Friday, July 31, 2026

Horned Moons and Savage Santas

-

ในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับชีวิตกลางแจ้งที่ผมได้เคยอ่านมา ผมคิดว่าเล่มนี้น่าจะเด็ดที่สุดแล้วครับ

Horned Moons and Savage Santas รวบรวมเอา 45 บทความที่คัดสรรแล้วจากฝีมือของนักเขียนชั้นสุดยอดของโลกกลางแจ้งหลายยุคหลายสมัย บางคนอาจจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่าง Ernest Hemingway,  Robert Ruark, Jack O’Connor แต่หลายคนก็เป็นนักเขียนที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน กระทั่งว่า มีบางบทความที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน

แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกบทความในหนังสือเล่มนี้คล้ายกันก็คือมันล้วนแต่งดงามลึกซึ้ง จนทำให้ถ้อยคำที่ส่งผ่านตัวหนังสือ ผ่านกาลเวลา พิมพ์ลงกระดาษมานี้สามารถส่งผ่านอารมณ์และความรู้สึกจากผู้เขียนมาถึงเราที่เป็นผู้อ่านได้

บทความในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตกปลา ล่าสัตว์ แต่ไม่เลย มันไม่ใช่การเล่าเรื่อง ความตื่นเต้น ความหื่นกระหายที่จะได้พิชิต Trophy ที่อาจจะใหญ่ติดอันดับโลก หลายๆเรื่องไม่มีเสียงปืนดังเลยด้วยซ้ำ  ทุกเรื่องกลับบรรยายถึงความรู้สึกที่พวกเขา (ผู้เขียน) มีต่อธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเราอ่านแล้วจะรับรู้ได้เลยว่าความรู้สึกนั้นคือความรักที่ลึกซึ้ง

ผมพอจะพูดได้ว่า ผมอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตกลางแจ้งมาไม่น้อย ทั้งหนังสือไทยและหนังสือต่างประเทศ และผมก็พบว่า หนังสือที่สื่อเล่าเรื่องราวของธรรมชาติได้ลึกซึ้งงดงามที่สุดคือเรื่องที่เขียนโดยนักเขียนตกปลาหรือล่าสัตว์ โดยเฉพาะคนที่ก้าวข้ามการล่าทั่วๆไปแล้ว จนสามารถไปถึงการล่าเพื่ออนุรักษ์ หรืออนุรักษ์เพื่อการล่า ต่างจากงานเขียนแนวอื่นๆที่มักจะเล่าเรื่องการเดินทางอย่างผิวเผิน, เรื่องเกี่ยวกับตัวคนเขียน หรือเรื่องราวการพิชิตต่างๆ

นั่นอาจจะเป็นเพราะคนที่มีโอกาสได้ออกไปตกปลาล่าสัตว์ในประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์นั้น หากจะทำได้ดีจะต้องใช้เวลามากมายอยู่ท่ามกลางป่าหรือลำน้ำจนเข้าใจสัตว์ป่าที่เขาต้องการล่า,​ปลาที่เขาต้องการตก และธรรมชาติที่มันอาศัยอยู่อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญที่สุด เมื่อเขาได้เข้าใจและก้าวพ้นความต้องการพื้นฐานที่จะล่าไปแล้ว เขาก็จะหลงรักธรรมชาติอย่างจริงจัง เข้าใจมันในมิติที่ลึกซึ่งกว่าคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ไปจนถึงพร้อมที่จะทุ่มเทแรงกาย กำลังเงินเท่าที่จะทำได้เพื่อจะปกป้องให้ธรรมชาตินั้นคงอยู่เพื่อให้เขาได้มีโอกาสตกปลาหรือล่าสัตว์ต่อไป

ในสังคมไทย โดยเฉพาะในสังคมเมือง เราถูกสั่งสอนกันมาตั้งแต่เด็กว่าการตกปลาล่าสัตว์เป็นบาป เป็นสิ่งเลวร้าย เป็นการทำลายธรรมชาติ 

แต่ผมเริ่มมีความคิดที่ว่า ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาด้านเดียวนี้แหละคือต้นเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้การอนุรักษ์ของเราล้มเหลว จนทำให้เราสูญเสียธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นป่า, ทะเล, สัตว์ป่า, สัตว์น้ำไปจนแทบจะไม่มีเหลือ 

เพราะความเชื่อนี้ทำให้เราอนุรักษ์ด้วยการกันคนให้ห่างออกจากธรรมชาติ  ไม่ให้โอกาสให้คนได้สัมผัสและรักธรรมชาติอย่างแท้จริง เราไม่เคยคิดไม่เคยเรียนรู้ที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดไปเหล่านี้ให้ยั่งยืน 

เมื่อไม่มีการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น ก็คงจะไม่มีใครสักกี่คนในสังคมนี้ที่จะทุ่มเทแรงกาย เสียสละโอกาส และร่วมลงทุนที่จะรักษาธรรมชาติไว้ เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ก็เพียงพูดตามๆกันไปว่ารักธรรมชาติ แต่ไม่ลงมือทำอะไร และไม่แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับธรรมชาติ

อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงตั้งคำถาม บางคนอาจจะด่าผมอยู่ในใจว่าทำไมผมถึงคิดชื่นชมการตกปลาล่าสัตว์ว่าจะช่วยการอนุรักษ์ได้ 

ผมอยากให้ลองคิดเสียอย่างนี้ครับ ว่าถ้าเรายอมรับกันว่าการอนุรักษ์ในบ้านเรานั้นกำลังเดินไปในทางที่ล้มเหลว เราก็ควรเปิดใจรับฟัง เปิดใจที่จะสนทนาหารือกันถึงแนวทางที่แตกต่างไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางที่ประสบความสำเร็จในที่อื่นๆ ซึ่งผมอยากจะชวนคุยกันในครั้งต่อๆไป

บางทีหนังสือดีๆ อย่าง Horned Moons & Savage Santas อาจจะพอสร้างความเข้าใจได้สักเล็กน้อย ก่อนที่เราจะมานั่งคุยกันครับ

ตาเกิ้น

ก่อนรุ่งสางของวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ณ บ้านกอปรสุข

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading