Sunday, October 4, 2026
HomeความคิดและมุมมองA Sand County Almanac และ เรื่องราวของ Aldo Leopold

A Sand County Almanac และ เรื่องราวของ Aldo Leopold

-

หนังสือเล่มเล็กๆที่ชื่อว่า A Sand County Almanac นี้ เป็นหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมา

หนังสือเล่มนี้เขียนโดย Aldo Leopold ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนักอนุรักษ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อความคิดของวงการอนุรักษ์อเมริกันมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นหนังสือที่เขาเขียนขึ้นในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต

A Sand County Almanac เป็นงานเขียนที่บันทึกความงดงามของธรรมชาติรอบตัวในแต่ละเดือนแต่ละฤดูกาลที่เปลี่ยนไปของรอบปี ด้วยความช่างสังเกตและสุนทรีย์ของผู้เขียน ทำให้เขาสามารถนำเรื่องราวของธรรมชาติออกมาถ่ายทอดได้อย่างงดงาม ผนวกกับความสามารถในการเล่าเรื่องอย่างน่าติดตามและสำนวนในการเขียนหนังสือที่สละสลวย ทำให้ทุกบททุกย่อหน้าในหนังสือเล่มนี้ดึงเราเข้าไปสู่ห้วงของจินตนาการเพื่อให้เห็นภาพตามคำบรรยายเลยทีเดียว

Aldo Leopold นั้นเป็นคนที่เราจะอธิบายได้ยากมากว่าเขาคือ “อะไร” เพราะเขาเป็นทั้ง นักวิชาการด้านธรรมชาติ,​ พนักงานป่าไม้, นักอนุรักษ์, นักเขียน, นักตกปลา, นักล่าสัตว์, อาจารย์มหาวิทยาลัย,​ นักปรัชญา 

Aldo Leopold Preparing a Journal Note at the Shack in Sauk County, WI in 1946

Aldo Leopold เป็นผู้ที่คิด concept และผลักดันจนรัฐบาลอเมริกาประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์ที่เรียกว่าเขต Wilderness (ผมขอเรียกว่า เขตธรรมชาติพิสุทธิ์ อ่านเรื่องของ Wilderness ได้ที่บทความนี้ครับ) โดยมีเป้าหมายที่จะให้เป็นเขตที่ปราศจากการลุกล้ำของสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ (Civilization) เพื่อให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า, เป็นที่ศึกษาธรรมชาติในรูปแบบดั้งเดิม และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เพื่อให้ผู้คนได้เข้าไปสัมผัสธรรมชาติพิสุทธิ์และวิถีชีวิตดั้งเดิม (premitive lifestyle) ในฐานะที่มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

นอกจากนี้ Aldo Leopold ยังได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของ Wildlife Management ศาสตร์แห่งการจัดการสัตว์ป่า เพื่อให้สัตว์ป่าดำรงค์อยู่ในธรรมชาติอย่างสมบูรณ์และสามารถใช้ประโยชน์ “เก็บเกี่ยว” ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป ศาสตร์นี้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การอนุรักษ์ของอเมริกาประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ได้

Land Ethic คือบทความอีกหนึ่งของ Aldo Leopold ในหนังสือเล่มนี้ที่หลายคนกล่าวถึงว่าเป็นปรัชญาความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติที่ครบถ้วนลุ่มลึกที่สุดเรื่องหนึ่ง

Land Ethic เป็นการนำเสนอให้เปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ต่อผืนแผ่นดินให้เปลี่ยนจากการ “ครอบครอง” และเอาชนะมาเป็นการมองผืนแผ่นดินและสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นเสมือนสมาชิกส่วนหนึ่งในสังคมที่จะต้องดูแลและอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็ไม่ได้แยกคนออกมาจากธรรมชาติ แต่เสนอให้อยู่ร่วมเป็นระบนิเวศน์ที่พึ่งพากันอย่างสมดุลย์และยั่งยืน

ด้วยประสบการณ์ในการทำงานจริงหลากหลายด้านของเขาไม่ว่าจะในฐานะ นักตกปลา,​นักล่าสัตว์,​ นักอนุรักษ์, นักวิชาการ, ครู,​นักเขียนและนักปรัชญา ทำให้ Aldo Leopold มีมุมมองธรรมชาติที่กว้าง, ครบถ้วนและลุ่มลึกที่หาได้ยากมากในคนคนเดียว

Aldo Leopold ใช้เวลาถึง 12 ปีในช่วงสุดท้ายของชีวิตของเขา เขียนและปรุงแต่ง A Sand County Almanac เขาเขียนมันจากประสบการณ์ที่สะสมมา บ่มเพาะจนได้ที่ และกลั่นกรองออกมาในขณะที่ความคิดเริ่มจะตกตะกอนสงบนิ่ง เขามุ่งมั่นที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงความหมายของคำว่า “Conservation” ที่ลึกซึ้งกว่า คำว่า “อนุรักษ์” อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หนังสือเล่มนี้คือหนังสือที่ดีที่สุดที่เขาเขียน

Aldo Leopold ได้รับแจ้งจากสำนักพิมพ์ว่าจะตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวขณะที่เข้าไปช่วยเพื่อนบ้านดับไฟป่า

A Sand County Almanac and Sketches Here and There ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1949 ถูกแปลไปตีพิมพ์อีก 14 ภาษา (เสียดายที่ยังไม่มีภาษาไทย) และตีพิมพ์ไปแล้วกว่า 2 ล้านเล่ม

แนะนำให้ลองหามาอ่านกันครับ แล้วความคิดคุณจะเปลี่ยนไปอีกมาก

Note: 

หนังสือเล่มนี้มีจำหน่ายที่ Kinokuniya https://thailand.kinokuniya.com/bw/9780195059281

และถ้าใครอยากอ่านในรูปแบบ E-Book ก็มีขายใน Amazon ครับ https://www.amazon.com/Sand-County-Almanac-Sketches-There-ebook/dp/B000SEKUM6/ref=tmm_kin_swatch_0?_encoding=UTF8&qid=1566962835&sr=8-2

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

1 COMMENT

Leave a Reply

LATEST POSTS

ผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว  เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values)  เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture) ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้...

ไมค์กี้

“ใครยิงธนูเป็นช่วยสอนผมหน่อย ที่ไหนมีธนูขายบ้างช่วยบอกหน่อยครับ”  ผมเขียนข้อความประมาณนี้ลงในเว็บบอร์ด “รอบกองไฟ” ของเว็บ ThailandOutdoor เมื่อ 22 ปีก่อนด้วยความคับแค้นใจว่าหาซื้อธนูไม่ได้ และไม่มีใครสอนให้ยิง “ผมทำงานอยู่ร้านธนู” <Mike Wann> “ร้านอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” <ตาเกิ้น>  “ผมอยู่แคลิฟอร์เนียครับ 555” <Mike Wann> จากนั้นผมก็คุยกับ Mike Wann ทางข้อความอย่างเมามัน เขาให้ความรู้เรื่องธนูที่หาไม่ได้ในเมืองไทย พอผมบอกว่าอยากได้เขาก็หาคันธนูมือสองชั้นดีถอดเป็นชิ้นๆส่งมาให้ผมประกอบ แล้วก็สอนให้ผมยิงธนูจากระยะไกลจากอเมริกา ธนูคันแรกที่ Mike ส่งมาให้ผม ทำให้เกิดประกายไฟของการยิงธนูในเมืองไทย...

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading