Wednesday, May 6, 2026
Homeความคิดและมุมมองชะตากรรมของนกเป็ด

ชะตากรรมของนกเป็ด

-

เช้านี้ผมเห็นนกเป็ดแดง 4 ตัวมาลงในบึงน้ำที่หน้าบ้านเชียงใหม่ เป็นเรื่องน่าดีใจ และก็เป็นที่น่าสงสัยด้วยว่า ทำไมเราจึงมักจะพบพวกมันที่นี่ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่จะหายไปไม่มีให้เห็นในช่วงอื่นๆของปี 

แม้จะดีใจที่ได้เห็นนกเป็ดแดง แต่มันก็ทำให้ผมสะท้อนใจแอบเศร้าอยู่ไม่น้อย เพราะอะไร จะเล่าให้ฟังครับ

นกเป็ดแดง (ภาพจาก Internet)

ในยุคนี้นานๆครั้งเราจะได้ยินข่าวคราวของนกเป็ดน้ำทางสื่อ เช่น “นกเป็ดน้ำกว่า 200 ตัวลงที่บึงน้ำ” หรือ “แม่นกเป็ดพาลูก 6 ตัวข้ามถนน หวิดโดนรถทับ กู้ภัยช่วยทัน นำส่งกรมอุทยาน” 

เป็ด 7 ตัวข้ามถนนเป็นข่าวใหญ่ แต่เป็ดนับแสนหายไปไม่มีใครสังเกต

ย้อนไปประมาณปี 2535 ในตอนที่ผมหัดดูนกใหม่ๆ ผมเคยได้ไปดูนกเป็ดที่อพยบหนีหนาวจากทางเหนือเข้ามาอยู่ที่บึงน้ำรังสิตระหว่างคลอง 1 และ คลอง 3 เพียงแค่เลี้ยวรถลงจากถนนรังสิตองครักษ์ก็จะเห็นนกเป็ดนับแสนๆตัวบินร่อนอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด

ถ้าจะให้แปลกใจกว่านั้น ในปีเดียวกัน ผมก็ได้ไปดูนกเป็ดน้ำที่ซอยลาดพร้าว 105 ซึ่งมีฝูงนกเป็ดนาๆพันธุ์นับแสนๆตัวมาอาศัยอยู่ในบึงน้ำขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดการขุดหน้าดินไปขาย มากมายชนิดที่ถ้าขึ้นบินพร้อมๆกันก็แทบจะทำให้ท้องฟ้ามืดมิด

ปัจจุบันหลักฐานที่พอจะหาได้ก็คงมีเพียงบึงที่ชื่อ “บึงนกเป็ดน้ำ” ในซอยลาดพร้าว 107 ส่วนที่รังสิต ไม่มีร่องรอยอะไรให้สืบหาได้เลย

ผมยังจำได้ถึงบทเรียนหนึ่ง ที่บอกเล่าว่า หากเรามีพ่อแม่เป็ดคู่หนึ่ง อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และไม่ถูกล่า ภายใน 5 ปี เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ ออกลูกออกหลาน จนมีจำนวน ถึง 2,000 ตัว 

เป็ด 2 ตัว สามารถขยายพันธุ์เป็น 2,000 ตัวได้ใน 5 ปี

ผมลองคูณดูเล่นๆว่าถ้าในปี 2535 เรามีเป็ดเพียงคู่เดียว 30 ปีผ่านมานี้ เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ได้ถึง 2,000,000,000,000,000,000 ตัว นับจำนวนเลขศูนย์แทบไม่ถูกเลยครับ

แล้วเป็ดของเราหายไปไหนละครับ 

คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว

แต่ที่แย่กว่านั้นคือ คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่เคยสนใจว่านกเป็ดจะมีอยู่หรือหมดไป อาจจะมีบางส่วนที่เห็นนกเป็ดเป็นนกสวยงามที่เห็นสักครั้งหรือสองครั้งก็พอ 

นอกจากนี้ “นักวิจัยสัตว์ป่า”​ ของเราที่มีอยู่ก็มุ่งไปทำวิจัยกันแต่สัตว์ป่าหายาก ไปจนถึงกบเขียดในป่ากันซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีวี่แววว่างานวิจัยเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์กับคุณหมู่มากอย่างไรบ้าง

ถ้าถามว่า “เราควรอนุรักษ์นกเป็ดน้ำหรือไม่” คนคงแย่งกันตอบว่า “แน่นอน เราต้องอนุรักษ์สัตว์ป่า” แต่ถ้าถามต่อว่า “เราจะอนุรักษ์นกเป็ดน้ำทำไม และควรจะให้มันมีจำนวนมากแค่ไหน”​ ผมเชื่อว่าอาจจะไม่มีใครตอบได้

นั่นอาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยสนใจนกเป็ดกันอย่างจริงจัง และไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อนุรักษ์” (Conservation) กันเลย

ในช่วงปี ค.ศ. 1900 สถานการณ์สัตว์ป่าในอเมริกาดูเหมือนจะย่ำแย่กว่าบ้านเรามาก สัตว์ป่าทุกชนิดถูกล่าขายโดยไม่มีข้อจำกัดจนแทบหมดสิ้น ควายไบซันหลายสิบล้านตัวถูกล่าจนเหลือน้อยกว่าร้อย นกเป็ดก็เช่นกัน

รัฐบาลกลางสหรัฐ เริ่มประกาศกฎหมาย “อนุรักษ์” หรือ Conservation Law กำหนดให้สัตว์ป่าทุกชนิดเป็นทรัพยากรที่ประชาชนอเมริกันทุกคนเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน พร้อมกันนั้นก็จะต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มารักษาให้คงอยู่ตลอดไป

หนึ่งในวิธีจัดการการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรสัตว์ป่าก็คือการออกสแตมป์เป็ด (Duck Stamp) 

สแตมป์เป็ดที่เป็นตั๋วใบอนุญาตล่าเป็ดไปในตัว

Duck Stamp เริ่มออกครั้งแรกในปี 1934 มันเป็นรูปแบบหนึ่งของใบอนุญาตล่าสัตว์ที่ออกมาให้นักล่าเป็ดโดยเฉพาะ แต่ต่อมาก็มีรูปแบบที่จำหน่ายให้กับนักสะสมสแตมป์และผู้คนที่อยากสนับสนุน “การอนุรักษ์” โดยที่ไม่ได้ล่าเป็ด การออกแบบสแตมป์เป็ดมีการประกวดและมีภาพวาดสวยๆออกมามากมายทุกปีจนกลายเป็นของสะสม

สแตมป์เป็ดที่ออกมาตั้งแต่ปี 1934 เงินที่ได้สามารถนำไปซื้อที่อยู่เป็ดได้กว่า 13 ล้านไร่ เทียบได้กับอุทยานเขาใหญ่ 10 แห่ง

เงินที่ได้จากการจำหน่ายสแตมป์เป็ดนี้กว่า 98% ถูกนำไปซื้อพื้นที่ชุ่มน้ำมาจัดเป็นเขตสงวนให้นกเป็ดได้อยู่อาศัยแล้วถึง 5.3 ล้านเอเคอร์ (13.4 ล้านไร่ หรือประมาณ 10 เท่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) และมีเงินอีกส่วนหนึ่งจากภาษีที่เกี่ยวข้องนำไปจ้างพนักงานพิทักษ์ป่าที่คอยตรวจตราจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายล่าสัตว์และสนับสนุนการวิจัยที่จะทำให้เป้ดอยู่ได้อย่างยั่งยืน

หลังจากนั้นเป็นต้นมาจำนวนนกเป็ดก็เพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง ประมาณกันว่าตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมาในอเมริกามีนกเป็ดคงที่ที่ประมาณ 230 ล้านตัว

เมื่อมีที่อยู่อาศัยนกเป็ดสามารถขยายพันธุ์ได้เร็วมากและจะต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มี การใช้ประโยชน์จากการล่าก็สามารถทำได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

การล่าเป็ดสร้างรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจอเมริกาถึงปีละกว่า 3 พันล้านเหรียญ หรือกว่าหนึ่งแสนล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีให้รัฐถึงประมาณปีละ 530 ล้านเหรียญหรือ 18,000 ล้านบาท

การล่าเป็ดในอเมริกาสร้างรายได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และภาษีให้รัฐกว่า 18,000 ล้านบาท มากเพียงพอที่จะเอาเงินกลับมาป้อนเลี้ยงการอนุรักษ์

ในบ้านเราทุกวันนี้นกเป็ดมีสถานะตรงกันข้ามกับ”ผี”​ ก็คือมีตัวตนอยู่บ้าง แต่ผู้คนกลับไม่เคยสนใจไม่เคยให้ความสำคัญ

เมื่อเป็ดลงกินข้าวมันคือศัตรูของชาวนา เมื่อลงกินปลามันก็เป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ เมื่อมันไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใคร พวกมันจึงถูกแอบล่า, ถูกดัก ถูกวางยาเบื่อ ไม่มีค่าอะไรเกินกว่าเนื้อเหนียวๆที่เป็นอาหารได้สักจาน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ หน่วยงานอนุรักษ์ทั้งหลายก็มองข้ามเมื่อมันไม่ได้อยู่ในเขตอนุรักษ์

เมื่อกินข้าวเป็นจะเป็นศัตรูกับชาวนา เมื่อกินปลาเป็ดจะเป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ

คนไทยเราสงสารเป็ด แต่เราไม่เคยมองเห็นความสำคัญของการอยู่รอดหรือความอุดมสมบูรณ์ของนกเป็ดแต่ละสายพันธุ์ในธรรมชาติเลย

เปล่าเลย ผมไม่ได้พยายามชวนให้คนมาล่านกเป็ดกัน เพราะมันมีจำนวนลดลงจนไม่ควรจะมีการล่ากันแล้วจนกว่าเราจะมีวิธีจัดการให้เป็ดในธรรมชาติเพิ่มจำนวนขึ้นได้ก่อน

แต่ผมอยากจะขออาศัยเรื่องของเป็ดมาเป็นตัวเล่าเรื่องให้เห็นภาพว่า “แนวทางการอนุรักษ์” ที่ทำกันมา 62 ปีนี้  (ซึ่งเราก็ไปเอาตัวอย่างมาจากอเมริกาเกือบทั้งหมด แต่ปฏิบัติแล้วล้มเหลว และแปรสภาพไปจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม) อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องที่จะเดินต่อไปข้างหน้า 

สาเหตุหลักอาจจะเป็นเพราะตอนนี้ “การอนุรักษ์สัตว์ป่า” ของเรานั้นอยู่บนพื้นฐานของ “ความสงสาร” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้อิงหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการจัดการที่ควรทำ ไม่มีความสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ รูปแบบจึงออกไปในทาง “รับบริจาค” เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำคนทำงานก็เหนื่อยแทบตาย ผลที่ได้ก็มีแต่จะเห็นว่าธรรมชาติและสัตว์ป่าถดถอยลงไปเรื่อยๆ

เราตื่นเต้นกับเป็ดนจำนวนหลักร้อย คำถามคือเราควรจะมีเป็ดในธรรมชาติสักกี่ตัว

เป็ดของเราหายไปไเกือบหมดแล้วครับ พร้อมๆสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำอีกหลายชนิด

คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว

ถูกต้องทุกข้อครับ และที่แย่ที่สุด เราไม่เคยใส่ใจกับการหายไปของเป็ดและสัตว์อีกหลายๆอย่างในธรรมชาติเลย

ถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะเลิกโทษกันแล้วหันหน้าเข้ามาร่วมวงสนทนาหารือเพื่อหาแนวทาง “อนุรักษ์”​ กันใหม่

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading