Sunday, October 4, 2026
Homeความคิดและมุมมองผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

ผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

-

ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ

แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน

ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว 

เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values)  เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture)

ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้ คนที่อยู่ด้วยกันตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆก็มักจะมีคุณค่าและความเชื่อคล้ายกันจากสิ่งที่เขาได้เห็นและพบเจอ ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ชัดเจน และอาจจะแตกต่างไปจากหมู่บ้านถัดไปที่อยู่คนละหุบเขา

ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกคนเชื่อมต่อกับทุกคนจากทุกที่ในโลกใบนี้ เรื่องของคุณค่า ความเชื่อ และวัฒนธรรม ไม่ได้เกิดร่วมกับคนรอบข้างอีกต่อไป และที่น่าตกใจกว่านั้นคือบางครั้งมันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่อาจจะเกิดขึ้นด้วยการตั้งใจสร้างของใครสักคน คนสักกลุ่ม เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรืออำนาจทางการเมือง

ผมพบว่าในโลกปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ไหลไปตามกระแสความเชื่อของสังคมโดยไม่ได้สืบเสาะหาที่มาและไม่ได้กังวลถึงที่ไป ซึ่งพวกเขาก็มีความสุขดีไม่เดือดร้อนอะไร ใครคุยเรื่องอะไร สนใจอะไรก็เฮกันตามไป

แต่ผมก็พบว่ายังมีผู้คนอกีกลุ่มหนึ่งที่ยังคงยึดมั่นในชุดของคุณค่าที่พวกเขาเห็นว่าดี และความเชื่อของพวกเขาก็มักจะขัดกับวัฒนธรรมของสังคมส่วนใหญ่

ปัญหาก็คือพวกเขามักจะกระจายกันอยู่ ไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนจนมีสังคมและวัฒนธรรมของตัวเองได้

ผมเองก็เป็นคนหนึ่งของมนุษย์กลุ่มนี้ ผู้คนประหลาดที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางกระแสสังคมที่เราไม่ได้ชื่นชอบ ไม่ได้เห็นด้วยว่าดีงามหรือมีคุณค่าอะไร

ผู้คนเหล่านี้ เช่นเดียวกับผม พวกเรากระจายตัวอยู่เงียบๆในสังคม รู้สึกเหงาแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คน เหงาหนักขึ้นไปอีกถ้าต้องอยู่กับคนจำนวนมาก 

บ่อยครั้งเมื่อเราอยู่ในวงสนทนาของคนส่วนใหญ่ เราจะรู้สึกได้ว่า เราไม่สนใจเรื่องที่เขาคุยกันเลย และเช่นเดียวกันก็ไม่มีใครสนใจเรื่องที่เราอยากจะคุย

เดิมที่ผมเริ่มคิดว่าความรู้สึกนี้เป็นเรื่องของผู้ชายใกล้เข้าสู่วัยชราที่พยายามยึดติดกับความคิดโบราณๆ แต่ผมกลับพบว่ามีผู้คนส่วนน้อยจากทุกเพศทุกวัยที่ร่วมความรู้สึกนี้  

โชคดีอยู่บ้างที่ผมยังได้พบเจอคบหากับผู้คนที่มีคุณค่าและความเชื่อคล้ายกัน ได้รวมตัวกันเป็นสังคมเล็กๆเป็นครั้งคราว

Group of five people sitting around a campfire in a forested area during dusk, with smoke rising from the fire.

ผมยังไม่มีคำนิยามสั้นๆที่จะเรียกพวกเขา แต่พอจะบอกได้ว่าพวกเขามีการให้คุณค่ากับสิ่งรอบตัวคล้ายๆกัน เช่น

– ชื่นชมธรรมชาติ

– การใช้ชีวิตให้ช้าลง

– การแสวงหาคำตอบด้วยตัวเอง ค้นหาความหมายที่ลึกซึ้ง

– ให้เกียรติมนุษย์ทุกคนเท่าๆกัน

– ให้คุณค่ากับสิ่งของที่มีคนตั้งใจใส่ความคิด, ทำมาอย่างดี, ทนทานอยู่นาน

– ให้ความสำคัญกับคุณค่า ซึ่งอาจจะไม่ใช่มูลค่า

  • ยึดมั่นในความเชื่อของตัวเอง ไม่ดิ้นรนหาการยอมรับ 
  • ฯลฯ

มันอาจจะมีกิจกรรมบางอย่างที่สะท้อนความคิดเหล่านี้ และคัดกรองพวกเขาออกมา ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมที่เชื่องช้า (slow pace) และต้องการสมาธิ เช่น Fly Fishing, ยิงธนู, พายเรือ, ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม, อ่านหนังสือ ฯ และมันก็มักจะพาคนกลุ่มนี้มาพบเจอกัน 

ผมพบว่าผู้คนเหล่านี้มีน้อยนัก และด้วยธรรมชาติของพวกเขาที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และเราก็อาจจะมีคุณค่าที่เหมือนกันบ้างต่างกันบ้าง เรามักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่นานๆไม่ได้ แต่การรวมตัวกันเป็นครั้งคราวก็เหมือนเป็นการเติมกำลังใจให้กัน เอาไว้ไปสู้กับเปลี่ยวเหงาในสังคมที่เราอยู่ได้ยาก

ถ้าคุณคิดคล้ายๆกันแบบนี้ เรามาเจอกันบ้างก็ได้นะครับ

A black and white photograph of a wooded area with a river and a campsite, featuring tents and people engaged in various activities among lush greenery.
Previous article
ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading