Friday, June 5, 2026
Homeความคิดและมุมมองใช้ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าและยั่งยืน

ใช้ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าและยั่งยืน

-

“The oldest task in human history : To live on a piece of Land without spoiling it”

“หน้าที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติคือการใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินโดยไม่ทำลายมัน”

Aldo Leopold

ดูเหมือนว่าในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่และใช้เวลาส่วนใหญ่ในโลกเสมือน ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเงินตราและผลประโยชน์ระยะสั้น ความคิดและหน้าที่นี้จะอยู่ห่างไกลตัว หรือกระทั่งถูกลืมเลือนไป

ความหมายของ “ผืนแผ่นดิน” นี้กว้างขวางกว่า “ดิน” มาก แต่หมายถึงการดำรงอยู่ของ ดิน, สายน้ำ,พืชพรรณ และสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การเกษตรหรือป่าดง เป็นการผสมผสานของเกษตรกรรม,​ ธรรมชาติและมนุษย์เข้าเป็นหนึ่งเดียว

ในบทความต่อๆมา Aldo Leopold ยังเขียนไว้อย่างน่าคิดว่า เราสามารถรักษาสมดุลย์และใช้ผืนแผ่นดินได้อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยไม่ทำลายมัน ด้วยการทำการเกษตร, ป่าไม้, สัตว์ป่า ป้องกันการพังทลายของดิน และขายวิวทิวทัศน์ไปได้พร้อมๆกัน ถ้ามีจัดการอย่างเหมาะสม

อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงคิดในใจว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นไปไม่ได้

มันเป็นไปได้และเป็นอยู่ในหลายๆที่บนโลกใบนี้ครับ ผมจะพาคุณไปดูของจริงสักที่หนึ่ง แล้วเราค่อยกลับมาคุยกันว่าถ้าเราจะขยับขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นได้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง

ผมกลับมาที่เดนมาร์กอีกครั้ง (อ่านเรื่องจากเดนมาร์กครั้งแรกได้ที่นี่ครับ) ผมเดินตามสหายจอห์นเข้าไปในไร่ที่ดินร่วนซุยเพราะถูกไถเพื่อปลูกข้าวสาลีไปหมาดๆ

เราเดินย่องไปตามแนวต้นไม้ที่พ่อยูลปลูกไว้ระหว่างแปลงข้าวเพื่อกันลม ต้นไม้เหล่านั้นสูงใหญ่อายุหลายสิบปีมีไม้พุ่มอยู่ด้านล่างที่เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด จอห์นชี้ให้ผมดูต้นไม้ดอกสีเหลืองที่แม่มักจะเอามาทำน้ำหวานให้กินกันในช่วงฤดูร้อน ระหว่างทางเดินเราสังเกตเห็นรอยเท้ากวางและสัตว์อื่นๆตลอดทาง

เราปีนขึ้นไปอยู่บนห้างสูงก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า ในเวลา 5:09 จากห้างสูงนั้นผมมองไปได้ไกลสุดสายตา

เดนมาร์กเป็นประเทศที่ไม่มีภูเขาสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ อาจจะมีเนินสลับบ้าง และเกือบ 70% เป็นพื้นที่การเกษตร 

ฟาร์มของพ่อยูลเป็นพื้นที่ฟาร์มแปลงใหญ่  พื้นที่ข้างๆรอบทิศล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่เกษตรปลูกข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์และมันฝรั่ง แต่มันถูกสลับไปด้วยแนวต้นไม้ บางส่วนเป็นป่าใหญ่ไม้โต

เรานั่งหันหลังชนกันอยู่บนห้างเพื่อช่วยกันสังเกตการณ์ให้ได้รอบทิศ ข้างหน้าด้านขวาของผมเป็นหนองน้ำ ที่เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับทำเกษตรขณะเดียวกันมันก็เป็นแหล่งน้ำของสัตว์ป่าในพื้นที่ไปด้วย พ่อยูลสร้างบ้านไม้หลายหลังในบึงนั้นไว้ให้เป็ดมาวางไข่

เลยจากบึงไปเป็นป่าต้นไม้ใหญ่ที่จอห์นเล่าว่าเขากับพ่อปลูกไว้เกือบ 30 ปีที่ก่อน ขณะนี้เริ่มตัดไม้มาใช้มาขายได้บางส่วนแล้วและก็หมุนเวียนไปปลูกไม้ในพื้นที่แปลงอื่นของฟาร์ม

เสียงนกนานาชนิดร้องกันระงมทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้นโผล่พ้นขอบฟ้าเป็นสัญญานบอกให้รู้ว่าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว นกหลายตัวมาเกาะบนหลังคาห้างส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

เป็ดป่าฝูงหนึ่งบินขึ้นจากหนองน้ำข้างหน้า พวกมันบินร่อนรอบห้างเราเป็นวงกลมก่อนที่จะบินห่างออกไป 

“จอห์น กวาง!” ผมสะกิดจอห์นที่นั่งหันหน้าไปสังเกตการณ์คนละข้างกัน เขารีบหมุนตัวกลับมาข้างเดียวกับผม

“ตัวผู้”​ ผมกระซิบอีกครั้งเมื่อเห็นเขาของกวางตัวนั้นในกล้องส่องทางไกล 

“เขามี 3 กิ่งมั๊ย” จอห์นถามย้ำอีก เพื่อให้ในใจว่ามันเป็นกวางที่โตได้ที่

กวางตัวนั้นเป็น Roe Deer สัตว์ประจำท้องถิ่นของที่นี่และมีทั่วๆไปในยุโรป เป็นกวางขนาดเล็กตัวเท่าเก้งบ้านเรา ถึงแม้เดนมาร์กจะมีพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์อยู่แค่ประมาณ 5% แต่ Roe Deer และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆก็ยังคงอยู่และแพร่พันธุ์ได้ตลอดมาในพื้นที่ไร่นา เพราะเจ้าของพื้นที่ช่วยกันดูแลให้มันดำรงอยู่

Roe Deer และ Red Deer เป็นกวางที่มีการกระจายตัวอยู่ทั่วยุโรป ในภาพนี้เป็นการกระจายตัวในอิตาลี่

Roe Deer ตัวนั้นปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งที่อีกฟากหนึ่งของหนองน้ำ แล้ววิ่งเหยาะๆอ้อมมาใกล้เรามากขึ้นและทำให้เราเห็นมันได้อย่างชัดเจน

“เขามีสามกิ่ง” ผมยืนยัน และผมก็เชื่อว่าจอห์นเห็นมันชัดแล้วเช่นกัน

เมื่อกวางตัวนั้นมาหยุดยืนนิ่งที่หน้าแปลงข้าวสาลี เสียงปืนของจอห์นก็ดังขึ้น 

สัตว์ป่าที่เดนมาร์กถูกมองว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถใช้ได้โดยไม่หมดไป โดยจะต้องมีการดูแลและวางกฏเกณฑ์ที่ถูกต้อง

ที่นี่ การล่าสัตว์ป่าเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดิน โดยที่รัฐทำหน้าที่จัดการภาพรวม เช่น การวิจัย, การกำหนดฤดูล่าสัตว์สำหรับสัตว์ชนิดต่างๆ เพศและวัยในเวลาฤดูกาลที่เหมาะสมซึ่งก็มาจากการวิจัย, ทำหน้าที่อบรมและคัดกรองผู้ที่มีสิทธิ์ล่าสัตว์ได้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจในการดูแลสัตว์ป่า

เจ้าของที่ดินสามารถล่าสัตว์เป็นอาหารหรืออาจจะขายสิทธินั้นให้กับคนที่ต้องการล่า เมื่อสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของที่ดิน เขาจะไม่มองมันเป็นเพียงสัตว์รบกวนพืชไร่ เขาจะดูแลให้มันคงอยู่และเพิ่มจำนวนอย่างเหมาะสม ดูแลให้มีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และมีป่าให้หลบภัย ไปจนถึงการควบคุมจำนวนการล่าต่อปีและจำนวนสัตว์ที่ควรมีในพื้นที่ให้เหมาะสม

รัฐเองเมื่อเข้าใจ, มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าและการควบคุมปริมาณสัตว์ป่า ก็มีมาตรการและคำแนะนำให้กับเจ้าของที่ เพื่อให้ดูแลสัตว์ป่าได้ดีขึ้น เช่นการสนับสนุนเงินให้ปลูกต้นไม้ระหว่างแปลงเพาะปลูกให้เป็นที่หลบภัยของสัตว์ หรือการให้เงินชดเชยให้งดการเพาะปลูกบนที่ดินบางส่วนเพื่อทิ้งไว้ให้เป็นทุ่งหญ้าอาหารสัตว์

ในอังกฤษ Game & Wildlife Conservation Trust (GWCT) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลส่งเสริมให้ชาวนาปลูกดอกไม้และปล่อยให้หญ้าขึ้นรอบแปลงเกษตรเพื่อให้เป็นอาหารนกและสัตว์ป่าประเภทอื่น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความนี้ครับ

ต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิดและเชื่อกัน สัตว์ป่านั้นไม่ได้ชอบการอยู่ในป่าทึบ เพราะในป่าไม่ได้มีแหล่งอาหาร มันต้องการป่าเพียงเล็กน้อยเพื่อใช้ซ่อนตัวหลบภัย จริงๆแล้วสัตว์ป่าเกือบทุกชนิดอาศัยอยู่และแพร่พันธุ์ได้ดีในทุ่งหญ้าหรือพื้นที่ไร่นาการเกษตร หากเพียงมีการจัดการดูแลที่ถูกต้อง สัตว์ป่าประเภทกวางสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าในเวลาเพียง 2-3 ปี สัตว์ตระกูลนกยิ่งเร็วกว่ามาก เช่นเป็ดป่าสามารถเพิ่มจำนวนจาก 2 ตัวเป็น 2,000 ตัวในเวลาเพียง 5 ปี

ฝูงนกที่อาศัยอยู่ในไร่น่าของอังกฤษที่มีการฟื้นฟู
ไก่ฟ้าในไร่ข้าวโพดทั่วอเมริกา เป็นตัวยืนยันว่า สัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกับพื้นที่เกษตรได้ ถ้ามันมีประโยชน์ ชาวไร่ก็จะดูแลมัน
จำนวนกวางในธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายจากไม่ถึง 4 พันตัวเป็นกว่าแสนเพียงแต่มีการจัดการที่ดี และสามารถล่าใช้ประโยชนืได้มากกว่า 5 หมื่นตัวต่อปี

เพียงถ้าเราให้โอกาสมัน สัตว์สามารถเพิ่มจำนวนได้เอง และเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้

ขณะที่เราเดินกลับไปที่บ้านจอห์น เราเดินผ่านที่ดินแปลงหนึ่งที่ถูกปล่อยให้ว่างไว้ไม่มีการเพาะปลูก จอห์นบอกว่ารัฐให้เงินสนับสนุนให้เจ้าของไร่แบ่งพื้นที่บางส่วนให้เป็นทุ่งหญ้าเพื่อเป็นอาหารสัตว์ป่าและฟื้นฟูธรรมชาติ

ผืนดินที่รัฐบาลอุดหนุนเงินให้ปล่อยธรรมชาติให้ฟื้นคืนและเป็นอาหารสัตว์ กลับกับประเทศเราที่ถ้าที่ดินปล่อยว่าจะถูกเก็บภาษีหนัก หรือยึดคืนถ้าเป็นที่ สปก.

เมื่อคุยกันเรื่องนี้ จอห์นก็หยิบกระดาษ 2-3 แผ่นออกมาให้ผมดู มันคือแผนคร่าวๆของที่ดินของเขาที่จอห์นกับพ่อกำลังวางแผนใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดิน

แปลงป่าที่จอห์นกับพ่อปลูกไว้กว่ายี่สิบปีก่อน ถึงเวลาที่จะตัดใช้ประโยชน์ และขายได้ ตรงนั้นจะกลายเป็นไร่มันและข้าวสาลีอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเขาก็จะปลูกแปลงป่าขึ้นมาอีกด้านหนึ่งขึ้นมาแทน ที่บางส่วนจะถูกเก็บไว้เป็นทุ่งธรรมชาติ โดยทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความสวยงามของทิวทัศน์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ทุกวันด้วย

“ถ้าเราวางผังแบบนี้ เวลาเราอยู่บนห้าง เราก็จะส่องกล้องดูกวางได้ทั่วพื้นที่ดีขึ้นด้วย” จอห์นวางแผนการล่าสัตว์ของเขาเข้าไปในการจัดการพื้นที่ด้วย

ผมยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าแล้วมองไปรอบๆตัว ถึงแม้จะเป็นไร่เป็นฟาร์ม แต่ทิวทัศน์รอบๆตัวผมก็ช่างงดงามไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ไปด้วยทิวไม้และดงป่าเป็นหย่อมๆบนที่ราบสลับเนินสุดลูกหูลูกตา

ที่เช่นนี้ย่อมดึงดูดให้คนเข้ามาท่องเที่ยวเยี่ยมเยียน 

ฟาร์ม, ไร่นา, ป่าไม้ และแม่น้ำในนอร์เวย์ ที่ถูกจัดสรรและดูแลอย่างดีจนสวยงาม แน่นอนมันย่อมดึงดูดให้คนอยากไปเที่ยวที่นั่น

หลายสิบปีมานี้ “กระแสอนุรักษ์” ในบ้านเราร้อนแรงมาตลอด มาตรการของรัฐหลายๆอย่างที่ออกมาสามารถหยุดการทำลายล้างธรรมชาติอย่างมโหฬารลงได้และจากการทุ่มเทของผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ในกรมอุทยานหลายต่อหลายรุ่นที่ส่งต่อกันมา ทำให้การดูแล “เขตอนุรักษ์” ของเราได้ผลดียิ่ง สัตว์ป่าหลายชนิดใน “เขตอนุรักษ์” เพิ่มจำนวนขึ้นมากมายเป็นเรื่องน่าดีใจ

แต่ด้วยความคิดที่มองทุกอย่างเป็นขาวหรือดำในสังคมเรา ทำให้เราสูญเสียธรรมชาติไปมากมายเหลือเกินในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะเรามองว่า “เขตอนุรักษ์” ห้ามแตะต้อง แต่พื้นที่นอกเหนือจากนั้นไม่มีใครสนใจจนกลายเป็น “เขตไม่อนุรักษ์”

ในสามสิบปีที่ผ่านมา ธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ถูกทำลายอย่างมโหฬาร ด้วยการตัด ถาง เผา เพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว ป่าผืนในภาพนี้เป็นป่าริมแม่น้ำที่เคยอุดมสมบูรณืมาก

นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังความคิดอย่างรุนแรงว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ทำให้ไม่มีคนคิดที่จะดูแลและจัดการให้เหมาะสม การมองว่าผืนแผ่นดินที่ใช้ทำการเกษตรจะต้องใช้ปลูกพืชไร่กันอย่างเดียว กระทั่งมีกฎเกณฑ์ว่าถ้าจัดเป็นพื้นที่ของเกษตรกรต้องถางให้เรียบ แม้แต่การมองว่าการใช้พื้นที่ในการท่องเที่ยวเป็นเรื่องผิดเป็นเรื่องของนายทุน จนนำไปสู่การตัดถาง เผาให้เตียนโล่งแล้วปลูกพืชอย่างข้าวโพด มันสำปะหลังกันเพียงอย่างเดียวจนธรรมชาตินอก “เขตอนุรักษ์” ที่เคยมีอยู่มากมายถูกทำลายไปจนหมดสิ้น

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง ปัญหาฝุ่นจากการเผา ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์บางชนิดที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความยากจนของเกษตรกร

ภาพนี้ภาพเดียวสามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยได้ดี

ในอดีต มาตรการที่ใช้อยู่ได้ผลดีในการหยุดการทำลายล้างโดยไร้กติกา แต่มาถึงวันนี้ที่สถานกรณ์เปลี่ยนไปอาจจะถึงเวลาที่จะมาทบทวนกันเหมือนกับการที่เราใช้การขันเชนาะห้ามเลือดให้หยุดไหลจากบาดแผลเพื่อรักษาชีวิต แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการที่ควรทำตลอดไปจนเลือดไม่ไหลไปเลี้ยงอวัยวะ ขั้นต่อมาของการรักษาย่อมต้องใช้ความรู้ทางวิชาการ, ความใส่ใจ และกำลังคนมากกว่าเดิม มากกว่าการ “ห้ามอย่างเดียว” เหมือนขันเชนาะ

เปล่าเลยผมไม่ได้คิดว่าเราควรจะเปลี่ยนแปลงกฎกติกาอะไรที่เราใช้ได้ผลอยู่ในเขตอนุรักษ์ หรือเรียกร้องให้เอาทรัพยากรอะไรในเขตอนุรักษ์มาใช้กัน แต่สิ่งที่อยากจะชวนให้คิดคือ จะทำอย่างไรที่จะฟื้นฟูธรรมชาติที่ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์” 

อย่างที่เล่าให้ฟังในตัวอย่างจากเดนมาร์กว่ามันเป็นไปได้ครับ สิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้เกิดการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ขึ้นมาได้ก็คือการวางกฎกติกาให้มีการใช้ประโยชน์หากเจ้าของที่ดินสามารถฟื้นฟูป่าและสัตว์ป่าขึ้นมาได้ เพราะมิฉะนั้นก็คงไม่มีใครคิดจะลงแรง และผืนแผ่นดินของเราก็จะเตียนโล่งและถูกเผาเป็นฝุ่นควันกันชั่วนิจนิรันดร์

ฝูงกวางเลี้ยงปล่อยในเชค
พื้นที่ไร่นาสลับป่าในเยอรมัน ถ้าดูดีๆจะเห็นกวางป่านอนอยู่ในไร่ 3 ตัวด้วย

หากจะฟื้นธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ได้นั้นคงจะต้องทำความเข้าใจ วางกติกา แก้กฏหมาย ไปจนถึงการแก้ไขโครงสร้างบริหาร โดยที่ใช้เป้าหมายในการฟื้นฟูธรรมชาติประกอบกับการสร้างรายได้ให้กับผู้ถือครองที่ดินและความอยู่ดีกินดีของผู้คนในพื้นที่เป็นหลัก

กฏหมายและกติกา ไปจนถึงความเข้าใจของสังคมหลายอย่างที่ต้องแก้ไข เช่นแนวความคิดที่ว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่องเลวร้ายเป็นบาปเป็นกรรม , กฏหมายห้ามเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า ไปจนถึงความเข้าใจในสังคมว่าการจัดการสัตว์ป่าเป็นกลไกสำคัญและจำเป็นที่จะทำให้สัตว์ป่าชนิดต่างๆสามารถดำรงอยู่อย่างสมดุลย์และแพร่พันธุ์ได้ (รออ่านเรื่องการจัดการสัตว์ป่าได้เร็วๆนี้) 

การจัดการสัตว์ป่า ประกอบกับการใช้ประโยชน์จากการล่าที่มีการจัดการที่ดี ทำให้สัตว์ป่าเกือบทุกชนิดเพิ่มขึ้นทั่วโลก

การอนุญาตให้ปลูกและใช้ไม้ในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟูธรรมชาติ ไปจนถึงการทำความเข้าใจกับคนในสังคมว่าการใช้วัสดุไม้ที่ได้มาจากการจัดการที่ถูกต้องเป็นความยั่งยืนและส่งผลต่อโลกน้อยที่สุด

คนไทยโดยทั่วไปเห็นภาพนี้ก็จะคิดถึงคำว่า “ตัดไม้ทำลายป่า”​แต่มันเป็นเรื่องปรกติมากในเยอรมัน และประเทศอื่นๆทั่วโลกที่เขาปลูกไม้ไว้ตัดใช้สลับกับพื้นที่ไร่นา

การส่งเสริมและอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกจาก “การเกษตร” เช่นการท่องเที่ยว โดยต้องมีกติกาการวางสัดส่วนของพื้นที่ที่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติแลกกับพื้นที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์ 

ถ้าจะให้เกิดการฟื้นฟูธรรมชาติในภาพรวมขึ้นได้ก็จะต้องมีการวางแผนพื้นที่และมาตรการกันใหม่เพื่อฟื้นฟูดูแลต้นน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ยุติธรรม และยั่งยืนในมุมมองของธรรมชาติและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็จะต้องมีการส่งเสริมไปจนถึงการจูงใจด้วยเงินสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น

Conservation Reserve Program (CRP) เป็นโครงการที่รัฐบาลสหรัฐสนับสนุนและอุดหนุนให้เกษตรกรฟื้นฟูธรรมชาติในพื้นที่บางส่วนของไร่นาเพื่อการใช้ประโยชน์ โครงการนี้ทำมาเกือบ 40 ปีแล้ว ได้ผลอย่างมากในการฟื้นฟูสัตว์ป่าและรักษาแหล่งน้ำ
พื้นที่ CRP เป็นการฟื้นฟูธรรมชาติเพื่อให้เป็นพื้นที่ของสัตว์ป่าและรักษาแหล่งน้ำ มีการจัดการเพื่อฟื้นฟูไม่ได้ปล่อยให้ฟื้นเอง จากนั้นก็จัดการให้มีการใช้ประโยชน์เพื่อให้มีเงินมาจัดการต่อไปได้อย่างยั่งยืน

เรื่องใหญ่ที่สุดก็คืออาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความรับผิดชอบของหน่วยราชการ เพราะทุกวันนี้หน่วยงานอนุรักษ์ก็ดูแลแต่พื้นที่อนุรักษ์ไม่สนใจธรรมชาติข้างนอก หน่วยงานเกษตรก็คำนึงถึงแต่ผลผลิตไม่สนใจธรรมชาติ

นโยบายของรัฐบาลไทยที่เห็นแล้วต้องถอนหายใจว่ามันจะต้องแลกมาด้วยผืนแผ่นดินอีกเท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่าธรรมชาติไม่เคยอยู่ในสายตาและลำดับความสำคัญของคนที่บริหารประเทศเราเลย

ถ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ใหญ่โตเกินไป เราก็อาจจะต้องหาพื้นที่ทดลองสักแห่งที่เราสามารถควบคุมและติดตามผลได้เพื่อพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง

บางคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นไปไม่ได้ บางคนอาจจะถามว่าผมเป็นใครมีความรู้แค่ไหนที่จะมาเขียนเรื่องนี้ บางคนอาจจะต่อต้านในมุมของบาปบุญ

ผมเองก็โตมาพร้อมกับความเชื่อเรื่องบาปบุญเหมือนกับคนไทยส่วนมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง แต่ผมก็มีความเชื่อว่าการฟื้นฟูธรรมชาติให้สมดุลย์คือการให้ชีวิตทั้งสิ่งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น แม้ว่าในกระบวนการจัดการจะต้องทำบางสิ่งที่หลายคนจะเรียกว่า “บาป” ตามความเป็นจริงของชีวิตบ้าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง การนิ่งเฉยเพราะเกรงกลัว “บาป”​นั่นกลับสร้างความดือดร้อนเสียหายให้กับธรรมชาติจนถดถอยหรืออาจจะหมดสิ้นไป

ไม่เลย ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้เรียนมาในเรื่องป่าไม้หรือสัตว์ป่า ผมเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ได้เห็นธรรมชาติมามากพอสมควรจนเข้าใจมันได้มากขึ้น ได้เห็นธรรมชาติที่เคยมีวอดวายไปต่อหน้าต่อตา แต่ผมก็อาจจะโชคดีที่ได้เห็นการจัดการธรรมชาติด้วยวิธีที่แตกต่างและได้ผลในประเทศอื่นๆ 

“For the health of the land” หนังสือของ Aldo Leopold ที่เล่าเรื่องการฟื้นฟูธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ไว้อย่างเป็นรูปธรรมและเข้าใจง่ายที่สุดเล่มหนึ่ง

ผมไม่สามารถมาบอกได้ว่าเราจะต้องฟื้นฟูธรรมชาติ “อย่างไร”​ เพราะผมเชื่อว่าในประเทศเรามีคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำเรื่องนี้อยู่มาก หลายคนคิดและอยากจะทำอย่างที่ผมเขียนเล่ามานี้ แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหรือมีอำนาจที่จะวางนโยบาย

ทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงข้อเขียนของประชาชนธรรมดาคนหนึ่งในประเทศนี้ที่อยากจะเรียกร้องให้รัฐออกมาจัดการฟื้นฟูธรรมชาติให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ครับ มันเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน ยังไม่มีผลการวิจัยอะไรสนับสนุนแนวความคิด นอกจากตัวอย่างความสำเร็จที่แทบทุกประเทศเขาทำกัน ไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติได้ ไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไรชัดเจน 

ซึ่งก็เป็นเหมือนทุกเรื่องที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องเริ่มที่ความฝันก่อน

ผมอาจจะเป็นคนช่างฝันอย่างที่จอห์น เลนน่อน เขียนไว้ในเพลง Imagine ของเขา แต่ผมก็หวังว่าผมจะไม่ใช่คนเดียว ถ้าหากว่าคุณอ่านแล้วเห็นด้วย และมาฝันร่วมกัน มันก็อาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้

ตาเกิ้น

29 มิถุนายน 2567

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading