ในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับชีวิตกลางแจ้งที่ผมได้เคยอ่านมา ผมคิดว่าเล่มนี้น่าจะเด็ดที่สุดแล้วครับ
Horned Moons and Savage Santas รวบรวมเอา 45 บทความที่คัดสรรแล้วจากฝีมือของนักเขียนชั้นสุดยอดของโลกกลางแจ้งหลายยุคหลายสมัย บางคนอาจจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่าง Ernest Hemingway, Robert Ruark, Jack O’Connor แต่หลายคนก็เป็นนักเขียนที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน กระทั่งว่า มีบางบทความที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน
แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกบทความในหนังสือเล่มนี้คล้ายกันก็คือมันล้วนแต่งดงามลึกซึ้ง จนทำให้ถ้อยคำที่ส่งผ่านตัวหนังสือ ผ่านกาลเวลา พิมพ์ลงกระดาษมานี้สามารถส่งผ่านอารมณ์และความรู้สึกจากผู้เขียนมาถึงเราที่เป็นผู้อ่านได้
บทความในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตกปลา ล่าสัตว์ แต่ไม่เลย มันไม่ใช่การเล่าเรื่อง ความตื่นเต้น ความหื่นกระหายที่จะได้พิชิต Trophy ที่อาจจะใหญ่ติดอันดับโลก หลายๆเรื่องไม่มีเสียงปืนดังเลยด้วยซ้ำ ทุกเรื่องกลับบรรยายถึงความรู้สึกที่พวกเขา (ผู้เขียน) มีต่อธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเราอ่านแล้วจะรับรู้ได้เลยว่าความรู้สึกนั้นคือความรักที่ลึกซึ้ง
ผมพอจะพูดได้ว่า ผมอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตกลางแจ้งมาไม่น้อย ทั้งหนังสือไทยและหนังสือต่างประเทศ และผมก็พบว่า หนังสือที่สื่อเล่าเรื่องราวของธรรมชาติได้ลึกซึ้งงดงามที่สุดคือเรื่องที่เขียนโดยนักเขียนตกปลาหรือล่าสัตว์ โดยเฉพาะคนที่ก้าวข้ามการล่าทั่วๆไปแล้ว จนสามารถไปถึงการล่าเพื่ออนุรักษ์ หรืออนุรักษ์เพื่อการล่า ต่างจากงานเขียนแนวอื่นๆที่มักจะเล่าเรื่องการเดินทางอย่างผิวเผิน, เรื่องเกี่ยวกับตัวคนเขียน หรือเรื่องราวการพิชิตต่างๆ
นั่นอาจจะเป็นเพราะคนที่มีโอกาสได้ออกไปตกปลาล่าสัตว์ในประเทศที่เขาประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์นั้น หากจะทำได้ดีจะต้องใช้เวลามากมายอยู่ท่ามกลางป่าหรือลำน้ำจนเข้าใจสัตว์ป่าที่เขาต้องการล่า,ปลาที่เขาต้องการตก และธรรมชาติที่มันอาศัยอยู่อย่างลึกซึ้ง และที่สำคัญที่สุด เมื่อเขาได้เข้าใจและก้าวพ้นความต้องการพื้นฐานที่จะล่าไปแล้ว เขาก็จะหลงรักธรรมชาติอย่างจริงจัง เข้าใจมันในมิติที่ลึกซึ่งกว่าคนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งอื่นๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ไปจนถึงพร้อมที่จะทุ่มเทแรงกาย กำลังเงินเท่าที่จะทำได้เพื่อจะปกป้องให้ธรรมชาตินั้นคงอยู่เพื่อให้เขาได้มีโอกาสตกปลาหรือล่าสัตว์ต่อไป
ในสังคมไทย โดยเฉพาะในสังคมเมือง เราถูกสั่งสอนกันมาตั้งแต่เด็กว่าการตกปลาล่าสัตว์เป็นบาป เป็นสิ่งเลวร้าย เป็นการทำลายธรรมชาติ
แต่ผมเริ่มมีความคิดที่ว่า ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาด้านเดียวนี้แหละคือต้นเหตุหลักอย่างหนึ่งที่ทำให้การอนุรักษ์ของเราล้มเหลว จนทำให้เราสูญเสียธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นป่า, ทะเล, สัตว์ป่า, สัตว์น้ำไปจนแทบจะไม่มีเหลือ
เพราะความเชื่อนี้ทำให้เราอนุรักษ์ด้วยการกันคนให้ห่างออกจากธรรมชาติ ไม่ให้โอกาสให้คนได้สัมผัสและรักธรรมชาติอย่างแท้จริง เราไม่เคยคิดไม่เคยเรียนรู้ที่จะใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดไปเหล่านี้ให้ยั่งยืน
เมื่อไม่มีการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างถูกต้องอย่างที่ควรจะเป็น ก็คงจะไม่มีใครสักกี่คนในสังคมนี้ที่จะทุ่มเทแรงกาย เสียสละโอกาส และร่วมลงทุนที่จะรักษาธรรมชาติไว้ เอาเข้าจริงคนส่วนใหญ่ก็เพียงพูดตามๆกันไปว่ารักธรรมชาติ แต่ไม่ลงมือทำอะไร และไม่แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับธรรมชาติ
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนคงตั้งคำถาม บางคนอาจจะด่าผมอยู่ในใจว่าทำไมผมถึงคิดชื่นชมการตกปลาล่าสัตว์ว่าจะช่วยการอนุรักษ์ได้
ผมอยากให้ลองคิดเสียอย่างนี้ครับ ว่าถ้าเรายอมรับกันว่าการอนุรักษ์ในบ้านเรานั้นกำลังเดินไปในทางที่ล้มเหลว เราก็ควรเปิดใจรับฟัง เปิดใจที่จะสนทนาหารือกันถึงแนวทางที่แตกต่างไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวทางที่ประสบความสำเร็จในที่อื่นๆ ซึ่งผมอยากจะชวนคุยกันในครั้งต่อๆไป
บางทีหนังสือดีๆ อย่าง Horned Moons & Savage Santas อาจจะพอสร้างความเข้าใจได้สักเล็กน้อย ก่อนที่เราจะมานั่งคุยกันครับ
ตาเกิ้น
ก่อนรุ่งสางของวันที่ 16 ธันวาคม 2565 ณ บ้านกอปรสุข