Friday, September 11, 2026
Homeชีวิตและการเดินทางเรื่องแปลกที่กลางป่าเรื่องแปลกที่กลางป่า ตอนที่ 1 เขาฟ้าผ่า

เรื่องแปลกที่กลางป่า ตอนที่ 1 เขาฟ้าผ่า

-

ผมเป็นคนที่มีความสุขมากเวลาที่ได้อยู่ในป่าครับ มีเวลาหลบไปได้เมื่อไหร่เป็นต้องหนีไปนอนในป่าไม่ว่าจะเป็นชายป่าหรือป่าลึกแค่ไหนถ้ามีโอกาสมีใครชวนผมไปหมด จากการที่เข้าป่ามาในช่วงเวลาหลายสิบปีนี้ มีหลายครั้งที่ได้พบเจอเรื่องแปลกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้ เพื่อนๆหลายคนอยากจะให้ผมเขียนเล่าเรื่องมานาน มาวันนี้ลงมือซะที เร่ิมจากเรื่องแรกกันเลยครับ ขอบอกเลยครับว่า ทุกเรื่องที่จะเล่านี้เป็นเรื่องผมเองก็ไม่ได้ปักใจเชื่อยังสงสัยว่าคืออะไรที่เจอมาเองจริงๆครับ

ร่วมสิบปีมาแล้ว ตอนที่เพื่อนในกลุ่ม ThailandOutdoor เพิ่งจะรวมตัวกันได้ใหม่ๆ หลายคนอยากจะออกไปทดลองเดินป่า จึงมีการวางแผนว่าจะพาน้องใหม่หลายคนไปเดินป่ากันที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ช่วงนั้นบังเอิญว่าเจ้าหน้าที่เขาใหญ่ที่ผมรู้จักคุ้นเคยล้วนแต่ย้ายหน่วยหรือขาดการติดต่อหาตัวกันไม่เจอ (สมัยนั้นผู้คนยังไม่ได้มีโทรศัพท์มือถือกันเหมือนทุกวันนี้นะครับ) จึงมี “ตุ๊ง” น้องในกลุ่มคนหนึ่งเป็นธุระให้โดยที่ไปติดต่อเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งที่เราไม่รู้จักมาก่อนมานำทางให้ โดยมีเป้าหมายกันอยู่ที่ “เขาฟ้าผ่า” ซึ่งเป็นยอดเขาอยู่ทางตะวันตก เราเดินทางไปกันในเดือนพฤศจิกายน 2549


เราออกเดินทางจากบริเวณใกล้ๆที่ทำการ คณะเรามีกัน 7 คน และมีเจ้าหน้าที่นำทางไป 3 คนเป็นเจ้าหน้าที่หนุ่มๆทั้งหมด กว่าจะออกเดินทางกันได้สายมากแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เราเดินผ่านหน่วยคลองอีเฒ่าแล้วก็ตัดเข้าป่าไปอีก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

“พวกคุณเดินช้ากันอย่างนี้ ไม่มีทางเดินถึงเขาฟ้าผ่าหรอก” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูดอย่างหงุดหงิด พูดก็พูดเถอะผมไม่ชอบกริยาและคำพูดของพวกเขานัก พวกเขาทั้ง 3 ดูจะค่อนข้าง “กร่าง” และ “คุย” มาก เมื่อเทียบกับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆที่ผมคุ้นเคยซึ่งสุภาพและซ่อนคมกันทุกคน กับสามคนนี้ผมกลับรู้สึกว่าพวกเขาไม่ค่อยมีคมให้ซ่อนกันสักเท่าไหร่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ด้วยเหตุที่เราออกเดินกันสาย และก็เดินกันช้าด้วย ทำให้เราเดินไม่ถึงจุดหมายคือยอดเขาฟ้าผ่าจริงๆ

“วันนี้นอนที่นี่แหละ ผมบอกแล้วว่าเดินแบบนี้ไม่ไม่มีทางเดินถึงเขาฟ้าผ่าหรอก” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกพลางปลดเป้ลงจากบ่า ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสามโมงกว่าๆเท่านั้นเอง

ผมมองไปรอบตัว บริเวณนั้นเป็นจุดที่ลำห้วยสองสายมารวมกัน อย่างที่มีคำเรียกว่า “สามแพร่ง” ผมไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเท่าไหร่ แต่ที่ข้องใจมากก็คือพื้นดินบริเวณนั้นเต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์ตั้งแต่หมูป่า,กวาง ไปจนถึงช้างเปรอะไปหมดจนแทบทุกตารางนิ้วและยังมีทางด่านสัตว์เดินผ่านชัดเจน

พื้นที่ที่เราจะตั้งแค้มคือบริเวณสามเหลี่ยมในภาพ เป็นจุดบรรจบกันของลำห้วยสองสาย พื้นที่นี้เต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์ที่ลงมากินน้ำ
พื้นที่ที่เราจะตั้งแค้มคือบริเวณสามเหลี่ยมในภาพ เป็นจุดบรรจบกันของลำห้วยสองสาย พื้นที่นี้เต็มไปด้วยรอยเท้าสัตว์ที่ลงมากินน้ำ
ดูรอยสัตว์ตรงพื้นที่ที่จะตั้งแค้มป์นะครับ
ดูรอยสัตว์ตรงพื้นที่ที่จะตั้งแค้มป์นะครับ มันเป็นอย่างนี้ไปรอบด้านเลยครับ

“ผมว่าพื้นที่มันไม่น่าตั้งแค้มเลยนะ มันเป็นจุดที่สัตว์ลงมากินน้ำกัน นี่เพิ่งยังไม่สี่โมง เราเดินกันไปอีกหน่อยก็ได้นะครับ” ผมพูดกับเจ้าหน้าที่ทั้งสาม

“คุณกลัวเหรอ มากับพวกผมนี่ไม่ต้องกลัวหรอก สามแพร่งนี่ก็ไม่เป็นไร นอนที่นี่แหละ” คนหนึ่งพูดแบบไม่สนใจผมนัก

ผมจัดให้น้องๆในคณะผูกเปลใกล้ๆกัน โดยมีผมและพี่พิชญ์นักเดินป่ามือเก่าอีกคนผูกเปลกันอยู่ด้านนอก เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนผูกเปลอยู่เรียงรายกันห่างเราออกไปเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้เป็นที่ก่อกองไฟและนั่งกินข้าว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ผมสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งผูกเปลขวางด่านสัตว์(ทางเดินสัตว์) ไว้ ยังนึกในใจว่าหมอนี่ใจถึงแฮะ

ตอนค่ำเราล้อมวงกันกินข้าวใกล้ๆกองไฟ เจ้าหน้าที่ทั้งสามคนเอาหล้าออกมากินกัน โดยที่พวกเราไม่มีใครกินเหล้าเลย พอเหล้าเข้าปาก ดูเหมือนพวกเขาจะ “คุย” มากขึ้น

“ป่าแถวนี้พวกผมเดินตรวจกันบ่อยจนปรุแล้วไม่ต้องกลัวหรอก”

“นี่เราเดินมายังไม่ถึงครึ่งทางเลย พวกคุณเดินกันช้ามาก ผมบอกแล้วว่าเดินแบบนี้ไม่ถึงเขาฟ้าผ่าหรอก”

“สัตว์แถวนี้เยอะมาก แต่พวกคุณมาเดินป่าแต่งตัวกันเสื้อสีสดแบบนี้ ไม่มีทางได้เห็นสัตว์อะไรหรอก”

ฯลฯ

ผมอึดอัดกับการปฏิบัติตัวของพวกเขาพอสมควร คนอื่นๆในคณะก็คงรู้สึกเหมือนกัน จึงไม่ค่อยมีใครพูดคุยอะไรมากนัก เราไปนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ


“อ๊ากกกกก อ๊ากกกกก อ๊ากกกกก” เสียงร้องดังลั่นขึ้นกลางแค้มป์ ผมยังจำเสียงร้องนั้นได้จนถึงทุกวันนี้แต่มันยากมากที่จะเขียนบรรยายเสียงนั้นออกมาเป็นตัวหนังสือ

ผมกับพี่พิชญ์กระโดดลงจากเปลพร้อมไฟฉายในมือ เมื่อเราส่องแสงไฟฉายไปที่ต้นตอของเสียงเราก็พบใบหน้าซีดเผือดและเต็มไปด้วยความหวาดกลัวของเจ้าหน้าที่คนที่ผูกเปลขวางทางด่านอยู่ ผมเห็นหน้าเขาตอนนั้นแล้วเข้าใจได้เป็นครั้งแรกว่าคนที่ผมตั้งชี้ไปทั้งหัวเป็นอย่างไร

“เกิดอะไรขึ้นครับ” พี่พิชญ์ปรี่เข้าไปถาม

เจ้าหน้าที่คนนั้นอึกอักหันซ้ายหันขวาล่อกแล่ก พูดไม่ค่อยจะเป็นภาษาที่ใครจะเข้าใจได้

“เฮ่ย เอาไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยคุยกัน มา มึงย้ายมานอนใต้เปลกูนี่” เจ้าหน้าที่อีกคนบอกเพื่อน

แค่นี้ผมก็พอจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไม่ถามอะไรต่อและให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปนอน ผมดูนาฬิกา ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณตีหนึ่ง

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่คนที่นอนขวางทางด่านแล้วร้องขึ้นมากลางดึกจึงเล่าเหตุการณ์ให้เราฟัง

“ผมนอนอยู่ในเปล ตื่นขึ้นมากลางดึก พอลืมตาก็เห็นตาแก่ผมยาวผมขาวไปทั้งหัวกำลังชะโงกหน้าลงมามองผมอยู่ในเปล ผมช็อคพยายามจะร้องก็ร้องไม่ออกอยู่พักหนึ่งแกก็มองอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งส่งเสียงได้และคนอื่นตื่นขึ้นมานั่นและครับ”

ตอนสายๆเราเก็บแค้มป์เดินทางกลับออกมายังที่ทำการ ตอนเช้านี้รู้สึกว่าความ “กร่าง” ของเจ้าหน้าที่ทั้งสามจะหายไปจนหมดสิ้น พวกเขาพาเราเดินกลับออกมาเงียบๆ

จนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่มั่นใจนัก ว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆหรือมันอาจจะเป็นความฝันที่เจ้าหน้าที่คนนั้นนึกไปเอง แต่ที่แน่ๆผมไม่เคยคิดที่จะผูกเปลขวางทางด่านสัตว์เลย เพราะนั่นมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำด้วยเหตุผลทั้งที่เราเข้าใจได้และไม่สามารถเข้าใจครับ

rec300

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

2 COMMENTS

  1. ขอบคุณครับพี่ เล่าเรื่องได้น่าติดตามมากครับ ตะรอตอนต่อๆ ไปครับ

  2. น่าติดตาม มีแง่คิด สิ่งที่ควรทำ สนุกมากครับ
    รอฟังเรื่องต่อไปครับ

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading