Home

  • ของแท้ดั้งเดิม (Authenticity)

    ของแท้ดั้งเดิม (Authenticity)

    เริ่มมันเริ่มจากขณะที่เรากำลังเดินทางกลับจากแค้มป์ในทริปหนึ่ง ผู้การตู้น้องรักก็ชวนเราแวะกินข้าว

    “พี่ครับ แถวบ้านผมมีศูนย์อาหารเปิดใหม่ มีร้านดังๆมากมาย ขาหมูตรอกจุง, ข้าวหน้าไก่หกแยก ฯลฯ เราแวะกินกันมั๊ยครับ”

    เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะจุดประกายให้ผมเริ่มบทสนทนาที่คล้ายคนแก่เล่าเรื่องเก่า

    เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมมีร้านโจ๊กเจ้าประจำอยู่ร้านหนึ่ง อยู่หน้าโรงพยาบาลหัวเฉียว ใกล้โบ้เบ้ ผมได้กินโจ๊กร้านนี้มาตั้งแต่พ่อไปหาหมอที่นั่น นับย้อนหลังไปได้กว่า 20 ปี

    ร้านเป็นห้องแถวห้องเดียว อาเจ็กแกต้มโจ๊กขายหม้อเดียวในแต่ละวัน สายๆขายหมดก็เลิก บ้างวันผมมาสายก็ไม่ได้กิน ผู้คนที่แวะเวียนมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนในละแวกนั้น อาซ้อก็มาช่วยทำช่วยขาย

    อาเจ็กร้านโจ๊กไม่มีชื่อหน้าโรงพยาบาลหัวเฉียว

    ผมแวะไปกินโจ๊กทุกครั้งที่ไปแถวๆนั้น นอกจากโจ๊กของแกอร่อยมากแล้ว อาเจ็กก็เป็นกันเองมาก ต้มน้ำชาร้อนมาให้ผมจิบแก้เลี่ยนจากปาท่องโก๋ที่ผมข้ามถนนไปซื้อมา 

    เรานั่งคุยกันเสมอ ถามสารทุกข์สุกดิบกัน แกเคยเล่าให้ผมฟังว่าอยู่ย่านนี้มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่สมัยคลองผดุงฯ ข้างหัวลำโพงยังน้ำใส เล่นน้ำงมกุ้งตัวใหญ่ๆได้ ตอนสงครามโลกก็ยังต้องหนีระเบิดที่เขามาทิ้งใส่สถานีรถไฟ  ผมสังเกตดูบ้านนี้เป็นบ้านที่แกและซ้ออาศัยอยู่ทุกวันรวมทั้งลูกและหลานๆ

    อาซ้อร้านโจ๊ก

    แต่แล้ววันหนึ่งที่ผมไปตรวจร่างกายตามปรกติแล้วก็หวังจะกินโจ๊ก ก็พบว่าร้านปิด ประตูเหล็กยืดปิดตายจนฝุ่นจับ พอถามร้านบ๊ะจ่างข้างๆ เขาก็บอกว่าลูกหลานของอาเจ็กอาซ้อเห็นว่าแกแก่แล้ว อยากให้อยู่สบายก็เลยรับไปอยู่ที่บ้านนอกเมือง ร้านก็ปิดไป 4-5 เดือนแล้ว


    บังเอิญคืนนั้นผมต้องทำงานดึก ก่อนกลับบ้านก็นึกอยากกินโจ๊กที่อารมณ์ค้างมาตั้งแต่เช้าก็เลยเลี้ยวเข้าซอยโชคชัย 4 ที่คึกคักมีอาหารขายเกือบตลอดคืน เมื่อเห็นร้านโจ๊กชื่อดังที่มีสาขามากมายและผู้คนนั่งอยู่เต็มร้านผมก็รีบจอด

    พอตักโจ๊กเข้าปากก็เป็นจุดเริ่มต้นความคิดให้เริ่มเขียนบทความนี้เลยครับ 

    เนื้อโจ๊กที่บดละเอียดสม่ำเสมอ หมูที่เป็นก้อนกลมแน่นเท่าๆกันทุกลูก ทุกอย่างเหมือนจะดูดีมีมาตรฐาน

    จะขาดไปก็เพียงความอร่อย หรือจะบอกให้ชัดก็ต้องบอกว่าความอร่อยที่ผมคุ้นชินจากร้านอาเจ็ก

    ในปัจจุบันนี้การหาของกินเป็นเรื่องง่าย ร้านอาหารมีมากมายไปหมด จะสั่งให้ส่งมาถึงบ้านก็แสนสะดวก แต่ผมรู้สึกเสียดายแทนคนรุ่นใหม่ๆที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้รู้จักความอร่อยแท้ดั้งเดิม 

    ร้านอาหารดังที่เป็นสาขาเป็นลูกโซ่หรือแฟรนไชน์ทั้งหลายนั้นมันก็มีข้อดีที่ทำให้คนเข้าถึงร้านได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องขับรถไปไกลๆ หรือต้องไปแย่งกันในร้านเล็กๆ และให้โอกาสร้านได้ขยายธุรกิจ

    ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหาร แต่เท่าที่ทดลองมา ก็บอกได้ว่ามันไม่ได้ใกล้เคียงเลยกับคุณภาพและรสชาติอาหารของร้านดั้งเดิม

    ส่วนใหญ่อาหารเหล่านี้ถูกจัดเตรียมมาด้วยเครื่องจักรเชิงอุตสาหกรรม แช่แข็งแล้วนำมาอุ่นร้อนหรือปรุงขั้นสุดท้ายโดยพนักงานที่ไม่ใช่พ่อครัวแม่ครัว

    แต่เมื่อเป็นอย่างนี้หลายๆร้านนานๆเข้าและเป็นทั้งเมือง คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สังเกต และรู้สึกถึงความแตกต่างเพราะไม่เคยได้ชิมของดั้งเดิม

    ที่แย่ไปกว่านั้นคือราคาอาหารในร้านดังท็อปฮิตของคนสมัยใหม่ที่เปิดในห้างเหล่านี้มักจะถีบตัวสูงจนน่าตกใจ จนในความคิดผม มันไม่ได้มีคุณค่า คุ้มราคาที่ควรจ่ายเลย 

    ลองอย่างนี้นะครับ ถ้าเราไปย่านไหนเมืองไหนที่ไม่คุ้นเคย ไม่ต้องเปิดโทรศัพท์ดูร้านอาหารยอดนิยม แต่ลองถามคนท้องถิ่นว่าร้านไหนอร่อย เพียงแค่นี้เราก็จะได้พบกับอาหารอร่อยในท้องถิ่นนั้นที่ยังเป็นร้านดั้งเดิม ใช้เครื่องปรุงสดๆ เครื่องแกงตำกันใหม่ๆ กุ้งปูปลาที่ขึ้นมาจากทะเลแถวนั้น ทำทีละหม้อทีละจานด้วยฝีมือพ่อครัวแม่ครัวแท้ๆ 

    ร้าน “น้องใหม่” ริมหาดทรายรี ชุมพร อร่อยขนาดที่ผมต้องไปกิน 3 วันติด
    ผัดฉ่าแบบนี้หาในร้านลูกโซ่ไม่ได้ครับ
    ร้านเมดูลองริมชายหาดคลองวาฬประจวบ เป็นอีกร้านที่ต้องแวะหากไปแถวนั้น
    ร้านเมดูลอง มีปลาแปลกๆสดๆให้ชิมกัน ลองอ่านเพิ่มได้ที่เรื่องนี้ครับ คนกรุงเทพชอบกินปลากระพง

    นั่นแหละครับ ของดี ของอร่อยที่หลายคนยังไม่เคยสัมผัส และนั่นละครับ ของที่เราควรให้คุณค่า


    ผมโชคดีที่ได้เดินทางอยู่บ่อยๆ ชอบคุยกับผู้คนเจ้าถิ่น ผมจึงได้เจอร้านเหล่านี้ทุกที่ที่ไป ล่าสุดที่เบตงครับ 

    ร้านอาหารเช้าที่เบตง

    ผมตื่นตาตื่นใจกับเบตงมาก เมืองนี้เหมือนใครไปหยุดเวลาไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ให้เป็นเมืองอย่างที่ควรจะเป็น ร้านอาหารทุกร้านยังคงความดั้งเดิม ปาท๋องโก๋ตัวโตแสนอร่อย ร้านบะหมี่ทำเส้นเอง ร้านหมูย่างเล็กๆทำขายตอนเช้าที่ผู้คนที่นั่นมาเข้าคิวซื้อกัน  อร่อยสุดยอดทุกอย่างครับ

    ปาท่องโก๋เบตง ใหญ่และอร่อยมาก ตัวละ 6 บาท!
    ร้านบะหมี่เฮงกี่ เมืองเบตง
    เส้นบะหมี่ทำกันสดๆในร้านเลยครับ
    หมูย่างเมืองเบตง อร่อยมาก อยู่ตรงไหนผมไม่บอก ลองไปถามคนเบตงดูนะครับ

    ไม่ครับ ผมไม่ได้บอกว่าร้านอาหารลูกโซ่หรือแฟรนไชน์เป็นเรื่องเลวร้าย ผมก็กินครับ (เวลาไม่มีทางเลือก) แต่เพียงผมอยากจะชวนให้ทบทวนการให้คุณค่าของอาหารกันใหม่ อย่าไปยกย่องให้คุณค่ามากเกินไปหรือยกให้เทียบเท่ากับของดั้งเดิมเพียงเพราะชื่อเดียวกัน

    และที่สำคัญคือผมอยากจะชวนมาหาของดั้งเดิมอร่อยๆและทรงคุณค่า แต่ซ่อนอยู่ตามซอกมุมของประเทศนี้ก่อนที่มันจะสูญหายไปหมด

    ร้านเหล่านี้บางส่วนอาจจะสูญหายไปเพราะพ่อครัวแม่ครัวรุ่นเก่าเริ่มจะอายุมากกัน แต่ผมว่าส่วนใหญ่มันหายไปเพราะเราไม่เห็นคุณค่าและไม่เข้าใจความแตกต่างเสียมากกว่า

    ผมตักก๋วยเตี๋ยวเป็ดเข้าปากดื่มด่ำกับรสชาติกลมกล่อมของน้ำซุบและความนุ่มละมุนของเนื้อเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้านนี้อยู่ในตรอกข้างโรงแรมยุติชัย ใกล้สถานีรถไฟเมืองประจวบฯ ร้านไม่มีชื่อ แต่เราก็เรียกกันติดปากว่า “ก๋วยเตี๋ยวเป็ดแสนอร่อย” 

    ก๋วยเตี๋ยวเป็ดแสนอร่อย

    “โชคดีนะที่แวะมากินวันนี้ พรุ่งนี้ร้านจะปิดแล้ว”​ เจ๊เจ้าของร้านเก่าแก่นี้ทำผมแทบสำลักน้ำก๋วยเตี๋ยว

    “อ้าว ทำไมล่ะครับ”​ผมร้องดังลั่นร้าน ร้านโจ๊กก็เพิ่งปิดไป ร้านนี้จะไปอีกร้านแล้วหรือนี่

    เจ๊ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่ยังยืนยันว่าเป็ดแกต้องลงมือทำเองเท่านั้น

    แต่คำอธิบายต่อมาก็ทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ

    “ปิด 3 เดือนนะ เจ๊จะไปผ่าต้อ” 

    “ทำไมปิดนานจัง ให้คนอื่นช่วยทำไม่ได้เหรอครับ” ผมคิดในใจว่า มาประจวบครั้งหน้าแย่แน่

    “ไม่ได้หรอกลวกเส้น ขายหน้าร้านนี่ยังให้คนอื่นช่วยได้ แต่เตรียมเป็ดตุ๋นเป็ดนี่เจ๊ต้องทำเอง ให้คนอื่นทำยังไงก็ไม่ได้ ไม่เหมือนเจ๊ทำเอง”

    นี่แหละครับ ของแท้ดั้งเดิม (Authenticity)

    ถ้าใครรู้จักร้านแบบนี้ที่ไหน ช่วยบอกผมด้วยนะครับ

    ข้าวแช่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดก็อร่อยมาก ชุดละ 20 บาทครับ
    แม่ค้าข้าวแช่เจ้าของรางวัลประกวด แกน่ารักช่างคุยมากครับ
  • คุณค่าที่คลาดเคลื่อน

    ถ้าคุณใจไม่หนักแน่นพอ ผมไม่แนะนำให้ไปเดินป่าระยะไกล 101 กิโลเมตรที่แม่เงานะครับ

    ในชีวิตผมเดินป่ามาก็ไม่น้อย แต่การเดินป่าติดกันยาวนาน 9 วัน มันทำให้ผมเปลี่ยนไปมากว่าที่จะคาดคิด มันอาจจะเป็นความยาวนาน อาจจะเป็นสภาพที่ดิบของป่าเขา หรืออาจจะเป็นตัวผมเองอยู่ที่สุดขอบความคิดที่สุกงอมเต็มที่ หรืออาจจะเป็นสิ่งเหล่านี้ประกอบกัน

    ระหว่างอยู่ในป่าก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เราก็แค่เดินไปทีละวัน มันก็แค่ไกลและหลายวันหน่อยเท่านั้น

    แต่มาเห็นผลตอนที่ออกจากป่ากลับมาสู่สังคมเมือง ผมพบว่าผมคุยกับใครแทบไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เรื่องภาษาหรือคำพูด แต่หากเป็นสิ่งที่อยู่ลึกอยู่ใต้การสนทนานั้น เมื่อมีคนคุยเรื่องอะไรขึ้นมาผมก็พบว่าผมไม่สนใจจะฟังเรื่องเหล่านั้น และรู้สึกได้ว่าเรื่องที่ผมอยากจะคุยอยากจะเล่าก็ไม่มีใครอยากฟัง เปิดโซเชี่ยลมีเดียขึ้นมายิ่งหนักขึ้นไปอีก เต็มไปด้วยเรื่องที่ดูแล้วกวนใจ ทนไม่ได้กับการเห็นอะไรมากมายที่ก้าวข้ามเส้นจริยธรรมเพียงเพื่อเรียกร้องความนิยม

    นอกจากนั้น มองไปรอบตัวเมื่อเห็นสิ่งของมนุษย์สร้างขึ้นและเรื่องราวที่สังคมปรุงแต่งขึ้นมา ล้วนแล้วแต่มองเห็นมันเป็นของปลอมๆกับเรื่องสมมุติ  อะไรที่เราเคยอยากได้อยากมี ก็ดูเหมือนจะลดความสำคัญไป 

    ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสักหน่อยครับ เผื่อจะมีคนเข้าใจ

    เมื่อมีคนพูดถึงร้านอาหารดัง หรูหรา เป็นหมายที่ต้องไปเช็คอิน ต้องเข้าคิวเป็นชั่วโมง และอาจจะแพงลิ่ว ผู้คนในวงสนทนาล้วนแต่ร้องว้าวว่าเด็ด ในใจผมกลับคิดว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับแกงหน่อหวายป่าหนึ่งหม้อที่แบ่งกันกิน 30 คน ราดข้าวดอยที่ตักมาจากหม้อสนามแล้วนั่งกินกับพื้นดินรอบกองไฟที่รายล้อมไปด้วยสหาย

    เมื่อเข้าไปในร้านกาแฟหรูเปิดแอร์เย็นเฉียบ ตกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่จนร่มรื่นงดงามที่ผมเองก็เคยชื่นชมบรรยากาศ แต่ครั้งนี้เมื่อมองไปรอบ กลับรู้สึกว่ามันเป็นของปลอม ป่าจริงในธรรมชาติแม้จะรกไม่ถูกปรับแต่งก็งดงามอย่างที่มันเป็นอยู่จริง

    ผมพยายามหาคำอธิบายอาการนี้ ถ้าจะเรียกให้ยาก ก็ขอตั้งชื่อมันว่า คุณค่าทางสังคมเบี่ยงเบน (Social Value Misalignment) ฟังดูซับซ้อนเข้ากับยุคสมัยดี มันอธิบายว่าสิ่งที่ผมให้คุณค่ามันแตกต่างไปจากคนอื่นๆในสังคม ทำให้อยู่ยาก

    ถ้าเพื่อนชาวกระเหรี่ยงก็คงวิเคราะห์ว่าผีป่าเข้าสิง ถ้าคนเมืองที่อยากสรุปง่ายๆเขาก็คงเรียกว่า “บ้า”​

    แต่ผมก็ยังมีคำอธิบายที่ค่อนข้างดีและเข้าข้างตัวเองว่า มันเป็นเพราะการเดินป่านี้ทำให้ผมเรียนรู้ว่า ชีวิตนั้นงดงามและเรียบง่ายมาก

  • คุ้มครองแต่ไม่เคยให้คุณค่า ตอน นกกรงหัวจุก

    คุ้มครองแต่ไม่เคยให้คุณค่า ตอน นกกรงหัวจุก

    ผมเฝ้ามองการโต้เถียงกับเรื่องนกกรงหัวจุกหรือนกปรอดหัวโขน ระหว่างฝ่ายผู้เลี้ยงนกและ “นักอนุรักษ์” มาพักใหญ่แล้วในเรื่องว่า จะให้นกกรงหัวจุกคงอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือจะปลดออก หลายคนคงมองว่านี่เป็นความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้

    แต่ผมกลับมองว่าถ้าเราเปิดใจมองร่วมกันและยอมรับวิธีคิดใหม่ๆ (ที่ประเทศอื่นเขาทำกันมานานแล้ว) เรื่องของนกกรงหัวจุกอาจจะเป็นโอกาสเปลี่ยนแปลงให้การอนุรักษ์ของประเทศนี้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเสียทีนะครับ

    ก่อนจะเข้าเรื่องนกกรงหัวจุก ผมขอเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน อย่าเพิ่งเบื่อ อย่าเพิ่งมองว่ามันไม่เกี่ยวกันนะครับ เรื่องมีอยู่ว่า

    พี่น้องสองคนทะเลาะกันเพราะแย่งส้มผลสุดท้ายในบ้าน ถึงขั้นตบตีกัน เสียงดังไปถึงแม่ แม่พยายามเจรจาให้แบ่งกันคนละครึ่งลูกก็ไม่มีใครยอม ต่างคนต่างบอกว่าต้องใช้ทั้งลูก

    นานเข้าพ่อที่นั่งเล่นของเล่นอยู่ทนรำคาญเสียงไม่ได้ จึงเดินมาแยกลูกสาวทั้งสองที่เริ่มจะจิกหัวฟัดกันให้ตายไปข้างหนึ่ง แล้วถามรายละเอียด บอกพ่อหน่อยว่าจะเอาส้มไปทำอะไร 

    คนพี่สาวก็บอกว่าจะทำแยมส้ม ส่วนน้องสาวบอกจะทำน้ำส้ม เมื่อคุยกันเช่นนี้พ่อก็ปอกเปลือกส้มให้ลูกสาวคนโตไปทำแยม แล้วก็เอาเนื้อส้มให้ลูกสาวคนเล็กไปคั้นน้ำ ลงตัวไปได้ทั้งสองคน ส่วนพ่อก็เอาเมล็ดส้มไปปลูกไว้ข้างบ้านต่อไปจะได้ไม่ต้องแย่งส้มผลสุดท้ายกันอีก

    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าเราคุยกันดีๆมันจะมีทางออกที่ไม่ต้องมีคนแพ้คนชนะ แต่มันจะมองไม่เห็นเวลาทะเลาะกันจนหน้ามืด


    ใครยังไม่ได้ติดตามข่าวยังไม่รู้เรื่องความขัดแย้งของนกกรงหัวจุก ผมขอเล่าความเป็นมาสักนิดครับ

    นกปรอดหัวโขนหรือที่นักเลี้ยงนกเรียกว่านกกรงหัวจุกนี้เคยมีมากในธรรมชาติ สมัยที่ผมเป็นนักดูนกมือใหม่เมื่อสามสิบปีก่อน ไปที่ไหนก็เห็น มันมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ในขณะเดียวกัน เนื่องด้วยมันมีเสียงร้องเพราะ หน้าตาน่ารักสีสวย หลายคนก็เลยเลี้ยงมันเป็นนกกรง นิยมกันมากในภาคใต้ 

    ด้วยความที่มีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง การมีเลี้ยงไว้จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ยกเว้นจะได้รับอนุญาต และจะต้องแสดงหลักฐานว่าซื้อนกมาจากการขยายพันธุ์ของผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะพันธุ์เท่านั้น

    เนื่องจากเป็นนกที่เลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย กลุ่มผู้เลี้ยงนกจึงรวมตัวกันเรียกร้องให้ปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพราะทุกคนพูดตรงกันว่าการขออนุญาตเลี้ยงนกสักตัวหนึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ถ้าปลดออกก็จะทำให้การเพาะพันธุ์ทำได้กว้างขวางกว่านี้ และบอกว่านกในธรรมชาติแทบไม่มีเหลือให้จับแล้ว นกก็เหลืออยู่เพราะการเลี้ยงนี่แหละ

    ทางฝ่ายคัดค้าน ซึ่งก็มีทั้งนักดูนก, “นักอนุรักษ์”, อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯ มีความเห็นว่าไม่ควรปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพราะตอนนี้นกในธรรมชาติแทบจะไม่มีเหลือแล้ว ถ้าปลดออกคนก็จะไล่จับมาขายจนหมดแน่ และบ้างก็บอกว่านกควรมีอิสระที่จะอยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่อยู่ในกรงเลี้ยง

    ถึงแม้จะมีมุมมองที่ตรงกันข้าม แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายพูดตรงกันคือ นกในธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า)แทบจะไม่มีเหลือแล้ว แม้แต่ในเขตอนุรักษ์ก็มีเหลือน้อยมาก

    คำถามคือ เมื่อในปัจจุบัน นกปรอดหัวโขนมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองมานานแล้ว แต่กลับมีจำนวนลดลงจนแทบไม่มีเหลือในธรรมชาติ การเถียงกันว่าจะเป็นสัตว์คุ้มครองหรือไม่ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญเหมือนในนิทานที่พี่น้องตบกันแย่งส้ม

    ดูเหมือนว่าทุกฝ่าย รวมทั้งกรมอุทยานเองซึ่งเป็นหน่วยงานอนุรักษ์ ตีกรอบไว้แค่ว่าการขยายพันธุ์นกปรอดหัวโขน (และนกธรรมชาติชนิดอื่นๆ) จะต้องทำในกรงโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายพันธุ์เท่านั้น

    เคยมีใครตั้งคำถามมั๊ยครับ ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น

    ทำไมเราไม่คุยกันว่าทำอย่างไรจะหาทางให้นกปรอดหัวโขนในธรรมชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้นกปรอดได้อยู่อย่างอิสระในธรรมชาติ ขยายพันธุ์เอง ซึ่งก็จะได้สายพันธุ์ที่หลากหลายแข็งแรงกว่าการเพาะเลี้ยงในกรงมาก

    ผมรู้นะว่าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณก็คงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก”​ 


    มันเป็นไปได้ครับ และเป็นอยู่ในมากมายหลายประเทศ ผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องจริงให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเรามาคุยกันว่าจะทำให้เกิดในบ้านเราได้อย่างไร มันไม่ยากครับ เราแค่ต้องเปลี่ยนความเชื่อพื้นฐานอะไรนิดหน่อย แล้วธรรมชาติของสัตว์และมนุษย์จะทำงานของมันเอง

    นก Grey Partridge หรือนกกระทาสีเทาเป็นนกที่เคยมีอยู่มากมายในท้องทุ่งของประเทศอังกฤษ มันเป็นอาหารของชาวนา เป็นนกที่ปราถนาของนักล่าสัตว์และสร้างรายได้ให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่มันอาศัยอยู่

    แต่นกกระทาชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงปี 1930 ในช่วงปี 1967 จนถึง 2015 ประมาณกันว่าลดลงถึง 92% เลยทีเดียว

    ผู้ที่เคยได้ “ผลประโยชน์” จากการคงอยู่ของนกชนิดนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาที่ได้นกเป็นอาหาร, นักล่าสัตว์ที่ได้ออกไปยิงนก, เจ้าของที่ดินที่ได้เงินจากนักล่าสัตว์ ไปจนถึงผู้ผลิตกระสุนปืนสำหรับล่าสัตว์ ก็รวมตัวกันเพื่อหาทางปกป้องและฟื้นฟูนกกระทา โดยเริ่มจากการช่วยกันนับจำนวนนกที่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และนับนกเต็มวัยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

    การดูนกนับนกเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่แน่นอน ถ้านับกันอย่างเดียวนกไม่เพิ่มขึ้นแน่ กลุ่มนักยิงปืน, นักล่าสัตว์ และบริษัทผลิตกระสุนก็ได้สนับสนุนเงินนับล้านปอนด์เพื่อให้มีการวิจัยเพื่อฟื้นฟูนกกระทา โดยมีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารงานและเงินทุนนี้ในรูปแบบของทรัสต์ (Conservation Trust) ที่พัฒนามาเรื่อยๆจนกลายเป็น Game & Wildlife Conservation Trust (GWCT) ในปัจจุบัน

    การวิจัยของ GWCT พบว่าการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วของนกกระทาธรรมชาติในอังกฤษนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการทำการเกษตรสมัยใหม่ ที่ถึงแม้จะช่วยให้มีอาหารเพียงพอสำหรับทุกคนและมีราคาถูกลง แต่ก็แลกมาด้วยราคาของการสูญเสียธรรมชาติ

    นอกจากพื้นที่อยู่อาศัยของนกกระทาที่อยู่รอบๆฟาร์มรูปแบบเดิมจะถูกทำลายหมดไปแล้ว สิ่งสำคัญต่อการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์นกกระทาคืออาหาร ซึ่งก็คือแมลงและตัวอ่อนของแมลงที่นกจะต้องใช้เลี้ยงลูกในช่วง 2 สัปดาห์แรก ก็ถูกทำลายไปหมดจากการใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช

    (คุณอ่านถึงตรงนี้อาจจะบอกว่า เรื่องง่ายๆอย่างนี้มันใช่อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องวิจัยเลย แต่ทำไมทีเรื่องนกปรอดหัวโขนเราไม่นึกถึงเรื่องนี้กันบ้างละครับ)

    GWCT ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ทำหน้าที่วิจัยและให้คำแนะนำแก่เจ้าของที่ดินที่อยากเพิ่มจำนวนนกกระทา โดยที่แนะนำให้ทำ 3 เรื่องที่สำคัญไปพร้อมๆกัน ก็คือ ดูแลสภาพแวดล้อมในการวางไข่, ให้นกมีอาหารตลอดทั้งปี และควบคุมสัตว์ผู้ล่าให้มีจำนวนเหมาะสม โดยที่การวิจัยและคำแนะนำนี้อยู่บนพื้นฐานของความสมดุลย์ระหว่างการทำการเกษตรและการฟื้นฟูธรรมชาติและสัตว์ป่าในพื้นที่ 

    คำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้ยากเกินไปที่จะปฏิบัติและไม่ได้กระทบกับการทำการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของชาวนามากนัก เช่นเขาพบว่า นกกระทาส่วนใหญ่ของอังกฤษทำรังวางไข่อยู่ที่ขอบไร่ชายทุ่ง โดยเฉพาะในพงหญ้าที่อยู่ใต้ดงไม้เล็กๆระหว่างไร่ คำแนะนำของ GWCT ก็คือควรจะปล่อยหญ้าเหล่านี้ไว้ ไม่ตัดไม่ถางไม่เผา ดงไม้ก็ควรมีการตัดสางบ้างไม่ให้ทึบจนเกินไป

    ในเรื่องของอาหาร GWCT ก็แนะนำให้เว้นที่รอบแปลงเกษตรเป็นแถบแคบๆยาวๆให้มีพืชล้มลุกขึ้น (annual arables margin) กันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้วัชพืชใบใหญ่ขึ้นโดยที่ไม่พ่นยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชบ่อยนัก ไปจนถึงการปลูกแปลงไม้ดอกขนาดเล็กที่มีอายุหลายปีหลากหลายชนิด

    ในทางตรงกันข้าม GWCT ไม่แนะนำให้มีการขยายพันธุ์นกกระทาในกรงเลี้ยงมาปล่อยในธรรมชาติ (แบบที่กรมประมงไทยชอบทำ) เพราะจะทำให้ยีนส์ของนกในธรรมชาติด้อยลง และถ้าสภาพธรรมชาติไม่พร้อมในเรื่องอาหารและที่อยู่ นกที่ปล่อยก็จะมาเบียดเบียนแย่งกับนกธรรมชาติ และนกก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี 

    การพัฒนาสภาพธรรมชาติในฟาร์มแบบง่ายๆนี้นอกจากจะช่วยให้นกกระทาเพิ่มขึ้นแล้ว ยังฟื้นฟูสปีชี่ย์อื่นๆอีกนับพันชนิด ตั้งแต่แมลง, ผึ้ง, ผีเสื้อ, นกชนิดอื่นๆ, กระต่ายป่า ฯลฯ

    ผลก็คือ ในช่วงปี 2000-2015 ในขณะที่ จำนวนนกกระทาในประเทศอังกฤษลดลงถึง 54% แต่นกในพื้นที่ที่ทำงานร่วมกับ GWCT กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 91% ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ที่มีการให้ล่านกได้

    การฟื้นฟูธรรมชาติในไร่นานี้เป็นเรื่องสำคัญของอังกฤษ เพราะเขามีพื้นที่สงวนสำหรับอนุรักษ์เพียง 8% อีก 92% ล้วนเป็นเป็นที่ที่มีเจ้าของหรือไร่นา

    การฟื้นฟูธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเจ้าของที่ดินมี “แรงจูงใจ” ​มี “ผลประโยชน์” จากการฟื้นฟูนี้ เช่นเรื่องของนกกระทาในอังกฤษ


    แล้วเราล่ะมีแรงจูงใจอะไรบ้างที่จะฟื้นฟูสภาพธรรมชาติในพื้นที่เกือบ 80% ที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ?

    ปัญหาอยู่ที่เราจัดสัตว์ป่าเกือบทุกชนิดเป็น “สัตว์ป่าคุ้มครอง”​แต่เรากลับไม่เคยเห็น และไม่ให้ “คุณค่า” กับสัตว์เหล่านั้นเลย เพราะเรามองว่า การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่องผิดทำไม่ได้ ส่งผลให้สัตว์ส่วนใหญ่ลดจำนวนลงแทบหมดไปอย่างกรณีนกกรงหัวจุกนี้

    ตรงนี้ เรามาทำความเข้าใจเจตนารมณ์และเป้าประสงค์ของกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าของประเทศเรากันสักนิดในภาษาที่เข้าใจง่ายๆนะครับ

    ถ้าจะพูดกันง่ายๆ เรามีสัตว์อนุรักษ์ 2 ประเภท  

    สัตว์ป่าสงวนคือ สัตว์ป่าที่มีคุณค่าต่อการรักษาไว้ และมีจำนวนลดน้อยลงใกล้สูญพันธุ์ จึงเป็นสัตว์ที่ห้ามล่า ห้ามครอบครอง หรือใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด

    สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามชื่อที่บอกเลยครับ เป็นสัตว์ที่คุ้มครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะไปล่าเล่น ยิงทิ้ง เอามากินเป็นอาหาร ถลกหนังขาย หรือจับใส่กรงขายได้ตามอำเภอใจหรืออำเภอไหนๆก็ตาม 

    แต่เป้าประสงค์ของกฎหมายคือ “คุ้มครอง”​ เพื่อให้มี “การจัดการ” ให้มีจำนวนที่ “เหมาะสม”​ ไม่สูญพันธุ์ และไม่ให้มากเกินไปจนรบกวนสัตว์อื่นในธรรมชาติจนเสียสมดุลย์ และสามารถอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ ควบคุมปริมาณได้ ไม่ใช่ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาดเหมือนในกรณีของสัตว์ป่าสงวน (ไม่งั้นมันก็คงจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนไปหมดแล้ว) 

    เพื่อให้เข้าใจจุดประสงค์ของกฎหมายและเห็นความแตกต่างนี้ ขอยกตัวอย่างว่า เมื่อแรกที่เรามีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่านั้นยังมีการออกใบอนุญาตล่าสัตว์ป่าคุ้มครองหลายๆชนิดอยู่จนกระทั่งการจัดการเรื่องสัตว์ป่าล้มเหลวไปจึงได้ไม่มีการออกใบอนุญาตอีก 

    สัตว์คุ้มครองนี้ อาจจะมีทั้งชนิดที่เหลือน้อยใกล้สูญพันธุ์ หรือ บางชนิดมีมากเกินไปแล้ว เช่น ลิง, เหี้ย ฯ แต่เราขาดการจัดการที่เหมาะสมกับปัญหาการมีน้อยเกินไปหรือมากเกินไปนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความหมายของ “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจว่าเราจะต้องมีการจัดการเพื่อรักษาสมดุลย์ธรรมชาติ จะจัดการอะไรก็กลายเป็นกระแสสังคมไปหมด  

    กลับมาที่คำถามสำคัญ ถ้าเราอยากจะฟื้นพูธรรมชาติในพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ซึ่งเป็นพื้นที่ถึงเกือบ 80% ของประเทศ เรามีแรงจูงใจอะไรให้กับเจ้าของที่ดิน? 

    นกปรอดหัวโขนหรือนกกรงหัวจุกนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีนะครับ เพราะมันสัตว์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ 

    เพียงถ้าเราเปิดใจกว้างขึ้นนิดว่าเรายอมให้มีการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าในธรรมชาติได้บ้างบางส่วน แต่การใช้ประโยชน์นั้นจะทำให้สัตว์ป่าชนิดนั้นซึ่งแทบจะหมดไปจากธรรมชาติแล้วกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่รอดได้ในธรรมชาติ โดยที่มีคนคอยดูแลมัน

    ถึงแม้ว่าจะต้องมีนกส่วนหนึ่งมาอยู่ในกรงบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการที่นกทั้งหมดจะถูกเพาะเลี้ยงขึ้นมาในกรงและใช้ชีวิตในกรงไปตลอด

    ขออนุญาตลองนำเสนอแนวทางที่อาจจะพอเป็นไปได้ดูนะครับ

    แทนที่จะบังคับว่านกที่ถูกกฎหมายทุกตัวจะต้องมาจากผู้เลี้ยงนกที่ได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานและจะต้องเพาะเลี้ยงในกรงที่มีการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่เท่านั้น 

    ลองมั๊ยครับ ลองหาพื้นที่ทดลองนำร่อง อาจจะเป็นพื้นที่การเกษตรในหุบเขาสักแห่งที่ไม่ใหญ่เกินไปพอจัดการได้ ยังพอมีนกปรอดธรรมชาติเหลืออยู่บ้าง ถ้าเป็นที่ภาคใต้ที่ชอบเลี้ยงนกยิ่งดี เขารักนกกันอยู่แล้ว และผมว่าชุมชนคนใต้เข้มแข็งจัดการอะไรแบบนี้ได้สบายมาก 

    และผมก็เชื่อว่าสาเหตุที่นกปรอดหัวโขนลดจำนวนลงไปมากนั้นไม่ได้มาจากการโดนจับขายอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมันสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยตามขอบไร่ชายทุ่งเช่นเดียวกับนกกระทาในอังกฤษ ในขณะที่ป่าอนุรักษ์ของเราส่วนใหญ่เป็นที่เขาสูงและป่าทึบไม่เหมาะกับการอยู่ของนกปรอดมากนัก

    เจ้าหน้าที่อุทยานแทนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบหรือจับกุม มาทำวิจัยกันว่าต้องปรับปรุงปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้นกปรอดหัวโขนเพิ่มจำนวนขึ้นได้เองในธรรมชาติของไร่นา ในกรมอุทยานมีคนเก่งๆเรื่องนี้มากมายครับ หลายคนไปจบด็อกเตอร์เรื่องการจัดการสัตว์ป่ามาโดยตรง ถ้าทางกรมให้โอกาสแสดงฝีมือ เราจะได้เห็นได้รู้จักคนเก่งๆอีกมากมาย  

    แล้วมาตั้งกฎเกณฑ์กันไว้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าถ้าชุมชนสามารถเพิ่มจำนวนนกในธรรมชาติได้ถึงระดับที่กำหนดจะอนุญาตให้จับนกขายได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ไม่ต้องแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่อะไรเลย

    คนเลี้ยงนกและนักอนุรักษ์ นักดูนกก็มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูธรรมชาตินี้ได้นะครับ คนเลี้ยงนกสามารถสนับสนุนโครงการได้โดยการให้เงินสนับสนุนล่วงหน้าและได้ผลตอบแทนเป็นนกเมื่อโครงการประสบความสำเร็จ แบบเดียวกับ Kick Starter ทั้งหลาย นักอนุรักษ์ นักดูนกก็มาช่วยกันในการฟื้นฟูธรรมชาติก็จะได้ความภูมิใจได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้เห็นนกกลับมาในธรรมชาติอีกครั้ง

    ช่วงแรกอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ดูแลและให้คำแนะนำ ผมเชื่อว่าเมื่อเริ่มดำเนินการไปแล้ว ชุมชนจะสามารถดูแล ปกป้องนกที่เขาเลี้ยงไว้ในธรรมชาติได้เอง เพราะมันมีคุณค่าในตัวมันและเขาอยู่ตรงนั้นทุกวัน

    นอกจากจะได้นกปรอดหัวโขนกลับมาแล้ว เรายังจะได้ธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์กลับมา และเป็นประโยชน์กับ “สัตว์ป่า” อื่นๆอีกมากมาย

    ใช่ครับมันยากกว่าการห้ามอย่างเดียวที่หน่วยราชการไทยชอบทำกัน มันต้องอาศัยความคิด การวางแผน การลงมือทำ และการร่วมมือกับชาวบ้าน

    แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดขึ้นได้ และเป็นแนวทางเดียวที่เราจะสามารถฟื้นฟูธรรมชาติของเรากลับมาได้

    นั่นคือความคิดเห็นและมุมมองของผม ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนก หรือเรื่องสัตว์ป่าใดๆ แต่ผมอาจจะเห็นธรรมชาติจริงมามากกว่านักวิชาการหลายๆคน และผมก็มีเพื่อนเป็นชาวไร่ชาวนา เคยทำงานกับชุมชนมาบ้าง ความคิดเห็นของผมอาจจะไม่ถูกต้อง หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย 

    แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าให้กับธรรมชาติ ไม่มองหาวิธีใหม่ที่แตกต่างและยังอนุรักษ์ด้วยการห้ามแตะต้องแบบเดิมๆ เราจะได้เห็นการล่มสลายของธรรมชาติในสายตาของคนรุ่นเรานี่แหละครับ

    ตาเกิ้น 

    20 ตุลาคม 2566

    ข้อมูลเรื่องนกกระทาจากบทความ “Time to return the native” จากนิตยสาร The Field ฉบับเดือนกันยายน 2023

  • นิยมไพรสมาคม และจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ในประเทศไทย

    นิยมไพรสมาคม และจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ในประเทศไทย

    เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้หนังสือรายเดือนของ “นิยมไพรสมาคม” มาจากมิตรสหายหลายเล่มและกำลังทะยอยอ่านอย่างบรรจง (เพราะหนังสือเหล่านี้มีอายุ 65 ปี แทบจะกรอบเป็นผงอยู่แล้ว)  

    ผมอ่านแล้วตื่นตะลึงมากครับ ผมเคยได้ยินได้อ่านเรื่องราวของคุณหมอบุญส่ง เลขะกุลมาบ้างว่าท่านสร้างสรรค์ส่งดีๆไว้มากมาย แต่ไม่เคยรับรู้เรื่องนิยมไพรสมาคมมากนัก  และดูเหมือนว่าเรื่องราวของสมาคมนี้ได้เลือนหายไปจากความรับรู้ของสังคมไทยแล้ว  เลยขอมาเล่าเรื่องหลายอย่างสู่กันฟังถึงประวัติศาสตร์สำคัญของการอนุรักษ์ในบ้านเราที่กำลังจะลืมเลือนไป

    ในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยยังไม่รู้จักกับคำว่า “อนุรักษ์” ใดๆเลย (ในหนังสือก็ยังไม่มีคำนี้) ตอนนั้นใครอยากจับจองที่ตรงไหนก็ไปแจ้งที่อำเภอแล้วก็ลงมือถาง สัตว์ป่าทุกชนิด (ยกเว้นช้าง) ไม่มีกฎหมายอะไรคุ้มครอง ใครอยากล่าอะไรด้วยวิธีไหน จำนวนเท่าไหร่ก็ไม่จำกัด

    หน่วยราชการ และรัฐบาลไม่เคยสนใจเรื่องนี้  ไม่เคยมีความคิดเห็นหรือแสดงท่าทีว่าจะพยายามหยุดการทำลายล้างนี้เลย 

    ผมยังไม่แน่ใจว่า “นิยมไพรสมาคม” นั้นเริ่มต้นมาได้อย่างไร (ถ้าใครรู้ช่วยแบ่งปันชี้แนะด้วยครับ) แต่เห็นได้ชัดว่า นี่คือการรวมตัวกันของนักนิยมไพร ที่เข้าใจธรรมชาติและรักธรรมชาติอย่างแท้จริง พวกเขารวมตัวกันเพราะไม่ต้องการเห็นธรรมชาติที่เขารักถูกทำลายลงไปต่อหน้า โดยที่มีคุณหมอบุญส่ง เลขะกุลผู้เป็นเลขานุการ สมาคมเป็นฟันเฟืองหลักและผู้ใหญ่อีกมากมายหลายท่านร่วมงานด้วย

    ผมอ่านพบว่า นิยมไพรสมาคมทำหนังสือหลายฉบับถึงรัฐบาลเรียกร้องให้จริงจังกับการปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายที่ดิน, ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า และประกาศให้พื้นที่สำคัญทางธรรมชาติเป็นวนอุทยาน ฯ พร้อมๆกับที่พยายามเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติให้กับคนทั่วไปด้วยการออกหนังสือ, จัดบรรยาย,​ฉายภาพยนต์ ฯลฯ

    พอได้อ่านบทความต่างๆในหนังสือนิยมไพร ผมก็ยิ่งทึ่งขึ้นไปอีกระดับ ในยุคนั้นที่ยังไม่มีคำว่า “อนุรักษ์”​ ไม่มีการศึกษาข้อมูลหรือวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่าโดยรัฐเลย (ตอนนั้นกรมป่าไม้มุ่งเน้นการจัดการการทำไม้เป็นงานหลัก) นิยมไพรสมาคม น่าจะเป็นองค์กรแรกที่เริ่มทำเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวม จำแนกสัตว์ป่า,​นก, แมลง, หอย ฯ มาบันทึกและเผยแพร่ 

    นอกจากนี้หนังสือเล่มเล็กๆนี้ยังมีบทความที่พาเที่ยวธรรมชาติให้คนหันมาสนใจธรรมชาติมากขึ้น, บทความให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ และเรียกร้องให้มีการสงวนรักษาธรรมชาติที่ถูกต้อง ไปจนถึงการแปลบทความและหนังสือชั้นยอดเกี่ยวกับการอนุรักษ์จากต่างประเทศมาให้อ่านกัน

    หลายปีหลังจากที่นิยมไพรสมาคมเรียกร้อง รัฐบาลในยุคนั้นก็เริ่มขยับตัว มีการร่างกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า, ประกาศเขตวนอุทยาน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของ “การอนุรักษ์” ในบ้านเรา

    น่าเสียดายว่า นิยมไพรสมาคม หยุดดำเนินการไปด้วยสาเหตุใดที่ผมก็ไม่อาจทราบได้

    เมื่อได้อ่านหนังสือนิยมไพรหลายเล่มเข้า ผมก็เกิดความรู้สึกที่ปะปนกันหลายอย่างจนอยากจะมาบอกเล่าสู่กันฟังครับ

    ความรู้สึกแรกคือทึ่งครับ นิยมไพรสมาคมในตอนนั้นคงจะรวบรวมเอาคนเก่ง, คนรักและเข้าใจธรรมชาติ และตั้งใจจริงมาไว้ด้วยกัน จึงสามารถนำเสนอแนวความคิดที่ล้ำสมัย สามารถชี้แนะแนวทางของการอนุรักษ์ได้ก่อนกาลเช่นนั้น

    ความรู้สึกที่สอง ผมเข้าใจแล้วครับ ราชการ, รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ไม่เคยคิดทำนโยบายอะไรดีๆเกี่ยวกับธรรมชาติได้เอง เพราะเขาขาดทั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างพอ, ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และขาดแรงจูงใจให้ผลักดันอะไรที่ต่างไปจากที่ทำอยู่เดิมๆ ดังนั้นจะทำอะไรดีๆให้เกินขึ้นได้ในประเทศนี้ คงต้องเกิดจากการเรียกร้องของประชาชนที่มีความรู้ความตั้งใจดีมารวมตัวกันแล้วหาทางเรียกร้องอย่างสร้างสรรค์

    ความรู้สึกที่สามคือละเหี่ยใจครับ เมื่อเห็นสิ่งที่นิยมไพรสมาคมเคยทำในอดีตแล้วหันมามอง NGO สายอนุรักษ์ในบ้านเราตอนนี้ วิสัยทัศน์, ความเข้าใจในเชิงลึกและมุมกว้างของธรรมชาติ และความสามารถแตกต่างกันเหลือเกินครับ NGO สายอนุรักษ์ในปัจจุบันจึงไม่สามารถเรียกร้องหรือผลักดันในระดับนโยบาย ให้ออกหรือปรับเปลี่ยนกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติของรัฐเพื่อให้เกิดแนวทางอนุรักษ์ที่ถูกต้องได้ ส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่เพียงคอยต่อต้านระดับโครงการของรัฐที่มีผลเสียต่อธรรมชาติ

    ความรู้สึกที่สี่ เสียดายครับ ที่แนวทางการอนุรักษ์ที่นิยมไพรสมาคมวางรูปแบบและแนวทางไว้อย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจธรรมชาติที่เขามีอย่างลึกซึ้งและถูกใส่ไว้ในกฎหมายอนุรักษ์ฉบับแรกๆที่พวกเขาช่วยผลักดัน ได้ถูกบิดเบือนเปลี่ยนแปลงไปจนเสียทิศทางไปจนยากที่จะทำให้การอนุรักษ์ของประเทศนี้จะประสบความสำเร็จได้

    แนวทางไหนหรือที่ผมพูดถึง? มันคือหลักการที่เป็นพื้นฐานที่สุดของการอนุรักษ์ครับ ลองอ่านข้อความนี้ดูแล้วอาจจะเข้าใจครับ

    “การสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่หมายถึงการเก็บหรือสงวนรักษาไว้โดยไม่ใช้ แต่หมายถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฉลาด คือใช้ให้ดีที่สุด ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด และให้ยืดเยื้อนานที่สุดเท่าที่จะนานได้” (1) 

    จากบทความ การสงนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดย อาจารย์เจริญ บุญญวัฒน์

    ในหนังสือนิยมไพร ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 ปี 2501

    ผมยังหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยเราจะมีองค์กรที่รวบรวมผู้คนที่มีความรู้กว้างขวาง, เข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้องและลึกซึ้ง และมีความตั้งใจดีที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติอย่างนิยมไพรสมาคม เกิดขึ้นมาอีกสักครั้ง และนั่นอาจจะเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยผลักดันให้ “การอนุรักษ์”​ ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ก่อนที่จะเดินตกเหวไปในทิศทางที่มันกำลังเป็นอยู่ครับ

    หมายเหตุ 

    ผมเชื่อว่าข้อความนี้เป็นการแปลคำพูดของ Gifford Pinchot ผู้ที่เป็นผู้ก่อตั้งคนแรกของ U.S. Forest Service ที่เป็นคนสำคัญคนหนึ่งวางรากฐานการอนุรักษ์ของประเทศอเมริกา ที่สามารถฉลิกโฉมจากการทำลายล้างอย่างเลวร้ายมาเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ประสบความสำเร็จที่สุดประเทศหนึ่งในโลก  คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล เคยเดินทางไปพบกับภรรยาของ Gifford Pinchot เพื่อสนทนาและขออนุญาตนำประวัติของสามีผู้ล่วงลับมาแปลและเผยแพร่ให้คนไทยได้อ่านกัน และนิยมไพรสมาคมก็ได้แปลและจัดพิมพ์ออกมา

  • Editor ใช้ Award เดินป่า โดยตาเกิ้น

    Editor ใช้ Award เดินป่า โดยตาเกิ้น

    พวกเราที่ ThailandOutdoor มีความโชคดีที่เราได้มีโอกาสทดสอบทดลองอุปกรณ์กลางแจ้งมากมาย และก็จะมีของบางอย่างที่เราทดสอบแล้วชอบจนซื้อไว้ใช้เอง

    เราเรียกของเหล่านั้นว่า “Editor ใช้ Award” 

    และนี่คือ “Editor ใช้ Award” ปี 2022 จากตาเกิ้นครับ

    VDO ยาวนะครับเพราะอธิบายกันทุกอย่างรวมถึงเหตุผลที่เลือกใข้ในสถานการณ์ต่างๆกัน เราแบ่งเป็นช่วงๆให้เลือกดูกันได้ครับ ตามนี้เลย

    บางคนอาจจะบอกว่าผมใช้แต่ของแพงๆหรูๆ ก็อาจจะจริง หรือไม่ แล้วแต่มุมมองครับ ทุกอย่างในชีวิตเราล้วนแล้วแต่ขึ้นกับว่าเราให้ลำดับความสำคัญกับอะไร 

    สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้ซื้อของอื่นหรูหราอะไร แต่การออกมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ การเดินป่า คือความสุขในชีวิตผม ผมจึงเลือกใข้แต่ของดีๆ ที่อยู่กับเรานานๆ ใช้ทนๆ และที่สำคัญใช้แล้วมีความสุข จะเห็นได้เลยว่าของที่ผมใช้นี้ ผมไม่ได้เปลี่ยนบ่อยๆ ของบางอย่างใช้มาตั้งแต่ก่อนมีร้าน ThailandOutdoor และอีกหลายๆอย่างก็คงจะใช้ไปตลอดชั่วชีวิต

    เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมจึงไม่คิดว่าของเหล่านี้เป็นของหรูของแพงครับ

    ดูรายละเอียดของอุปกรณ์ทุกชิ้นได้ที่นี่เลยครับ 
    https://thailandoutdoorshop.com/collections/editor-award-2022

  • ไปเรียนหลักสูตรปืนพกต่อสู้กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ

    ไปเรียนหลักสูตรปืนพกต่อสู้กับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ

    ผมเขียนบทความนี้ไว้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปี พ.ศ.2552 เขียนข้างหลังกระดาษสำเนา ป.4 (ทะเบียนปืน) ในช่องยิงทันทีที่เรียนเสร็จ เขียนด้วยความประทับใจของการสอนยิงปืนในคอร์สนี้ ถึงวันนี้แม้ว่าหลายๆอย่างจะเปลี่ยนไป แต่ผมยังคงข้อความทุกอย่างที่เขียนในบทความนี้ไว้อย่างเดิมรวมทั้งรูปภาพเดิมที่อาจจะไม่ชัดนัก ด้วยความตั้งใจ

    ปัจจุบันโรงเรียนสอนยิงปืนแห่งนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ชมรมยิงปืนเขาสามยอด ยังตั้งอยู่ที่สถานที่เดิมในค่ายเอราวัณ จังหวัดลพบุรี สอนมาต่อเนื่องถึง 14 ปีแล้วถ้านับถึงวันนี้ หลักสูตรพัฒนาไปมาก และมีถึง 8 หลักสูตรให้เรียนได้ตามลำดับขั้น และยังสอนโดยหัวหน้าชุดครูท่านเดิมที่มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะให้คนไทยได้เรียนรู้การใช้อาวุธปืนได้อย่างถูกต้อง

    ผมเชื่อว่าที่นี่คือโรงเรียนสอนยิงปืนที่ดีที่สุดที่เราจะสามารถเรียนได้ในประเทศไทย ผมเขียนอธิบายเพิ่มเติมไว้ที่ตอนท้ายของบทความนี้ครับ


    ในสังคมที่บิดเบี้ยวมากขึ้นทุกวัน ดูเหมือนพวกเราสุจริตชนจะต้องเสี่ยงกับภัยคุกคามรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นโจร ขโมยที่ชุกชุมขึ้นจากอาการสะดุดของเศรษฐกิจ, คนร้ายใจวิปริตหลากหลายรูปแบบ, การก่อการร้ายที่ไม่เคยจบสิ้น ไปจนถึงจลาจลที่อาจเกิดขึ้นใกล้ตัว ตัวคนเดียวไม่เท่าไหร่ คนที่มีครอบครัว ความกังวลก็ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณ

    อำนาจบ้านเมืองย่อมเป็นที่พึ่งหลัก แต่ก็ใช่ว่าความคุ้มครองการช่วยเหลือจะมีทั่วถึงหรือทันเวลาเสมอไป หลายคนจึงต้องยึดหลักตนย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน การมีอาวุธปืนไว้เฝ้าบ้านป้องกันครอบครัวจึงเป็นทางเลือกของคนจำนวนไม่น้อย แต่เพียงมีปืนไว้ก็ปลอดภัยแล้วหรือ? 

    ปืนอาจะไม่เหมือนดาบ แต่ที่คล้ายกันคือมันล้วนมีสองคม คือนอกจากเป็นอาวุธป้องกันตัวแล้ว ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อเจ้าของได้ด้วยหากไม่คุ้นเคย

    เกิน 80% ของคนที่มีปืนล้วนไม่เคยเอาปืนที่เขามีออกมายิงเกินหนึ่งครั้ง(ยิงตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ) ส่วนนี้นับว่าปืนอาจเป็นของอันตรายกับเจ้าของและคนรอบข้างพอควรเลยทีเดียว เพราะความไม่คุ้นเคยกับกลไกของปืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติ(ที่เรียกกันสั้นๆว่าปืนออโต)ที่มีกลไกซับซ้อนแต่เป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบัน อาจจะนำไปสู่อุบัติเหตุได้ง่าย

    อีก ส่วนใหญ่ของ 20% ที่เหลือ แม้จะเคยเอาปืนมาซ้อมยิงเป้ากระดาษบ้างนานๆครั้ง บางคนอาจมั่นใจว่ายิงปืนได้แม่นยำ แต่หากมีความจำเป็นต้องใช้ปืนในสถานนะการจริงล่ะ ส่วนใหญ่คงไม่เคยรู้ว่าต้องฝึกฝนอะไรบ้าง 

    ผมเองก็ตกอยู่ในกลุ่มหลังนี้ แม้จะยิงปืนได้ดีระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยมั่นใจว่าหากมีเหตุจำเป็น ผมจะหยิบปืนขึ้นมาใช้ได้แบบที่ยิงเป้ากระดาษ

    ผมเสาะหาคอร์สสอนยิงปืนในเชิงป้องกันตัวอยู่นานแต่ไม่เคยพบคอร์สที่ถูกใจ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันนี้เมื่อมีพี่ที่เคารพท่านหนึ่งให้ดูหลักสูตรฝึกยิงปืนพกป้องกันตัวของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ฉ.ก.90


    หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ฉ.ก.90

    ทำความเข้าใจกันสักนิดว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ฉ.ก.90 นั้น เป็นหน่วยพิเศษของกองทัพบกที่มีภารกิจหลักในการต่อต้านการก่อการร้ายสากล จากการฝึกที่เข้มข้นเพื่อให้พร้อมรับมือกับภัยคุกคามระดับก่อการร้ายข้ามชาติและประสบการณ์จากการทำงานจริง ทำให้หน่วยนี้มีความชำนาญให้การใช้อาวุธจนกลายเป็นหน่วยที่มีภารกิจเสริมในการที่จะสอนและฝึกการใช้อาวุธให้กับหน่วยงานของรัฐหน่วยอื่นเช่น หน่วยปราบปรามยาเสพติด, ตำรวจ และทหารในหน่วยอื่น มาตลอด

    ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ทางหน่วย ฉ.ก.90 ได้นำเอาความรู้, ประสบการณ์การใช้อาวุธในสถานะการจริงและการประสบการณ์ในการสอนที่สะสมมานานปี มากลั่นกรองเป็นหลักสูตรปืนพกต่อสู้ที่เหมาะสมกับประชาชนทั่วไปจะใช้ป้องกันตัวในยามจำเป็น แล้วเปิดสอนให้กับประชาชนทั่วไป

    หลักสูตรนี้ใช้เวลาฝึกกันเต็มๆ 2 วัน ลองมาดูกันครับ ว่าเราได้เรียนรู้อะไรกันบ้างจาก 2 วันนี้

    ไปฝึกยิงปืน 

    เช้าวันเสาร์ ที่สนามยิงปืนฉ.ก.90 ลพบุรี 

    การฝึกเริ่มต้นจากการบรรยายสั้นๆเพื่อเน้นย้ำสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งแรกของการใช้อาวุธปืนนั้นก็คือความปลอดภัย จากนั้นก็เป็นการปรับพื้นฐานในการยิงปืนไม่ว่าจะเป็นท่ายืน การจับปืน การเล็ง การลั่นไก ฯ แม้จะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็สอดแทรกไว้ด้วยเกร็ดความรู้เกี่ยวการยิงปืนแบบต่อสู้ แม้ผมจะเคยยิงปืนมาก่อนก็ยังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากการบรรยายในห้วงสั้นๆนี้มากมายหลายอย่าง

    จากนั้นก็ถึงเวลาออกแดดลงมือจริงกัน 

    ช่วงแรกเป็นการฝึกโดยที่ยังไม่ใช้กระสุนจริง เน้นย้ำกันมากๆในเรื่องของความปลอดภัย อย่างที่กล่าวละครับ ปืนออโต้ที่นิยมกันมากในยุคนี้นั้นเป็นปืนที่มีกลไกซับซ้อนต้องทำความเข้าใจให้ดีและฝึกฝนให้คล่องจึงจะใช้ได้คล่องแคล่วและปลอดภัย ฝึกซ้อมซ้ำไปมาจนคล่องและแน่ใจว่าทุกคนทำได้อย่างปลอดภัยแล้วจริงๆ

    จากนั้นก็เป็นเรื่องของท่าทางและขั้นตอนการยิงพื้นฐานที่ได้ฟังบรรยายกันมา ท่ายิงที่ฝึกกันนี้เป็นท่ายิงที่อาจต่างไปจากท่ายิงที่เราพบเห็นกันในที่อื่นบ้างเพราะเป็นท่ายิงที่เน้นความเร็วเพื่อให้พร้อมที่จะป้องกันตัวจากภัยคุกคาม

    “เราไม่ได้ฝึกเพื่อให้พี่ๆไปแข่งขันยิงปืนแม่นยำในสนามหรือจัดท่าให้เท่ห์เพื่อไปเล่นหนังนะครับ แต่เราอยากจะให้พี่ฝึกท่าทางการยิงที่คล่องตัวและแม่นยำพอที่จะนำไปใช้ป้องกันตัวได้จริงๆในเวลาที่จำเป็นต้องใช้” ครูเน้นยำอยู่เสมอของจุดมุ่งหมายของการฝึกฝน

    ด้วยถ้อยคำสุภาพจากครูฝึกทุกคน “สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำพี่คืออย่างนี้ครับ ….” ที่เราได้ยินตลอดทั้งวัน เมื่อออกมาจากปากผู้ที่รู้จริงในวิถีที่เต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน สร้างให้เรามีความนับถือและทัศนคติที่ดีต่อสุภาพบุรุษจากกองทัพบกหน่วยนี้เป็นอย่างมาก

    การฝึกฝนในวันแรกดำเนินต่อไปด้วยการแก้ไขข้อขัดข้องของปืนแบบต่างๆ, การเปลี่ยนซองกระสุน ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจและฝึกฝนให้คล่อง การทำความเข้าใจกับเงื่อนไขความพร้อมของอาวุธในแบบต่างๆที่จะใช้งานและการปฏิบัติเพื่อให้อาวุธปืนใช้งานได้ทันที ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการที่จะทำให้อาวุธของเราพร้อมใช้งานได้ในนาทีคับขันทั้งสิ้นโดยที่เรามักจะไม่เคยคำนึงถึงและไม่เคยฝึกฝนมาก่อน

    หลังจากฝึกฝนกันจนคล่องแล้วเราก็จบวันโดยการยิงกระสุนจริงเพื่อทดสอบศูนย์, นำท่าทางการยิงที่ฝึกมาใช้งานจริง และสร้างความคุ้นเคย

    เมื่อจบวันในยามเย็น พวกเราหลายคนถึงกับอ่อนระทวย แถมกลับไปด้วยรอยยิ้มของครูฝึกที่มากับคำพูดที่ว่า “พรุ่งนี้สนุกกว่านี้อีกมากครับพี่”


    ฝึกฝนให้หล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียว

    เช้าวันรุ่งขึ้น เราเริ่มวันกันด้วยการทบทวนสิ่งที่ฝึกฝนเมื่อวันวาน

    “ผมอยากจะให้พี่ๆฝึกฝนจนปืนนั้นหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย เป็นอวัยวะส่วนที่ 33 เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ในยามจำเป็นเราก็จะหยิบจับได้อย่างอัตโนมัติ”

    เมื่อฝึกซ้ำๆเข้า หลายคนที่เคยติดขัด ดึงสไลด์ไม่ออก หยิบจับปืนไม่คล่องตัว เริ่มมีท่าทางทะมัดทะแมงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    เพื่อนๆบางคนถึงกับเอ่ยปาก “ผมซื้อปืนกระบอกนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ซื้อมายังดึงสไลด์รวมกันไม่เท่าสองวันนี้เลย”

    หลังจากทบทวนเราก็ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆอีกหลายอย่างเช่น การหันเพื่อยิงเป้าหมายทางด้านข้างและด้านหลัง, การยิงหลังที่กำบัง, การยิงและเปลี่ยนซองกระสุน และการยิงหลายเป้าหมาย โดยที่แบ่งออกเป็นสี่ฐานให้เราหมุนเวียนกับไปฝึก

    การหมุนเวียนไปฝึกที่แต่ละฐานนี้ทำให้เราได้พบกับครูฝึกทั่วถึงมากขึ้น เห็นได้ชัดเลยครับว่าครูในชุดนี้ทุกท่านมีความรู้ความสามารถในการใช้อาวุธอย่างลึกซึ้งมาก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจถ้าเราคิดย้อนไปว่าครูฝึกทุกท่าน คือเจ้าหน้าที่ในชุดปฏิบัติการ ที่ได้รับการฝึก และผ่านการปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว มิใช่เพียงคนที่อ่านทฤษฎีแล้วมาสอนเรา นอกจากนี้ยังประทับใจกับความสุภาพ, ความเอาใจใส่และความทุ่มเทของครูทุกคน ถึงขนาดถ้านักเรียนคนไหนทำอะไรไม่ได้ครูก็ไม่เลิกสอนแม้จะต้องแยกไปสอนกันเดี่ยวๆหรือจะต้องสอนเพิ่มให้ในเวลาพัก

    การเรียนรู้ในช่วงนี้เปิดทัศนคติใหม่ๆในการใช้ปืนป้องกันตัวอีกไม่น้อย แม้จะดูหัวข้อที่ฝึกเป็นเรื่องธรรมดาแต่เทคนิคที่นำมาสอนนั้นเป็นเรื่องที่เรานึกไม่ถึง ตัวอย่างหนึ่งก็คือการใช้ที่กำบังที่เรามักจะทำกันเลียนแบบท่าที่เห็นในภาพยนต์ แต่เทคนิคที่ถูกต้องเพื่อลดความเสี่ยงของตัวเรากลับต่างไปมาก

    ควบคุมให้ได้

    “พี่ๆได้เรียนรู้การใช้อาวุธป้องกันตัวตามที่พวกผมแนะนำให้แล้ว แต่ข้อสำคัญที่สุดประการหนึ่งในการใช้อาวุธปืน คือการควบคุมให้ได้”

    การควบคุมนั้น มิเพียงแต่ควบคุมอาวุธในมือ แต่หมายถึงการควบคุมอารมณ์และสติของผู้ใช้อาวุธด้วย และนั่นเราก็ได้เรียนรู้กันในขั้นตอนของการทดสอบ

    ในช่วงสุดท้ายของการฝึกคือการทดสอบด้วยการนำทักษะที่ฝึกแล้วมาใช้ในสนามพร้อมการจับเวลา

    การจับเวลาและความต้องการที่จะผ่านการทดสอบนับเป็นแรงกดดัน แต่มันน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับแรงกดดันจริงที่เราจะต้องเจอหากโชคร้ายไปเจอสถานการณ์จริง ถึงกระนั้นมันก็เพียงพอให้เราหลงลืมบางอย่าง สับสนกับสิ่งเล็กน้อยที่ฝึกมาจนคล่อง

    ในช่วงการทดสอบ ผมเห็นความแตกต่างของเพื่อนอย่างชัดเจน บางคนที่เมื่อวานยังดึงสไลด์ไม่ออก (อย่างเช่นภรรยาผม ที่ดึงไม่ออกหลายๆครั้งเข้าก็น้ำตาคลอพาลจะเอาปืนคว้างหัวผมแล้วเลิกเรียนอยู่รอมร่อ) ในวันนี้สามารถวิ่งเข้าไปชักปืนจากซองกระชากสไลด์แล้วยิงเข้าเป้าหมาย 5 นัดซ้อนในเวลาเพียง 12 วินาทีได้ ฯลฯ

    จุดเร่ิมต้นของสิ่งดีๆที่จะตามมา

    ผมพบว่าหลักสูตรการยิงปืนพกต่อสู้ ฉ.ก.90นี้ เป็นหลักสูตรยิงปืนที่เหมาะมากสำหรับคนที่มีปืนไว้ปกป้องครอบครัว เนื้อหาและการฝึกสมบูรณ์ครอบคลุมเรื่องที่จำเป็นต้องรู้และเพียงพอสำหรับการใช้งาน

    การเรียนรู้และการฝึกฝนทั้งสองวันนี้ สร้างความมั่นใจให้ผมพร้อมขึ้นมากหากมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธปกป้องครอบครัวในเวลาคับขัน 

    “พวกเราไม่ได้ทำเพื่อเชิงพาณิชย์ครับ เราเพียงแค่อยากจะให้คนไทยมีสนามฝึกยิงปืนดีๆอย่างที่ฝรั่งเขามี Blackwater เพื่อให้คนไทยได้ใช้ปืนได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย” 

    นั่นเป็นความมุ่งมั่นที่เรามิเพียงได้ยินจากปากแต่รู้สึกได้จากการปฏิบัติของครูฝึกทุกท่านในหน่วย ฉ.ก.90 

    ผมเชื่อเลยว่านี่คือจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆที่จะตามมาอีกมาก

    ตาเกิ้น

    มิถุนายน 2552


    ผมเชื่อว่าที่นี่คือโรงเรียนสอนยิงปืนที่ดีที่สุดในประเทศไทย

    หลังจากผ่านมา 14 ปี โรงเรียนสอนยิงปืนแห่งนี้พัฒนาไปไกลมากจากครั้งแรกที่ผมได้เข้าไปเรียน ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร,​เทคนิคการสอน, กระบวนการฝึก, อุปกรณ์ช่วยฝึก ฯ แต่ยังคงมั่นคงในหลักการที่จะให้ความรู้ในขอบเขตของประชาชนที่จะใช้อาวุธปืนป้องกันตัวและทรัพย์สินอย่างไรให้ปลอดภัยและถูกต้อง หลักการสอนเป็นไปตามปรัชญาที่ว่า “เริ่มจากง่ายไปหายาก” และ “ผู้รู้ย่อมเห็นเอง” โดยใช้ชื่อใหม่ว่าชมรมกีฬายิงปืนเขาสามยอด

    สิ่งที่ทำให้โรงเรียนแห่งนี้โดดเด่นมากก็คือการที่ชุดครูผู้ฝึกสอนล้วนแต่มีประสบการณ์จริงในการใช้อาวุธปืนประกอบเข้ากับการที่แสวงหาความรู้เทคนิคและเทคโนโลยี่ใหม่ๆของโลกการยิงปืนโดยตลอดไม่ยึดติดกับสิ่งเก่าๆเดิมๆ

    “หัวหน้าชุดครู” คือคนที่พวกเรานักเรียนที่นี่ให้ความเคารพรักและศรัทธา เพราะ “ครู” ท่านนี้ทุ่มเทมากที่จะทำให้คนไทยได้มีโอกาสเรียนรู้การใช้อาวุธปืนที่ถูกต้อง “ครู”เป็นผู้วางหลักสูตร,​ขั้นตอนและระบบการสอนไว้อย่างรอบคอบและรัดกุม, คอยพัฒนาหลักสูตรให้ดีขึ้นตลอดเวลา และยังทำหน้าที่สอนเองทุกครั้งตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

    บอกได้แค่ว่าถ้ามีโอกาส ไปเรียนเถอะครับ อย่าพลาด


    รายละเอียดการฝึกยิงปืนหลักสูตรการยิงปืนพกต่อสู้ชมรมกีฬายิงปืนเขาสามยอด

    ปัจจุบันทางชมรมมีหลักสูตรยิงปืนทั้งหมด 8 หลักสูตรคือ

    1. หลักสูตรการยิงปืนพกต่อสู้ขั้นต้น
    2. หลักสูตรการยิงปืนพกต่อสู้ขั้นกลาง
    3. หลักสูตรการยิงปืนพกต่อสู้ขั้นสูง
    4. หลักสูตรการยิงปืนพกต่อสู้ทบทวนขั้นสูง
    5. หลักสูตรการยิงปืนลูกซองต่อสู้ขั้นต้น
    6. หลักสูตรการยิงปืนลูกซองต่อสู้ขั้นสูง
    7. หลักสูตรการยิงปืน PCC
    8. หลักสูตรการยิงปืนสั้นกล้องจุดแดง

      ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ทาง Facebook ชมรมกีฬายิงปืนเขาสามยอด https://www.facebook.com/profile.php?id=100063648667340
  • ชีวิตผ่านไปเร็วมากและงดงาม Next Thing You Know

    ชีวิตผ่านไปเร็วมากและงดงาม Next Thing You Know

    ผมชอบฟังเพลง Country American ครับ เพราะหลายๆเพลงมีเนื้อเพลงที่ดีมาก สามารถเล่าเรื่องราวได้ในเพลงเดียว คำพูดที่เลือกมาใช้ในเนื้อเพลงก็บรรจงคัดสรรมา บางครั้งถ้าตั้งใจฟังเพลงสักเพลงหนึ่งก็ราวกับได้อ่านหนังสือดีๆกินใจสักบท

    เอาเพลงนี้มาฝากกันครับ Next Thing You Know โดย Jordan Davis ตั้งใจจะเก็บเพลงนี้ไว้สำหรับวันครบรอบแต่งงานปีหน้า แต่ว่าเปลื่ยนใจ เอามาเขียนฉลองวันเกิดภรรยาผมเมื่อวานนี้ก็แล้วกันครับ

    Next Thing You Know เล่าเรื่องราวเหตุการสำคัญในชีวิตคู่ของใครสักคน อย่างชนิดที่ใครฟังก็คงได้ภาพของตัวเองและคนรักลอยขึ้นมาในใจ และก็คงคิดเหมือนกันว่า ทุกอย่างที่สวยงามในชีวิตนี้ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน

    ขณะที่ลูกชายผมอาจจะกำลังอยู่ในเนื้อเพลงท่อนแรก น้องๆบางคนอาจจะอยู่ในท่อนที่ 2 หรือ 3 ของชีวิต และผมเองและเพื่อนๆหลายคนอยู่ในท่อนที่ 5 ที่ว่า

    “Next thing you know

    You get to know your wife again

    And you’re more in love than you’ve ever been

    With a lot of years of remember whens

    And still some down the road”

    บางคนอาจจะนึกเสียดายเวลาที่ผ่านไป มองว่านั่นเป็นเรื่องทุกข์ แต่ผมว่าไม่ใช่เลยครับ

    เมื่อย้อนมองไปเห็นความสุข เราก็ควรจะดีใจที่ได้มีเวลาเหล่านั้น และเก็บมันไว้เป็นความทรงจำที่งดงาม พร้อมกับดีใจที่จะได้มีความสุขตามช่วงเวลาต่อไปของชีวิต ไม่ว่าจะมากจะน้อย จะยาวจะสั้นแค่ไหน และการจะมีความสุขหรือไม่ล้วนแล้วแต่ขึ้นกับตัวเราเอง

    ขออนุญาตเอารูปเรื่องราวชีวิตที่มีความสุขของของเพื่อนๆหลายคนมาลงไว้นะครับ ผมเฝ้าดูอยู่อย่างมีความสุขเช่นกันครับ
    ใช้เวลาที่มีให้คุ้ม ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันนะครับ

    ลองอ่านเนื้อเพลงดูนะครับ หรือจะดู Music VDO และฟังเพลงดูก็น่ารักมากครับ ที่ลิ้งค์นี้ครับ https://youtu.be/3c909oqLfao

    You swear that you’re stayin’ single, next thing you know

    You meet a girl at a bar and next thing you know

    You get her laughin’, it’s 2 AM

    You’re tellin’ your buddies three months in

    That she ain’t movin’ in, the next thing you know

    There’s a U-Haul trailer, next thing you know

    Your old apartment is y’all’s new place

    There goes the carpet but the deer head stays

    Next thing you know

    You’re savin’ money like never before

    Just to spend it all at a jewelry store

    Gettin’ down on one knee on her mama’s porch

    Just prayin’ she don’t say, “No”

    Next thing you know

    Your best man gives a half-drunk speech

    And you’re sunburned on a honeymoon beach

    And your left hand’s gettin’ used to that ring

    And there the next two or three years go

    Next thing you know

    You weren’t really tryin’, next thing you know

    There’s a test on the counter, next thing you know

    She’s standin’ there cryin’, noddin’ her head, “Yes”

    You’re half excited, half scared to death

    ‘Cause next thing you know

    You’re wearin’ scrubs and a funny white hat

    And the doctor’s sayin’, “How you doin’ there, dad?”

    And nobody’s ever called you that

    And you take the drive home slow

    Next thing you know

    It’s first steps, first dates, first car

    It’s 11:01 wonderin’ where they are

    You’re sayin’ that USC’s too far

    It’s amazing how fast seventeen years go

    Next thing you know

    Next thing you know

    Next thing you know

    You get to know your wife again

    And you’re more in love than you’ve ever been

    With a lot of years of remember whens

    And still some down the road

    ‘Cause next thing you know

    You got a yard full of your kid’s kids

    And you take ’em to church, teach ’em to fish

    And you tell ’em stories every chance you get

    About how fast this life down here can go

    Next thing you know

    (Next thing you know)

    Next thing you know

    (Next thing you know)

  • แค้มปิ้งชุมชน

    แค้มปิ้งชุมชน

    มาถึงวันนี้เราสูญเสียพื้นที่ที่สวยงามตามธรรมชาติไปมากมายแล้ว พื้นที่ที่มีเจ้าของก็ถูกสร้างเป็นบ้านพักเป็นรีสอร์ต ในอุทยานของรัฐเองหลายแห่งก็ถูกดัดแปลงสภาพไปจนแทบไม่เหลือธรรมชาติเดิม ไม่ว่าจะเป็นการปรับเป็นสนามหญ้าเรียบ, ปลูกไม้ดอกจัดแถวเป็นแนว ไปจนถึงทำทางเดินจากแท่งปูนและไม้เทียมให้ขัดตา อีกหลายๆพื้นที่ที่จัดการโดยองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นหลายที่ก็ถูกทำลายไปด้วยเรื่องคล้ายๆกัน  

    ผมเชื่อว่าธรรมชาติที่จุในภาพนี้ก็เคยสวยงาม ก่อนที่เราจะเปลี่ยนแปลงสภาพมันไป
    บ่อยครั้งที่ความงดงามของธรรมชาติในเขตอุทยานถูกทำลายไปด้วยความไม่เข้าใจของผู้บริหารอุทยานเอง
    บางครั้งการทำลายสภาพธรรมชาติก็เกิดจากรสนิยมความชื่นชอบของพวกเรา “นักท่องเที่ยว” เอง

    เรายังพอจะมีพื้นที่สวยงามหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นดอยสูง, ริมห้วย ริมแม่น้ำ หรือชายทำเลย  พื้นที่เหล่านี้ถ้าอยู่ในเขตอุทยานก็มักจะห้ามเข้า ส่วนที่อยู่นอกอุทยาน ถ้าไม่อยู่ห่างไกลก็อาจจะเข้าถึงลำบาก แต่ก็มีอีกบางส่วนที่ซ่อนเร้นอยู่ใกล้ตาที่คนมองข้าม

    แต่จากบทเรียนที่เราเห็นๆกันมาแล้ว ก็ทำให้เกิดคำถามว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ “การเข้าถึง”,​ “การคงอยู่ของธรรมชาติ” และ “การสร้างรายได้ของชุมชน” อยู่ร่วมกันได้

    ความเป็นไปได้ทางหนึ่งก็อาจจะเป็นสิ่งที่ผมอยากเรียกว่า “แค้มปิ้งชุมชน” ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ มีอยู่แล้วมากมายในหลากหลายประเทศ มีตัวอย่างดีๆให้ดูมากมาย เป็นเรื่องที่ทำได้จริง ถ้าเราเริ่มต้นกันให้ถูกและจัดการกันให้ดี

    ลานกางเต็นท์ชุมชนที่เรียบง่าย แทบจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่ไม่จำเป็น ที่ Iceland

    การสร้างลานกางเต็นท์ในเขตพื้นที่ของชุมชนจะให้โอกาสนักท่องเที่ยวเข้าถึงธรรมชาติที่ไม่ถูกปรุงแต่ง ได้ใกล้ชิดได้สัมผัสอาหารพื้นบ้าน, วัฒนธรรมของท้องถิ่น และชีวิตจริงของชุมชน และในขณะเดียวกันก็สร้างรายได้ให้กับชุมชนและสร้างแรงจูงใจให้เขาช่วยกันรักษาธรรมชาติสวยงามที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวนั้นให้คงอยู่

    แต่ขณะเดียวกันการสร้างจุดพักแรมและสิ่งอำนวนความสะดวกก็ต้องทำด้วยความเข้าใจและคำนึงถึงการรักษาธรรมชาติให้คงสภาพให้มากที่สุด สร้างเฉพาะเท่าที่จะเป็นและอยู่ในมุมที่ไม่เกะกะสายตาไม่ต้องแปลงสภาพธรรมชาติโดยไม่จำเป็น

    ล่าสุดนี้ผมได้มีโอกาสไปสัมผัสความงดงามที่เรียบง่ายของชายหาดบ้านโคกตาหอม ในเขตอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบ

    ชายหาดที่งดงามนี้อยู่ไม่ไกลจากหายหาดบ้านกรูด สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักกันและเต็มไปด้วยบ้านพัก รีสอร์ต และสิ่งก่อสร้างสารพัด  แต่ที่โคกตาหอมนี้ยังคงสภาพธรรมชาติไว้แทบจะ 100%

    ชายหาดที่ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ปราศจากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ของโคกตาหอม

    ชายหาดตรงนี้อยู่ติดกับพื้นที่ป่าชุมชนของหมู่บ้านโคกตาหอม มี”ธนาคารปู” ของหมู่บ้านตั้งอยู่ ธนาคารปูนี้ใช้เป็นที่พักแม่ปูที่มีไข่และติดอวนมาให้สลัดไข่ ก่อนที่จะปล่อยลูกปูคืนสู่ท้องทะเล

    เมื่อคุณมาที่นี่ คุณจะได้เห็นชายหาดถึง 3 หาดที่ยังปราศจากสิ่งก่อสร้างที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่มีแม้แต่ถนน  ธรรมชาติที่นี่ยังคงอยู่อย่างที่มันควรจะเป็น 

    ถ้าคุณอยากเข้ามาถูกโอบกอดโดยธรรมชาติ คุณก็อาจจะขับรถเข้ามาจอดที่ธนาคารปู หรือถ้าจะให้ดีและเท่ห์กว่านั้นก็ขึ้นรถไฟมาลงที่สถานีโคกตาหอมแล้วแบกเป้แบกเต็นท์เดินลัดไปหาที่กางเต็นท์ใกล้ๆชายหาด

    ที่นี่ไม่มีพูลวิลล่า แต่ทะเลข้างหน้าเป็นของคุณ และอาจจะเป็นของคุณคนเดียวหากมาในวันธรรมดาที่ไม่ใช่วันหยุด หากมีเบ็ดติดมือมาสักคัน ก็อาจจะหาอาหารธรรมชาติสดๆสะอาดๆอย่างปลาหมึก ปลาทรายมาทำอาหารกินได้ไม่ยาก ถ้าอยากกินปูกินกั้งสดๆก็รอเรือของเช้าบ้านเข้าฝั่งมาตอนเช้าหรือจะสั่งไว้ล่วงหน้าที่ธนาคารปูก็ได้ 

    ช่วงกลางวันก็สามารถจ้างเรือชาวบ้านไปส่งที่เกาะไลลาที่อยู่ห่างไปไม่ถึงกิโลเมตรจากหน้าหาด ไปนอนเล่นในร่มไม้ ดำน้ำตื้นดูปะการัง หรือตกปลาหมึก ถ้าเอาเรือคายัคหรือ SUP มาเองก็พายไปได้สบายมาก 

    เกาะไลลา อยู่ห่างไปไม่ถึงกิโลเมตร

    ที่นี่ยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรนอกจากห้องน้ำง่ายๆแต่สะอาดหนึ่งห้อง อาจจะดูลำบากสำหรับบางคน แต่หลายๆคนก็คงจะยอมแลกมันกับการได้สัมผัสธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์

    ชาวบ้านโคกตาหอมและทีมงานทรัมพยากรจังหวัดประจวบ มีความตั้งใจอยากจะพัฒนาพื้นที่นี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และเราก็หารือกันว่า ถ้าเราพัฒนาปรับแต่งนี้เพียงเท่าที่จำเป็น ถ้าจะต้องสร้างอะไรเพิ่มก็มีเพียงห้องน้ำ แล้วกำหนดกติกาให้ชาวแค้มป์ที่รักธรรมชาติติดต่อจองที่เข้าพักล่วงหน้าได้ในจำนวนที่เหมาะสมกับพื้นที่ วิธีนี้อาจจะเป็นจุดสมดุลย์ระหว่าง “การเข้าถึง” ของนักท่องเที่ยว,​ “การคงอยู่” ของธรรมชาติ และ “การสร้างรายได้”​ ให้กับชุมชน 

    เราไปทดลองกางเต็นท์นอนและหารือแนวทางกับพี่ๆชาวบ้านโคกตาหอมกัน

    แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับพวกเรา “นักท่องเที่ยว” ด้วยว่าเรารักที่จะไปสัมผัสธรรมชาติในรูปแบบที่มันเป็นจริงๆหรือไม่ 

    ชายหาดโคกตาหอมนี้ยังไม่ได้เปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ แต่หากคุณเป็นคนที่รักธรรมชาติอย่างที่มันเป็นอยู่จริง ไม่คาดหวังกับความสะดวกสบายหรูหราของการปรุงแต่ง ชาวบ้านโคกตาหอมก็พร้อมจะต้อนรับคุณในฐานะเพื่อนผู้มาเยี่ยมเยียน ขอเพียงติดต่อแจ้งผู้ใหญ่บ้านล่วงหน้าก่อนเดินทางไป พวกเขาอาจจะไม่ได้ร้องขอค่าตอบแทน แต่ผมอยากขอให้เรามอบเงินเล็กน้อยตามสมควรให้กับชุมชนไว้เป็นค่าใช้จ่ายและเป็นทุนในการพัฒนาพื้นที่ต่อไป

    ลานจอดรถที่ทางหมู่บ้านอาจจะปรับพื้นที่ให้กางเต็นท์ได้
    ห้องน้ำ 1 ห้องที่เรียบง่ายแต่สะอาด

    ถ้าอยากจะไปกางเต็นท์ที่หาดโคกตาหอม โทรติดต่อผู้ใหญ่ประชุม 087-081-6141 ก่อนไปนะครับ

  • ต้นแบบของสุภาพบุรุษกลางแจ้ง

    ต้นแบบของสุภาพบุรุษกลางแจ้ง

    จาก อลัน ควอเตอร์เมน จนถึง รพินทร์ ไพรวัลย์ และ Indiana Jones

    ถ้าจะพูดถึงชื่อหนึ่งที่มีบทบาทเป็นตัวอย่างของสุภาพบุรุษกลางแจ้งมานับร้อยๆปี ก็คงต้องเล่าถึง อลัน ควอเตอร์เมน ครับ

    อลัน ควอเตอร์เมน (Allan Quatermain) เป็นตัวละครเอกในนิยายเรื่อง King Solomon’s Mine ที่เขียนโดยนักเขียนชาวอังกฤษ H. Rider Haggard (Sir Henry Rider Haggard) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1885  

    ในนิยายเรื่องนี้ อลันเป็นพรานและ trader อยู่ในอัฟริกา ได้รับการติดต่อว่าจ้างโดย Sir Henry Curtis ให้นำทางออกไปตามหาน้องชายผู้ที่ทะเลาะกันหนีออกจากบ้านและเดินทางไปแสวงโชคหาขุมทรัพย์ของ King Solomon ซึ่งเป็นกษัตรชาวยิวที่ร่ำรวยมากในยุคประมาณปี 970 ก่อนคริตศักราช (ภาษาอาหรับเรียกชื่อว่าสุไลมาน) โดยที่ทั้ง 2 คนกับสหายอดีตทหารเรือชื่อกัปตันกู๊ดและคนนำทางชาวพื้นเมืองชื่อ Umbopa ที่มีเบื้องหลังน่าสงสัย ต้องเดินทางผ่านพื้นที่ทุรกันดาลไปจนถึงหุบเขาลึกลับที่มีชนเผ่าหลงสำรวจ

    หนังสือ King Solomon’s Mine ที่แปลเป็นชื่อไทยว่า “สมบัติพระศุลี”​ น่าอ่านครับ เล่มเดียวจบ หาซื้อได้ครับ

    King Solomon’s Mine นี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่เริ่มแนวของนิยายที่เรียกว่า Lost World คือการค้นพบชนเผ่าหรือเมืองหลงสำรวจ ซึ่งก็มีผู้เอาแนวนี้ไปเขียนนิยายกันต่ออีกมากมาย อีกเรื่องหนึ่งที่ดังมากของ H. Rider Haggard เองก็คือเรื่อง She ที่แปลมาเป็นไทยว่า “สาวสองพันปี” ซึ่งถูกเอาไปสร้างเป็นภาพยนต์นับสิบครั้ง

    King Solomon’s Mine ขายดีมากครับ ดังไปทั่วโลกแปลไปหลายภาษา (ภาษาไทยก็มีการแปลมาในชื่อ สมบัติพระศุลี)  จน H. Rider Haggard ใช้ตัวละครนี้เขียนหนังสือหากินจนร่ำรวย เขียนออกมาถึง 14 เรื่องในช่วงเวลา 42 ปี เล่าเรื่องของอลันตั้งแต่ก่อนและหลังเรื่อง King Solomon’s Mine ที่เกิดขึ้นในปี 1880 รอบคลุมช่วงอายุของอลันตั้งแต่ 18 จนถึง 68 ปี

    อลัน ควอเตอร์เมน เป็นต้นแบบของตัวละครในนิยายดังและภาพยนต์อีกมากมายมาจนถึงวันนี้ครับ แต่ถ้าย้อนกลับไปก็จะพบว่าตัวละครนี้เขียนขึ้นมาจากแรงบันดาลใจของคนที่เคยมีชีวิตอยู่จริง ชื่อว่า Frederick Courteney Selous ชาวอังกฤษที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1851-1917 

    Frederick Courteney Selous นายพรานผู้ไปถึงแอฟริกาในปี 1875 ในยุคสมัยที่แอฟริกายังเป็นกาฬทวีปดำมืด ต้นแบบของนายพรานผู้ยิ่งใหญ่ในนวนิยายและภาพยนต์มากมาย

    ชีวิตจริงของ Frederick Courteney Selous นั้นโลดโผนเหลือเชื่อกว่า Allan Quatermain เสียอีก เขาเป็นพรานอาชีพที่โด่งดังในอัฟริกาที่เดินทางไปแทบจะทั่วทั้งทวีป เป็นนักแม่นปืน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปืน เป็นนักธรรมชาติวิทยา เป็นทหาร เป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นนักกีฬาที่เก่งกาจในกีฬากลางแจ้งไม่ว่าจะเป็นวิ่ง, รักบี้, ว่ายน้ำ,​ ขี่จักรยาน  เคยร่วมเดินทางซาฟารีกับประธานาธิบดี Theodore Roosevelt ฯลฯ

    Frederick Courteney Selous สมัครกลับเข้าไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ตอนอายุ 64 ปี และเสียชีวิตในสงคราม 2 ปีหลังจากนั้น เขาเขียนหนังสือบันทึกการผจญภัยของเขาไว้หลายเล่มเช่น “A Hunter’s Wanderings in Africa”, “Travel and Adventure In South-East Africa” ฯ

    King Solomon’s Mine ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนต์หลายครั้ง แต่ละครั้งโดยเฉพาะช่วงยุคหลังเนื้อเรื่องถูกดัดแปลงไปมากตามสไตล์ Hollywood รอบสุดท้ายนี้แปลงจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม 

    King Solomon’s mine นวนิยายดังของ Sir H.Rider Haggard ที่ถูกสร้างเป็นภาพยนต์หลายครั้ง ในภาพนี้เป็น Version ปี 1985 นำแสดงโดย Richard Chamberlain เป็น Allan Quatermain และนางเอกคือ Sharon Stone!
    แต่ผมคิดว่า Allan Quatermain ที่เหมาะสมที่สุดและเท่ห์ที่สุด แสดงโดย Sean Connery ในเรื่อง The League of extraordinary gentlemen ซึ่ง Frederick Courteney Selous ก็ได้จำแลงกายมาเป็น Super Hero อีกครั้ง

    นิยายและเรื่องราวของอลัน ควอเตอร์เมน เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนนวนิยายทั่วโลกในสร้างสรรค์นิยายในแนวนี้ออกมา 

    ในเมืองไทยเรา นวนิยายในแนวป่าดงเรื่องแรกที่มีกลิ่นอายของ อลัน ควอเตอร์เมน ก็น่าจะเป็นเรื่อง “ล่องไพร”​ที่เริ่มจากการเป็นละครวิทยุ จากการเขียนของครูน้อย อินทนนท์ พรานใหญ่คนหนึ่งของเมืองไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497

    ในล่องไพร ตัวเอกของเรื่องคือ คุณศักดิ์ สุริยันต์ เป็นพรานชาวกรุงที่ชอบการใช้ชีวิตในป่าดง มีสหายคู่ใจเป็นพรานกระเหรี่ยงชราชื่อ “ตาเกิ้น” และเพื่อนร่วมเดินทางอีกคนคือ ร.อ.เรือง ยุทธนา คุณศักดิ์และตาเกิ้นโลดแล่นผจญภัยไปบนหน้าหนังสือด้วยกันถึง 14 เล่ม

    ครูมาลัย ชูพินิจ สุภาพบุรุษกลางแจ้งตัวจริงของเมืองไทย ท่านเขียนนิยายเรื่องป่าดงเรื่องแรกของเมืองไทย “ล่องไพร” ขึ้นมาจากประสบการณ์ป่าของตัวเอง และศักดิ์ สุริยันต์ก็คงจะถอดบุคลิกมาจากตัวท่านไม่มากก็น้อย

    และถ้าคุณได้อ่านหนังสือ “ทุ่งโล่งและดงทึบ” ซึ่งเป็นบันทึกการเดินป่าในชีวิตจริงของครูมาลัยประกอบไปด้วย คุณจะพบว่า หลายๆอย่างที่ครูมาลัยเขียนในนิยายนั้นมาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในป่า รวมถึงตาเกิ้นที่มีตัวตนอยู่จริงในชื่อกระเหรี่ยงแก่น

    “ทุ่งโล่งและดงทึบ”​ คือบันทึกเรื่องป่าที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยมีมาในประเทศไทยครับ 
    “ทุ่งโล่งและดงทึบ” คือบันทึกการเที่ยวป่าจากชีวิตจริงของ ครูมาลัย ชูพินิจ หรือที่หลายๆคนรู้จักท่านจากนามปากกา “น้อย อินทนนท์” และ “เรียมเอง”​ผู้เขียนนิยาย “ล่องไพร”, “ชั่วฟ้าดินสลาย”​, “ทุ่งมหาราช”​ ฯ 
    รวมเล่มและตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2495 น่าจะเป็นหนังสือเรื่องป่าเล่มแรกๆของเมืองไทย เรื่องราวต่างๆรวบรวมมาจากการเที่ยวป่าของครูมาลัยตั้งแต่สมัย 2470 มาจนถึง 2495 แต่ละเรื่องล้วนน่าทึ่งและมหัศจรรย์มากจนคนรุ่นเราไม่สามารถจินตนาการถึงป่าในยุคนั้นได้
    ผมได้อ่านครั้งแรกจากเล่มที่พิมพ์ในปี 2546 พิมพ์ครั้งนั้นมีการเพิ่มเติมเรื่องของครูมาลัยในยุคหลัง 2495 เข้าไปอีกหลายเรื่อง อ่านแล้วยกให้เป็นหนังสือในดวงใจตลอดมา ทึ่งในเรื่องราว เช่น “เรื่องของอ้ายเก” เรื่องของกระทิงที่ฆ่าชาวบ้านป่า ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนตอนแรกของนิยายล่องไพร ที่น่าตกใจก็คือเรื่องจริงนั้นยิ่งกว่านิยาย เรื่อง “พรานช้าง”​ เล่าเรื่องกระเหรี่ยงแก่น ที่เป็นตัวจริงของตัวละคร “ตาเกิ้น”​ในล่องไพร และทุกๆเรื่องที่อยู่ในเล่มนี้ล้วนสุดยอด
    หลังจากปี 2546 มาไม่เคยมีการเอามาพิมพ์ใหม่ จนกลายเป็นหนังสือหายากมาก ผมพยายามหาซื้อให้เพื่อนๆไม่เคยได้ เคยเขียนไปหาสำนักพิมพ์ให้พิมพ์ใหม่ก็ทำมาแล้ว
    วันนี้ดีใจสุดๆที่ มีการเอามาพิมพ์ใหม่ 
    แนะนำเลยครับ เล่มนี้ สำหรับคนชอบป่า ต้องอ่าน ต้องมีไว้ครับ

    แน่นอนว่านวนิยายแนวป่าดงที่ดังและอมตะที่สุดของไทยเราก็คือ “เพชรพระอุมา”​ ซึ่งครูพนมเทียน ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากนวนิยาย King Solomon’s Mine รวมทั้งใช้พล็อตมาเป็นเค้าโครงเรื่องของเพชรพระอุมาด้วย

    รพินทร์ ไพรวัลย์ แห่งเพชรพระอุมา ได้แรงบันดาลใจมาจาก Allan Quatermain ในเรื่อง King Solomon’s mine ซึ่งก็เป็นภาพจำลองของ Frederick Courteney Selous ครูพนมเทียนได้ใส่ประสบการณ์ป่า ปืนของท่านลงไปมากมาย และยังสร้างสรรค์ให้นิยายเล่มนี้มีอรรถรสชวนติดตาม ตื่นเต้นเร้าใจกว่า King Solomon’s mine มากนัก

    ในเรื่องเพชรพระอุมานี้ ตัวเอกของเรื่อง ร.อ.รพินทร์ ไพรวัลย์ ซึ่งเป็นพรานป่า ได้รับการว่าจ้างจาก ม.ร.ว.เชษฐา วราฤทธิ์ ให้ออกตามน้องชายที่ทะเลาะกันหนีออกจากบ้านและเดินทางไปแสวงโชคหาขุมทรัพย์ตามลายแทงโบราณ โดยที่มี พ.ต.ไชยยันต์ อนันตรัย ผู้เป็นเพื่อน และ ม.ร.ว.ดาริน วราฤทธิ์ น้องสาวติดตามเดินทางไปด้วย ทั้งหมดเดินทางผ่านป่าดงโดยมีพรานพื้นเมือง 5 คนติดตามไปจนตลอดเส้นทาง หนึ่งในนั้นคือชาวกระเหรี่ยงที่มีความเป็นมาลึกลับใช้ชื่อว่า แงซาย

    ครูพนมเทียนเริ่มเขียนเพชรพระอุมาตั้งแต่ปี 2507 และใช้เวลากว่า 25 ปี จนมาจบสมบูรณ์ในปี 2533 แบ่งเป็น 2 ภาค ภาคละ 24 เล่ม

    ถึงแม้เค้าโครงเรื่องจะคล้าย King Solomon’s Mine แต่ครูพนมเทียนก็ใส่ประสบการณ์จริงของป่าเมืองไทยที่ท่านได้พบเห็นมาด้วยตัวเอง และความรู้เรื่องอาวุธปืนระดับปรมาจารย์เข้าไปมากมายจนแทบจะเป็นตำราเรื่องป่าและปืนของเมืองไทย นอกจากนี้ก็มีความน่าสนใจของตัวละครที่โดดเด่นน่าสนใจทุกคน และยังมีเรื่องราวโรแมนติกระหว่างรพินทร์กับดารินให้ติดตามลุ้นกันตลอด เนื้อเรื่องก็เข้มข้นหลากหลายเกินพล็อตเดิมของ King Solomon’s Mine ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เหมือนเอา King Solomon’s Mine, Mummy, Jurastic Park และ Gladiator เข้ามาผูกร้อยเป็นเรื่องเดียวกัน รับรองว่าถ้าเริ่มอ่านแล้ววางไม่ลงแน่นอนครับ

    ภาพยนต์สุดฮิตตั้งแต่ยุค 80’s มาจนถึงปัจจุบัน และกำลังจากมีภาคใหม่ออกมาในปีนี้ก็คือ Indiana Jones ซึ่งก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Allan Quatermain เช่นกัน 

    บุคคลิกของ Frederick Courteney Selous ที่ส่งผ่าน Allan Quatermain ปรากฎอยู่ในตัวนักผจญภัยที่เป็นที่รู้จักดีที่สุดของ Hollywood “Indiana Jones” อย่างชัดเจนมาก

    George Lucas เขียนพล็อตของ Indiana Jones ด้วยแรงบันดาลใจจาก Allan Quatermain ผสมกับ James Bond ทำให้ได้ Character ที่เป็น idol คนใหม่ของเด็กผู้ชายทั่วโลกในยุค 80’s และ 90’s 

    จาก Raiders of the Lost Ark ในปี 1981 ที่เล่าเรื่องการผจญภัยของ Dr. Henry Walton “Indiana” Jones, Jr. ในปี 1936 ที่ประสบความสำเร็จล้นหลาม ทำให้มีการสร้างอีก 4 ภาค คือ Temple of Doom (1984), Last Crusade (1989), Kingdom of the Crystal Skull (2008) และกำลังจะออกภาคใหม่ซึ่งเป็นตอนสุดท้าย Dial of Destiny ในปีนี้ (2023) เล่าเรื่องการผจญภัยครั้งสุดท้ายของ Dr.Jones ในวัย 80 ปี เชื่อว่าผู้คนมากมายรวมทั้งผมกำลังรอกันอย่างใจจดใจจ่อ 

    ด้วยความสำเร็จของภาพยนต์ ทำให้ George Lucus สร้างทีวีซี่รี่ย์ The Young Indiana Jones Chronicles (1992-1996) ที่เล่าเรื่องวัยเด็กของ Indiana Jones ในยุค 1920 และยังมีการเขียนเรื่องราวของ Dr.Jones ออกมาในรูปแบบหนังสือนวนิยายที่เล่าเรื่องตั้งแต่ Dr.Jone ยังเรียนมหาวิทยาลัยจนกระทั่งออกมาเป็นนักผจญภัยถึง 13 เล่ม แฟนพันธุ์แท้ของ Indiana Jones ไม่ควรพลาดครับ

    นวนิยาย Indiana Jones ที่แปลเป็นไทย มี 11 เล่ม เล่ารเรื่องตั้งแต่ Dr.Jone ยังเรียนในมหาวิทยาลัยจนเริ่มออกมาผจญภัย อ่านสนุกพอหายคิดถึง Dr.Jones ครับ

    ภาพยนต์ซีรี่ย์นี้มีผลกับชีวิตผมมากครับ แค่ดูเทรลเลอร์ได้ยิน theme song ผมก็ขนลุกแล้วครับ 

    ภาพจากภาพยนต์เรื่อง “ล่องไพรมหากาฬ” ซึ่งแน่นอนว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “เพชรพระอุมา” อีกต่อหนึ่ง

    ในยุคประมาณยี่สิบปีก่อน เป็นยุคของ Webboard พันธุ์ทิพย์เฟื่องฟู ผู้คนที่ชอบอะไรเหมือนๆกันจากทั่วประเทศก็เข้าไปรวมกันอยู่ในที่เดียวเป็นครั้งแรก ห้อง Blue Planet เป็นห้องที่รวบรวมคนที่รักธรรมชาติ เดินป่า ดำน้ำ ถ่ายรูป ฯ เข้ามาหากัน ทุกคนล้วนใช้นามแฝง หลายคนเลือกชื่อตัวละครหล่อๆอย่างรพินทร์ ไพรวัลย์,​ แงซาย ฯ ไปใช้กันหมด ผมเองรู้ตัวว่าไม่ได้เก่งไม่ได้หล่อแบบนั้น ก็เลยเลือกใช้ชื่อ “ตาเกิ้น” ที่แม้จะเป็นพรานกระเหรี่ยงชรา แต่ผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อมิตรสหายยิ่งกว่าชีวิต

    จาก Allan Quatermain, Frederick Courteney Selous, ศักดิ์ สุริยันต์, ตาเกิ้น,​ รพินทร์ ไพรวัลย์ มาจนถึง Indiana Jones พวกเขาเหล่านี้ได้ทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจกับเด็กๆและหนุ่มสาวในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ให้ออกไปผจญภัย แสวงหา การใช้ชีวิตกลางแจ้งเสมอมา

    สุภาพบุรุษกลางแจ้งเหล่านี้อาจจะแตกต่างกันไปบ้างในรายละเอียด แต่ทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขารักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง, รักที่จะผจญภัยไปในโลกกว้างเทนที่จะใช้ชีวิตสะดวกสบายนุ่มนิ่มอยู่ในเมือง, ซื่อสัตย์และรักมิตรสหาย, ให้เกียรติผู้คน, ยึดถึอความถูกต้องและพร้อมที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อมันโดยไม่คิดถึงตัวเอง ซึ่งคุณค่าเหล่านี้ก็ถูกปลูกฝังลงไปในคนที่ชื่นชมพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

    แต่เมื่อทายาทคนสุดท้าย Dr.Indiana Jones กำลังจะเกษียณตัวเองในปีนี้แล้ว ใครเล่าจะมารับหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเหล่าคนกลางแจ้งรุ่นต่อๆไป 

    ตาเกิ้น

    มีนาคม 2566

    ป.ล. ที่เขียนเล่ามานี้เพราะผมเพิ่งเจอว่า Allan Quatermain ในตอน King Solomon’s mine นั้น อายุ 55 ปี ผอม แกรน น้ำหนักแค่ 60 กว่ากิโลกรัม ผมสั้นตั้งชี้ ไม่ได้หล่อเหล่าอะไรเลย

    ภาพวาดจำลอง Allan Quatermain ที่วาดตามคำบรรยายของ H.Ryder Haggard Allan Quatermain ในตอน King Solomon’s mine นั้น อายุ 55 ปี ผอม แกรน น้ำหนักแค่ 60 กว่ากิโลกรัม ผมสั้นตั้งชี้ ไม่ได้หล่อเหล่าอะไรเลย

    เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ถ้าเจอผม กรุณาเรียกผมว่า อลัน นะครับ อลัน ควอเตอร์เมน

    ถ้าหลังจากนี้ไปสักหน่อย ก็ต้องเรียกว่า โจนส์ ครับ Indiana Jones ยังพอเป็นได้อีก 25 ปีครับ

  • The Outsiders

    The Outsiders

    ธันวาคม 2543

    ขณะที่เดินไปลงเรือหางยาวริมแม่น้ำเงาที่บ้านนาดอย ผมก็เห็นชายคนหนึ่งที่ดูลักษณะแล้วไม่ใช่คนในพื้นที่ สะพายเป้ใบย่อมๆลงจากเรือเดินสวนมา

    ทางเดินจากบ้านอุ้มโล๊ะไปบ้านนาดอยเมื่อปี 2543

    “มาจากไหนครับ” เขาทักทายผมก่อน เมื่อบอกว่าผมเป็น “นักท่องเที่ยว” มาจากกรุงเทพ เขาก็แสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยแล้วแนะนำตัวว่าเขาเป็นครูอยู่บนดอยสูงที่ต้องเดินจากจุดนี้ขึ้นไปอีก 12 กิโลเมตร

    ก่อนจะแยกกันเขาก็เอ่ยว่า

    วันหลังขึ้นไปเที่ยวโรงเรียนผมบ้างนะครับ อยู่บนดอยสูงเกือบพันเมตร อากาศหนาว มีทะเลหมอกให้ดูทั้งปี

    และถ้าพอจะมีของอะไรไปบริจาคได้บ้างก็จะดีมากเลย ชาวบ้านที่นั่นขาดแคลนมาก ไม่เคยมีหน่วยงานไหนขึ้นไปบริจาคของให้เลยครับ


    สามเดือนหลังจากนั้นผมและเพื่อนๆหลายคนก็บรรทุกผ้าห่ม, สมุดดินสอที่เรารวบรวมเงินไปซื้อมาเสื้อผ้าใช้แล้ว, ของเล่น, ของใช้ที่เพื่อนฝูงในเมืองบริจาคให้มาใส่รถโฟร์วีลหลายคันวิ่งบนถนนดินเส้นแคบๆที่สูงชันขึ้นไปยังโรงเรียนบ้านแม่หาด”​

    ที่โรงเรียนเราแจกจ่ายข้าวของเสื้อผ้าใช้แล้วที่บางครั้งแกะกล่องออกมาแล้วเราก็พบว่าเป็นเสื้อผ้าของคนเมืองที่ไม่เหมาะกับคนบนดอยเท่าไหร่นัก เราแจกขนมให้เด็กๆ ในบรรดาของที่เราขนไปทั้งหมดสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ที่สุดดูเหมือนจะเป็นผ้าห่ม 

    ค่ำคืนนั้นหมู่บ้านเลี้ยงต้อนรับและขอบคุณเราด้วยสิ่งที่เขามี ข้าวหลามเผากับกองไฟ แพะย่าง ผู้คนที่ใส่ชุดชนเผ่าของชาวกระเหรี่ยงต่างหลั่งไหลกันมาห้อมล้อม บรรยายกาศครึกครื้นไปด้วยการร้องรำทำเพลง และการแสดงของเด็กๆ ตามวัฒนธรรมกระเหรี่ยง

    ภาพที่เห็นในคืนนั้นราวกับฉากหนึ่งของเรื่องสมบัติพระศุลีในแอฟริกา หากแต่ว่ามันเป็นของจริงและความทรงจำนั้นก็ยังคงอยู่อย่างกระจ่างชัดในใจผมแม้จะผ่านมากว่า 20 ปี

    พวกเรากลับออกมาด้วยความอิ่มอกอิ่มใจที่เราได้ทำดีได้ช่วยเหลือสังคม

    อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นความเชื่อของเราในตอนนั้น!


    วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วผมวนเวียนกลับมาที่ลุ่มน้ำเงาอย่างสม่ำเสมอและนับครั้งไม่ถ้วน จนเกิดความผูกพันกับแม่น้ำสายนี้และผู้คนที่อาศัยอยู่กับมัน

    ภาพที่เคยเห็นจนชินตาคือการตำข้าวและฟัดข้าวทุกเช้าเพื่อกินวันต่อวัน

    ผมได้เห็นความเจริญหลั่งไหลเข้ามา ถนนดีขึ้นเรื่อยๆ ขบวนรถออฟโร้ดที่ขนของเข้ามาบริจาคเป็นภาพที่เห็นจนชินตา สวนทางกับเสื้อผ้าชนเผ่าที่เคยเห็นใส่กันเป็นประจำกลับค่อยๆหายไป หลีกทางให้กับแฟชั่นคนเมืองที่มากับของบริจาค เปลือกขนมและของเล่นกลายเป็นขยะตกค้างอยู่ในชุมชนกลางป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ

    ผมเริ่มตั้งคำถามให้กับตัวเองว่าสิ่งที่ผมเคยทำ เช่นการเอาข้าวของมาบริจาคนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ

    สิ่งที่มาพร้อมกับความเจริญและถนนคือความต้องการใช้เงิน จากเดิมที่เคยปลูกข้าวแค่พอกินและอาศัยอาหารจากธรรมชาติรอบตัวไม่ว่าจะเป็นพืชผัก, ปลาในน้ำและสัตว์ป่า ทุกคนก็เริ่มถางไร่ปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดเมื่อป่าารอบตัวหมดไป อาหารจากธรรมชาติก็หมดไปพร้อมๆกัน นอกจากข้าวแล้ว อาหารทุกอย่างก็ต้องใช้เงินซื้อกินอย่างที่ไม่เคยต้องเป็นมาก่อน

    การหาปลาและหาอาหารเป็นเรื่องปรกติของชุมชนที่อยู่กับป่า

    ทุกๆอย่างค่อยๆเแพงขึ้น ยกเว้นพืชผลทางการเกษตรที่เขาพอจะปลูกขายได้ พื้นที่ป่าที่พอมีเหลือจึงถูกถางให้โล่งออกไปอีกเรื่อยๆ

    ในเวลาหนึ่งผมเคยเขียนในบทความไว้ว่า 

    หมู่บ้านในนิทานหรือ “Shangri-la” ในนวนิยายเรื่อง Lost Horizon ของ James Hilton นั้นมีอยู่จริงในมุมเล็กๆของโลกใบนี้หลายคนได้ค้นหามันจนเจอแต่แล้วพวกเขาก็เป็นคนทำให้มันสูญหายไปด้วยความพยายามที่จะเปลี่ยนให้หมู่บ้านในนิทานนั้นให้ดีขึ้นโดยการนำสิ่งที่เขาคิดว่าดีงามจากที่ที่เขาคุ้นเคยเข้าไป

    ตาเกิ้น

    เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้เข้าไปที่หมู่บ้านหนึ่งที่เคยเป็นอยู่ห่างไกลบนสายนำ้เงา หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ ผู้คนเคร่งศาสนา ห้ามจำหน่ายแอลกอฮอลล์และปราศจากสิ่งเสพติดต่างๆ

    ในวันนั้นมีการสัมมนาผู้คนภายนอกหลั่งไหลกันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นนักปกครองท้องถิ่น,​ครู, หมอ,​ ป่าไม้, เกษตรและผมเอง

    พวกเขาหารือกันว่าจะร่วมกันพัฒนาชุมชนในเงาอย่างไรเพื่อให้พร้อมที่จะรับมือความเจริญที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับถนน

    แต่ผมกวาดตามมองไปรอบๆวงสัมมนา มีคนพื้นที่ดั้งเดิมนั่งร่วมอยู่ด้วยเพียงไม่กี่คนและพวกเขาก็แทบจะไม่ออกความเห็นอะไรเลย 

    หลังจากงานค่ำคืนนั้นสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ  การแสดงดนตรีของเด็กนักเรียน ร้านขายของต่างๆทั้งของกินของใช้ พอดึกหน่อยเสียงภาพยนต์จากหนังกลางแปลงที่ยิงกันสนั่นจอก็ดังกระหึ่ม เครื่องปั่นไฟส่งเสียงคำราม เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ไม่ใช่ของแปลกอีกต่อไป มีขายแทบทุกร้านด้วยคำอธิบายว่าขายให้นักท่องเที่ยวเท่านั้น

    หลังจากดนตรีภาคดึกจบไปไม่กี่ชั่วโมง เสียงประกาศเชิญชวนให้ไปร่วมงานวิ่งการกุศลเพื่อระดมทุนให้สุขศาลาก็ดังสนั่นหมู่บ้านแต่เช้ามืด นักวิ่งที่ส่วนใหญ่มาจากข้างนอกใส่เสื้อสีสดใสวิ่งกันครึกครื่นทั่วหมู่บ้าน 

    ท่ามกลางผู้คนและรถราที่วุ่นวายนี้ ผมมองผ่านไปเห็นผู้คนดั้งเดิมของหมู่บ้านนั่งทอผ้า, สานตระกร้าไม้ไผ่และผ่าฟืนอยู่ตามวิถีดั้งเดิมของพวกเขา


    วันต่อมาหมู่บ้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้งอย่างที่เคยเป็นมา ชีวิตที่ต้องพร้อมรับกับความเจริญก็ดำเนินต่อไป

    การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ การถ่ายเทวัฒนธรรมในโลกใบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณและยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วขึ้นในทุกวันนี้ด้วยการเดินทางและการสื่อสารที่รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาสู่สังคมที่คงสภาพเดิมมาอย่างผาสุขย่อมมีทั้งดีและไม่ดี

    และที่สำคัญหลายคนที่พยายามนำมันเข้าไปอาจจะไม่เคยถามคนดั้งเดิมของสังคมว่ามันเป็นประโยชน์ให้กับพวกเขาแค่ไหน


    ในวันนั้นคณะของเราก็เก็บของออกเดินทางล่องแม่น้ำเงาด้วยเรือแคนูกัน

    ในครั้งนี้นอกจากจะล่องเรือเพื่อชมความงามของแม่น้ำเงากันตามปรกติแล้วเราก็มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับชาวบ้านหลายหมู่บ้านริมน้ำเงาทำโครงการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและชุมชนจากกิจกรรมการท่องเที่ยวตกปลาเชิงอนุรักษ์

    ผมเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าการพยายามนำสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่า “Fly Fishing” และการตกปลาเชิงอนุรักษ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผลในการอนุรักษ์ธรรมชาติของปลาและแม่น้ำและยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนในหลายๆประเทศมาที่แม่น้ำเงาจะเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด 

    อย่างน้อยเราก็ได้เห็นตัวอย่างแล้วจากการเดินป่าและพายเรือแคนูที่ชาวแม่เงาสามารถดำเนินกิจการกันได้เองอย่างประสบความสำเร็จ ชาวบ้านที่นี่สามารถสร้างรายได้มากกว่าการปลูกพืชไร่ทั้งปีจากธรรมชาติที่พวกเขารักษาไว้ได้โดยไม่ต้องทำลายมันและก็มีชาวบ้านคนดั้งเดิมของที่นี่ไม่น้อยที่เห็นด้วยและช่วยกันทำ 

    แม้จะเป็นสิ่งแปลกปลอม แต่คนนอกอย่างผมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยยืดอายุของแชงกรีล่าแห่งนี้ออกไปได้บ้าง


    หลังจากล่องเรือและตกปลากันมาทั้งวันเราก็ตั้งแค้มป์ริมฝั่งและนั่งล้อมวงรอบกองไฟกันแล้ววงสนทนาก็เริ่มขึ้นหลังอาหารเย็น

    น้องผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งมากับเราเป็นครั้งแรกชื่นชมความงามของแม่น้ำเงาความเป็นมิตรและเอื้ออารีย์ของผู้นำทางท้องถิ่น  แต่ขณะเดียวกันก็บอกว่าสงสารที่เด็กๆในหมู่บ้านใส่รองเท้าแตะวิ่งเล่นเตะบอลกันอยู่ไม่มีรองเท้าดีๆใส่ สหายชาวนอร์เวย์ก็เอ่ยปากว่าเขารู้สึกไม่ดีเลยที่ตัวเขามีเก้าอี้อย่างดีนั่งมีเสื้อผ้าอุ่นๆใส่ แต่ไกด์ท้องถิ่นของเราต้องมายืนผิงไฟหรือไม่ก็นั่งกับพื้น

    ผมฟังแล้วก็ยิ้มเพราะผมเองก็เคยผ่านความคิดเช่นนี้มาแล้ว

    เรากำลังใช้มาตรวัดความสุขความลำบากด้วยสายตาของ outsider ครับ 

    ผมว่าถ้าจะให้ดี เมื่อเรามาที่นี่เราควรจะเรียนรู้วิถีของเขาบ้าง ลองเดินเท้าเปล่าบนหาดทราย นั่งบนพื้นดิน แล้วอาศัยไออุ่นของกองไฟดูบ้างว่ามันมีความสุขที่เรียบง่ายขนาดไหนครับ

    สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้และเลือกจะทำจากนี้ไปคือการที่จะช่วยให้เพื่อนๆผมที่นั่นมีรายได้จากธรรมชาติที่เขารักษาไว้โดยไม่ต้องทำลายมันให้เพียงพอที่จะอยู่ได้ในกระแสความเจริญที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา จากนั้นเขาจะเลือกอะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตก็ขอให้เป็นการเลือกของเขาเอง

    ตาเกิ้น

    กุมภาพันธ์ 2566