ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ
แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน
ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว
เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values) เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture)
ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้ คนที่อยู่ด้วยกันตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆก็มักจะมีคุณค่าและความเชื่อคล้ายกันจากสิ่งที่เขาได้เห็นและพบเจอ ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมที่ชัดเจน และอาจจะแตกต่างไปจากหมู่บ้านถัดไปที่อยู่คนละหุบเขา
ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกคนเชื่อมต่อกับทุกคนจากทุกที่ในโลกใบนี้ เรื่องของคุณค่า ความเชื่อ และวัฒนธรรม ไม่ได้เกิดร่วมกับคนรอบข้างอีกต่อไป และที่น่าตกใจกว่านั้นคือบางครั้งมันไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่อาจจะเกิดขึ้นด้วยการตั้งใจสร้างของใครสักคน คนสักกลุ่ม เพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรืออำนาจทางการเมือง
ผมพบว่าในโลกปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ไหลไปตามกระแสความเชื่อของสังคมโดยไม่ได้สืบเสาะหาที่มาและไม่ได้กังวลถึงที่ไป ซึ่งพวกเขาก็มีความสุขดีไม่เดือดร้อนอะไร ใครคุยเรื่องอะไร สนใจอะไรก็เฮกันตามไป
แต่ผมก็พบว่ายังมีผู้คนอกีกลุ่มหนึ่งที่ยังคงยึดมั่นในชุดของคุณค่าที่พวกเขาเห็นว่าดี และความเชื่อของพวกเขาก็มักจะขัดกับวัฒนธรรมของสังคมส่วนใหญ่
ปัญหาก็คือพวกเขามักจะกระจายกันอยู่ ไม่ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนจนมีสังคมและวัฒนธรรมของตัวเองได้
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งของมนุษย์กลุ่มนี้ ผู้คนประหลาดที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางกระแสสังคมที่เราไม่ได้ชื่นชอบ ไม่ได้เห็นด้วยว่าดีงามหรือมีคุณค่าอะไร
ผู้คนเหล่านี้ เช่นเดียวกับผม พวกเรากระจายตัวอยู่เงียบๆในสังคม รู้สึกเหงาแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คน เหงาหนักขึ้นไปอีกถ้าต้องอยู่กับคนจำนวนมาก
บ่อยครั้งเมื่อเราอยู่ในวงสนทนาของคนส่วนใหญ่ เราจะรู้สึกได้ว่า เราไม่สนใจเรื่องที่เขาคุยกันเลย และเช่นเดียวกันก็ไม่มีใครสนใจเรื่องที่เราอยากจะคุย
เดิมที่ผมเริ่มคิดว่าความรู้สึกนี้เป็นเรื่องของผู้ชายใกล้เข้าสู่วัยชราที่พยายามยึดติดกับความคิดโบราณๆ แต่ผมกลับพบว่ามีผู้คนส่วนน้อยจากทุกเพศทุกวัยที่ร่วมความรู้สึกนี้
โชคดีอยู่บ้างที่ผมยังได้พบเจอคบหากับผู้คนที่มีคุณค่าและความเชื่อคล้ายกัน ได้รวมตัวกันเป็นสังคมเล็กๆเป็นครั้งคราว

ผมยังไม่มีคำนิยามสั้นๆที่จะเรียกพวกเขา แต่พอจะบอกได้ว่าพวกเขามีการให้คุณค่ากับสิ่งรอบตัวคล้ายๆกัน เช่น
– ชื่นชมธรรมชาติ
– การใช้ชีวิตให้ช้าลง
– การแสวงหาคำตอบด้วยตัวเอง ค้นหาความหมายที่ลึกซึ้ง
– ให้เกียรติมนุษย์ทุกคนเท่าๆกัน
– ให้คุณค่ากับสิ่งของที่มีคนตั้งใจใส่ความคิด, ทำมาอย่างดี, ทนทานอยู่นาน
– ให้ความสำคัญกับคุณค่า ซึ่งอาจจะไม่ใช่มูลค่า
- ยึดมั่นในความเชื่อของตัวเอง ไม่ดิ้นรนหาการยอมรับ
- ฯลฯ
มันอาจจะมีกิจกรรมบางอย่างที่สะท้อนความคิดเหล่านี้ และคัดกรองพวกเขาออกมา ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมที่เชื่องช้า (slow pace) และต้องการสมาธิ เช่น Fly Fishing, ยิงธนู, พายเรือ, ถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม, อ่านหนังสือ ฯ และมันก็มักจะพาคนกลุ่มนี้มาพบเจอกัน
ผมพบว่าผู้คนเหล่านี้มีน้อยนัก และด้วยธรรมชาติของพวกเขาที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และเราก็อาจจะมีคุณค่าที่เหมือนกันบ้างต่างกันบ้าง เรามักจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่นานๆไม่ได้ แต่การรวมตัวกันเป็นครั้งคราวก็เหมือนเป็นการเติมกำลังใจให้กัน เอาไว้ไปสู้กับเปลี่ยวเหงาในสังคมที่เราอยู่ได้ยาก
ถ้าคุณคิดคล้ายๆกันแบบนี้ เรามาเจอกันบ้างก็ได้นะครับ

