Sunday, September 27, 2026

The Outsiders

-

ธันวาคม 2543

ขณะที่เดินไปลงเรือหางยาวริมแม่น้ำเงาที่บ้านนาดอย ผมก็เห็นชายคนหนึ่งที่ดูลักษณะแล้วไม่ใช่คนในพื้นที่ สะพายเป้ใบย่อมๆลงจากเรือเดินสวนมา

ทางเดินจากบ้านอุ้มโล๊ะไปบ้านนาดอยเมื่อปี 2543

“มาจากไหนครับ” เขาทักทายผมก่อน เมื่อบอกว่าผมเป็น “นักท่องเที่ยว” มาจากกรุงเทพ เขาก็แสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยแล้วแนะนำตัวว่าเขาเป็นครูอยู่บนดอยสูงที่ต้องเดินจากจุดนี้ขึ้นไปอีก 12 กิโลเมตร

ก่อนจะแยกกันเขาก็เอ่ยว่า

“วันหลังขึ้นไปเที่ยวโรงเรียนผมบ้างนะครับ อยู่บนดอยสูงเกือบพันเมตร อากาศหนาว มีทะเลหมอกให้ดูทั้งปี

และถ้าพอจะมีของอะไรไปบริจาคได้บ้างก็จะดีมากเลย ชาวบ้านที่นั่นขาดแคลนมาก ไม่เคยมีหน่วยงานไหนขึ้นไปบริจาคของให้เลยครับ”


สามเดือนหลังจากนั้นผมและเพื่อนๆหลายคนก็บรรทุกผ้าห่ม, สมุดดินสอที่เรารวบรวมเงินไปซื้อมาเสื้อผ้าใช้แล้ว, ของเล่น, ของใช้ที่เพื่อนฝูงในเมือง “บริจาค” ให้มาใส่รถโฟร์วีลหลายคันวิ่งบนถนนดินเส้นแคบๆที่สูงชันขึ้นไปยังโรงเรียน “บ้านแม่หาด”​

ที่โรงเรียนเราแจกจ่ายข้าวของเสื้อผ้าใช้แล้วที่บางครั้งแกะกล่องออกมาแล้วเราก็พบว่าเป็นเสื้อผ้าของคนเมืองที่ไม่เหมาะกับคนบนดอยเท่าไหร่นัก เราแจกขนมให้เด็กๆ ในบรรดาของที่เราขนไปทั้งหมดสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์ที่สุดดูเหมือนจะเป็นผ้าห่ม 

ค่ำคืนนั้นหมู่บ้านเลี้ยงต้อนรับและขอบคุณเราด้วยสิ่งที่เขามี ข้าวหลามเผากับกองไฟ แพะย่าง ผู้คนที่ใส่ชุดชนเผ่าของชาวกระเหรี่ยงต่างหลั่งไหลกันมาห้อมล้อม บรรยายกาศครึกครื้นไปด้วยการร้องรำทำเพลง และการแสดงของเด็กๆ ตามวัฒนธรรมกระเหรี่ยง

ภาพที่เห็นในคืนนั้นราวกับฉากหนึ่งของเรื่องสมบัติพระศุลีในแอฟริกา หากแต่ว่ามันเป็นของจริงและความทรงจำนั้นก็ยังคงอยู่อย่างกระจ่างชัดในใจผมแม้จะผ่านมากว่า 20 ปี

พวกเรากลับออกมาด้วยความอิ่มอกอิ่มใจที่เราได้ทำดีได้ช่วยเหลือสังคม

อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นความเชื่อของเราในตอนนั้น!


วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วผมวนเวียนกลับมาที่ “ลุ่มน้ำเงา”อย่างสม่ำเสมอและนับครั้งไม่ถ้วน จนเกิดความผูกพันกับแม่น้ำสายนี้และผู้คนที่อาศัยอยู่กับมัน

ภาพที่เคยเห็นจนชินตาคือการตำข้าวและฟัดข้าวทุกเช้าเพื่อกินวันต่อวัน

ผมได้เห็น “ความเจริญ” หลั่งไหลเข้ามา ถนนดีขึ้นเรื่อยๆ ขบวนรถออฟโร้ดที่ขนของเข้ามาบริจาคเป็นภาพที่เห็นจนชินตา สวนทางกับเสื้อผ้าชนเผ่าที่เคยเห็นใส่กันเป็นประจำกลับค่อยๆหายไป หลีกทางให้กับแฟชั่นคนเมืองที่มากับของบริจาค เปลือกขนมและของเล่นกลายเป็นขยะตกค้างอยู่ในชุมชนกลางป่าลึกเข้าไปเรื่อยๆ

ผมเริ่มตั้งคำถามให้กับตัวเองว่าสิ่งที่ผมเคยทำ เช่นการเอาข้าวของมาบริจาคนั้น เป็นสิ่งที่ดีที่ถูกต้องแล้วจริงหรือ

สิ่งที่มาพร้อมกับ “ความเจริญ” และถนนคือความต้องการใช้เงิน จากเดิมที่เคยปลูกข้าวแค่พอกินและอาศัยอาหารจากธรรมชาติรอบตัวไม่ว่าจะเป็นพืชผัก, ปลาในน้ำและสัตว์ป่า ทุกคนก็เริ่ม “ถางไร่” ปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพดเมื่อป่าารอบตัวหมดไป อาหารจากธรรมชาติก็หมดไปพร้อมๆกัน นอกจากข้าวแล้ว อาหารทุกอย่างก็ต้องใช้เงินซื้อกินอย่างที่ไม่เคยต้องเป็นมาก่อน

การหาปลาและหาอาหารเป็นเรื่องปรกติของชุมชนที่อยู่กับป่า

ทุกๆอย่างค่อยๆเแพงขึ้น ยกเว้นพืชผลทางการเกษตรที่เขาพอจะปลูกขายได้ พื้นที่ป่าที่พอมีเหลือจึงถูกถางให้โล่งออกไปอีกเรื่อยๆ

ในเวลาหนึ่งผมเคยเขียนในบทความไว้ว่า 

“หมู่บ้านในนิทาน” หรือ “Shangri-la” ในนวนิยายเรื่อง Lost Horizon ของ James Hilton นั้นมีอยู่จริงในมุมเล็กๆของโลกใบนี้หลายคนได้ค้นหามันจนเจอแต่แล้วพวกเขาก็เป็นคนทำให้มันสูญหายไปด้วยความพยายามที่จะเปลี่ยนให้หมู่บ้านในนิทานนั้นให้ “ดีขึ้น” โดยการนำสิ่งที่เขาคิดว่าดีงามจากที่ที่เขาคุ้นเคยเข้าไป

ตาเกิ้น

เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้เข้าไปที่หมู่บ้านหนึ่งที่เคยเป็นอยู่ห่างไกลบนสายนำ้เงา หมู่บ้านที่เคยเงียบสงบ ผู้คนเคร่งศาสนา ห้ามจำหน่ายแอลกอฮอลล์และปราศจากสิ่งเสพติดต่างๆ

ในวันนั้นมีการสัมมนา “ผู้คนภายนอก” หลั่งไหลกันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นนักปกครองท้องถิ่น,​ครู, หมอ,​ ป่าไม้, เกษตรและผมเอง

พวกเขาหารือกันว่าจะร่วมกันพัฒนา “ชุมชนในเงา” อย่างไรเพื่อให้พร้อมที่จะรับมือ “ความเจริญ” ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับ “ถนน”

แต่ผมกวาดตามมองไปรอบๆวงสัมมนา มีคนพื้นที่ดั้งเดิมนั่งร่วมอยู่ด้วยเพียงไม่กี่คนและพวกเขาก็แทบจะไม่ออกความเห็นอะไรเลย 

หลังจากงานค่ำคืนนั้นสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ  การแสดงดนตรีของเด็กนักเรียน ร้านขายของต่างๆทั้งของกินของใช้ พอดึกหน่อยเสียงภาพยนต์จากหนังกลางแปลงที่ยิงกันสนั่นจอก็ดังกระหึ่ม เครื่องปั่นไฟส่งเสียงคำราม เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ไม่ใช่ของแปลกอีกต่อไป มีขายแทบทุกร้านด้วยคำอธิบายว่าขายให้นักท่องเที่ยวเท่านั้น

หลังจากดนตรีภาคดึกจบไปไม่กี่ชั่วโมง เสียงประกาศเชิญชวนให้ไปร่วมงาน “วิ่งการกุศล” เพื่อระดมทุนให้สุขศาลาก็ดังสนั่นหมู่บ้านแต่เช้ามืด นักวิ่งที่ส่วนใหญ่มาจากข้างนอกใส่เสื้อสีสดใสวิ่งกันครึกครื่นทั่วหมู่บ้าน 

ท่ามกลางผู้คนและรถราที่วุ่นวายนี้ ผมมองผ่านไปเห็นผู้คนดั้งเดิมของหมู่บ้านนั่งทอผ้า, สานตระกร้าไม้ไผ่และผ่าฟืนอยู่ตามวิถีดั้งเดิมของพวกเขา


วันต่อมาหมู่บ้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้งอย่างที่เคยเป็นมา ชีวิตที่ต้องพร้อมรับกับความเจริญก็ดำเนินต่อไป

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ การถ่ายเทวัฒนธรรมในโลกใบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณและยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วขึ้นในทุกวันนี้ด้วยการเดินทางและการสื่อสารที่รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาสู่สังคมที่คงสภาพเดิมมาอย่างผาสุขย่อมมีทั้งดีและไม่ดี

และที่สำคัญหลายคนที่พยายามนำมันเข้าไปอาจจะไม่เคยถามคนดั้งเดิมของสังคมว่ามันเป็นประโยชน์ให้กับพวกเขาแค่ไหน


ในวันนั้นคณะของเราก็เก็บของออกเดินทางล่องแม่น้ำเงาด้วยเรือแคนูกัน

ในครั้งนี้นอกจากจะล่องเรือเพื่อชมความงามของแม่น้ำเงากันตามปรกติแล้วเราก็มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับชาวบ้านหลายหมู่บ้านริมน้ำเงาทำโครงการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและชุมชนจากกิจกรรมการท่องเที่ยวตกปลาเชิงอนุรักษ์

ผมเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าการพยายามนำสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่า “Fly Fishing” และ “การตกปลาเชิงอนุรักษ์” ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผลในการอนุรักษ์ธรรมชาติของปลาและแม่น้ำและยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนในหลายๆประเทศมาที่แม่น้ำเงาจะเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด 

อย่างน้อยเราก็ได้เห็นตัวอย่างแล้วจากการเดินป่าและพายเรือแคนูที่ชาวแม่เงาสามารถดำเนินกิจการกันได้เองอย่างประสบความสำเร็จ ชาวบ้านที่นี่สามารถสร้างรายได้มากกว่าการปลูกพืชไร่ทั้งปีจากธรรมชาติที่พวกเขารักษาไว้ได้โดยไม่ต้องทำลายมันและก็มีชาวบ้านคนดั้งเดิมของที่นี่ไม่น้อยที่เห็นด้วยและช่วยกันทำ 

แม้จะเป็นสิ่งแปลกปลอม แต่ “คนนอก” อย่างผมก็คิดว่ามันน่าจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยยืดอายุของ “แชงกรี–ล่า” แห่งนี้ออกไปได้บ้าง


หลังจากล่องเรือและตกปลากันมาทั้งวันเราก็ตั้งแค้มป์ริมฝั่งและนั่งล้อมวงรอบกองไฟกันแล้ววงสนทนาก็เริ่มขึ้นหลังอาหารเย็น

น้องผู้หญิงคนหนึ่งที่เพิ่งมากับเราเป็นครั้งแรกชื่นชมความงามของแม่น้ำเงาความเป็นมิตรและเอื้ออารีย์ของผู้นำทางท้องถิ่น  แต่ขณะเดียวกันก็บอกว่าสงสารที่เด็กๆในหมู่บ้านใส่รองเท้าแตะวิ่งเล่นเตะบอลกันอยู่ไม่มีรองเท้าดีๆใส่ สหายชาวนอร์เวย์ก็เอ่ยปากว่าเขารู้สึกไม่ดีเลยที่ตัวเขามีเก้าอี้อย่างดีนั่งมีเสื้อผ้าอุ่นๆใส่ แต่ไกด์ท้องถิ่นของเราต้องมายืนผิงไฟหรือไม่ก็นั่งกับพื้น

ผมฟังแล้วก็ยิ้มเพราะผมเองก็เคยผ่านความคิดเช่นนี้มาแล้ว

“เรากำลังใช้มาตรวัดความสุขความลำบากด้วยสายตาของ outsider ครับ 

ผมว่าถ้าจะให้ดี เมื่อเรามาที่นี่เราควรจะเรียนรู้วิถีของเขาบ้าง ลองเดินเท้าเปล่าบนหาดทราย นั่งบนพื้นดิน แล้วอาศัยไออุ่นของกองไฟดูบ้างว่ามันมีความสุขที่เรียบง่ายขนาดไหนครับ”

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้และเลือกจะทำจากนี้ไปคือการที่จะช่วยให้เพื่อนๆผมที่นั่นมีรายได้จากธรรมชาติที่เขารักษาไว้โดยไม่ต้องทำลายมันให้เพียงพอที่จะอยู่ได้ในกระแสความเจริญที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา จากนั้นเขาจะเลือกอะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตก็ขอให้เป็นการเลือกของเขาเอง

ตาเกิ้น

กุมภาพันธ์ 2566

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

ไมค์กี้

“ใครยิงธนูเป็นช่วยสอนผมหน่อย ที่ไหนมีธนูขายบ้างช่วยบอกหน่อยครับ”  ผมเขียนข้อความประมาณนี้ลงในเว็บบอร์ด “รอบกองไฟ” ของเว็บ ThailandOutdoor เมื่อ 22 ปีก่อนด้วยความคับแค้นใจว่าหาซื้อธนูไม่ได้ และไม่มีใครสอนให้ยิง “ผมทำงานอยู่ร้านธนู” <Mike Wann> “ร้านอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” <ตาเกิ้น>  “ผมอยู่แคลิฟอร์เนียครับ 555” <Mike Wann> จากนั้นผมก็คุยกับ Mike Wann ทางข้อความอย่างเมามัน เขาให้ความรู้เรื่องธนูที่หาไม่ได้ในเมืองไทย พอผมบอกว่าอยากได้เขาก็หาคันธนูมือสองชั้นดีถอดเป็นชิ้นๆส่งมาให้ผมประกอบ แล้วก็สอนให้ผมยิงธนูจากระยะไกลจากอเมริกา ธนูคันแรกที่ Mike ส่งมาให้ผม ทำให้เกิดประกายไฟของการยิงธนูในเมืองไทย...

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading