Sunday, October 18, 2026

Cowboy in me

-

ความเหน็ดเหนื่อยและหิวโหยเชิญชวนให้ผมเลี้ยวจากถนนที่มืดสลัวเข้าไปหาที่พักสำหรับคืนนี้ในเมืองที่ไม่คุ้นเคย

ภาพจากภายในรถขณะขับขี่ในเวลากลางคืน แสดงอุปกรณ์มาตรวัดความเร็วและเข็มมุมรายงาน สภาพถนนมืดและมีแสงไฟจากป้ายจราจรและรถข้างเคียง

การเดินทางเร่ร่อนเช่นนี้ดูเหมือนจะเกิดกับผมบ่อยขึ้นจนเริ่มคุ้นชิน ด้วยเป้าหมายในใจที่ถ้าอธิบายไปก็คงมีน้อยคนที่จะเข้าใจ และบางครั้งผมก็ล้มเหลวที่จะให้เหตุผลที่สมควรกับตัวเอง

ชายคนหนึ่งที่ใส่หมวกเดินอยู่ในป่าเขียวชอุ่ม ท่ามกลางธรรมชาติที่มีพืชพรรณหนาทึบและลำธาร
ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ผมเดินป่าอยู่บนเกาะช้างจังหวัดตราด

เพลงในวิทยุที่ดังขึ้นพอดีอาจจะอธิบายวิถีชีวิตเช่นนี้ได้

มันอาจจะเป็นพฤติกรรมที่ได้รับอิทธิพลมาจากการดูภาพยนต์คาวบอยมากเกินไปในวัยเด็ก

ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างเตาไฟกลางแจ้ง พยายามทำให้มืออบอุ่นในขณะที่มีหม้อที่ตั้งอยู่บนไฟ
ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดอย่างหนึ่งคือการได้พักจากการเดินทาง ให้ห่างไกลผู้คน

แม้จะพอรู้ว่าวีรบุรุษคาวบอยนั้นเป็นเพียงบทบาทสมมุติที่ใหญ่เกินชีวิตจริง แต่สิ่งที่พวกเขาก็ทิ้งร่องรอยไว้กับเด็กชายที่เฝ้าดูหน้าจอทีวีไม่ใช่ cosplay หมวกปีกกว้างและเข็มขัดปืน แต่เป็นความรักในชีวิตการเดินทางที่อิสระ ความเชื่อที่จะต้องยึดมั่นต่อสู้เพื่อความถูกต้อง และรถเก่าๆที่ทำหน้าที่เสมือนม้าคู่ใจ

ในยุคสมัยที่คนชั่วครองเมือง และคนส่วนใหญ่หลงอยู่ในโลกเสมือนและสิ่งสมมุติ

มันอาจจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับคาวบอยชราคนนี้ที่จะตระเวนไปทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้บ้าง สักเล็กน้อย แม้จะเป็นเพียงในสายตาของเขาเอง

ผู้ชายเดินอยู่ในป่าเขียวขจี พร้อมกระเป๋าเป้ที่สดใส ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องลงมา

I guess that just the Cowboy in Me.

ตาเกิ้น

3 เมษายน 2568

เพลง Cowboy in Me โดย Tim McGraw



ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

LEAVE A REPLY

LATEST POSTS

ผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว  เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values)  เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture) ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้...

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading