Sunday, November 8, 2026
Homeความคิดและมุมมองสังคมที่ขาดแคลนธรรมชาติ

สังคมที่ขาดแคลนธรรมชาติ

-

เส้นทางเดินเล็กๆนั้นพาเราข้างเนินเขาแล้ววกเข้าไปผ่านป่าสน

เส้นทางเทรลนี้อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอุทยานYellowstone ที่โด่งดัง ด้วยระยะทางไม่ไกลนัก มันจะพาเราเข้าไปพบกับ Slough Creek แม่น้ำสายเล็กๆกลางป่าที่เป็นที่ไฝ่ฝันของนักตกปลาทั่วโลก  ที่นี่พาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ทั้งหลายไม่สามารถเข้าไปถึงได้ ถ้าอยากไปก็ต้องเดินไปหรือขี่ม้าไปท่านั้น เพราะนี่คือแผ่นดินที่ถูกกำหนดให้เป็นเขต Wilderness (อ่านเรื่องของ Wilderness ได้ที่นี่) แต่ใครๆก็เข้ามาเดินได้โดยที่ไม่ต้อง “ขออนุญาต” ถ้าจะเข้าไปค้างคืนก็เพียงแต่ไปขอ Permit ซึ่งออกให้ทุกคนโดยไม่ต้องมี “ดุลย์พินิจ”​เข้ามาเกี่ยวข้อง

พอเลี้ยวพ้นโค้ง เราก็เจอเพื่อนร่วมทาง 3 คน แบกเป้, ถือไม้เท้าเดินป่า และพกสเปรย์ไล่หมี ท่าทางทะมัดทะแมง พวกเขาทำให้เราสองคนรู้สึกดีที่เราไม่ได้แก่ที่สุดในเทรลนี้

ทุกคนในกลุ่มนั้นทักทายพูดคุยกับเราอย่างเป็นมิตร เดินไปคุยกันไป เทอรี่ชายสูงอายุท่าทางใจดี เล่าให้เราฟังว่า เขาและภรรยาเป็นคนจากชิคาโก้เมืองใหญ่ ตอนนี้เกษียณแล้ว ก็เลยมาทำงานระยะสั้นประมาณ 2 เดือนที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน Yellowstone เป็นแรงงานเสริมในช่วงหลังจากฤดูร้อนที่เด็กนักเรียนที่เป็นกำลังหลักกลับไปเรียนหนังสือกันหมดแล้ว พวกเขาจะทำงานอาทิตย์ละ 4 วัน และมีเวลาอีก 3 วันได้ออกมาเดินเที่ยวป่า ดูเป็นแนวชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย

เส้นทางเริ่มวนลงต่ำ เรามองเห็นทุกหญ้าและที่ราบอยู่ไกลๆ สองข้างทางเริ่มหนาทึบด้วยป่าสนและพุ่มไม้จนเราต้องส่งเสียงดังเตือนหมีที่อาจจะอยู่แถวนั้นไม่ให้ออกมาเจอกันโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมเองถึงกับต้องหยิบสเปรย์ไล่หมีออกมาถือไว้ในมือ

Slough Creek สวยกว่าที่เราวาดภาพไว้ในใจมาก สายน้ำเล็กๆนั้น ไหลคดโค้งผ่านทุ่งกว้าง และโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาไกลๆ มองไปรอบตัว เราไม่เห็นสิ่งปลูกสร้างใดๆที่บ่งบอกถึงสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “ความซิวิไลยซ์” นอกจากสายน้ำ, ทุ่งหญ้า, ทิวเขาและท้องฟ้าแล้ว ก็มีเพียงฝูงควายป่า Bison ที่ยืนกินหญ้ากระจัดกระจายอยู่หลายฝูง

ภาพที่เราเห็นตรงหน้า คงไม่ต่างกันนักจากภาพเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่อนที่คนผิวขาวจะมาถึงทวีปอเมริกา

เพื่อนร่วมทางทั้ง 3 เดินเลยต่อไปยังทะเลสาบ ขณะที่เราลงไปตกปลากันที่แม่น้ำ ไม่นานนักเราก็พบปลาเทร้าท์ที่เราตามหา Yellowstone Cutthroth Trout ปลาพื้นถิ่นที่หายากของที่นี่ (รออ่านเรื่องตกปลาใน Yellowstone เร็วๆนี้ครับ) และเราสองคนก็แยกย้ายไปหามุมสงบตามสายน้ำ

ปลาเทร้าท์ตัวใหญ่นั้นลอยตัวขึ้นมาดูเหยื่อรูปแมลงเต่าทองอาหารโปรดของมันอย่างช้าๆ ก่อนจะเลี้ยวกลับลงไปสู่น้ำลึก น้ำที่ใสราวกับกระจกทำให้ผมเห็นปลาตัวนั้นและตัวอื่นๆในน้ำได้อย่างชัดเจน พวกมันก็คงเห็นผมเช่นกัน

Yellowstone Cutthroat Trout ปลาท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีประวัติน่าสนใจมาก ผมจะเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ

ผมเดินย้อนน้ำไปจนสุดทุ่งกว้าง ที่ตรงนั้นสายน้ำไหลออกมาจากป่าทึบเบื้องหน้า ที่ตรงนั้นดูเหมือนจะมีแต่ผมกับฝูง Bison ไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงลม เมื่อมองไปรอบตัวผมก็มองเห็นแต่ธรรมชาติแท้จริงที่ปราศจากการปรุงแต่ง ผมอยากจะเรียกมันว่า “ธรรมชาติพิศุทธิ์”

ผมอิจฉาชาวอเมริกันเป็นอย่างมากที่เขามีธรรมชาติพิสุทธิ์เช่นนี้ให้ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายๆ ไม่เพียงแต่ในอุทยานแห่งชาติใหญ่ๆเช่นนี้ที่มีเส้นทางให้คนเข้าไปเดินได้อย่างอิสระ แต่แทบทุกเมืองที่ผมเคยไปแม้แต่เมืองใหญ่ๆผู้คนหนาแน่นก็ยังมีเส้นทางเทรลที่อยู่ไม่ไกลให้ไปเดินได้ มีเมืองเล็กๆที่ผมเคยไปเมืองหนึ่งมีเส้นทางเทรลถึง 60 เส้น!!!

ในเมืองไทย เรามีอุทยาน และ “เขตอนุรักษ์” มากมาย แต่มีที่ไหนบ้างที่เรามีเส้นทางที่เราสามารถเดินเข้าไปสัมผัสกับธรรมชาติพิศุทธิ์ได้ 

มีครับ เรายังมีธรรมชาติพิศุทธ์อยู่อีกมาก และอาจจะมีคน “บางคน” ที่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส แต่คนส่วนใหญ่ยังถูก “จำกัด” ไว้ให้เข้าถึงได้แต่ในที่ที่ถูก “ปรุงแต่ง” แล้วเท่านั้น

ลองอ่านป้ายนี้ดูนะครับ

และผมเชื่อว่านี่คือปัญหาพื้นฐานที่ทำให้ “การอนุรักษ์” ของเราไม่มีวันที่ก้าวไปข้างหน้าให้ดีกว่านี้ 

เราจะให้คนส่วนใหญ่ในสังคมของเราเข้าใจและรักธรรมชาติได้อย่างไรเมื่อเขาไม่เคยเห็นว่าธรรมชาติที่แท้จริงเป็นอย่างไร เราจะให้เขาลุกขึ้นเรียกร้องและปกป้องธรรมชาติพิศุทธิ์ได้อย่างไรหากเขาเข้าใจว่าธรรมชาติคือสิ่งที่เขาเห็นจากข้างถนน, เส้นทาง “ศึกษาธรรมชาติ” เทปูน และลานกางเต็นท์ที่เป็นสนามหญ้าเขียวตัดเรียบของอุทยานฯ ทั้งๆที่มันถูก “ตกแต่ง” ไปแทบจะไม่ต่างไปจากสิ่งที่เราเรียกว่ารีสอร์ต 

เมื่อความเข้าใจเป็นเช่นนี้ ทุกวันนี้เราจึงเพียงใช้ชีวิตสมมุติที่ห่างไกลจากความจริงกันขึ้นไปเรื่อยๆ

หากจะหักเหกลับไปสู่ธรรมชาติและความเป็นจริง เราคงต้องเริ่มการเปลี่ยนแปลงนี้จากการทำให้คนส่วนใหญ่รับรู้ก่อนว่า เรายู่ในสังคมที่ “ขาดแคลนธรรมชาติ”

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

LEAVE A REPLY

LATEST POSTS

ผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว  เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values)  เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture) ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้...

ไมค์กี้

“ใครยิงธนูเป็นช่วยสอนผมหน่อย ที่ไหนมีธนูขายบ้างช่วยบอกหน่อยครับ”  ผมเขียนข้อความประมาณนี้ลงในเว็บบอร์ด “รอบกองไฟ” ของเว็บ ThailandOutdoor เมื่อ 22 ปีก่อนด้วยความคับแค้นใจว่าหาซื้อธนูไม่ได้ และไม่มีใครสอนให้ยิง “ผมทำงานอยู่ร้านธนู” <Mike Wann> “ร้านอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” <ตาเกิ้น>  “ผมอยู่แคลิฟอร์เนียครับ 555” <Mike Wann> จากนั้นผมก็คุยกับ Mike Wann ทางข้อความอย่างเมามัน เขาให้ความรู้เรื่องธนูที่หาไม่ได้ในเมืองไทย พอผมบอกว่าอยากได้เขาก็หาคันธนูมือสองชั้นดีถอดเป็นชิ้นๆส่งมาให้ผมประกอบ แล้วก็สอนให้ผมยิงธนูจากระยะไกลจากอเมริกา ธนูคันแรกที่ Mike ส่งมาให้ผม ทำให้เกิดประกายไฟของการยิงธนูในเมืองไทย...

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

Most Popular