Carbon Footprint)

อาหารที่เป็นมิตรต่อโลก (Totally Organic, Free Range, Zero Carbon Footprint)

-

ผมลังเลอยู่นานแล้วที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ขวางกระแส ขัดความเชื่อของสังคมอย่างมาก เขียนไปก็คงไม่ค่อยมีคนเปิดใจรับฟัง และหลายคนก็คงก่นด่าโดยไม่พยายามอ่านให้จบหรือทำความเข้าใจ แต่ก็ช่างมันเถอะครับ วันน้ีจะเขียนแล้ว เรื่องนี้มันถูกหมกซุกอยู่ใต้พรหมของสังคมไทยมานาน ควรจะเอามาคุยกันจริงจังสักที

อาหารในจานข้างหน้าผม ปรุงขึ้นมาจากเนื้อหมูป่าที่ไม่ได้มาจากฟาร์ม มันคืออาหารประเภทเนื้อที่ผมเชื่อว่าเป็นมิตรต่อโลกมากที่สุดแล้วอย่างหนึ่ง

แกงกระหรี่หมูป่า อาหารที่ผมเชื่อว่าเป็นมิตรต่อโลกมาก

หมูป่าเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วที่สุดชนิดหนึ่ง มันอยู่ในป่าไปจนถึงป่าละเมาะชายไร่ การเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วของมันทำให้หมูป่าเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่อันดับหนึ่งของโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเรา หมูป่าที่อยู่เป็นฝูงนั้นหากเข้าไร่ไหนพืชผลที่ปลูกมานานนับเดือนเป็นอันต้องย่อยยับชั่วข้ามคืน และคำนวนได้คร่าวๆว่าถ้ามีหมูป่า 10 ตัว ต้องการควบคุมให้มีเท่าเดิม จะต้องทำลายมันปีละ 7 ตัวเป็นอย่างน้อย

หมูป่าเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วที่สุดชนิดหนึ่ง มันอยู่ในป่าไปจนถึงป่าละเมาะชายไร่ การเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วของมันทำให้หมูป่าเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่อันดับหนึ่งของโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเรา หมูป่าที่อยู่เป็นฝูงนั้นหากเข้าไร่ไหนพืชผลที่ปลูกมานานนับเดือนเป็นอันต้องย่อยยับชั่วข้ามคืน

แต่มันก็มีสิ่งดีมากๆเช่นกัน ต่างไปจากเนื้อหมูเลี้ยงที่เรากินกันที่กว่าจะได้มาต้องถางป่าปลูกข้าวโพดเก็บแล้วเผาให้เป็น PM 2.5 เอาข้าวโพดมาเข้าโรงงานแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ส่งไปยังฟาร์มเลี้ยงหมูที่สร้างมลภาวะมากมายเพราะเลี้ยงหมูจำนวนมากๆไว้ที่เดียวกัน หมูป่าหาอาหารของมันกินเองในป่าหรือในไร่ (Zero Carbon Footprint), ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีไม่ต้องถูกกักขัง (Free Range), เนื้อหนังของมันก็เติบโตมาอย่างธรรมชาติ ไม่มีโฮโมนเร่ง, ไม่มียาหรือสารเคมีต่างๆ และไม่มีไขมันมากเกินไป (Totally Organic) แถมในขณะที่มันเติบโตมันก็ยังช่วยพรวนดินและถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ในป่าอีกด้วย

การเอามันมากินก็อาจจะฟังดูโหดร้าย แต่ก็ทรมานน้อยกว่าหมูฟาร์มที่ต้องถูกจับยัดในรถแน่นๆไปฆ่าที่โรงเชือดมากนัก

ด้วยความที่มีเยอะและเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หมูป่าไม่จัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง การล่าหมูป่านอกเขตอนุรักษ์จึงทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

เห็นได้ชัดว่า หมูป่าและสัตว์ป่าอีกหลายชนิดรวมไปถึงสัตว์น้ำ เป็นตัวอย่างของทรัพยากรธรรมชาติที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยไม่หมดไป แต่เรากลับไม่เคยคิดที่จะใช้ประโยชน์จากมันอย่างจริงจัง ไม่เคยจัดการ ปล่อยให้มันอยู่ตามยะฐากรรม ขาดอาหาร ไร้ที่อยู่ ถูกทำลายเพราะรบกวนพืชไร่ เพราะอะไร?

ผมเชื่อว่าสิ่งที่พิกลพิการมากที่สุดของการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยคือการเอาการอนุรักษ์ไปผูกไว้กับเรื่องบาปบุญและความสงสาร นำไปสู่การใช้ความเชื่อมากกว่าเหตุผล จนทำให้เกิดการปล่อยเฉยแทนที่จะต้องจัดการ ซึ่งเป็นต้นต่อที่นำมาซึ่งความวอดวายของทรัพยากรสัตว์ป่า

ถ้าใครยังไม่เห็นภาพที่ผมเรียกว่าวอดวายนี้ ผมขอขยายความสักนิด ในช่วง 30 ปีที่ผมได้เห็นมานี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการรักษา “เขตป่าอนุรักษ์”​ เช่นอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์ฯ ไว้ได้ อันนี้ต้องขอบคุณผู้คนในกรมอุทยานที่ทุ่มเทกันมายาวนาน แต่พร้อมๆกันธรรมชาติที่เคยมีอยู่นอกเขตเหล่านั้นถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น ด้วยทั้งกลไกการตลาดและกฎเกณฑ์ของรัฐเองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการทำลายล้างนี้ จนผมขอเรียกมันว่า “เขตไม่อนุรักษ์”

ในสามสิบปีที่ผ่านมา ธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ถูกทำลายอย่างมโหฬาร ด้วยการตัด ถาง เผา เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ป่าผืนในภาพนี้เป็นป่าริมแม่น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์มาก

สัตว์ป่าที่เราเห็นข่าวว่าเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียงบางพื้นที่ บางชนิด เช่น ช้างซึ่งเพิ่มจำนวนมากไม่หยุดจนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครยอมเข้าไปแก้, กระทิงซึ่งมีมากในเพียงบางพื้นที่และก็เริ่มเป็นปัญหาหนัก เราอาจจะมีสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นในป่าตะวันตกโดยเฉพาะห้วยขาแข้ง ในขณะที่พื้นที่อื่นๆสัตว์ประเภทอื่นๆลดลงอย่างมากในหลายๆพื้นที่ แม้แต่ในเขตอุทยานทางเหนือและอีสานหลายๆแห่งก็ไม่มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่เหลืออยู่เลย

อ่านมาถึงตรงนี้มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ ผมไม่ได้เสนอให้ใช้ประโยชน์สัตว์ป่าที่เหลือน้อยอยู่แล้วในเขตอนุรักษ์ แต่หากกำลังเสนอความคิดที่ว่าเราควรจะฟื้นฟูสัตว์ป่าบางชนิดที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในพื้นที่ “เขตไม่อนุรักษ์” ที่ทุกวันนี้เป็นเพียงไร่ข้าวโพดไร่มันที่ถูกเผาให้เตียนทุกปี

สิ่งที่ผมพยายามอธิบายนี้มีชื่อเรียกว่า “Wildlife Management” หรือการจัดการสัตว์ป่า ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยและใช้กันจริงจังอย่างได้ผลในแทบทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมร้อยปี มีเพียงบ้านเรา และอีก 2-3 ประเทศเท่านั้นที่ “ไม่จัดการ” เพียงเพราะเอาไปผูกกับเรื่องบาปบุญอย่างที่กล่าวมาแล้ว และทุกๆประเทศก็มีปัญหาแบบเรา (ไม่เชื่อผมลอง Google ค้นดูก็ได้ครับ)

เคนย่า เป็นประเทศที่ห้ามล่าสัตว์ตั้งแต่ปี 1977 จากนั้นสัตว์ก็น้อยลงถึง 80% เพราะมันไม่ได้มีคุณค่าอีกต่อไป
หลังจากปฏิเสธไม่ยอมให้มีการล่าสัตว์และไม่จัดการมานาน อินเดียต้องกำจัดนิลกาย แอนทิโลปที่เพิ่มจำนวนมากเกินทิ้งนับหมื่นๆตัวต่อปี

ถ้าจะอธิบายสั้นๆให้เข้าใจง่ายที่สุด Wildlife Management คือการจัดการตัวแปรคือ พื้นที่, อาหาร, ที่หลบภัย และสัตว์ผู้ล่าเพื่อให้สมดุลย์กับปริมาณของสัตว์ป่า

การจัดการนี้อาจจะเป็นไปได้ทั้ง 2 ทางคือการปรับปรุงตัวแปรเหล่านี้ให้สามารถรองรับจำนวนสัตว์ที่มากขึ้น และควบคุมจำนวนสัตว์ให้เหมาะสมกับตัวแปร

ตัวอย่างง่ายๆตามหลักการจัดการพื้นที่ตามแบบ Wildlife Management ขัดกับความคิดคนไทยที่คิดว่าสัตว์ป่าต้องอยู่ในป่าทึบผืนใหญ่เท่านั้น

และหัวใจสำคัญของการจัดการสัตว์ป่า คือการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าที่สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้จนมีจำนวนเกินสมดุลย์ของสภาพแวดล้อม แล้วนำรายได้วนกลับมาสู่การอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย, การปรับปรุงสภาพแวดล้อม, ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ดูแล,​ การเพาะขยายพันธุ์สัตว์ หรือแม้แต่ซื้อที่ดินเป็นเขตอนุรักษ์เพิ่มเติม เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ไปพร้อมๆกับสมดุลย์ธรรมชาติ

ไก่ฟ้าในไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา เป็นตัวยืนยันว่า สัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกับพื้นที่เกษตรได้ ถ้ามันมีประโยชน์ ชาวไร่ก็จะดูแลมัน

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่าการจัดการสัตว์ป่าจะมีผลดีต่อสัตว์ป่านอกเขตอนุรักษ์ได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างสมมุติอันนี้ให้ฟังนะครับ

หากคนที่จะล่าหมูป่าในพื้นที่ของชุมชนหนึ่งต้องจ่ายค่าใบอนุญาต 1,000 บาทให้กับชุมชน คนนำทางมีรายได้ 1,000 บาทต่อวัน เนื้อหมูป่าหากล่าได้สามารถซื้อออกไปในราคากิโลกรัมละ 200 บาท รายได้นี้จะทำให้เกิดแรงจูงใจจนชุมชนนี้มองหมูป่าเปลี่ยนไป (แน่นอนละ ถ้าเนื้อหมูป่ากิโลละ 200 ข้าวโพดกิโลละ 8 บาท) ถ้ามีคนให้ความรู้เรื่องการจัดการสัตว์ป่าสักนิดให้เขาเข้าใจว่าจะทำให้หมูป่าเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างไร เขาก็จะปลูกอาหาร, ปลูกป่าเป็นพื้นที่หลบภัย, เลิกเผาป่า และคอยดูแลไม่ให้ใครมาลักลอบล่า ผลพลอยได้ของการดูแลฟื้นฟูพื้นที่นี้เราก็จะได้ธรรมชาติกลับคืนมาในพื้นที่เคยโล่งเตียนจากการเผา และเป็นอานิสงค์ให้สัตว์ป่าชนิดอื่นๆได้มีที่อยู่และเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย

เรื่องสมมุตินี้ผมไม่ได้นั่งฝันขึ้นมาเอง แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกยกเว้นประเทศไทย

นอกจากหมูป่าแล้วยังมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับหายสาบสูญไปจากแทบทุกพื้นที่ เพราะมันไม่มีคุณค่าอะไร นอกจากเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่ เช่น กระต่ายป่า, ไก่ป่า, นกกระทาดง หรือแม้กระทั่ง เก้งที่ออกลูกทั้งปีจนกลายเป็นสัตว์เอเลี่ยนที่ไปสร้างปัญหาอยู่ในยุโรป สัตว์เหล่านี้สามารถเพิ่มจำนวนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเรามีการจัดการและให้โอกาสมัน

เก้งเป็นสัตว์ที่ออกลูกหลายรอบต่อปี ขยายพัยธุ์เร็วจนเป็นเอเลี่ยนสปีชี่ส์ที่รุกรานอังกฤษ แต่ทำไมของเราถึงหมด?
ตัวอย่างจากฮังการี จำนวนกวางในธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากไม่ถึง 4 พันตัวเป็นกว่าแสนเพียงแต่มีการจัดการที่ดี และสามารถล่าใช้ประโยชน์ได้มากกว่า 5 หมื่นตัวต่อปี
การจัดการสัตว์ป่า ประกอบกับการใช้ประโยชน์จากการล่าที่มีการจัดการที่ดี ทำให้สัตว์ป่าเกือบทุกชนิดเพิ่มขึ้นทั่วโลก

ผมยังเชื่ออีกว่า เมื่อได้มีทรัพยากรสัตว์ป่าให้ใช้ได้นอกเขตอนุรักษ์แล้ว การลักลอบล่าสัตว์ในเขตอนุรักษ์ก็จะลดลงไปด้วย

ทุกครั้งที่มีฝุ่นควันจากการเผา เมื่อมีน้ำท่วมพัดเอาโคลนลงมาถมในเมือง คนเมืองก็จะก่นด่าคนที่ถางผืนแผ่นดินปลูกข้าวโพด บางองค์กรก็ออกมาเรียกร้องให้ลงชื่อเพื่อหยุดการเผา

แต่การปลูกข้าวโพด การเผาจะหยุดหรือลดลงได้อย่างไร เมื่อมันคือวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ในฟาร์มที่คนเมืองอย่างเราบริโภคกันอย่างไม่บันยะบันยัง และไม่เคยสนใจถึงที่มาของเนื้อเหล่านั้น

เราจะใช้ผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ของเราเพียงเพื่อปลูกอาหารสัตว์? เราจะไม่ให้โอกาสสัตว์ป่าได้อยู่และขยายพันธุ์นอกเขตอนุรักษ์ที่จำกัดเลยหรือ

การปลูกข้าวโพด การเผา จะลดลงได้อย่างไร เมื่อเราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนความเชื่อเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ปลูกข้าวโพดมีทางเลือกที่จะใช้ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าและยั่งยืน โดยที่มีรายได้ไม่น้อยไปกว่าการปลูกข้าวโพด

ที่เราไม่อาจะก้าวข้ามไปได้ มันก็อาจจะเป็นเพราะเรายังคงเอาการอนุรักษ์มาพัวพันกับบาปบุญ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเราก็ยังกินเนื้อสัตว์กันอยู่ เพียงแต่ปัดเรื่องที่คิดว่าบาปนั้นออกไปให้พ้นตาไกลหัวใจเท่านั้นเอง

ผมขอทิ้งคำพูดของ Aldo Leopold ปราชญ์แห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติคนหนึ่งเอาให้คุณไปคิดต่อ

“มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดินได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนด้วยการทำ 5 อย่างไปอย่างผสมผสานกัน คือ การเกษตร, ปลูกป่าเพื่อตัดใช้, ใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า, ลดการพังทลายของต้นน้ำ และขายวิวทิวทัศน์”

ผืนแผ่นดินที่ควรจะสวยงามและอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ควรจะถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนด้วยการทำ 5 อย่างไปอย่างผสมผสานกัน คือ การเกษตร, ปลูกป่าเพื่อตัดใช้, ใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า, ลดการพังทลายของต้นน้ำ และขายวิวทิวทัศน์”

ตาเกิ้น 1 ธันวาคม 2567

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

LEAVE A REPLY

LATEST POSTS

ผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว  เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values)  เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture) ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้...

ไมค์กี้

“ใครยิงธนูเป็นช่วยสอนผมหน่อย ที่ไหนมีธนูขายบ้างช่วยบอกหน่อยครับ”  ผมเขียนข้อความประมาณนี้ลงในเว็บบอร์ด “รอบกองไฟ” ของเว็บ ThailandOutdoor เมื่อ 22 ปีก่อนด้วยความคับแค้นใจว่าหาซื้อธนูไม่ได้ และไม่มีใครสอนให้ยิง “ผมทำงานอยู่ร้านธนู” <Mike Wann> “ร้านอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” <ตาเกิ้น>  “ผมอยู่แคลิฟอร์เนียครับ 555” <Mike Wann> จากนั้นผมก็คุยกับ Mike Wann ทางข้อความอย่างเมามัน เขาให้ความรู้เรื่องธนูที่หาไม่ได้ในเมืองไทย พอผมบอกว่าอยากได้เขาก็หาคันธนูมือสองชั้นดีถอดเป็นชิ้นๆส่งมาให้ผมประกอบ แล้วก็สอนให้ผมยิงธนูจากระยะไกลจากอเมริกา ธนูคันแรกที่ Mike ส่งมาให้ผม ทำให้เกิดประกายไฟของการยิงธนูในเมืองไทย...

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading