ผมลังเลอยู่นานแล้วที่จะเขียนเรื่องนี้ เพราะแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็ขวางกระแส ขัดความเชื่อของสังคมอย่างมาก เขียนไปก็คงไม่ค่อยมีคนเปิดใจรับฟัง และหลายคนก็คงก่นด่าโดยไม่พยายามอ่านให้จบหรือทำความเข้าใจ แต่ก็ช่างมันเถอะครับ วันน้ีจะเขียนแล้ว เรื่องนี้มันถูกหมกซุกอยู่ใต้พรหมของสังคมไทยมานาน ควรจะเอามาคุยกันจริงจังสักที
อาหารในจานข้างหน้าผม ปรุงขึ้นมาจากเนื้อหมูป่าที่ไม่ได้มาจากฟาร์ม มันคืออาหารประเภทเนื้อที่ผมเชื่อว่าเป็นมิตรต่อโลกมากที่สุดแล้วอย่างหนึ่ง

หมูป่าเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วที่สุดชนิดหนึ่ง มันอยู่ในป่าไปจนถึงป่าละเมาะชายไร่ การเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วของมันทำให้หมูป่าเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่อันดับหนึ่งของโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเรา หมูป่าที่อยู่เป็นฝูงนั้นหากเข้าไร่ไหนพืชผลที่ปลูกมานานนับเดือนเป็นอันต้องย่อยยับชั่วข้ามคืน และคำนวนได้คร่าวๆว่าถ้ามีหมูป่า 10 ตัว ต้องการควบคุมให้มีเท่าเดิม จะต้องทำลายมันปีละ 7 ตัวเป็นอย่างน้อย

แต่มันก็มีสิ่งดีมากๆเช่นกัน ต่างไปจากเนื้อหมูเลี้ยงที่เรากินกันที่กว่าจะได้มาต้องถางป่าปลูกข้าวโพดเก็บแล้วเผาให้เป็น PM 2.5 เอาข้าวโพดมาเข้าโรงงานแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ส่งไปยังฟาร์มเลี้ยงหมูที่สร้างมลภาวะมากมายเพราะเลี้ยงหมูจำนวนมากๆไว้ที่เดียวกัน หมูป่าหาอาหารของมันกินเองในป่าหรือในไร่ (Zero Carbon Footprint), ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีไม่ต้องถูกกักขัง (Free Range), เนื้อหนังของมันก็เติบโตมาอย่างธรรมชาติ ไม่มีโฮโมนเร่ง, ไม่มียาหรือสารเคมีต่างๆ และไม่มีไขมันมากเกินไป (Totally Organic) แถมในขณะที่มันเติบโตมันก็ยังช่วยพรวนดินและถ่ายมูลเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ในป่าอีกด้วย
การเอามันมากินก็อาจจะฟังดูโหดร้าย แต่ก็ทรมานน้อยกว่าหมูฟาร์มที่ต้องถูกจับยัดในรถแน่นๆไปฆ่าที่โรงเชือดมากนัก

ด้วยความที่มีเยอะและเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หมูป่าไม่จัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครอง การล่าหมูป่านอกเขตอนุรักษ์จึงทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
เห็นได้ชัดว่า หมูป่าและสัตว์ป่าอีกหลายชนิดรวมไปถึงสัตว์น้ำ เป็นตัวอย่างของทรัพยากรธรรมชาติที่เราสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยไม่หมดไป แต่เรากลับไม่เคยคิดที่จะใช้ประโยชน์จากมันอย่างจริงจัง ไม่เคยจัดการ ปล่อยให้มันอยู่ตามยะฐากรรม ขาดอาหาร ไร้ที่อยู่ ถูกทำลายเพราะรบกวนพืชไร่ เพราะอะไร?
ผมเชื่อว่าสิ่งที่พิกลพิการมากที่สุดของการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยคือการเอาการอนุรักษ์ไปผูกไว้กับเรื่องบาปบุญและความสงสาร นำไปสู่การใช้ความเชื่อมากกว่าเหตุผล จนทำให้เกิดการปล่อยเฉยแทนที่จะต้องจัดการ ซึ่งเป็นต้นต่อที่นำมาซึ่งความวอดวายของทรัพยากรสัตว์ป่า
ถ้าใครยังไม่เห็นภาพที่ผมเรียกว่าวอดวายนี้ ผมขอขยายความสักนิด ในช่วง 30 ปีที่ผมได้เห็นมานี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการรักษา “เขตป่าอนุรักษ์” เช่นอุทยานฯ และเขตรักษาพันธุ์ฯ ไว้ได้ อันนี้ต้องขอบคุณผู้คนในกรมอุทยานที่ทุ่มเทกันมายาวนาน แต่พร้อมๆกันธรรมชาติที่เคยมีอยู่นอกเขตเหล่านั้นถูกทำลายจนแทบหมดสิ้น ด้วยทั้งกลไกการตลาดและกฎเกณฑ์ของรัฐเองที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการทำลายล้างนี้ จนผมขอเรียกมันว่า “เขตไม่อนุรักษ์”

