“The oldest task in human history : To live on a piece of Land without spoiling it”
“หน้าที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติคือการใช้ชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินโดยไม่ทำลายมัน”
Aldo Leopold
ดูเหมือนว่าในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่และใช้เวลาส่วนใหญ่ในโลกเสมือน ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยเงินตราและผลประโยชน์ระยะสั้น ความคิดและหน้าที่นี้จะอยู่ห่างไกลตัว หรือกระทั่งถูกลืมเลือนไป
ความหมายของ “ผืนแผ่นดิน” นี้กว้างขวางกว่า “ดิน” มาก แต่หมายถึงการดำรงอยู่ของ ดิน, สายน้ำ,พืชพรรณ และสรรพสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่การเกษตรหรือป่าดง เป็นการผสมผสานของเกษตรกรรม, ธรรมชาติและมนุษย์เข้าเป็นหนึ่งเดียว
ในบทความต่อๆมา Aldo Leopold ยังเขียนไว้อย่างน่าคิดว่า เราสามารถรักษาสมดุลย์และใช้ผืนแผ่นดินได้อย่างคุ้มค่าที่สุดโดยไม่ทำลายมัน ด้วยการทำการเกษตร, ป่าไม้, สัตว์ป่า ป้องกันการพังทลายของดิน และขายวิวทิวทัศน์ไปได้พร้อมๆกัน ถ้ามีจัดการอย่างเหมาะสม
อ่านถึงตรงนี้หลายคนคงคิดในใจว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นไปไม่ได้
มันเป็นไปได้และเป็นอยู่ในหลายๆที่บนโลกใบนี้ครับ ผมจะพาคุณไปดูของจริงสักที่หนึ่ง แล้วเราค่อยกลับมาคุยกันว่าถ้าเราจะขยับขับเคลื่อนไปสู่จุดนั้นได้ จะต้องทำอย่างไรบ้าง
ผมกลับมาที่เดนมาร์กอีกครั้ง (อ่านเรื่องจากเดนมาร์กครั้งแรกได้ที่นี่ครับ) ผมเดินตามสหายจอห์นเข้าไปในไร่ที่ดินร่วนซุยเพราะถูกไถเพื่อปลูกข้าวสาลีไปหมาดๆ

เราเดินย่องไปตามแนวต้นไม้ที่พ่อยูลปลูกไว้ระหว่างแปลงข้าวเพื่อกันลม ต้นไม้เหล่านั้นสูงใหญ่อายุหลายสิบปีมีไม้พุ่มอยู่ด้านล่างที่เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด จอห์นชี้ให้ผมดูต้นไม้ดอกสีเหลืองที่แม่มักจะเอามาทำน้ำหวานให้กินกันในช่วงฤดูร้อน ระหว่างทางเดินเราสังเกตเห็นรอยเท้ากวางและสัตว์อื่นๆตลอดทาง
เราปีนขึ้นไปอยู่บนห้างสูงก่อนพระอาทิตย์จะโผล่พ้นขอบฟ้า ในเวลา 5:09 จากห้างสูงนั้นผมมองไปได้ไกลสุดสายตา
เดนมาร์กเป็นประเทศที่ไม่มีภูเขาสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ อาจจะมีเนินสลับบ้าง และเกือบ 70% เป็นพื้นที่การเกษตร
ฟาร์มของพ่อยูลเป็นพื้นที่ฟาร์มแปลงใหญ่ พื้นที่ข้างๆรอบทิศล้วนแล้วแต่เป็นพื้นที่เกษตรปลูกข้าวสาลี, ข้าวบาร์เลย์และมันฝรั่ง แต่มันถูกสลับไปด้วยแนวต้นไม้ บางส่วนเป็นป่าใหญ่ไม้โต

เรานั่งหันหลังชนกันอยู่บนห้างเพื่อช่วยกันสังเกตการณ์ให้ได้รอบทิศ ข้างหน้าด้านขวาของผมเป็นหนองน้ำ ที่เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับทำเกษตรขณะเดียวกันมันก็เป็นแหล่งน้ำของสัตว์ป่าในพื้นที่ไปด้วย พ่อยูลสร้างบ้านไม้หลายหลังในบึงนั้นไว้ให้เป็ดมาวางไข่

เลยจากบึงไปเป็นป่าต้นไม้ใหญ่ที่จอห์นเล่าว่าเขากับพ่อปลูกไว้เกือบ 30 ปีที่ก่อน ขณะนี้เริ่มตัดไม้มาใช้มาขายได้บางส่วนแล้วและก็หมุนเวียนไปปลูกไม้ในพื้นที่แปลงอื่นของฟาร์ม
เสียงนกนานาชนิดร้องกันระงมทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้นโผล่พ้นขอบฟ้าเป็นสัญญานบอกให้รู้ว่าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว นกหลายตัวมาเกาะบนหลังคาห้างส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

เป็ดป่าฝูงหนึ่งบินขึ้นจากหนองน้ำข้างหน้า พวกมันบินร่อนรอบห้างเราเป็นวงกลมก่อนที่จะบินห่างออกไป
“จอห์น กวาง!” ผมสะกิดจอห์นที่นั่งหันหน้าไปสังเกตการณ์คนละข้างกัน เขารีบหมุนตัวกลับมาข้างเดียวกับผม
“ตัวผู้” ผมกระซิบอีกครั้งเมื่อเห็นเขาของกวางตัวนั้นในกล้องส่องทางไกล
“เขามี 3 กิ่งมั๊ย” จอห์นถามย้ำอีก เพื่อให้ในใจว่ามันเป็นกวางที่โตได้ที่
กวางตัวนั้นเป็น Roe Deer สัตว์ประจำท้องถิ่นของที่นี่และมีทั่วๆไปในยุโรป เป็นกวางขนาดเล็กตัวเท่าเก้งบ้านเรา ถึงแม้เดนมาร์กจะมีพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์อยู่แค่ประมาณ 5% แต่ Roe Deer และสัตว์ป่าชนิดอื่นๆก็ยังคงอยู่และแพร่พันธุ์ได้ตลอดมาในพื้นที่ไร่นา เพราะเจ้าของพื้นที่ช่วยกันดูแลให้มันดำรงอยู่

Roe Deer ตัวนั้นปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งที่อีกฟากหนึ่งของหนองน้ำ แล้ววิ่งเหยาะๆอ้อมมาใกล้เรามากขึ้นและทำให้เราเห็นมันได้อย่างชัดเจน
“เขามีสามกิ่ง” ผมยืนยัน และผมก็เชื่อว่าจอห์นเห็นมันชัดแล้วเช่นกัน
เมื่อกวางตัวนั้นมาหยุดยืนนิ่งที่หน้าแปลงข้าวสาลี เสียงปืนของจอห์นก็ดังขึ้น

สัตว์ป่าที่เดนมาร์กถูกมองว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถใช้ได้โดยไม่หมดไป โดยจะต้องมีการดูแลและวางกฏเกณฑ์ที่ถูกต้อง
ที่นี่ การล่าสัตว์ป่าเป็นสิทธิของเจ้าของที่ดิน โดยที่รัฐทำหน้าที่จัดการภาพรวม เช่น การวิจัย, การกำหนดฤดูล่าสัตว์สำหรับสัตว์ชนิดต่างๆ เพศและวัยในเวลาฤดูกาลที่เหมาะสมซึ่งก็มาจากการวิจัย, ทำหน้าที่อบรมและคัดกรองผู้ที่มีสิทธิ์ล่าสัตว์ได้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจในการดูแลสัตว์ป่า
เจ้าของที่ดินสามารถล่าสัตว์เป็นอาหารหรืออาจจะขายสิทธินั้นให้กับคนที่ต้องการล่า เมื่อสัตว์ป่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าของที่ดิน เขาจะไม่มองมันเป็นเพียงสัตว์รบกวนพืชไร่ เขาจะดูแลให้มันคงอยู่และเพิ่มจำนวนอย่างเหมาะสม ดูแลให้มีแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และมีป่าให้หลบภัย ไปจนถึงการควบคุมจำนวนการล่าต่อปีและจำนวนสัตว์ที่ควรมีในพื้นที่ให้เหมาะสม
รัฐเองเมื่อเข้าใจ, มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าและการควบคุมปริมาณสัตว์ป่า ก็มีมาตรการและคำแนะนำให้กับเจ้าของที่ เพื่อให้ดูแลสัตว์ป่าได้ดีขึ้น เช่นการสนับสนุนเงินให้ปลูกต้นไม้ระหว่างแปลงเพาะปลูกให้เป็นที่หลบภัยของสัตว์ หรือการให้เงินชดเชยให้งดการเพาะปลูกบนที่ดินบางส่วนเพื่อทิ้งไว้ให้เป็นทุ่งหญ้าอาหารสัตว์

ต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิดและเชื่อกัน สัตว์ป่านั้นไม่ได้ชอบการอยู่ในป่าทึบ เพราะในป่าไม่ได้มีแหล่งอาหาร มันต้องการป่าเพียงเล็กน้อยเพื่อใช้ซ่อนตัวหลบภัย จริงๆแล้วสัตว์ป่าเกือบทุกชนิดอาศัยอยู่และแพร่พันธุ์ได้ดีในทุ่งหญ้าหรือพื้นที่ไร่นาการเกษตร หากเพียงมีการจัดการดูแลที่ถูกต้อง สัตว์ป่าประเภทกวางสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่าในเวลาเพียง 2-3 ปี สัตว์ตระกูลนกยิ่งเร็วกว่ามาก เช่นเป็ดป่าสามารถเพิ่มจำนวนจาก 2 ตัวเป็น 2,000 ตัวในเวลาเพียง 5 ปี



เพียงถ้าเราให้โอกาสมัน สัตว์สามารถเพิ่มจำนวนได้เอง และเราก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้
ขณะที่เราเดินกลับไปที่บ้านจอห์น เราเดินผ่านที่ดินแปลงหนึ่งที่ถูกปล่อยให้ว่างไว้ไม่มีการเพาะปลูก จอห์นบอกว่ารัฐให้เงินสนับสนุนให้เจ้าของไร่แบ่งพื้นที่บางส่วนให้เป็นทุ่งหญ้าเพื่อเป็นอาหารสัตว์ป่าและฟื้นฟูธรรมชาติ

เมื่อคุยกันเรื่องนี้ จอห์นก็หยิบกระดาษ 2-3 แผ่นออกมาให้ผมดู มันคือแผนคร่าวๆของที่ดินของเขาที่จอห์นกับพ่อกำลังวางแผนใช้ประโยชน์จากผืนแผ่นดิน
แปลงป่าที่จอห์นกับพ่อปลูกไว้กว่ายี่สิบปีก่อน ถึงเวลาที่จะตัดใช้ประโยชน์ และขายได้ ตรงนั้นจะกลายเป็นไร่มันและข้าวสาลีอีกครั้ง ในขณะเดียวกันเขาก็จะปลูกแปลงป่าขึ้นมาอีกด้านหนึ่งขึ้นมาแทน ที่บางส่วนจะถูกเก็บไว้เป็นทุ่งธรรมชาติ โดยทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงความสวยงามของทิวทัศน์ที่พวกเขาได้เห็นอยู่ทุกวันด้วย

“ถ้าเราวางผังแบบนี้ เวลาเราอยู่บนห้าง เราก็จะส่องกล้องดูกวางได้ทั่วพื้นที่ดีขึ้นด้วย” จอห์นวางแผนการล่าสัตว์ของเขาเข้าไปในการจัดการพื้นที่ด้วย
ผมยืนสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าแล้วมองไปรอบๆตัว ถึงแม้จะเป็นไร่เป็นฟาร์ม แต่ทิวทัศน์รอบๆตัวผมก็ช่างงดงามไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ไปด้วยทิวไม้และดงป่าเป็นหย่อมๆบนที่ราบสลับเนินสุดลูกหูลูกตา
ที่เช่นนี้ย่อมดึงดูดให้คนเข้ามาท่องเที่ยวเยี่ยมเยียน

หลายสิบปีมานี้ “กระแสอนุรักษ์” ในบ้านเราร้อนแรงมาตลอด มาตรการของรัฐหลายๆอย่างที่ออกมาสามารถหยุดการทำลายล้างธรรมชาติอย่างมโหฬารลงได้และจากการทุ่มเทของผู้คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ในกรมอุทยานหลายต่อหลายรุ่นที่ส่งต่อกันมา ทำให้การดูแล “เขตอนุรักษ์” ของเราได้ผลดียิ่ง สัตว์ป่าหลายชนิดใน “เขตอนุรักษ์” เพิ่มจำนวนขึ้นมากมายเป็นเรื่องน่าดีใจ
แต่ด้วยความคิดที่มองทุกอย่างเป็นขาวหรือดำในสังคมเรา ทำให้เราสูญเสียธรรมชาติไปมากมายเหลือเกินในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะเรามองว่า “เขตอนุรักษ์” ห้ามแตะต้อง แต่พื้นที่นอกเหนือจากนั้นไม่มีใครสนใจจนกลายเป็น “เขตไม่อนุรักษ์”

นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังความคิดอย่างรุนแรงว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ทำให้ไม่มีคนคิดที่จะดูแลและจัดการให้เหมาะสม การมองว่าผืนแผ่นดินที่ใช้ทำการเกษตรจะต้องใช้ปลูกพืชไร่กันอย่างเดียว กระทั่งมีกฎเกณฑ์ว่าถ้าจัดเป็นพื้นที่ของเกษตรกรต้องถางให้เรียบ แม้แต่การมองว่าการใช้พื้นที่ในการท่องเที่ยวเป็นเรื่องผิดเป็นเรื่องของนายทุน จนนำไปสู่การตัดถาง เผาให้เตียนโล่งแล้วปลูกพืชอย่างข้าวโพด มันสำปะหลังกันเพียงอย่างเดียวจนธรรมชาตินอก “เขตอนุรักษ์” ที่เคยมีอยู่มากมายถูกทำลายไปจนหมดสิ้น
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นความแห้งแล้ง ปัญหาฝุ่นจากการเผา ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์บางชนิดที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงความยากจนของเกษตรกร

ในอดีต มาตรการที่ใช้อยู่ได้ผลดีในการหยุดการทำลายล้างโดยไร้กติกา แต่มาถึงวันนี้ที่สถานกรณ์เปลี่ยนไปอาจจะถึงเวลาที่จะมาทบทวนกันเหมือนกับการที่เราใช้การขันเชนาะห้ามเลือดให้หยุดไหลจากบาดแผลเพื่อรักษาชีวิต แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการที่ควรทำตลอดไปจนเลือดไม่ไหลไปเลี้ยงอวัยวะ ขั้นต่อมาของการรักษาย่อมต้องใช้ความรู้ทางวิชาการ, ความใส่ใจ และกำลังคนมากกว่าเดิม มากกว่าการ “ห้ามอย่างเดียว” เหมือนขันเชนาะ
เปล่าเลยผมไม่ได้คิดว่าเราควรจะเปลี่ยนแปลงกฎกติกาอะไรที่เราใช้ได้ผลอยู่ในเขตอนุรักษ์ หรือเรียกร้องให้เอาทรัพยากรอะไรในเขตอนุรักษ์มาใช้กัน แต่สิ่งที่อยากจะชวนให้คิดคือ จะทำอย่างไรที่จะฟื้นฟูธรรมชาติที่ถูกทำลายไปจนหมดสิ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์”
อย่างที่เล่าให้ฟังในตัวอย่างจากเดนมาร์กว่ามันเป็นไปได้ครับ สิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้เกิดการฟื้นฟูและการอนุรักษ์ขึ้นมาได้ก็คือการวางกฎกติกาให้มีการใช้ประโยชน์หากเจ้าของที่ดินสามารถฟื้นฟูป่าและสัตว์ป่าขึ้นมาได้ เพราะมิฉะนั้นก็คงไม่มีใครคิดจะลงแรง และผืนแผ่นดินของเราก็จะเตียนโล่งและถูกเผาเป็นฝุ่นควันกันชั่วนิจนิรันดร์


หากจะฟื้นธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” ได้นั้นคงจะต้องทำความเข้าใจ วางกติกา แก้กฏหมาย ไปจนถึงการแก้ไขโครงสร้างบริหาร โดยที่ใช้เป้าหมายในการฟื้นฟูธรรมชาติประกอบกับการสร้างรายได้ให้กับผู้ถือครองที่ดินและความอยู่ดีกินดีของผู้คนในพื้นที่เป็นหลัก
กฏหมายและกติกา ไปจนถึงความเข้าใจของสังคมหลายอย่างที่ต้องแก้ไข เช่นแนวความคิดที่ว่าการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่องเลวร้ายเป็นบาปเป็นกรรม , กฏหมายห้ามเลี้ยงและใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า ไปจนถึงความเข้าใจในสังคมว่าการจัดการสัตว์ป่าเป็นกลไกสำคัญและจำเป็นที่จะทำให้สัตว์ป่าชนิดต่างๆสามารถดำรงอยู่อย่างสมดุลย์และแพร่พันธุ์ได้ (รออ่านเรื่องการจัดการสัตว์ป่าได้เร็วๆนี้)

การอนุญาตให้ปลูกและใช้ไม้ในพื้นที่ที่ต้องการฟื้นฟูธรรมชาติ ไปจนถึงการทำความเข้าใจกับคนในสังคมว่าการใช้วัสดุไม้ที่ได้มาจากการจัดการที่ถูกต้องเป็นความยั่งยืนและส่งผลต่อโลกน้อยที่สุด

การส่งเสริมและอนุญาตให้ใช้ที่ดินเพื่อประโยชน์อย่างอื่นนอกจาก “การเกษตร” เช่นการท่องเที่ยว โดยต้องมีกติกาการวางสัดส่วนของพื้นที่ที่ต้องฟื้นฟูธรรมชาติแลกกับพื้นที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์
ถ้าจะให้เกิดการฟื้นฟูธรรมชาติในภาพรวมขึ้นได้ก็จะต้องมีการวางแผนพื้นที่และมาตรการกันใหม่เพื่อฟื้นฟูดูแลต้นน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ยุติธรรม และยั่งยืนในมุมมองของธรรมชาติและเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็จะต้องมีการส่งเสริมไปจนถึงการจูงใจด้วยเงินสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น


เรื่องใหญ่ที่สุดก็คืออาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความรับผิดชอบของหน่วยราชการ เพราะทุกวันนี้หน่วยงานอนุรักษ์ก็ดูแลแต่พื้นที่อนุรักษ์ไม่สนใจธรรมชาติข้างนอก หน่วยงานเกษตรก็คำนึงถึงแต่ผลผลิตไม่สนใจธรรมชาติ

ถ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ใหญ่โตเกินไป เราก็อาจจะต้องหาพื้นที่ทดลองสักแห่งที่เราสามารถควบคุมและติดตามผลได้เพื่อพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง
บางคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะบอกว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นไปไม่ได้ บางคนอาจจะถามว่าผมเป็นใครมีความรู้แค่ไหนที่จะมาเขียนเรื่องนี้ บางคนอาจจะต่อต้านในมุมของบาปบุญ
ผมเองก็โตมาพร้อมกับความเชื่อเรื่องบาปบุญเหมือนกับคนไทยส่วนมาก โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง แต่ผมก็มีความเชื่อว่าการฟื้นฟูธรรมชาติให้สมดุลย์คือการให้ชีวิตทั้งสิ่งที่เรามองเห็นและมองไม่เห็น แม้ว่าในกระบวนการจัดการจะต้องทำบางสิ่งที่หลายคนจะเรียกว่า “บาป” ตามความเป็นจริงของชีวิตบ้าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง การนิ่งเฉยเพราะเกรงกลัว “บาป”นั่นกลับสร้างความดือดร้อนเสียหายให้กับธรรมชาติจนถดถอยหรืออาจจะหมดสิ้นไป
ไม่เลย ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้เรียนมาในเรื่องป่าไม้หรือสัตว์ป่า ผมเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ได้เห็นธรรมชาติมามากพอสมควรจนเข้าใจมันได้มากขึ้น ได้เห็นธรรมชาติที่เคยมีวอดวายไปต่อหน้าต่อตา แต่ผมก็อาจจะโชคดีที่ได้เห็นการจัดการธรรมชาติด้วยวิธีที่แตกต่างและได้ผลในประเทศอื่นๆ

ผมไม่สามารถมาบอกได้ว่าเราจะต้องฟื้นฟูธรรมชาติ “อย่างไร” เพราะผมเชื่อว่าในประเทศเรามีคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำเรื่องนี้อยู่มาก หลายคนคิดและอยากจะทำอย่างที่ผมเขียนเล่ามานี้ แต่พวกเขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งหรือมีอำนาจที่จะวางนโยบาย
ทั้งหมดนี้ เป็นแต่เพียงข้อเขียนของประชาชนธรรมดาคนหนึ่งในประเทศนี้ที่อยากจะเรียกร้องให้รัฐออกมาจัดการฟื้นฟูธรรมชาติให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ครับ มันเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน ยังไม่มีผลการวิจัยอะไรสนับสนุนแนวความคิด นอกจากตัวอย่างความสำเร็จที่แทบทุกประเทศเขาทำกัน ไม่ได้มีแนวทางปฏิบัติได้ ไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไรชัดเจน
ซึ่งก็เป็นเหมือนทุกเรื่องที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องเริ่มที่ความฝันก่อน
ผมอาจจะเป็นคนช่างฝันอย่างที่จอห์น เลนน่อน เขียนไว้ในเพลง Imagine ของเขา แต่ผมก็หวังว่าผมจะไม่ใช่คนเดียว ถ้าหากว่าคุณอ่านแล้วเห็นด้วย และมาฝันร่วมกัน มันก็อาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้
ตาเกิ้น
29 มิถุนายน 2567
