Friday, May 15, 2026
Homeความคิดและมุมมองการสั่งปิดสั่งห้ามคือการจัดการที่(มัก)ง่ายที่สุด

การสั่งปิดสั่งห้ามคือการจัดการที่(มัก)ง่ายที่สุด

-

การสั่งปิดสั่งห้ามคือการจัดการที่(มัก)ง่ายที่สุด

ผมเคยได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คนที่รักธรรมชาติและเป็นคนสำคัญที่ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ในประเทศเรา ทุกท่านพูดเหมือนกันหมดว่าสิ่งที่ทำให้เขารักและทำงานต่อสู้เพื่อให้ธรรมชาติดำรงอยู่นั้นมาจากการที่พวกเขามีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติจากการไปแค้มป์, ไปเดินป่า, ไปดูนก, ไปดำน้ำ ในอุทยานแห่งชาติ

มันทำให้ผมเชื่อมั่นเสมอมาว่าการสร้างโอกาสให้กับคนทั่วไปได้สัมผัสธรรมชาติอย่างที่เป็นจริงคือรากฐานที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การอนุรักษ์ธรรมชาติของเราเดินหน้าต่อไปได้

และมันก็คือวัตถุประสงค์หลัก 1 ใน 3 ข้อที่อุทยานแห่งชาติถูกจัดตั้งขึ้นมา

หลายปีที่ผ่านมานี้จำนวนคนที่ออกไปแค้มปิ้ง, เดินป่า ออกไปเที่ยวธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก มองในมุมหนึ่ง นั่นคือโอกาสที่ดีที่จะสร้างแนวร่วมของผู้คนที่รักธรรมชาติรุ่นใหม่ๆขึ้นมา

แต่ดูเหมือนว่ากรมอุทยานจะไม่ได้มองอย่างนั้น และไม่ได้พยายามที่จะปรับตัวที่จะใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์

แน่นอนว่านักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ย่อมหมายถึงปัญหาเพิ่มมากขึ้นที่ต้องจัดการ ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบ

หลายคนบอกว่าปัญหาต่างๆในบ้านเราหลักๆมาจากการขาดจิตสำนึกของผู้คนในส่วนรวม ซึ่งผมก็ว่าจริง เพราะในประเทศนี้เราไม่เคยคิดที่จะปลูกฝังสร้างจิตสำนึกกัน มีแต่จะออกกฎมาห้ามมากขึ้นเรื่อยๆ

ผลที่เกิดขึ้นก็คือเรากลายเป็นประเทศที่มีกฎระเบียบหยุมหยิมมากที่สุดประเทศหนึ่ง โดยที่กฎส่วนใหญ่บังคับใช้ไม่ได้ และปัญหาก็ยังเกิดจากการขาดจิตสำนึกมากกว่าเดิม ไม่ได้พัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็นเลย

เราจะคาดหวังให้ทุกคนเข้าใจและจิตสำนึกเกิดขึ้นงอกงามขึ้นมาเองคงจะเป็นไปไม่ได้

จากข่าวที่กรมอุทยานพยายามสร้างกระแสว่าควรต้องปิดอุทยานปีละ 3 เดือนเพื่อพื้นฟูธรรมชาติเมื่อปีที่แล้ว และข่าวล่าสุดที่ออกมาว่าจะห้ามทำอาหารในลานแค้มป์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้

กรมอุทยานเตรียมออกกฎห้ามทำอาหารในลานกางเต็นท์ เป็นการแก้ปัญหาแบบเหวี่ยงแหมากๆ แทนที่จะแก้ที่ต้นตอของปัญหาคือลานกางเต็นท์ที่หนาแน่นแออัดเกินไปไม่มีการควบคุมจำนวนคน

หลายสิบปีที่ผ่านมานี้ผมไม่เคยเห็นกรมอุทยานมีโครงการอะไรที่จะให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในธรรมชาติให้กับคนที่เข้าไปเที่ยวที่อุทยานเลย การแค้มปิ้งเป็นวัฒนธรรมใหม่สำหรับสังคมไทย และเมื่อไม่มีใครให้ความรู้ที่ถูกต้อง ผมเชื่อว่าปัญหาที่นักท่องเที่ยวสร้างขึ้นส่วนใหญ่เกิดมาจากความที่เขาไม่รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ

ในเรื่องการทำอาหารในแค้มป์ จริงครับ ที่ว่ามีนักท่องเที่ยวบางส่วนทำเกินเลย ทำอาหารที่มีกลิ่นมีควัน ชุมนุมกันกลุ่มใหญ่เสียงดังเลยเวลาอันควร แต่แทนที่จะพยายามสร้างความเข้าใจให้คนกลุ่มนี้ทำให้ถูกต้องตามกฎระเบียบที่มีอยู่แล้ว กรมอุทยานกลับเตรียมที่จะออกกฎข้อห้ามแบบเหวี่ยงแหออกมาอีก ที่จะห้ามทำอาหารในลานกางเต็นท์ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเลยว่ากฎนี้จะไปริดรอนสิทธิและโอกาสของครอบครัวนับร้อยนับพันที่ต้องการมาสัมผัสธรรมชาติและนั่งรอบวงกินอาหารกันอย่างสงบและได้ทำกฎกติกาหรือกระทั่งมารยาทของการใช้พื้นที่อุทยานมาตลอด

กรมอุทยานห้ามทำอาหารในลานกางเต็นท์ โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงเลยว่ากฎนี้จะไปริดรอนสิทธิและโอกาสของครอบครัวนับร้อยนับพันที่ต้องการมาสัมผัสธรรมชาติและนั่งรอบวงกินอาหารกันอย่างสงบและได้ทำกฎกติกาหรือกระทั่งมารยาทของการใช้พื้นที่อุทยานมาตลอด (ภาพครอบครัวญี่ปุ่นกับมืออาหารที่มีความสุขของพวกเขา) ผมเห็นภาพเช่นนี้ของครอบครัวไทยมากมาย และพวกเขากำลังจะถูกสั่งห้าม
กรมอุทยานไทย จะห้ามปิ้งย่าง? ในอุทยานที่อเมริกา อุปกรณ์มาตรฐานที่อุทยานจัดไว้ให้ทุกจุดกางเต็นท์คือเตาปิ้งย่าง พื้นฐานของความคิดนี้ทำไมถึงต่างกัน 

เพราะในอเมริกามีการจัดจุดกางเต็นท์ให้เป็นสัดส่วน มีการควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวให้พอเหมาะกับสถานที่ ส่วนของไทยไม่เคยมีครับ
กรมอุทยานไทยจะห้ามทำอาหารในแค้มป์? เตาปิ้งย่างเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่อุทยานของนามิเบีย (แอฟริกา) จัดไว้ให้กับทุกจุดกางเต็นท์
จุดการเต็นท์ของอุทยานในนามิเบีย (แอฟริกาที่เขาว่าล้าหลัง) มีการจัดเป็นสัดส่วน ควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวให้พอเหมาะ ทุกจุดกางเต็นท์มีเตาปิ้งย่างไว้ให้ใช้ ที่นี่มีทั้งสิงโต เสือดาว และช้าง แต่กรมอุทยานไทยจะห้ามทำอาหารเพราะอ้างว่าทำให้ช้างเข้ามาที่จุดกางเต็นท์

แต่ในขณะเดียวกัน กรมอุทยานไม่เคยพูดถึงและไม่มีท่าทีที่จะจัดการกับต้นตอของปัญหาทั้งหมดนั่นก็คือความแออัดของลานกางเต็นท์ในอุทยาน ไม่มีความคิดที่จะจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับที่ลานแค้มป์จะรับได้ ไม่เคยคิดที่จะจัดลานแค้มป์ให้เป็นสัดส่วนมีระยะห่างอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้มีการเพิ่มและกระจายลานแค้มป์ออกไปเพื่อรับกับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่เรามีอุทยานแห่งชาติอยู่ถึง 154 แห่ง และวนอุทยานอีก 69 แห่ง ในจำนวนนี้หากมีการจัดการที่ดีย่อมสามารถกระจายนักท่องเที่ยวออกไปได้และลดปัญหาต่างๆที่เกิดจากความหนาแน่นได้

ต้นตอของปัญหาทั้งหมดคือลานกางเต็นท์ที่หนาแน่นแออัดเกินไปไม่มีการควบคุม ลองสังเกตดูนะครับว่าเต็นท์ลายพรางคือเต็นท์ของอุทยานเองนั้นกางใกล้กันแค่ไหน
สังเกตดูนะครับว่าเต็นท์ที่อุทยานกางไว้ให้นักท่องเที่ยวเช่าใกล้กันแค่ไหน นี่คือต้นตอของปัญหาที่แท้จริง
กรมอุทยานจะออกกฎห้ามทำอาหารในแค้มป์โดยบอกว่าให้ไปกินอาหารที่ร้านสวัสดิการหรือร้านเอกชนที่อุทยานจัดไว้ให้แทน

มันเป็นการแก้ปัญหาจริงหรือครับ สภาพอุทยานแห่งชาติควรจะเป็นแบบนี้หรือครับ (ภาพจากอุทยานภูกระดึง)
สิ่งที่ขาดหายไปจากอุทยานไทยหลายสิบปีแล้วคือความกระตือรือล้นที่จะให้ความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวที่เขามายังอุทยาน

(ภาพจากอุทยาน Yosemite อเมริกา)

ผมมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ในกรมอุทยานอยู่ไม่น้อย ผมได้เห็นพวกเขาทุ่มเทให้กับการดูแลรักษาธรรมชาติจนผมไม่เคยสงสัยถึงความตั้งใจกับการทำงานของผู้คนในกรมอุทยาน

แต่ปัญหาน่าจะมาจากวิศัยทัศน์ และลำดับความสำคัญของผู้บริหารกรม ที่อาจจะไม่ได้มองว่าการเพิ่มขึ้นของนักท่องธรรมชาติเป็นโอกาสของการสร้างแนวรวมคนรักธรรมชาติและนักอนุรักษ์ แต่หากมองว่าการเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวเป็นเพียงปัญหาและความวุ่นวายที่ต้อง “จัดการ”

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราก็คงจะต้องเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยกฎแต่ขาดจิตสำนึกกันตลอดไปแล้วละครับ

มื้ออาหารที่สงบและมีความสุขในแค้มป์ของครอบครัวชาวญี่ปุ่น ผมเห็นครอบครัวไทยมากมายที่มีความสุขเช่นนี้ และกรมอุทยานกำลังจะห้ามความสุขของพวกเขา
ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading