-
อาบป่า (จริงๆนะ)

เคยมั๊ยครับ อาบน้ำในในป่าแบบธรรมชาติจริงๆ ใช่ครับอาบแบบเปลือยๆ ไม่ต้องใส่เสื้อผ้า ไม่ใช่การอาบป่าทางจิตวิญญานอย่างที่เขาพูดกัน
ไม่ใช่เรื่องทะลึ่งลามกอะไรเลย มันเป็นเรื่องธรรมชาติมาก
เวลาที่ผมออกไปเดินป่าหรือพายเรือแคนูแล้วตั้งแค้มป์ริมน้ำ เวลาที่มีความสุขที่สุดอย่างหนึ่งคือการได้อาบน้ำในธรรมชาติที่สวยงาม ผ่อนคลายกับสายน้ำเย็นๆหลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน

ยามเย็นหลังต้ังแค้มป์แล้ว สายน้ำกลางป่าคือความสุขสุนทรีย์ครับ แต่บอกเลยว่าความสุขนั้นจะยกระดับขึ้นไปอีกถ้าคุณสามารถหามุมสงบส่วนตัว แช่น้ำในธรรมชาติได้โดยไม่มีเสื้อผ้ามาเกะกะ มันให้ความรู้สึกว่าเราเข้าใกล้ชิดธรรมชาติและอิสระเสรีอย่างยากที่จะบรรยาย

คำบรรยายที่คุณหญิงดารินลงไปอาบน้ำในลำธารในเรื่องเพชรพระอุมา สร้างจินตนาการให้กับทุกคน ลองดูนะครับว่าเราไปเองแล้วเหมือนมั๊ย เรื่องของการเปลือยกายอาบน้ำในธรรมชาติ แม้แต่การอาบร่วมกับคนอื่นๆไม่ใช่เรื่องแปลกในหลายๆวัฒนธรรม อย่างเช่นการแช่น้ำร้อนออนเซ็นในญี่ปุ่นที่หลายๆคนคงเคยได้สัมผัสมาแล้ว
ในการเดินเทรลที่สวีเดนก็เป็นประสบการณ์อีกที่หนึ่งในเรื่องนี้ที่ผมได้พบเจอ บนเส้นทางเทรลสาธารณะที่มีคนเดินได้อย่างอิสระในช่วงฤดูร้อน หรือสกีในช่วงฤดูหนาว ในจุดที่พักจะมีห้องซาวน่าแบบง่ายๆที่ใช้ฟืนไว้ให้ ใครก็สามารถเข้าไปใช้ได้ และแน่นอนการใส่เสื้อผ้าเข้าไปอาจจะถูกมองว่าไม่สุภาพ เพราะไม่มีใครเขาใส่กัน แต่ทุกคนก็ให้เกียรติที่จะไม่จ้องมองกันให้เสียมารยาท อบร้อนได้ที่แล้วก็ออกไปกระโดดน้ำเย็นเฉียบข้างนอกต่ออีก เขามองเป็นเรื่องธรรมชาติมาก

ไม่ต้องส่องนะครับ น้องๆในภาพเขาไม่ได้เปลือยครับ การได้อาบน้ำในธรรมชาติที่ประทับใจที่สุดของผมคือการได้อาบน้ำในลำธารที่ใสเย็น ไหลลงมาจากภูเขาผ่านซอกหินที่อุดมไปด้วยดงเฟิร์นเหมือนห้องอาบน้ำส่วนตัว และ การลงไปแช่ในแม่น้ำกลางป่าห่างไกลจากความศิวิไลซ์ท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง

สายน้ำที่ห่างไกลความศิวิไลซ์ใต้แสงจันทร์เต็มดวงคือสวรรค์ครับ มันเป็นความรู้สึกของการกลับสู่ธรรมชาติ เพราะร่างกายเราก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มันเยี่ยมยอดกว่าการไปออนเซนในที่หรูหราเสียอีก

ลองดูนะครับ เข้าป่าคราวหน้า หาที่เหมาะๆลับตาผู้คน ดูต้นทางให้ดี แล้วเอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ
ตาเกิ้น 23 มิถุนายน 2567
-
ปืนดีๆ หมาดุๆ และการระวังภัย

อยากจะเล่าเรื่องนี้เพื่อเตือนสติกัน มิจฉาชีพเดี๋ยวนี้มีทั่วไปหมดจริงๆ
เมื่อวานมีผู้ชาย 2 คนมาจอดมอเตอร์ไซค์อยู่หน้าบ้านผมตอนค่ำๆ
พอดีผมกลับมาถึงบ้านเลยจอดรถถามว่ามาหาใคร คนนึงบอกว่ามาหาคุณผู้หญิง มาส่งข่าวว่าพ่อชื่อช่างสายัณห์ที่เคยทำงานให้ตายแล้ว เมื่อกี้บอกแม่บ้านที่นุ่งผ้าถุงแกกำลังเดินไปบอกอยู่
ผมเลยบอกว่าถอยไปห่างๆนะผมกำลังจะเปิดประตูเข้าบ้านและหมาดุมาก สองคนเลยถอยไป ผมลงจากรถไปบอกว่าอีกที ไม่มีใครรู้จักช่างสายัณห์หรอก สองคนเลยรีบขี่มอเตอร์ไซค์ไป

ผมสอบถามคนในบ้านแล้วบอกว่ามาถามหาคุณผู้ชาย พอบอกว่าไม่อยู่ก็ขอพบคุณผู้หญิง แม่บ้านคนที่นุ่งผ้าถุงก็บอกว่าไม่ได้ออกไป ดูแววแล้วคนร้ายแน่นอน
ช่วง 10 วันที่ผ่านมานี้ผม ภรรยาและลูกชาย ไม่อยู่บ้าน มันคงมาดูลาดเลามาหลายวันแล้วว่าบ้านนี้คนน้อยมีแต่ผู้หญิงและคนแก่ ถ้าแม่บ้านหลงเชื่อปล่อยให้เข้าบ้านคงโดนจี้แน่
โชคดีที่มันลงมือในวันที่ผมกลับมาแล้ว
นึกย้อนไป ผมมีการรับสถานการณ์ที่ไม่ดีเลย ช่วงหลายนาทีแรกไม่ได้ระแวงว่าอาจจะเป็นคนร้ายเพราะพ่อแม่ผมมีลูกน้องเก่าเยอะเรื่องที่มันกุขึ้นมาจึงพอจะมีเค้า แต่ยังดีที่ฉุกใจคิดทัน เมื่อวานผมอยู่นอกบ้านไม่มีปืนติดตัว ถ้าไม่มีหมาดุอยู่ในบ้านตอนเปิดประตูก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำ
เมื่อวานพอดีญาติๆมาที่บ้าน พอได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้น บางคนก็บอกให้ผมติดกล้องวงจรปิด
แต่ผมคิดว่ากล้องวงจรปิดไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ ไม่มีใครที่จะเฝ้าดูกันได้ตลอดเวลา ถ้าเอาไว้ดูย้อนหลังก็ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
ผมเป็นคนรุ่นเก่าครับ ในเหตุที่มีคนร้ายผมยังเชื่อว่าหมาดุๆและปืนดีๆคือเพื่อนที่ดีที่สุด นอกจากนั้นแล้ว ผมว่าเรื่องการระแวงภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้พร้อมรับเหตุ ผมเองก็ไม่ค่อยเตรียมใจให้พร้อมเลยในเรื่องนี้

คงต้องหัดมองโลกในแง่ร้ายให้มากกว่านี้
ข้อดีของเหตุการเมื่อวานคือ ลูกๆผมเขาเข้าใจมากขึ้นว่าโลกนี้ไม่ได้สวยงาม ลูกสาวถึงกับบอกว่าโชคดีที่มันมาตอนที่คนอยู่กันเยอะ
สิ่งสำคัญและจะทำตอนนี้คือ ต้องให้คนในบ้านเข้าใจและระวังภัยกันให้มากกว่านี้ แล้วก็ต้องพาลูกและภรรยาไปทบทวนยิงปืนกัน
ที่เสียดายที่สุด ถ้าคิดทัน น่าจะบอกมันไปว่า
“แม่บ้านที่ใส่ผ้าถุง? แกตายไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว อย่ามามั่ว”
น่าจะไม่กล้ามาอีกเลย
เครดิตภาพจาก Internet
-
ชีวิตเร้นลับของต้นไม้

ผมซื้อหนังสือเล่มนี้มาโดยบังเอิญ แต่มันกลายเป็นหนังสือที่เปิดโลกของต้นไม้ให้กับผมเลยครับ
หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้ในป่า ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับเห็ดรา แมลง และสรรพสัตว์ ไปจนถึงความสัมพันธ์ของป่ากับน้ำ ภูมิอากาศ และฤดูกาล ที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน ที่สำคัญเขาเขียนได้อย่างน่าอ่าน น่าติดตามไม่น่าเบื่อเหมือนหนังสือตำรา
มันน่าจะเป็นหนังสือที่คนไทย เด็กไทยได้อ่าน ควรเป็นหนังสือนอกเวลาในโรงเรียน แล้วคนไทยจะได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของต้นไม้มากขึ้น
น่าเสียดายครับที่หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงต้นไม้ในยุโรปเป็นหลัก เพราะคนเขียนเป็นชายเยอรมัน ถ้าใครรู้จักหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้ไทยในแนวนี้ ช่วยแนะนำด้วยครับ
-
กบต้มน้ำร้อน


เราจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

ผมและคนรอบตัวเจ็บป่วยกันทั่วหน้าจากปัญหาฝุ่นควัน อาการล้วนแล้วแต่เรื้อรังยาวนานและกำเริบใหม่ทุกครั้งที่ค่าฝุ่นสูงขึ้น นอกจากนี้เรายังต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนรุนแรงขึ้นทุกปี เมื่อวานนนี้พายุรุนแรงก็ถล่มหลายๆจังหวัด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงคิวเรา ในขณะที่เราต้องกังวลกับเรื่องฝนแล้งขาดแคลนน้ำอยู่ทุกปี

เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหลบอยู่ในห้องแอร์แล้วเปิดเครื่องกรองอากาศให้รอดไปวันๆครับ
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วค่อยๆทวีความรุนแรงมาเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มเชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แหละ แก้ไขไม่ได้ ต้องทนต้องปรับตัวกับมันไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะเหมือนกับกบที่อยู่ในหม้อที่น้ำค่อยๆร้อนขึ้นทีละน้อยจนสุกทั้งตัวกินได้

ไม่ใช่ครับ ไม่จริง ปัญหานี้หนักหน่วงเป็นภัยคุกคามถึงชีวิต แต่มันแก้ได้ครับ
ที่ผมเชื่ออย่างนี้เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งและสถานที่หนึ่งเตือนให้ผมคิดได้ว่า เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมันไม่ได้เป็นเช่นนี้ และอนาคตมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนมัน
ผมไปเบตงมาครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เบตงเป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดยะลา สุดชายแดนใต้
ในขณะที่ทั้งประเทศเจอกับอากาศร้อนขั้นสุด ผมแปลกใจมากที่เมืองนี้กลับอากาศเย็นสบายเกือบทั้งวัน และกลางคืนถึงกับหนาว ขณะที่ทุกที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจนหายใจไม่ออก เมืองนี้กลับมีทะเลหมอกทุกเช้า

ผมพยายามหาคำอธิบายทางภูมิศาสตร์ว่าทำไมเบตงจึงมีอากาศเย็บสบายได้ แต่ก็ไม่มีคำตอบนัก ที่นี่อยู่ใต้สุดของประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ตั้งไม่ใช่ตัวแปรทำให้เย็นเลย ความสูงของเมืองจากระดับน้ำทะเลก็เพียง 400 เมตรพอๆกับเชียงใหม่ ภูเขาสูงสุดใกล้ๆเมืองก็แค่ไม่ถึง 900 เมตร เตี้ยกว่าดอยสุเทพ ทำไมเมืองนี้หนาวกว่าเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน?
เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้ก็คือเมืองนี้ห้อมล้อมไปด้วยป่าทึบและสวนไม้ยืนต้น

อากาศของเบตงเตือนให้ผมนึกได้ว่า ส่วนอื่นๆของประเทศไทยก็เคยมีอากาศอย่างนี้แหละถ้าเราย้อนเวลาไปเพียง 30-40ปี ซึ่งนับเป็นเวลาที่สั้นมากของประเทศหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา?
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทย “ตื่นตัว” เรื่อง “การอนุรักษ์” กันมากขึ้น แต่เรามุ่งประเด็นไปที่ “พื้นที่อนุรักษ์” ซึ่งเราก็ทำได้ดี รักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ได้ สัตว์ป่าบางชนิดเพิ่มขึ้น
แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่าง “เขตอนุรักษ์” และ “เขตไม่อนุรักษ์”
การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์” นโยบายของรัฐเองกลายเป็นแรงผลักดันให้คนที่ต้องการครอบครองที่ดินต้องถางให้โล่งเผาให้เตียน เพราะมิฉะนั้นจะไม่นับเป็น “ที่ทำกิน”
แนวทางเกษตรกรรมที่รัฐส่งเสริมก็มีแต่การเอาพื้นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์นี้ไปปลูกอาหารสัตว์ราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท เป็นการใช้พื้นแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

สภาพ “พื้นที่การเกษตร” ที่ต้องถางให้เตียน เผาให้โล่ง ไม่เช่นนั้นหน่วยงานของรัฐจะบอกว่าไม่ใช่ที่ทำกิน หากที่ดินนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ์(ชึ่งก็เป็นพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศนี้) กฏหมายก็ทำให้คนที่ครอบครองไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นแล้วตัดใช้ประโยชน์ได้
สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เราสูญเสีย “ธรรมชาติ” ไปมากมายเหลือเกินในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้กับตาตัวเอง
เพราะความเชื่อที่ว่าธรรมชาติต้องมีแต่ในเขตอนุรักษ์ ที่เหลือต้องทำเกษตรแบบโล่งเตียน ทำให้สมดุลย์ธรรมชาติของประเทศเราล้มเหลว แผ่นดินแห้งแล้ง สายน้ำแห้งเหือด และมันก็ส่งผลโดยตรงกับเราอย่างที่เห็นกันในรูปของฝุ่นควันและอากาศวิปริต
มาถึงสถานะวิกฤติที่เราเผชิญอยู่นี้ เราไม่สามารถทำการอนุรักษ์กันด้วยคำพูดโก้หรู หรือเพียงกัน “เขตอนุรักษ์ห้ามเข้า” แต่ต้องมองไปถึงการฟื้นฟูธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” มองถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นแผ่นดินในรูปแบบที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่านี้ และการมีส่วนร่วมของคนไทยก็ไม่ใช่แค่ กดไลค์ กดแชร์ แต่ต้องลงมือกันจริงจังแล้ว
เพราะมันคือทางเดียวที่เราจะรอด
ถ้าคุณไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ ผมขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังเป็นตัวอย่างครับ
การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงนี้เคยมีมาก่อนในอดีตครับ
ในช่วงการบุกเบิกตะวันตก ชาวอเมริกันจำนวนมากได้เข้าไปจับจองพื้นที่ราบสูงกลางประเทศในรัฐแคนซัส, โอคลาโฮม่า และเท็กซัส เพื่อทำการเกษตร พวกเราไถที่แปลงสภาพจากทุ่งหญ้าธรรมชาติเดิมเป็นไร่นาอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือสมัยใหม่และการสนับสนุนจากรัฐ แต่เมื่อเกิดความแห้งแล้งขึ้นในช่วงปี 1930 ดินที่ไม่มีอะไรปกคลุมกลายเป็นฝุ่น ทุ่งโล่งปราศจากต้นไม้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดลมแรงพัดพาเอาฝุ่นขึ้นไปบนท้องฟ้าจนมืดดำ กล่าวกันว่าทำให้คนที่นั่นมองเห็นได้ไกลเพียง 1 เมตร บ้านช่องจมลงในฝุ่น และฝุ่นนี้ปลิวไปไกลถึงเมืองใหญ่ทางฝั่งชายทะเลตะวันออกอย่างนิวยอร์ก และ วอชิงตัน ดีซี
ปรากฎการณ์นี้เรียกกันว่า Dust Bowl มันส่งผลรุนแรงมาก คนอเมริกันกว่าห้าแสนคนต้องอพยบหนี และกลายเป็นคนไร้บ้าน และมันยังทำลายผิวดินที่มีค่าต่อการทำการเกษตรเป็นพื้นที่กว้างขวาง

Dust Bowl รัฐบาลอเมริกันในยุคนั้น มีประธานาธิบดี Flanklin D. Roosvelt เป็นผู้นำ ลงมือแก้ไขหลายทางเพื่อช่วยเหลือผู้คน, ปกป้องผืนดิน และฟื้นฟูความสมดุลย์ทางธรรมชาติของประเทศ มีการตั้งหน่วยงานชื่อ Natual Resource Conservation Service (NRCS) ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาแนวทางการทำการเกษตรที่ถูกต้องแล้วสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการด้วยการให้ความรู้, ช่วยเหลือทางการเงิน และรางวัลล่อใจต่างๆ
มีการออกกฎหมายมากมายหลายฉบับเพื่ออนุรักษ์ดินและฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และยังมีโครงการฟื้นฟูธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาชื่อ Shelterbelt Project เป็นการปลูกต้นไม้ 200 ล้านต้นเป็นแนวยาว 1,200 ไมล์ จากชายแดนแคนาดาจนถึงเท็กซัส แนวต้นไม้กว้าง 1 ไมล์นี้เป็นกำแพงป้องกันดิน, น้ำ, ฟาร์มและเมืองจากกระแสลม


การระดมกำลังปลูกต้นไม้ในโครงการ Shelterbelt บางคนอาจจะบอกว่า Dust Bolw จบลงได้เพราะฝนตกอีกครั้งในปี 1939 แต่เครื่องยืนยันว่าการแก้ปัญหานี้สำเร็จจริงจังก็คือ Dust Bowl ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย
ผมคิดว่าเราไม่ควรและไม่สามารถทนอยู่กับปัญหาฝุ่นควันและสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ได้ต่อไปอีก
ผมแปลกใจมากที่เมื่อไม่นานมานี้มีผู้คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างจะเป็นจะตาย แต่พอเราเผชิญปัญหาที่จะเป็นจะตายกันจริงๆอย่างนี้กลับไม่มีใครออกมาเรียกร้องสิทธิพื้นฐาน คือสิทธิในการหายใจอากาศบริษุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้ องค์กรทั้งหลายหายหน้าไปไหนหมดครับ หรือจะต้องรอให้มีคนมาจ้างก่อนถึงจะออกมาเคลื่อนไหว
ที่เขียนมานี้ไม่ใช้ต้องการบ่น แต่ผมเชื่อว่ามันวิกฤติแล้ว มันกระทบเราทั้งเรื่องสุขภาพ, ความเป็นอยู่, เศรษฐกิจ และถึงชีวิตได้ และผมก็ยังเชื่อว่ามันแก้ไขได้
เริ่มจากยอมรับกันว่ามันเกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นมา ปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจะให้ความสนใจจริงใจ จริงจัง คิดหาการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และแตกต่างไปจากของเดิมๆ ประชาชนคนไทยเราเองก็ต้องใส่ใจ ร่วมใจกันที่จะแก้ปัญหา ต้องลงมือไปด้วยกัน และต้องมีการเสียสละกันบ้าง
ถ้าเราจะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจแก้ไขปัญหานี้ (เพราะตอนนี้ดูจะไม่สนใจเลย) ถ้ามีองค์กรไหนหรือใครจะเคลื่อนไหวผลักดัน ผมพร้อมจะร่วมด้วยเต็มที่ครับ จะรวมตัวกัน ลงถนน หรือทำอะไรก็ว่ามาเลย
ผมจะไม่ยอมเป็นกบต้มครับ
-
ข้าวแช่, ร้านค้าเล็กๆ และ เศรษฐศาสตร์ “ชั่วข้ามคืน”

ที่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดแสนอร่อยเจ้าประจำของผมที่เมืองประจวบ มีแผงขายข้าวแช่อยู่ คนขายเป็นคุณยายใจดี เราคุยกันทุกครั้งที่ผมแวะไป และก็สั่งข้าวแช่ของแกมากิน ครั้งนี้ก็เช่นกัน

“เหลืออยู่แค่ 5 ชุด เหมาเลยมั๊ย” คุณยายถาม ครั้งนี้เรามากันหลายคนข้าวแช่ 5 ชุดจึงแทบจะแย่งกันกิน
ข้าวแช่ของยาย ก็คล้ายๆกับข้าวแช่ที่หลายๆคนคุ้นเคยแถวเพชรบุรี ไม่ได้มีกับหลายอย่างประดิษประดอยแบบข้าวแช่ที่ขายกันแพงๆในเมืองกรุง เครื่องมีเพียง 2 อย่างคือลูกกระปิทอด กับปลาหวาน แต่อร่อยมากครับ ข้าวและน้ำข้าวแช่นั้นหอมมาก แกเคยเล่าให้ฟังว่าที่หอมอย่างนี้เพราะอบด้วยดอกชมนาดที่ออกดอกในช่วงหน้าแล้งอย่างนี้และต้องเก็บตอนเย็นจึงจะหอมที่สุด และยังคุยว่าข้าวแช่ของแกนั้นเคยได้รับรางวัลจากการประกวดด้วย

อร่อยมาก ชุดหนึ่งไม่น้อยเลย แทบจะอิ่มได้หนึ่งมื้อ ผมกินไปก็คิดในใจว่าถ้าไม่ได้อยู่ไกลถึงประจวบ ผมคงแวะมากินสักอาทิตย์ละ 3 วัน 5 วัน
ตอนจะกลับผมจ่ายเงินค่าข้าวแช่ เป็นเงิน 150 บาท ชุดละ 30 บาท
ครั้งนี้แปลกไปจากครั้งก่อนๆ คุณยายรับเงินจากผมแล้วยกมือไหว้ท่วมหัว ผมสังเกตเห็นว่าน้ำตาคลอ
“ขอบคุณนะที่ช่วยเหมายาย เมื่อกี้ยังกังวลอยู่เลยว่าถ้าขายไม่หมด ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปทำทุนซื้อของ”
ผมตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น พอชวนคุยต่อ แกก็บอกว่าเดี๋ยวนี้คนมาเที่ยวน้อย แกขายไม่ค่อยดี ทุนที่มีก็หดลงเรื่อยๆ นี่ก็หวังว่าช่วงสงกรานต์จะมีคนมาเที่ยวบ้างจะได้ขายได้
ที่เขียนเล่ามานี่ไม่ได้ชวนให้สงสารยายนะครับ
แต่ถ้าถามว่าชวนให้ไปกินข้าวแช่มั๊ย ใช่ครับ อยากชวนไปกินกัน ไม่ใช่แค่ข้าวแช่ของยาย แต่เป็นอาหารพื้นถิ่น ข้าวของพื้นบ้านอะไรอีกมากมาย ที่ดีงาม แต่คนในสังคมยุคใหม่นี้มองข้ามไม่เห็นคุณค่า แต่กลับยอมจ่ายแพงๆกับอะไรที่ไร้สาระมาก เช่นกาแฟแก้วหนึ่ง หรือซูชิหนึ่งคำที่แพงกว่าข้าวแช่ 5 ชุด
ของดีๆอร่อยๆเหล่านี้จะคงอยู่ได้ก็ด้วยทางเดียว คือสังคมเราเห็นคุณค่าของมัน
ในอีกด้านหนึ่งที่ทำให้ต้องเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะเกิดคำถามในใจ (หรือจะเรียกว่าความคับแค้นใจก็ได้) ว่าระหว่างของดีๆและผู้คนที่น่ารักเหล่านี้ กับ Taylor Swift ที่พยายามแย่งตัวมาเล่นคอนเสิร์ตเพียง “ชั่วข้ามคืน” อะไรกันแน่ คือสิ่งที่คนเรียกกันพร่ำเพรื่อว่า “Soft Power” ของเมืองไทย และยายแกเคยได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนั้นบ้างมั๊ย?
เงินหมื่นดิจิตอลที่จะแจกกันกว่าห้าแสนล้านบาท หวังว่าจะถึงมือคนอย่างยายให้ทำทุนกัน แต่ว่าหลังจากนั้นมันจะหมุนวนมาอุดหนุนข้าวแช่ของแกอีกบ้างมั๊ย หรือจะไหลเข้า “ร้านค้าเล็กๆ”ที่มีอยู่ทั่วไทย “ชั่วข้ามคืน”รอบเดียวหมด

Screenshot ตั้งใจมากินก๋วยเตี๋ยวเป็ดกับข้าวแช่อร่อยๆ แต่กลับออกมาด้วยคำถามคาใจว่า ระบบเศรษฐศาสตร์ “ชั่วข้ามคืน” ที่รัฐบาลนี้ทำอยู่ ทำเพื่อใครกันแน่ เขาเคยเห็นผู้คนที่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากท้องอยู่ในสายตากันบ้างมั๊ย
หรือว่าที่เขาทำก็เพราะคนไทยส่วนใหญ่ชอบแบบนั้น “ชั่วข้ามคืน” ?
ป.ล. ถ้าใครอยากไปชิมข้าวแช่และก๋วยเตี๋ยวเป็ด ร้านนี้อยู่ข้างโรงแรมยุติชัย ใกล้สถานีรถไฟประจวบครับ
-
ของแท้ดั้งเดิม (Authenticity)

เริ่มมันเริ่มจากขณะที่เรากำลังเดินทางกลับจากแค้มป์ในทริปหนึ่ง ผู้การตู้น้องรักก็ชวนเราแวะกินข้าว
“พี่ครับ แถวบ้านผมมีศูนย์อาหารเปิดใหม่ มีร้านดังๆมากมาย ขาหมูตรอกจุง, ข้าวหน้าไก่หกแยก ฯลฯ เราแวะกินกันมั๊ยครับ”
เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะจุดประกายให้ผมเริ่มบทสนทนาที่คล้ายคนแก่เล่าเรื่องเก่า
เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมมีร้านโจ๊กเจ้าประจำอยู่ร้านหนึ่ง อยู่หน้าโรงพยาบาลหัวเฉียว ใกล้โบ้เบ้ ผมได้กินโจ๊กร้านนี้มาตั้งแต่พ่อไปหาหมอที่นั่น นับย้อนหลังไปได้กว่า 20 ปี
ร้านเป็นห้องแถวห้องเดียว อาเจ็กแกต้มโจ๊กขายหม้อเดียวในแต่ละวัน สายๆขายหมดก็เลิก บ้างวันผมมาสายก็ไม่ได้กิน ผู้คนที่แวะเวียนมาก็ล้วนแล้วแต่เป็นคนในละแวกนั้น อาซ้อก็มาช่วยทำช่วยขาย

อาเจ็กร้านโจ๊กไม่มีชื่อหน้าโรงพยาบาลหัวเฉียว ผมแวะไปกินโจ๊กทุกครั้งที่ไปแถวๆนั้น นอกจากโจ๊กของแกอร่อยมากแล้ว อาเจ็กก็เป็นกันเองมาก ต้มน้ำชาร้อนมาให้ผมจิบแก้เลี่ยนจากปาท่องโก๋ที่ผมข้ามถนนไปซื้อมา
เรานั่งคุยกันเสมอ ถามสารทุกข์สุกดิบกัน แกเคยเล่าให้ผมฟังว่าอยู่ย่านนี้มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่สมัยคลองผดุงฯ ข้างหัวลำโพงยังน้ำใส เล่นน้ำงมกุ้งตัวใหญ่ๆได้ ตอนสงครามโลกก็ยังต้องหนีระเบิดที่เขามาทิ้งใส่สถานีรถไฟ ผมสังเกตดูบ้านนี้เป็นบ้านที่แกและซ้ออาศัยอยู่ทุกวันรวมทั้งลูกและหลานๆ

อาซ้อร้านโจ๊ก แต่แล้ววันหนึ่งที่ผมไปตรวจร่างกายตามปรกติแล้วก็หวังจะกินโจ๊ก ก็พบว่าร้านปิด ประตูเหล็กยืดปิดตายจนฝุ่นจับ พอถามร้านบ๊ะจ่างข้างๆ เขาก็บอกว่าลูกหลานของอาเจ็กอาซ้อเห็นว่าแกแก่แล้ว อยากให้อยู่สบายก็เลยรับไปอยู่ที่บ้านนอกเมือง ร้านก็ปิดไป 4-5 เดือนแล้ว
บังเอิญคืนนั้นผมต้องทำงานดึก ก่อนกลับบ้านก็นึกอยากกินโจ๊กที่อารมณ์ค้างมาตั้งแต่เช้าก็เลยเลี้ยวเข้าซอยโชคชัย 4 ที่คึกคักมีอาหารขายเกือบตลอดคืน เมื่อเห็นร้านโจ๊กชื่อดังที่มีสาขามากมายและผู้คนนั่งอยู่เต็มร้านผมก็รีบจอด
พอตักโจ๊กเข้าปากก็เป็นจุดเริ่มต้นความคิดให้เริ่มเขียนบทความนี้เลยครับ
เนื้อโจ๊กที่บดละเอียดสม่ำเสมอ หมูที่เป็นก้อนกลมแน่นเท่าๆกันทุกลูก ทุกอย่างเหมือนจะดูดีมีมาตรฐาน
จะขาดไปก็เพียงความอร่อย หรือจะบอกให้ชัดก็ต้องบอกว่าความอร่อยที่ผมคุ้นชินจากร้านอาเจ็ก
ในปัจจุบันนี้การหาของกินเป็นเรื่องง่าย ร้านอาหารมีมากมายไปหมด จะสั่งให้ส่งมาถึงบ้านก็แสนสะดวก แต่ผมรู้สึกเสียดายแทนคนรุ่นใหม่ๆที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้รู้จักความอร่อยแท้ดั้งเดิม
ร้านอาหารดังที่เป็นสาขาเป็นลูกโซ่หรือแฟรนไชน์ทั้งหลายนั้นมันก็มีข้อดีที่ทำให้คนเข้าถึงร้านได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องขับรถไปไกลๆ หรือต้องไปแย่งกันในร้านเล็กๆ และให้โอกาสร้านได้ขยายธุรกิจ
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหาร แต่เท่าที่ทดลองมา ก็บอกได้ว่ามันไม่ได้ใกล้เคียงเลยกับคุณภาพและรสชาติอาหารของร้านดั้งเดิม
ส่วนใหญ่อาหารเหล่านี้ถูกจัดเตรียมมาด้วยเครื่องจักรเชิงอุตสาหกรรม แช่แข็งแล้วนำมาอุ่นร้อนหรือปรุงขั้นสุดท้ายโดยพนักงานที่ไม่ใช่พ่อครัวแม่ครัว
แต่เมื่อเป็นอย่างนี้หลายๆร้านนานๆเข้าและเป็นทั้งเมือง คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้สังเกต และรู้สึกถึงความแตกต่างเพราะไม่เคยได้ชิมของดั้งเดิม
ที่แย่ไปกว่านั้นคือราคาอาหารในร้านดังท็อปฮิตของคนสมัยใหม่ที่เปิดในห้างเหล่านี้มักจะถีบตัวสูงจนน่าตกใจ จนในความคิดผม มันไม่ได้มีคุณค่า คุ้มราคาที่ควรจ่ายเลย
ลองอย่างนี้นะครับ ถ้าเราไปย่านไหนเมืองไหนที่ไม่คุ้นเคย ไม่ต้องเปิดโทรศัพท์ดูร้านอาหารยอดนิยม แต่ลองถามคนท้องถิ่นว่าร้านไหนอร่อย เพียงแค่นี้เราก็จะได้พบกับอาหารอร่อยในท้องถิ่นนั้นที่ยังเป็นร้านดั้งเดิม ใช้เครื่องปรุงสดๆ เครื่องแกงตำกันใหม่ๆ กุ้งปูปลาที่ขึ้นมาจากทะเลแถวนั้น ทำทีละหม้อทีละจานด้วยฝีมือพ่อครัวแม่ครัวแท้ๆ

ร้าน “น้องใหม่” ริมหาดทรายรี ชุมพร อร่อยขนาดที่ผมต้องไปกิน 3 วันติด 
ผัดฉ่าแบบนี้หาในร้านลูกโซ่ไม่ได้ครับ 
ร้านเมดูลองริมชายหาดคลองวาฬประจวบ เป็นอีกร้านที่ต้องแวะหากไปแถวนั้น 
ร้านเมดูลอง มีปลาแปลกๆสดๆให้ชิมกัน ลองอ่านเพิ่มได้ที่เรื่องนี้ครับ คนกรุงเทพชอบกินปลากระพง นั่นแหละครับ ของดี ของอร่อยที่หลายคนยังไม่เคยสัมผัส และนั่นละครับ ของที่เราควรให้คุณค่า
ผมโชคดีที่ได้เดินทางอยู่บ่อยๆ ชอบคุยกับผู้คนเจ้าถิ่น ผมจึงได้เจอร้านเหล่านี้ทุกที่ที่ไป ล่าสุดที่เบตงครับ

ร้านอาหารเช้าที่เบตง ผมตื่นตาตื่นใจกับเบตงมาก เมืองนี้เหมือนใครไปหยุดเวลาไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ให้เป็นเมืองอย่างที่ควรจะเป็น ร้านอาหารทุกร้านยังคงความดั้งเดิม ปาท๋องโก๋ตัวโตแสนอร่อย ร้านบะหมี่ทำเส้นเอง ร้านหมูย่างเล็กๆทำขายตอนเช้าที่ผู้คนที่นั่นมาเข้าคิวซื้อกัน อร่อยสุดยอดทุกอย่างครับ

ปาท่องโก๋เบตง ใหญ่และอร่อยมาก ตัวละ 6 บาท! 
ร้านบะหมี่เฮงกี่ เมืองเบตง 
เส้นบะหมี่ทำกันสดๆในร้านเลยครับ 
หมูย่างเมืองเบตง อร่อยมาก อยู่ตรงไหนผมไม่บอก ลองไปถามคนเบตงดูนะครับ ไม่ครับ ผมไม่ได้บอกว่าร้านอาหารลูกโซ่หรือแฟรนไชน์เป็นเรื่องเลวร้าย ผมก็กินครับ (เวลาไม่มีทางเลือก) แต่เพียงผมอยากจะชวนให้ทบทวนการให้คุณค่าของอาหารกันใหม่ อย่าไปยกย่องให้คุณค่ามากเกินไปหรือยกให้เทียบเท่ากับของดั้งเดิมเพียงเพราะชื่อเดียวกัน
และที่สำคัญคือผมอยากจะชวนมาหาของดั้งเดิมอร่อยๆและทรงคุณค่า แต่ซ่อนอยู่ตามซอกมุมของประเทศนี้ก่อนที่มันจะสูญหายไปหมด
ร้านเหล่านี้บางส่วนอาจจะสูญหายไปเพราะพ่อครัวแม่ครัวรุ่นเก่าเริ่มจะอายุมากกัน แต่ผมว่าส่วนใหญ่มันหายไปเพราะเราไม่เห็นคุณค่าและไม่เข้าใจความแตกต่างเสียมากกว่า
ผมตักก๋วยเตี๋ยวเป็ดเข้าปากดื่มด่ำกับรสชาติกลมกล่อมของน้ำซุบและความนุ่มละมุนของเนื้อเป็ด ก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้านนี้อยู่ในตรอกข้างโรงแรมยุติชัย ใกล้สถานีรถไฟเมืองประจวบฯ ร้านไม่มีชื่อ แต่เราก็เรียกกันติดปากว่า “ก๋วยเตี๋ยวเป็ดแสนอร่อย”

ก๋วยเตี๋ยวเป็ดแสนอร่อย “โชคดีนะที่แวะมากินวันนี้ พรุ่งนี้ร้านจะปิดแล้ว” เจ๊เจ้าของร้านเก่าแก่นี้ทำผมแทบสำลักน้ำก๋วยเตี๋ยว
“อ้าว ทำไมล่ะครับ”ผมร้องดังลั่นร้าน ร้านโจ๊กก็เพิ่งปิดไป ร้านนี้จะไปอีกร้านแล้วหรือนี่

เจ๊ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่ยังยืนยันว่าเป็ดแกต้องลงมือทำเองเท่านั้น แต่คำอธิบายต่อมาก็ทำให้ผมรู้สึกดีมากๆ
“ปิด 3 เดือนนะ เจ๊จะไปผ่าต้อ”
“ทำไมปิดนานจัง ให้คนอื่นช่วยทำไม่ได้เหรอครับ” ผมคิดในใจว่า มาประจวบครั้งหน้าแย่แน่
“ไม่ได้หรอกลวกเส้น ขายหน้าร้านนี่ยังให้คนอื่นช่วยได้ แต่เตรียมเป็ดตุ๋นเป็ดนี่เจ๊ต้องทำเอง ให้คนอื่นทำยังไงก็ไม่ได้ ไม่เหมือนเจ๊ทำเอง”
นี่แหละครับ ของแท้ดั้งเดิม (Authenticity)
ถ้าใครรู้จักร้านแบบนี้ที่ไหน ช่วยบอกผมด้วยนะครับ

ข้าวแช่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดก็อร่อยมาก ชุดละ 20 บาทครับ 
แม่ค้าข้าวแช่เจ้าของรางวัลประกวด แกน่ารักช่างคุยมากครับ -
คุณค่าที่คลาดเคลื่อน
ถ้าคุณใจไม่หนักแน่นพอ ผมไม่แนะนำให้ไปเดินป่าระยะไกล 101 กิโลเมตรที่แม่เงานะครับ
ในชีวิตผมเดินป่ามาก็ไม่น้อย แต่การเดินป่าติดกันยาวนาน 9 วัน มันทำให้ผมเปลี่ยนไปมากว่าที่จะคาดคิด มันอาจจะเป็นความยาวนาน อาจจะเป็นสภาพที่ดิบของป่าเขา หรืออาจจะเป็นตัวผมเองอยู่ที่สุดขอบความคิดที่สุกงอมเต็มที่ หรืออาจจะเป็นสิ่งเหล่านี้ประกอบกัน
ระหว่างอยู่ในป่าก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เราก็แค่เดินไปทีละวัน มันก็แค่ไกลและหลายวันหน่อยเท่านั้น
แต่มาเห็นผลตอนที่ออกจากป่ากลับมาสู่สังคมเมือง ผมพบว่าผมคุยกับใครแทบไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่เรื่องภาษาหรือคำพูด แต่หากเป็นสิ่งที่อยู่ลึกอยู่ใต้การสนทนานั้น เมื่อมีคนคุยเรื่องอะไรขึ้นมาผมก็พบว่าผมไม่สนใจจะฟังเรื่องเหล่านั้น และรู้สึกได้ว่าเรื่องที่ผมอยากจะคุยอยากจะเล่าก็ไม่มีใครอยากฟัง เปิดโซเชี่ยลมีเดียขึ้นมายิ่งหนักขึ้นไปอีก เต็มไปด้วยเรื่องที่ดูแล้วกวนใจ ทนไม่ได้กับการเห็นอะไรมากมายที่ก้าวข้ามเส้นจริยธรรมเพียงเพื่อเรียกร้องความนิยม
นอกจากนั้น มองไปรอบตัวเมื่อเห็นสิ่งของมนุษย์สร้างขึ้นและเรื่องราวที่สังคมปรุงแต่งขึ้นมา ล้วนแล้วแต่มองเห็นมันเป็นของปลอมๆกับเรื่องสมมุติ อะไรที่เราเคยอยากได้อยากมี ก็ดูเหมือนจะลดความสำคัญไป
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดสักหน่อยครับ เผื่อจะมีคนเข้าใจ
เมื่อมีคนพูดถึงร้านอาหารดัง หรูหรา เป็นหมายที่ต้องไปเช็คอิน ต้องเข้าคิวเป็นชั่วโมง และอาจจะแพงลิ่ว ผู้คนในวงสนทนาล้วนแต่ร้องว้าวว่าเด็ด ในใจผมกลับคิดว่ามันเทียบไม่ได้เลยกับแกงหน่อหวายป่าหนึ่งหม้อที่แบ่งกันกิน 30 คน ราดข้าวดอยที่ตักมาจากหม้อสนามแล้วนั่งกินกับพื้นดินรอบกองไฟที่รายล้อมไปด้วยสหาย
เมื่อเข้าไปในร้านกาแฟหรูเปิดแอร์เย็นเฉียบ ตกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่จนร่มรื่นงดงามที่ผมเองก็เคยชื่นชมบรรยากาศ แต่ครั้งนี้เมื่อมองไปรอบ กลับรู้สึกว่ามันเป็นของปลอม ป่าจริงในธรรมชาติแม้จะรกไม่ถูกปรับแต่งก็งดงามอย่างที่มันเป็นอยู่จริง
ผมพยายามหาคำอธิบายอาการนี้ ถ้าจะเรียกให้ยาก ก็ขอตั้งชื่อมันว่า คุณค่าทางสังคมเบี่ยงเบน (Social Value Misalignment) ฟังดูซับซ้อนเข้ากับยุคสมัยดี มันอธิบายว่าสิ่งที่ผมให้คุณค่ามันแตกต่างไปจากคนอื่นๆในสังคม ทำให้อยู่ยาก
ถ้าเพื่อนชาวกระเหรี่ยงก็คงวิเคราะห์ว่าผีป่าเข้าสิง ถ้าคนเมืองที่อยากสรุปง่ายๆเขาก็คงเรียกว่า “บ้า”
แต่ผมก็ยังมีคำอธิบายที่ค่อนข้างดีและเข้าข้างตัวเองว่า มันเป็นเพราะการเดินป่านี้ทำให้ผมเรียนรู้ว่า ชีวิตนั้นงดงามและเรียบง่ายมาก
-
คุ้มครองแต่ไม่เคยให้คุณค่า ตอน นกกรงหัวจุก

ผมเฝ้ามองการโต้เถียงกับเรื่องนกกรงหัวจุกหรือนกปรอดหัวโขน ระหว่างฝ่ายผู้เลี้ยงนกและ “นักอนุรักษ์” มาพักใหญ่แล้วในเรื่องว่า จะให้นกกรงหัวจุกคงอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองหรือจะปลดออก หลายคนคงมองว่านี่เป็นความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้

แต่ผมกลับมองว่าถ้าเราเปิดใจมองร่วมกันและยอมรับวิธีคิดใหม่ๆ (ที่ประเทศอื่นเขาทำกันมานานแล้ว) เรื่องของนกกรงหัวจุกอาจจะเป็นโอกาสเปลี่ยนแปลงให้การอนุรักษ์ของประเทศนี้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องเสียทีนะครับ

ก่อนจะเข้าเรื่องนกกรงหัวจุก ผมขอเล่านิทานให้ฟังสักเรื่องหนึ่งก่อน อย่าเพิ่งเบื่อ อย่าเพิ่งมองว่ามันไม่เกี่ยวกันนะครับ เรื่องมีอยู่ว่า
พี่น้องสองคนทะเลาะกันเพราะแย่งส้มผลสุดท้ายในบ้าน ถึงขั้นตบตีกัน เสียงดังไปถึงแม่ แม่พยายามเจรจาให้แบ่งกันคนละครึ่งลูกก็ไม่มีใครยอม ต่างคนต่างบอกว่าต้องใช้ทั้งลูก
นานเข้าพ่อที่นั่งเล่นของเล่นอยู่ทนรำคาญเสียงไม่ได้ จึงเดินมาแยกลูกสาวทั้งสองที่เริ่มจะจิกหัวฟัดกันให้ตายไปข้างหนึ่ง แล้วถามรายละเอียด บอกพ่อหน่อยว่าจะเอาส้มไปทำอะไร
คนพี่สาวก็บอกว่าจะทำแยมส้ม ส่วนน้องสาวบอกจะทำน้ำส้ม เมื่อคุยกันเช่นนี้พ่อก็ปอกเปลือกส้มให้ลูกสาวคนโตไปทำแยม แล้วก็เอาเนื้อส้มให้ลูกสาวคนเล็กไปคั้นน้ำ ลงตัวไปได้ทั้งสองคน ส่วนพ่อก็เอาเมล็ดส้มไปปลูกไว้ข้างบ้านต่อไปจะได้ไม่ต้องแย่งส้มผลสุดท้ายกันอีก
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าเราคุยกันดีๆมันจะมีทางออกที่ไม่ต้องมีคนแพ้คนชนะ แต่มันจะมองไม่เห็นเวลาทะเลาะกันจนหน้ามืด
ใครยังไม่ได้ติดตามข่าวยังไม่รู้เรื่องความขัดแย้งของนกกรงหัวจุก ผมขอเล่าความเป็นมาสักนิดครับ
นกปรอดหัวโขนหรือที่นักเลี้ยงนกเรียกว่านกกรงหัวจุกนี้เคยมีมากในธรรมชาติ สมัยที่ผมเป็นนักดูนกมือใหม่เมื่อสามสิบปีก่อน ไปที่ไหนก็เห็น มันมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง แต่ในขณะเดียวกัน เนื่องด้วยมันมีเสียงร้องเพราะ หน้าตาน่ารักสีสวย หลายคนก็เลยเลี้ยงมันเป็นนกกรง นิยมกันมากในภาคใต้
ด้วยความที่มีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง การมีเลี้ยงไว้จึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ยกเว้นจะได้รับอนุญาต และจะต้องแสดงหลักฐานว่าซื้อนกมาจากการขยายพันธุ์ของผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะพันธุ์เท่านั้น
เนื่องจากเป็นนกที่เลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย กลุ่มผู้เลี้ยงนกจึงรวมตัวกันเรียกร้องให้ปลดนกปรอดหัวโขนออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพราะทุกคนพูดตรงกันว่าการขออนุญาตเลี้ยงนกสักตัวหนึ่งเป็นเรื่องยุ่งยากมาก ถ้าปลดออกก็จะทำให้การเพาะพันธุ์ทำได้กว้างขวางกว่านี้ และบอกว่านกในธรรมชาติแทบไม่มีเหลือให้จับแล้ว นกก็เหลืออยู่เพราะการเลี้ยงนี่แหละ

ทางฝ่ายคัดค้าน ซึ่งก็มีทั้งนักดูนก, “นักอนุรักษ์”, อาจารย์มหาวิทยาลัย ฯ มีความเห็นว่าไม่ควรปลดออกจากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง เพราะตอนนี้นกในธรรมชาติแทบจะไม่มีเหลือแล้ว ถ้าปลดออกคนก็จะไล่จับมาขายจนหมดแน่ และบ้างก็บอกว่านกควรมีอิสระที่จะอยู่ในธรรมชาติ ไม่ใช่อยู่ในกรงเลี้ยง
ถึงแม้จะมีมุมมองที่ตรงกันข้าม แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้ง 2 ฝ่ายพูดตรงกันคือ นกในธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ, เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า)แทบจะไม่มีเหลือแล้ว แม้แต่ในเขตอนุรักษ์ก็มีเหลือน้อยมาก

คำถามคือ เมื่อในปัจจุบัน นกปรอดหัวโขนมีสถานะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองมานานแล้ว แต่กลับมีจำนวนลดลงจนแทบไม่มีเหลือในธรรมชาติ การเถียงกันว่าจะเป็นสัตว์คุ้มครองหรือไม่ก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญเหมือนในนิทานที่พี่น้องตบกันแย่งส้ม
ดูเหมือนว่าทุกฝ่าย รวมทั้งกรมอุทยานเองซึ่งเป็นหน่วยงานอนุรักษ์ ตีกรอบไว้แค่ว่าการขยายพันธุ์นกปรอดหัวโขน (และนกธรรมชาติชนิดอื่นๆ) จะต้องทำในกรงโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ขยายพันธุ์เท่านั้น
เคยมีใครตั้งคำถามมั๊ยครับ ว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้น
ทำไมเราไม่คุยกันว่าทำอย่างไรจะหาทางให้นกปรอดหัวโขนในธรรมชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้นกปรอดได้อยู่อย่างอิสระในธรรมชาติ ขยายพันธุ์เอง ซึ่งก็จะได้สายพันธุ์ที่หลากหลายแข็งแรงกว่าการเพาะเลี้ยงในกรงมาก
ผมรู้นะว่าอ่านมาถึงตรงนี้ คุณก็คงบอกว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก”
มันเป็นไปได้ครับ และเป็นอยู่ในมากมายหลายประเทศ ผมจะขอยกตัวอย่างเรื่องจริงให้ฟังสักเรื่องหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นเรามาคุยกันว่าจะทำให้เกิดในบ้านเราได้อย่างไร มันไม่ยากครับ เราแค่ต้องเปลี่ยนความเชื่อพื้นฐานอะไรนิดหน่อย แล้วธรรมชาติของสัตว์และมนุษย์จะทำงานของมันเอง
นก Grey Partridge หรือนกกระทาสีเทาเป็นนกที่เคยมีอยู่มากมายในท้องทุ่งของประเทศอังกฤษ มันเป็นอาหารของชาวนา เป็นนกที่ปราถนาของนักล่าสัตว์และสร้างรายได้ให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่มันอาศัยอยู่

แต่นกกระทาชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงปี 1930 ในช่วงปี 1967 จนถึง 2015 ประมาณกันว่าลดลงถึง 92% เลยทีเดียว
ผู้ที่เคยได้ “ผลประโยชน์” จากการคงอยู่ของนกชนิดนี้ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนาที่ได้นกเป็นอาหาร, นักล่าสัตว์ที่ได้ออกไปยิงนก, เจ้าของที่ดินที่ได้เงินจากนักล่าสัตว์ ไปจนถึงผู้ผลิตกระสุนปืนสำหรับล่าสัตว์ ก็รวมตัวกันเพื่อหาทางปกป้องและฟื้นฟูนกกระทา โดยเริ่มจากการช่วยกันนับจำนวนนกที่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และนับนกเต็มวัยในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

การดูนกนับนกเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่แน่นอน ถ้านับกันอย่างเดียวนกไม่เพิ่มขึ้นแน่ กลุ่มนักยิงปืน, นักล่าสัตว์ และบริษัทผลิตกระสุนก็ได้สนับสนุนเงินนับล้านปอนด์เพื่อให้มีการวิจัยเพื่อฟื้นฟูนกกระทา โดยมีองค์กรที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารงานและเงินทุนนี้ในรูปแบบของทรัสต์ (Conservation Trust) ที่พัฒนามาเรื่อยๆจนกลายเป็น Game & Wildlife Conservation Trust (GWCT) ในปัจจุบัน
การวิจัยของ GWCT พบว่าการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วของนกกระทาธรรมชาติในอังกฤษนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการทำการเกษตรสมัยใหม่ ที่ถึงแม้จะช่วยให้มีอาหารเพียงพอสำหรับทุกคนและมีราคาถูกลง แต่ก็แลกมาด้วยราคาของการสูญเสียธรรมชาติ
นอกจากพื้นที่อยู่อาศัยของนกกระทาที่อยู่รอบๆฟาร์มรูปแบบเดิมจะถูกทำลายหมดไปแล้ว สิ่งสำคัญต่อการคงอยู่ของเผ่าพันธุ์นกกระทาคืออาหาร ซึ่งก็คือแมลงและตัวอ่อนของแมลงที่นกจะต้องใช้เลี้ยงลูกในช่วง 2 สัปดาห์แรก ก็ถูกทำลายไปหมดจากการใช้ยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืช
(คุณอ่านถึงตรงนี้อาจจะบอกว่า เรื่องง่ายๆอย่างนี้มันใช่อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องวิจัยเลย แต่ทำไมทีเรื่องนกปรอดหัวโขนเราไม่นึกถึงเรื่องนี้กันบ้างละครับ)
GWCT ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ทำหน้าที่วิจัยและให้คำแนะนำแก่เจ้าของที่ดินที่อยากเพิ่มจำนวนนกกระทา โดยที่แนะนำให้ทำ 3 เรื่องที่สำคัญไปพร้อมๆกัน ก็คือ ดูแลสภาพแวดล้อมในการวางไข่, ให้นกมีอาหารตลอดทั้งปี และควบคุมสัตว์ผู้ล่าให้มีจำนวนเหมาะสม โดยที่การวิจัยและคำแนะนำนี้อยู่บนพื้นฐานของความสมดุลย์ระหว่างการทำการเกษตรและการฟื้นฟูธรรมชาติและสัตว์ป่าในพื้นที่
คำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้ยากเกินไปที่จะปฏิบัติและไม่ได้กระทบกับการทำการเกษตรที่เป็นอาชีพหลักของชาวนามากนัก เช่นเขาพบว่า นกกระทาส่วนใหญ่ของอังกฤษทำรังวางไข่อยู่ที่ขอบไร่ชายทุ่ง โดยเฉพาะในพงหญ้าที่อยู่ใต้ดงไม้เล็กๆระหว่างไร่ คำแนะนำของ GWCT ก็คือควรจะปล่อยหญ้าเหล่านี้ไว้ ไม่ตัดไม่ถางไม่เผา ดงไม้ก็ควรมีการตัดสางบ้างไม่ให้ทึบจนเกินไป

ในเรื่องของอาหาร GWCT ก็แนะนำให้เว้นที่รอบแปลงเกษตรเป็นแถบแคบๆยาวๆให้มีพืชล้มลุกขึ้น (annual arables margin) กันพื้นที่ส่วนหนึ่งให้วัชพืชใบใหญ่ขึ้นโดยที่ไม่พ่นยาฆ่าแมลงและยากำจัดวัชพืชบ่อยนัก ไปจนถึงการปลูกแปลงไม้ดอกขนาดเล็กที่มีอายุหลายปีหลากหลายชนิด

ในทางตรงกันข้าม GWCT ไม่แนะนำให้มีการขยายพันธุ์นกกระทาในกรงเลี้ยงมาปล่อยในธรรมชาติ (แบบที่กรมประมงไทยชอบทำ) เพราะจะทำให้ยีนส์ของนกในธรรมชาติด้อยลง และถ้าสภาพธรรมชาติไม่พร้อมในเรื่องอาหารและที่อยู่ นกที่ปล่อยก็จะมาเบียดเบียนแย่งกับนกธรรมชาติ และนกก็อยู่ไม่ได้อยู่ดี
การพัฒนาสภาพธรรมชาติในฟาร์มแบบง่ายๆนี้นอกจากจะช่วยให้นกกระทาเพิ่มขึ้นแล้ว ยังฟื้นฟูสปีชี่ย์อื่นๆอีกนับพันชนิด ตั้งแต่แมลง, ผึ้ง, ผีเสื้อ, นกชนิดอื่นๆ, กระต่ายป่า ฯลฯ
ผลก็คือ ในช่วงปี 2000-2015 ในขณะที่ จำนวนนกกระทาในประเทศอังกฤษลดลงถึง 54% แต่นกในพื้นที่ที่ทำงานร่วมกับ GWCT กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 91% ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ที่มีการให้ล่านกได้
การฟื้นฟูธรรมชาติในไร่นานี้เป็นเรื่องสำคัญของอังกฤษ เพราะเขามีพื้นที่สงวนสำหรับอนุรักษ์เพียง 8% อีก 92% ล้วนเป็นเป็นที่ที่มีเจ้าของหรือไร่นา
การฟื้นฟูธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์นี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากเจ้าของที่ดินมี “แรงจูงใจ” มี “ผลประโยชน์” จากการฟื้นฟูนี้ เช่นเรื่องของนกกระทาในอังกฤษ
แล้วเราล่ะมีแรงจูงใจอะไรบ้างที่จะฟื้นฟูสภาพธรรมชาติในพื้นที่เกือบ 80% ที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ ?
ปัญหาอยู่ที่เราจัดสัตว์ป่าเกือบทุกชนิดเป็น “สัตว์ป่าคุ้มครอง”แต่เรากลับไม่เคยเห็น และไม่ให้ “คุณค่า” กับสัตว์เหล่านั้นเลย เพราะเรามองว่า การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเป็นเรื่องผิดทำไม่ได้ ส่งผลให้สัตว์ส่วนใหญ่ลดจำนวนลงแทบหมดไปอย่างกรณีนกกรงหัวจุกนี้
ตรงนี้ เรามาทำความเข้าใจเจตนารมณ์และเป้าประสงค์ของกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าของประเทศเรากันสักนิดในภาษาที่เข้าใจง่ายๆนะครับ
ถ้าจะพูดกันง่ายๆ เรามีสัตว์อนุรักษ์ 2 ประเภท
สัตว์ป่าสงวนคือ สัตว์ป่าที่มีคุณค่าต่อการรักษาไว้ และมีจำนวนลดน้อยลงใกล้สูญพันธุ์ จึงเป็นสัตว์ที่ห้ามล่า ห้ามครอบครอง หรือใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด

สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามชื่อที่บอกเลยครับ เป็นสัตว์ที่คุ้มครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่ว่าจะไปล่าเล่น ยิงทิ้ง เอามากินเป็นอาหาร ถลกหนังขาย หรือจับใส่กรงขายได้ตามอำเภอใจหรืออำเภอไหนๆก็ตาม
แต่เป้าประสงค์ของกฎหมายคือ “คุ้มครอง” เพื่อให้มี “การจัดการ” ให้มีจำนวนที่ “เหมาะสม” ไม่สูญพันธุ์ และไม่ให้มากเกินไปจนรบกวนสัตว์อื่นในธรรมชาติจนเสียสมดุลย์ และสามารถอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ได้ ควบคุมปริมาณได้ ไม่ใช่ห้ามแตะต้องโดยเด็ดขาดเหมือนในกรณีของสัตว์ป่าสงวน (ไม่งั้นมันก็คงจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนไปหมดแล้ว)
เพื่อให้เข้าใจจุดประสงค์ของกฎหมายและเห็นความแตกต่างนี้ ขอยกตัวอย่างว่า เมื่อแรกที่เรามีกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่านั้นยังมีการออกใบอนุญาตล่าสัตว์ป่าคุ้มครองหลายๆชนิดอยู่จนกระทั่งการจัดการเรื่องสัตว์ป่าล้มเหลวไปจึงได้ไม่มีการออกใบอนุญาตอีก
สัตว์คุ้มครองนี้ อาจจะมีทั้งชนิดที่เหลือน้อยใกล้สูญพันธุ์ หรือ บางชนิดมีมากเกินไปแล้ว เช่น ลิง, เหี้ย ฯ แต่เราขาดการจัดการที่เหมาะสมกับปัญหาการมีน้อยเกินไปหรือมากเกินไปนี้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความหมายของ “สัตว์ป่าคุ้มครอง” ที่ถูกต้อง ไม่เข้าใจว่าเราจะต้องมีการจัดการเพื่อรักษาสมดุลย์ธรรมชาติ จะจัดการอะไรก็กลายเป็นกระแสสังคมไปหมด
กลับมาที่คำถามสำคัญ ถ้าเราอยากจะฟื้นพูธรรมชาติในพื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ซึ่งเป็นพื้นที่ถึงเกือบ 80% ของประเทศ เรามีแรงจูงใจอะไรให้กับเจ้าของที่ดิน?
นกปรอดหัวโขนหรือนกกรงหัวจุกนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีนะครับ เพราะมันสัตว์ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

เพียงถ้าเราเปิดใจกว้างขึ้นนิดว่าเรายอมให้มีการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าในธรรมชาติได้บ้างบางส่วน แต่การใช้ประโยชน์นั้นจะทำให้สัตว์ป่าชนิดนั้นซึ่งแทบจะหมดไปจากธรรมชาติแล้วกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้น อยู่รอดได้ในธรรมชาติ โดยที่มีคนคอยดูแลมัน
ถึงแม้ว่าจะต้องมีนกส่วนหนึ่งมาอยู่ในกรงบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการที่นกทั้งหมดจะถูกเพาะเลี้ยงขึ้นมาในกรงและใช้ชีวิตในกรงไปตลอด
ขออนุญาตลองนำเสนอแนวทางที่อาจจะพอเป็นไปได้ดูนะครับ
แทนที่จะบังคับว่านกที่ถูกกฎหมายทุกตัวจะต้องมาจากผู้เลี้ยงนกที่ได้รับอนุญาตจากกรมอุทยานและจะต้องเพาะเลี้ยงในกรงที่มีการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่เท่านั้น
ลองมั๊ยครับ ลองหาพื้นที่ทดลองนำร่อง อาจจะเป็นพื้นที่การเกษตรในหุบเขาสักแห่งที่ไม่ใหญ่เกินไปพอจัดการได้ ยังพอมีนกปรอดธรรมชาติเหลืออยู่บ้าง ถ้าเป็นที่ภาคใต้ที่ชอบเลี้ยงนกยิ่งดี เขารักนกกันอยู่แล้ว และผมว่าชุมชนคนใต้เข้มแข็งจัดการอะไรแบบนี้ได้สบายมาก
และผมก็เชื่อว่าสาเหตุที่นกปรอดหัวโขนลดจำนวนลงไปมากนั้นไม่ได้มาจากการโดนจับขายอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมันสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยตามขอบไร่ชายทุ่งเช่นเดียวกับนกกระทาในอังกฤษ ในขณะที่ป่าอนุรักษ์ของเราส่วนใหญ่เป็นที่เขาสูงและป่าทึบไม่เหมาะกับการอยู่ของนกปรอดมากนัก
เจ้าหน้าที่อุทยานแทนที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบหรือจับกุม มาทำวิจัยกันว่าต้องปรับปรุงปัจจัยอะไรบ้างที่จะทำให้นกปรอดหัวโขนเพิ่มจำนวนขึ้นได้เองในธรรมชาติของไร่นา ในกรมอุทยานมีคนเก่งๆเรื่องนี้มากมายครับ หลายคนไปจบด็อกเตอร์เรื่องการจัดการสัตว์ป่ามาโดยตรง ถ้าทางกรมให้โอกาสแสดงฝีมือ เราจะได้เห็นได้รู้จักคนเก่งๆอีกมากมาย
แล้วมาตั้งกฎเกณฑ์กันไว้ล่วงหน้าเลยครับ ว่าถ้าชุมชนสามารถเพิ่มจำนวนนกในธรรมชาติได้ถึงระดับที่กำหนดจะอนุญาตให้จับนกขายได้ตามสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้ไม่ต้องแก้ไขหรือออกกฎหมายใหม่อะไรเลย
คนเลี้ยงนกและนักอนุรักษ์ นักดูนกก็มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูธรรมชาตินี้ได้นะครับ คนเลี้ยงนกสามารถสนับสนุนโครงการได้โดยการให้เงินสนับสนุนล่วงหน้าและได้ผลตอบแทนเป็นนกเมื่อโครงการประสบความสำเร็จ แบบเดียวกับ Kick Starter ทั้งหลาย นักอนุรักษ์ นักดูนกก็มาช่วยกันในการฟื้นฟูธรรมชาติก็จะได้ความภูมิใจได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ได้เห็นนกกลับมาในธรรมชาติอีกครั้ง
ช่วงแรกอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ดูแลและให้คำแนะนำ ผมเชื่อว่าเมื่อเริ่มดำเนินการไปแล้ว ชุมชนจะสามารถดูแล ปกป้องนกที่เขาเลี้ยงไว้ในธรรมชาติได้เอง เพราะมันมีคุณค่าในตัวมันและเขาอยู่ตรงนั้นทุกวัน
นอกจากจะได้นกปรอดหัวโขนกลับมาแล้ว เรายังจะได้ธรรมชาตินอกเขตอนุรักษ์กลับมา และเป็นประโยชน์กับ “สัตว์ป่า” อื่นๆอีกมากมาย
ใช่ครับมันยากกว่าการห้ามอย่างเดียวที่หน่วยราชการไทยชอบทำกัน มันต้องอาศัยความคิด การวางแผน การลงมือทำ และการร่วมมือกับชาวบ้าน
แต่ผมเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดขึ้นได้ และเป็นแนวทางเดียวที่เราจะสามารถฟื้นฟูธรรมชาติของเรากลับมาได้
นั่นคือความคิดเห็นและมุมมองของผม ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนก หรือเรื่องสัตว์ป่าใดๆ แต่ผมอาจจะเห็นธรรมชาติจริงมามากกว่านักวิชาการหลายๆคน และผมก็มีเพื่อนเป็นชาวไร่ชาวนา เคยทำงานกับชุมชนมาบ้าง ความคิดเห็นของผมอาจจะไม่ถูกต้อง หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย
แต่ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะใช้ประโยชน์และสร้างคุณค่าให้กับธรรมชาติ ไม่มองหาวิธีใหม่ที่แตกต่างและยังอนุรักษ์ด้วยการห้ามแตะต้องแบบเดิมๆ เราจะได้เห็นการล่มสลายของธรรมชาติในสายตาของคนรุ่นเรานี่แหละครับ
ตาเกิ้น
20 ตุลาคม 2566
ข้อมูลเรื่องนกกระทาจากบทความ “Time to return the native” จากนิตยสาร The Field ฉบับเดือนกันยายน 2023
-
นิยมไพรสมาคม และจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ในประเทศไทย

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้หนังสือรายเดือนของ “นิยมไพรสมาคม” มาจากมิตรสหายหลายเล่มและกำลังทะยอยอ่านอย่างบรรจง (เพราะหนังสือเหล่านี้มีอายุ 65 ปี แทบจะกรอบเป็นผงอยู่แล้ว)

ผมอ่านแล้วตื่นตะลึงมากครับ ผมเคยได้ยินได้อ่านเรื่องราวของคุณหมอบุญส่ง เลขะกุลมาบ้างว่าท่านสร้างสรรค์ส่งดีๆไว้มากมาย แต่ไม่เคยรับรู้เรื่องนิยมไพรสมาคมมากนัก และดูเหมือนว่าเรื่องราวของสมาคมนี้ได้เลือนหายไปจากความรับรู้ของสังคมไทยแล้ว เลยขอมาเล่าเรื่องหลายอย่างสู่กันฟังถึงประวัติศาสตร์สำคัญของการอนุรักษ์ในบ้านเราที่กำลังจะลืมเลือนไป
ในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยยังไม่รู้จักกับคำว่า “อนุรักษ์” ใดๆเลย (ในหนังสือก็ยังไม่มีคำนี้) ตอนนั้นใครอยากจับจองที่ตรงไหนก็ไปแจ้งที่อำเภอแล้วก็ลงมือถาง สัตว์ป่าทุกชนิด (ยกเว้นช้าง) ไม่มีกฎหมายอะไรคุ้มครอง ใครอยากล่าอะไรด้วยวิธีไหน จำนวนเท่าไหร่ก็ไม่จำกัด

หน่วยราชการ และรัฐบาลไม่เคยสนใจเรื่องนี้ ไม่เคยมีความคิดเห็นหรือแสดงท่าทีว่าจะพยายามหยุดการทำลายล้างนี้เลย
ผมยังไม่แน่ใจว่า “นิยมไพรสมาคม” นั้นเริ่มต้นมาได้อย่างไร (ถ้าใครรู้ช่วยแบ่งปันชี้แนะด้วยครับ) แต่เห็นได้ชัดว่า นี่คือการรวมตัวกันของนักนิยมไพร ที่เข้าใจธรรมชาติและรักธรรมชาติอย่างแท้จริง พวกเขารวมตัวกันเพราะไม่ต้องการเห็นธรรมชาติที่เขารักถูกทำลายลงไปต่อหน้า โดยที่มีคุณหมอบุญส่ง เลขะกุลผู้เป็นเลขานุการ สมาคมเป็นฟันเฟืองหลักและผู้ใหญ่อีกมากมายหลายท่านร่วมงานด้วย

ผมอ่านพบว่า นิยมไพรสมาคมทำหนังสือหลายฉบับถึงรัฐบาลเรียกร้องให้จริงจังกับการปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า เรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายที่ดิน, ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า และประกาศให้พื้นที่สำคัญทางธรรมชาติเป็นวนอุทยาน ฯ พร้อมๆกับที่พยายามเผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธรรมชาติให้กับคนทั่วไปด้วยการออกหนังสือ, จัดบรรยาย,ฉายภาพยนต์ ฯลฯ

พอได้อ่านบทความต่างๆในหนังสือนิยมไพร ผมก็ยิ่งทึ่งขึ้นไปอีกระดับ ในยุคนั้นที่ยังไม่มีคำว่า “อนุรักษ์” ไม่มีการศึกษาข้อมูลหรือวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่าโดยรัฐเลย (ตอนนั้นกรมป่าไม้มุ่งเน้นการจัดการการทำไม้เป็นงานหลัก) นิยมไพรสมาคม น่าจะเป็นองค์กรแรกที่เริ่มทำเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวม จำแนกสัตว์ป่า,นก, แมลง, หอย ฯ มาบันทึกและเผยแพร่

นอกจากนี้หนังสือเล่มเล็กๆนี้ยังมีบทความที่พาเที่ยวธรรมชาติให้คนหันมาสนใจธรรมชาติมากขึ้น, บทความให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ และเรียกร้องให้มีการสงวนรักษาธรรมชาติที่ถูกต้อง ไปจนถึงการแปลบทความและหนังสือชั้นยอดเกี่ยวกับการอนุรักษ์จากต่างประเทศมาให้อ่านกัน
หลายปีหลังจากที่นิยมไพรสมาคมเรียกร้อง รัฐบาลในยุคนั้นก็เริ่มขยับตัว มีการร่างกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า, ประกาศเขตวนอุทยาน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของ “การอนุรักษ์” ในบ้านเรา
น่าเสียดายว่า นิยมไพรสมาคม หยุดดำเนินการไปด้วยสาเหตุใดที่ผมก็ไม่อาจทราบได้
เมื่อได้อ่านหนังสือนิยมไพรหลายเล่มเข้า ผมก็เกิดความรู้สึกที่ปะปนกันหลายอย่างจนอยากจะมาบอกเล่าสู่กันฟังครับ
ความรู้สึกแรกคือทึ่งครับ นิยมไพรสมาคมในตอนนั้นคงจะรวบรวมเอาคนเก่ง, คนรักและเข้าใจธรรมชาติ และตั้งใจจริงมาไว้ด้วยกัน จึงสามารถนำเสนอแนวความคิดที่ล้ำสมัย สามารถชี้แนะแนวทางของการอนุรักษ์ได้ก่อนกาลเช่นนั้น

ความรู้สึกที่สอง ผมเข้าใจแล้วครับ ราชการ, รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนก็ไม่เคยคิดทำนโยบายอะไรดีๆเกี่ยวกับธรรมชาติได้เอง เพราะเขาขาดทั้งวิสัยทัศน์ที่กว้างพอ, ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และขาดแรงจูงใจให้ผลักดันอะไรที่ต่างไปจากที่ทำอยู่เดิมๆ ดังนั้นจะทำอะไรดีๆให้เกินขึ้นได้ในประเทศนี้ คงต้องเกิดจากการเรียกร้องของประชาชนที่มีความรู้ความตั้งใจดีมารวมตัวกันแล้วหาทางเรียกร้องอย่างสร้างสรรค์
ความรู้สึกที่สามคือละเหี่ยใจครับ เมื่อเห็นสิ่งที่นิยมไพรสมาคมเคยทำในอดีตแล้วหันมามอง NGO สายอนุรักษ์ในบ้านเราตอนนี้ วิสัยทัศน์, ความเข้าใจในเชิงลึกและมุมกว้างของธรรมชาติ และความสามารถแตกต่างกันเหลือเกินครับ NGO สายอนุรักษ์ในปัจจุบันจึงไม่สามารถเรียกร้องหรือผลักดันในระดับนโยบาย ให้ออกหรือปรับเปลี่ยนกฎหมายหรือแนวทางปฏิบัติของรัฐเพื่อให้เกิดแนวทางอนุรักษ์ที่ถูกต้องได้ ส่วนใหญ่ก็ทำหน้าที่เพียงคอยต่อต้านระดับโครงการของรัฐที่มีผลเสียต่อธรรมชาติ
ความรู้สึกที่สี่ เสียดายครับ ที่แนวทางการอนุรักษ์ที่นิยมไพรสมาคมวางรูปแบบและแนวทางไว้อย่างถูกต้องด้วยความเข้าใจธรรมชาติที่เขามีอย่างลึกซึ้งและถูกใส่ไว้ในกฎหมายอนุรักษ์ฉบับแรกๆที่พวกเขาช่วยผลักดัน ได้ถูกบิดเบือนเปลี่ยนแปลงไปจนเสียทิศทางไปจนยากที่จะทำให้การอนุรักษ์ของประเทศนี้จะประสบความสำเร็จได้
แนวทางไหนหรือที่ผมพูดถึง? มันคือหลักการที่เป็นพื้นฐานที่สุดของการอนุรักษ์ครับ ลองอ่านข้อความนี้ดูแล้วอาจจะเข้าใจครับ
“การสงวนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ใช่หมายถึงการเก็บหรือสงวนรักษาไว้โดยไม่ใช้ แต่หมายถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฉลาด คือใช้ให้ดีที่สุด ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด และให้ยืดเยื้อนานที่สุดเท่าที่จะนานได้” (1)
จากบทความ การสงนรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดย อาจารย์เจริญ บุญญวัฒน์
ในหนังสือนิยมไพร ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 ปี 2501
ผมยังหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยเราจะมีองค์กรที่รวบรวมผู้คนที่มีความรู้กว้างขวาง, เข้าใจธรรมชาติอย่างถูกต้องและลึกซึ้ง และมีความตั้งใจดีที่จะอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติอย่างนิยมไพรสมาคม เกิดขึ้นมาอีกสักครั้ง และนั่นอาจจะเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยผลักดันให้ “การอนุรักษ์” ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ก่อนที่จะเดินตกเหวไปในทิศทางที่มันกำลังเป็นอยู่ครับ
หมายเหตุ
ผมเชื่อว่าข้อความนี้เป็นการแปลคำพูดของ Gifford Pinchot ผู้ที่เป็นผู้ก่อตั้งคนแรกของ U.S. Forest Service ที่เป็นคนสำคัญคนหนึ่งวางรากฐานการอนุรักษ์ของประเทศอเมริกา ที่สามารถฉลิกโฉมจากการทำลายล้างอย่างเลวร้ายมาเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ประสบความสำเร็จที่สุดประเทศหนึ่งในโลก คุณหมอบุญส่ง เลขะกุล เคยเดินทางไปพบกับภรรยาของ Gifford Pinchot เพื่อสนทนาและขออนุญาตนำประวัติของสามีผู้ล่วงลับมาแปลและเผยแพร่ให้คนไทยได้อ่านกัน และนิยมไพรสมาคมก็ได้แปลและจัดพิมพ์ออกมา

-
Editor ใช้ Award เดินป่า โดยตาเกิ้น

พวกเราที่ ThailandOutdoor มีความโชคดีที่เราได้มีโอกาสทดสอบทดลองอุปกรณ์กลางแจ้งมากมาย และก็จะมีของบางอย่างที่เราทดสอบแล้วชอบจนซื้อไว้ใช้เอง
เราเรียกของเหล่านั้นว่า “Editor ใช้ Award”
และนี่คือ “Editor ใช้ Award” ปี 2022 จากตาเกิ้นครับ
VDO ยาวนะครับเพราะอธิบายกันทุกอย่างรวมถึงเหตุผลที่เลือกใข้ในสถานการณ์ต่างๆกัน เราแบ่งเป็นช่วงๆให้เลือกดูกันได้ครับ ตามนี้เลย
บางคนอาจจะบอกว่าผมใช้แต่ของแพงๆหรูๆ ก็อาจจะจริง หรือไม่ แล้วแต่มุมมองครับ ทุกอย่างในชีวิตเราล้วนแล้วแต่ขึ้นกับว่าเราให้ลำดับความสำคัญกับอะไร
สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้ซื้อของอื่นหรูหราอะไร แต่การออกมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ การเดินป่า คือความสุขในชีวิตผม ผมจึงเลือกใข้แต่ของดีๆ ที่อยู่กับเรานานๆ ใช้ทนๆ และที่สำคัญใช้แล้วมีความสุข จะเห็นได้เลยว่าของที่ผมใช้นี้ ผมไม่ได้เปลี่ยนบ่อยๆ ของบางอย่างใช้มาตั้งแต่ก่อนมีร้าน ThailandOutdoor และอีกหลายๆอย่างก็คงจะใช้ไปตลอดชั่วชีวิต
เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมจึงไม่คิดว่าของเหล่านี้เป็นของหรูของแพงครับ
ดูรายละเอียดของอุปกรณ์ทุกชิ้นได้ที่นี่เลยครับ
https://thailandoutdoorshop.com/collections/editor-award-2022
Home Home