สัตว์ป่าที่เราเห็นข่าวว่าเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเพียงบางพื้นที่ บางชนิด เช่น ช้างซึ่งเพิ่มจำนวนมากไม่หยุดจนกำลังเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่มีใครยอมเข้าไปแก้, กระทิงซึ่งมีมากในเพียงบางพื้นที่และก็เริ่มเป็นปัญหาหนัก เราอาจจะมีสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นในป่าตะวันตกโดยเฉพาะห้วยขาแข้ง ในขณะที่พื้นที่อื่นๆสัตว์ประเภทอื่นๆลดลงอย่างมากในหลายๆพื้นที่ แม้แต่ในเขตอุทยานทางเหนือและอีสานหลายๆแห่งก็ไม่มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่เหลืออยู่เลย
อ่านมาถึงตรงนี้มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ ผมไม่ได้เสนอให้ใช้ประโยชน์สัตว์ป่าที่เหลือน้อยอยู่แล้วในเขตอนุรักษ์ แต่หากกำลังเสนอความคิดที่ว่าเราควรจะฟื้นฟูสัตว์ป่าบางชนิดที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในพื้นที่ “เขตไม่อนุรักษ์” ที่ทุกวันนี้เป็นเพียงไร่ข้าวโพดไร่มันที่ถูกเผาให้เตียนทุกปี
สิ่งที่ผมพยายามอธิบายนี้มีชื่อเรียกว่า “Wildlife Management” หรือการจัดการสัตว์ป่า ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยและใช้กันจริงจังอย่างได้ผลในแทบทุกประเทศทั่วโลกมาร่วมร้อยปี มีเพียงบ้านเรา และอีก 2-3 ประเทศเท่านั้นที่ “ไม่จัดการ” เพียงเพราะเอาไปผูกกับเรื่องบาปบุญอย่างที่กล่าวมาแล้ว และทุกๆประเทศก็มีปัญหาแบบเรา (ไม่เชื่อผมลอง Google ค้นดูก็ได้ครับ)


ถ้าจะอธิบายสั้นๆให้เข้าใจง่ายที่สุด Wildlife Management คือการจัดการตัวแปรคือ พื้นที่, อาหาร, ที่หลบภัย และสัตว์ผู้ล่าเพื่อให้สมดุลย์กับปริมาณของสัตว์ป่า
การจัดการนี้อาจจะเป็นไปได้ทั้ง 2 ทางคือการปรับปรุงตัวแปรเหล่านี้ให้สามารถรองรับจำนวนสัตว์ที่มากขึ้น และควบคุมจำนวนสัตว์ให้เหมาะสมกับตัวแปร

และหัวใจสำคัญของการจัดการสัตว์ป่า คือการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าที่สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้จนมีจำนวนเกินสมดุลย์ของสภาพแวดล้อม แล้วนำรายได้วนกลับมาสู่การอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นการวิจัย, การปรับปรุงสภาพแวดล้อม, ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ดูแล, การเพาะขยายพันธุ์สัตว์ หรือแม้แต่ซื้อที่ดินเป็นเขตอนุรักษ์เพิ่มเติม เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ไปพร้อมๆกับสมดุลย์ธรรมชาติ

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกว่าการจัดการสัตว์ป่าจะมีผลดีต่อสัตว์ป่านอกเขตอนุรักษ์ได้อย่างไร ผมขอยกตัวอย่างสมมุติอันนี้ให้ฟังนะครับ
หากคนที่จะล่าหมูป่าในพื้นที่ของชุมชนหนึ่งต้องจ่ายค่าใบอนุญาต 1,000 บาทให้กับชุมชน คนนำทางมีรายได้ 1,000 บาทต่อวัน เนื้อหมูป่าหากล่าได้สามารถซื้อออกไปในราคากิโลกรัมละ 200 บาท รายได้นี้จะทำให้เกิดแรงจูงใจจนชุมชนนี้มองหมูป่าเปลี่ยนไป (แน่นอนละ ถ้าเนื้อหมูป่ากิโลละ 200 ข้าวโพดกิโลละ 8 บาท) ถ้ามีคนให้ความรู้เรื่องการจัดการสัตว์ป่าสักนิดให้เขาเข้าใจว่าจะทำให้หมูป่าเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างไร เขาก็จะปลูกอาหาร, ปลูกป่าเป็นพื้นที่หลบภัย, เลิกเผาป่า และคอยดูแลไม่ให้ใครมาลักลอบล่า ผลพลอยได้ของการดูแลฟื้นฟูพื้นที่นี้เราก็จะได้ธรรมชาติกลับคืนมาในพื้นที่เคยโล่งเตียนจากการเผา และเป็นอานิสงค์ให้สัตว์ป่าชนิดอื่นๆได้มีที่อยู่และเพิ่มจำนวนขึ้นด้วย
เรื่องสมมุตินี้ผมไม่ได้นั่งฝันขึ้นมาเอง แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกยกเว้นประเทศไทย
นอกจากหมูป่าแล้วยังมีสัตว์ป่าอีกหลายชนิดที่สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับหายสาบสูญไปจากแทบทุกพื้นที่ เพราะมันไม่มีคุณค่าอะไร นอกจากเป็นสัตว์รบกวนพืชไร่ เช่น กระต่ายป่า, ไก่ป่า, นกกระทาดง หรือแม้กระทั่ง เก้งที่ออกลูกทั้งปีจนกลายเป็นสัตว์เอเลี่ยนที่ไปสร้างปัญหาอยู่ในยุโรป สัตว์เหล่านี้สามารถเพิ่มจำนวนกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเรามีการจัดการและให้โอกาสมัน



ผมยังเชื่ออีกว่า เมื่อได้มีทรัพยากรสัตว์ป่าให้ใช้ได้นอกเขตอนุรักษ์แล้ว การลักลอบล่าสัตว์ในเขตอนุรักษ์ก็จะลดลงไปด้วย
ทุกครั้งที่มีฝุ่นควันจากการเผา เมื่อมีน้ำท่วมพัดเอาโคลนลงมาถมในเมือง คนเมืองก็จะก่นด่าคนที่ถางผืนแผ่นดินปลูกข้าวโพด บางองค์กรก็ออกมาเรียกร้องให้ลงชื่อเพื่อหยุดการเผา
แต่การปลูกข้าวโพด การเผาจะหยุดหรือลดลงได้อย่างไร เมื่อมันคือวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ในฟาร์มที่คนเมืองอย่างเราบริโภคกันอย่างไม่บันยะบันยัง และไม่เคยสนใจถึงที่มาของเนื้อเหล่านั้น

การปลูกข้าวโพด การเผา จะลดลงได้อย่างไร เมื่อเราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนความเชื่อเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ปลูกข้าวโพดมีทางเลือกที่จะใช้ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าและยั่งยืน โดยที่มีรายได้ไม่น้อยไปกว่าการปลูกข้าวโพด
ที่เราไม่อาจะก้าวข้ามไปได้ มันก็อาจจะเป็นเพราะเรายังคงเอาการอนุรักษ์มาพัวพันกับบาปบุญ ทั้งๆที่จริงๆแล้วเราก็ยังกินเนื้อสัตว์กันอยู่ เพียงแต่ปัดเรื่องที่คิดว่าบาปนั้นออกไปให้พ้นตาไกลหัวใจเท่านั้นเอง
ผมขอทิ้งคำพูดของ Aldo Leopold ปราชญ์แห่งการอนุรักษ์ธรรมชาติคนหนึ่งเอาให้คุณไปคิดต่อ
“มนุษย์สามารถใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดินได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืนด้วยการทำ 5 อย่างไปอย่างผสมผสานกัน คือ การเกษตร, ปลูกป่าเพื่อตัดใช้, ใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า, ลดการพังทลายของต้นน้ำ และขายวิวทิวทัศน์”

ตาเกิ้น 1 ธันวาคม 2567
