Saturday, May 2, 2026
Homeชีวิตและการเดินทางมนุษย์เดินช้าที่ “หิมาลัย” ตอนที่ 9 - 10 (จบ)

มนุษย์เดินช้าที่ “หิมาลัย” ตอนที่ 9 – 10 (จบ)

-

“Trekking in the NEPAL HIMALAYA”

ตอนที่ 9 : “ เรื่องนี้ไม่มีหักมุม”

IMG_1242

เช้าวันที่ 8 ของการเดินทาง เช้าวันที่เราตัดสินใจหันหลังกลับจาก Dole เราเดินคุยกันมาเรื่อยๆ ในใจยังคงเสียดายที่ไปไม่ถึงจุดหมายที่เราตั้งไว้

“พอรู้ว่าจะได้กลับบ้าน ดูกะต่ายผ่อนคลายขึ้นน่ะ เริ่มยิ้มได้แล้วด้วย” พี่ปั้นเปิดบทสนทนาใหม่ขึ้นมา

IMG_1032

“ไม่รู้ซิ หนูรู้สึกแปลกๆ มันร้อนลนอยากจะไปให้พ้นจากตรงนี้ รู้สึกไม่อยากขึ้นไปมากกว่านี้แล้ว มันหวิวๆ แปลกๆ หนูมองขึ้นไปแล้วหนูรู้สึกกลัว พี่ก็รู้ว่าจิงๆ แล้วหนูชอบภูเขามากขนาดไหน แต่ครั้งนี้มันไม่อยากไปจิงๆ ลางสังหรณ์แบบนี้มันไม่ดีเลย ไม่ใช่ว่าพอเรากลับไปแล้วมีหิมะถล่มล่ะ”

“คงไม่มีอะไรมั้ง เพราะกะต่ายไม่สบายมั้งเลยรู้สึกแบบนี้ แล้วตอนนี้ก็เริ่มเข้าหน้าร้อนแล้วมันจะมีหิมะถล่มได้ไง” พี่ปั้นให้เหตุผล

“อืม คงงั้นมั้ง ขอให้ทุกอย่างปกติ ขอให้หนูรู้สึกไปเอง” ต่ายบอกพี่ปั้นไปแบบนั้น แต่ในใจกลับกังวลอย่างบอกไม่ถูก

IMG_0904

กำหนดการที่เราตั้งกันไว้วันนี้ คือเราจะเดินรวดเดียวจาก DOLE ไปแวะทานข้าวที่ PHORTSE THANGA จากนั้นก็เดินต่อยิงยาวไปค้างที่ NUMCHE BAZAAR 1 คืน ในขณะที่เราเดินลงมา ก็จะสวนทางกับนักเดินคนอื่นๆ ที่กำลังสวนทางขึ้นไป เราต่างทักทายให้กำลังใจกันเป็นปกติ และในหลายๆ ครั้งเราก็จะได้รับคำทักทายในภาษาที่เค้าคิดว่าเป็นภาษาของเรานั่นคือ “หนีห่าว หนีห่าว” เราก็ทำได้เพียงหัวเราะและตอบไปพร้อมรอยยิ้มว่า “I come from Thailand” และบทสนทนาของคนแปลกหน้าบนเส้นทางเล็กๆ นี้ ก็มักจบลงด้วยเสียงหัวเราะแบบเขิลๆ เสมอ นอกจากเราจะโดนทักว่ามาจากจีนบ่อยๆ แล้ว เรายังโดนทักว่ามาจาก เกาหลี และ มาเลเซีย ในปริมาณที่ไม่ต่างกัน ไม่มีเลยสักครั้งที่เราจะโดนทักทายว่ามาจากเมืองไทย ไม่รู้ว่าเพราะหน้าตาเรามันไม่ละม้ายคล้ายคนไทยเท่าไหร่ หรือ เพราะเส้นทางนี้ไม่ได้มีคนไทยมากนักที่เลือกจะมากันแน่

IMG_0927 2

เราเร่งฝีเท้าได้มากขึ้น เพราะจาก DOLE กลับไป PHORTSE THANGA นั้นเป็นทางลง แต่ถึงจะเป็นทางลง เราก็ยังคงระมัดระวังเสมอ ภาพเหตุการณ์ที่พี่ปั้นลื่นเกือบตกเหว ยังคงชัดเจนเพื่อคอยเตือนสติเราให้ไม่ประมาท เราพูดคุยกันแบบสบายๆ ตลอดทาง ต่างจากวันที่เรามาที่แรกเริ่มด้วยรอยยิ้ม แต่เวลาต่อมาก็ถูกแทรกด้วยความเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความสูง หลายครั้งที่ความเหนื่อยและความเครียดทำให้เราหงุดหงิดใส่กันจนต่างคนต่างเดินกันเงียบๆ โดยไม่พูดกันสักคำ อาจเป็นเพราะเราเลือกที่จะมากันแค่ 2 คน โดยไม่มีเพื่อนร่วมทางอื่นให้ได้พูดคุย ช่วยเหลือ หรือแบ่งปัน จึงไม่แปลกที่บ่อยครั้ง เราจะ “คิดถึงเพื่อน” เราต่างบ่นคิดถึงเพื่อนของเราตลอดทาง ถ้าพวกเค้าได้มา เส้นทางนี้คงจะมีสีสันและสนุกสนานขึ้นไม่น้อย

เราใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ก็มาถึงที่ PHORTSE THANGA เราแวะทานข้าวกันที่นี่ พร้อมทั้งยื่นถุงขนมที่เราตั้งใจแยกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนให้กับเด็กน้อย 2 คนที่เราชอบมากตั้งแต่วันที่เดินทางไป ขนมถุงเล็กๆ ที่ทำให้คนรับยิ้มหน้าบานพร้อมทั้งแกะกินอย่างเอร็ดอร่อย ของบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันเล็กน้อย อาจจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับอีกคน

IMG_0929 เราใช้เวลาพักทานข้าวเพียง 20 นาทีก็ออกเดินทางต่อ โดยมีจุดหมายที่จะพักอีกครั้งที่ MONGLA SNOWLAND ที่ในวันที่มาเราต้องเดินทางลงดิ่งมากว่า 1 ชั่วโมง และแน่นอน เมื่อเราต้องเดินย้อนกลับไป มันจะกลับกลายเป็นทางขึ้นที่ชันมากเช่นกัน แต่น่าแปลกที่เรากลับไม่ยักบ่นเหมือนตอนมา ตรงข้าม เรากลับยิ่งเดินได้เร็วขึ้นๆ เพราะยิ่งเราเดินพ้นทางชันดิ่งนี้ไปเร็วเท่าไหร่ ก็เท่ากับว่าเราจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นเท่านั้น

IMG_0931 เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการเดินขึ้นมา MONGLA SNOWLAND เราตั้งใจจะหยุดพักที่นี่เพื่อหลบหนาวสักพัก เราแยกกันไปหามุมที่เราชอบ พี่ปั้นออกไปถ่ายรูป โดยที่ต่ายขอหลบหนาวอยู่ในร้านอาหาร

IMG_0945

ก่อนออกเดินทางอีกครั้งต่ายอยากเข้าห้องน้ำจึงเดินไปถามเจ้าของร้าน เจ้าของร้านชี้ไปที่ทางลงไปสวนด้านล่าง โดยมีห้องน้ำเล็กๆ ที่ก่อด้วยหินตั้งอยู่ห่างจากตัวบ้านออกไปพอประมาณ ในแว๊บแรกที่เห็น ต่ายไม่ได้คิดอะไรเลยเพราะทุกอย่างดูปกติดี แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป ห้องน้ำที่ต่ายเห็นคือห้องที่ถูกปูด้วยพื้นกระดานและมีช่องใหญ่พอประมาณอยู่ตรงกลางห้อง รอบๆ ห้องถูกอัดแน่นไปด้วยใบไม้กองสูงเกือบเท่าเอว พร้อมไม้กระดานเล็กๆ หนึ่งอันวางไว้บนกองใบไม้ ต่ายยืนมองและยังงงกับสิ่งที่เห็นว่ามีไว้ทำอะไร และนี่ใช่ห้องน้ำจิงๆ รึเปล่า แต่เมื่อก้มลงไปดูในช่องว่างกลางห้องก็เริ่มเข้าใจ ช่องว่างที่ว่าคือที่สำหรับให้เราขับถ่าย เมื่อเสร็จธุระก็ใช้เจ้าไม้กระดานเล็กๆ แผ่นนั้นโกยใบไม้รอบๆ ห้องลงไปปิดสิ่งที่เราขับถ่ายลงไป เพราะห้องน้ำถูกยกสูงขึ้นโดยสิ่งที่เราขับถ่ายลงไปก็จะกองอยู่กับพื้นนั่นแหล่ะ ไม่ได้ผ่านการขุดหลุมลึกหรือมีบ่อเก็บแบบบ้านเราแต่อย่างใด ต่ายหัวเราะกับตัวเองแล้วคิดในใจว่า เอาว่ะ! สักครั้งในชีวิตกับห้องน้ำสาธารณะบนเส้นทางหิมาลัย

เมื่อเผชิญกับห้องน้ำสุดเซอร์ไพร์มาได้ เราก็ออกเดินทางต่อ เส้นทางที่เคยยาวไกลและเหนื่อยเหมือนใจจะขาด วันนี้ดูจะใจดีขึ้นที่เส้นทางเริ่มเปลี่ยนเป็นทางลงแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นทางลงที่เลาะกับหน้าผาอยู่ดี

IMG_0949 2ด้วยเส้นทางที่ยังอีกไกลมาก เราจึงหยุดพักไม่บ่อยนัก และเมื่อเรามองไปบนฟ้าก็เห็นเมฆฝนดำมืดไปหมด แสงแดดถูกเมฆขโมยไปแล้ว อากาศจึงหนาวลงอย่างรวดเร็ว บวกกับลมที่พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งทำให้เราต้องเร่งฝีเท้ามากขึ้นกว่าเดิมเพื่อจะไปให้ถึง NUMCHE BAZAAR ก่อนที่ฝนจะตก ยิ่งใกล้ถึงที่หมายเท่าไหร่ ลมก็ยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น และในบางช่วงเราต้องหยุดเดิน เพราะลมพัดเอาหมอกมาบังทางเดินจนมิด

IMG_1248ฝนเริ่มลงเม็ดมาแล้ว เรายังเหลืออีกกว่า 2 กิโลจะถึงที่หมาย ในตอนนี้เราเดินกึ่งวิ่งเพื่อแข่งกับเวลา จนในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายวันนี้ของเรา NUMCHE BAZEER

IMG_0774

เราเดินตรงดิ่งกลับลงไปที่โรงแรมเดิม โดยหวังว่าเราจะได้ปลดเป้อันหนักอึ้งบนไหล่เราลงและได้พักผ่อนซ่ะที เพราะวันนี้เราเดินมาเหนื่อยมากตั้งแต่เช้าจรดเย็น เมื่อเราเจอเจ้าของโรงแรมเราก็ได้รับข่าวร้ายว่า ห้องเต็ม เราเดินออกมาหาที่พักใหม่แบบไม่ได้ตั้งตัว พี่ปั้นแนะนำให้เราปลดเป้วางไว้ข้างทางก่อนแล้วค่อยออกไปหาที่พัก พี่ปั้นเดินหายไปกว่า 20 นาทีท่ามกลางฝนที่เริ่มลงเม็ดหนักขึ้นเรื่อยๆ และเดินกลับมาพร้อมข่าวร้ายว่าโรงแรมเต็มหมด เราเริ่มกังวลกับเหตุการณ์ที่เราไม่คาดคิดมาก่อนและตัดสินใจว่าจะออกไปหาที่พักด้วยกันอีกครั้งโดยทิ้งกระเป๋าไว้ที่เดิม ถ้าท้ายที่สุดเราหาที่พักไม่ได้จิงๆ เต๊นที่เราหอบหิ้วมาจากเมืองไทย ก็คงได้ออกมาใช้งานท่ามกลางหิมะและฝนก็คราวนี้ สุดท้ายเราได้ที่พักที่อยู่ลึกเข้าไปหน่อยมา 1 ห้อง และน่าแปลกใจที่เราน่าจะเป็นลูกค้าห้องเดียวในโรงแรมนี้ทั้งที่โรงแรมเกือบทั้งหมดในหมู่บ้านนั้นเต็ม แต่ใครจะไปสน ในสถานการณ์นี้แค่เราได้ห้องพักก็เพียงพอแล้ว เมื่อเราเข้าที่พักเรียบร้อย เราก็ออกมาเดินเล่นในหมู่บ้านเพื่อหาอะไรทาน และในตอนนั้นเราก็เจอกับสำเนียงคุ้นเคยที่ทำเอาเราหันกลับมาแทบไม่ทัน เราเจอกลุ่มคนไทย! พี่ๆ กลุ่มนี้จะเดินทางต่อไปเบสแค้มในวันพรุ่งนี้ เราคุยกันขโมงโฉงเฉงและแบ่งปันประสบการณ์ เราบอกถึงสิ่งของหลายๆ อย่างที่จำเป็นสำหรับคนเมืองร้อนมาเที่ยวเมืองหนาวอย่างเราให้เตรียมติดตัวไว้ ไม่ว่าจะเป็น หมวก ผ้าปิดจมูก ถุงร้อนอุ่นมือ หรือยาต่างๆ ของเล็กน้อยที่ช่วยให้เราไม่ทรมานกับการเดินผ่านเส้นทางนี้มากนัก

เราคุยกันพักใหญ่ก็ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน คนนึงตื่นเต้นกับวันพรุ่งนี้ที่จะได้ออกสู่เส้นทางที่วาดฝันไว้ อีกคนดีใจที่จะได้กลับบ้านหลังจากผ่านเส้นทางที่เคยวาดฝันมาอย่างทรมาน เราแยกไปคนล่ะทาง แต่หัวใจเราเต้นเร็วไม่ต่างกัน


เรากลับมาโรงแรมเพื่อทานอาหารเย็นและเพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าของโรงแรมให้หาลูกหาบสำหรับ 2 วันที่เหลือในการเดินทางลงไป LUKLA ให้เรา เจ้าของโรงแรมหายไปพักใหญ่ก็พาชายผิ้วกร้านแดดอายุประมาณ 35 มาหาเรา ในตอนแรกเค้าชั่งใจกับงานนี้เมื่อรู้น้ำหนักกระเป๋าของเราทั้ง 2 ใบ เราจึงเจรจาขอเพิ่มเงินให้เพื่อให้เค้าตัดสินใจง่ายขึ้น และสุดท้าย เราก็ได้คนมารับเป้จากไหล่เราสมใจ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยเราก็กลับเข้าห้องพักและเริ่มรื้อของทั้งหมด รวมทั้งของบางส่วนที่เราฝากไว้ที่โรงแรมก่อนขึ้นไป DOLE ด้วย เรามองของทั้งหมดและถามตัวเองอีกครั้งว่าแบกของทั้งหมดนี้ขึ้นมาได้ยังไง เราเข้านอนด้วยความสบายใจ พรุ่งนี้เราจะได้เข้าใกล้บ้านของเราไปอีกหนึ่งวันแล้วซิน่ะ

IMG_0976 2

“Trekking in the NEPAL HIMALAYA”

ตอนที่ 10 : “ ความทรงจำที่ชัดเจน”

8 โมงเช้าเรายกเป้ของเรามาหน้าโรงแรมเพื่อส่งต่อให้ลูกหาบที่เรานัดไว้เมื่อคืน เค้าใช้เวลาในการมัดกระเป๋าติดกันอยู่เกือบ 10 นาที จึงหันมานัดแนะกับเราถึงจุดหมายของวันนี้ที่หมู่บ้าน PHAKDING แล้วก็แบกเป้เดินนำหน้าเราออกไปก่อน เราเดินตัวปลิวตามออกไปในเวลาต่อมา เราเดินกันมาอย่างอารมณ์ดี ภาพที่เราไม่ได้เห็นตอนเดินขึ้นมา ตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่ามันสวยขนาดไหน เราเดินบนเส้นทางที่เคยท้อแท้สิ้นหวังเมื่อ 9 วันที่แล้ว มาเรื่อยๆ เราต่างชี้ชวนกันดูตลอดทางว่าตรงนี้เรานั่งพัก ตรงนี้เราหยิบตะเกียงเพื่อช่วยเป็นแสงนำทางในความมืด ตรงนี้ที่น้ำเราหมดไม่มีเหลือ ตรงนี้ที่เราทิ้งตัวด้วยความเหนื่อย ทุกอย่างยังชัดเจนเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา

IMG_0970 
เราเดินมาจนถึงจุดที่เราหวั่นใจ นั่นคือสะพานแขวนที่น่ากลัวที่สุดในเส้นทางนี้ ถึงเราจะต้องเดินผ่านมันบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่มีครั้งไหนที่จะทำให้ใจเราสั่นได้เท่าสะพานแรกในขาลง หรือสะพานสุดท้ายในขาขึ้น อันนี้เลย เรามาหยุดยืนรอที่หัวสะพานเพื่อรอขบวนจามรี, ล่อ และนักเดินจำนวนมากจากอีกฝากได้ผ่านไปก่อน เราจึงค่อยเดินสวนลงไป สะพานยังคงแกว่งไปมาและคงความน่ากลัวไว้ได้อย่างสม่ำเสมอไม่เปลี่ยน

IMG_0966เมื่อเราข้ามสะพานมาได้ก็ออกเดินทางกันต่อ และแน่นอน การทวนความจำยังเป็นเรื่องที่เราหยิบมาพูดคุยกันได้ตลอดทาง เมื่อเราข้ามสะพานครั้งที่ 2 ก็ต้องมาเช็กชื่อกับทางเจ้าหน้าที่ว่าเรากำลังจะเดินทางลงแล้วอย่างปลอดภัยและครบถ้วน

IMG_1235เราเริ่มเดินในเส้นทางที่มีหมู่บ้านมากขึ้น ในช่วงเที่ยงเราจึงหาร้านอาหารทานกลางวันได้ไม่ยาก วันนี้เราเดินแบบสบายตัวสบายใจ ไม่เร่งรีบ ไม่เคร่งเครียด ไม่มีความกดดันใดๆ ทั้งสิ้น เราเลือกทานกลางวันที่ร้านริมทางเดินร้านหนึ่ง อาหารยังคงใช้เวลานานเช่นเคย แต่วันนี้เรากลับไม่ร้อนอกร้อนใจอะไร ต่ายสั่งมักโรนีผัดไข่ และพี่ปั้นสั่งมันฝรั่งผัดไข่ เมื่อตักคำแรกเข้าปาก นี่มันอาหารที่อร่อยที่สุดใน 9 วันที่ผ่านมา เรากินอย่างใจเย็นและออกเดินเมื่อเราพร้อม ส่วนกระเป๋าของเรานั้น ล่วงหน้าไปก่อนเราสักพักแล้ว

IMG_0981 IMG_0982 2

เราเริ่มออกเดินอีกครั้ง และยังคงคุยกันไม่พ้นเรื่องเดิม ความทรงจำของเส้นทางนี้มันช่างชัดเจนทุกตารางนิ้วจิงๆ เราเดินมาอีก 2 ชั่วโมงก็เจอลูกหาบมาดักรอเราที่หน้าโรงแรมแห่งหนึ่งที่เจ้าของโรงแรมที่ NUMCHE ฝากฝังมา นี่เราถึง PHAKDING แล้วเหรอ!

IMG_0594 2

เรามาถึงที่ PHAKDING เร็วกว่าที่คิดไว้มากนั่นคือบ่าย 3 โมง และเข้าพักโรงแรมที่เจ้าของโรงแรมที่ NUMCHE แนะนำมาในราคา 400 รูปี (เป็นราคาที่แพงที่สุดเท่าที่พักมาตลอดเส้นทางนี้) สาวสวยเจ้าของโรงแรมพูดภาษาอังกฤษได้ชัดเจนและสำเนียงดีจนน่าแปลกใจ เธอยิ้มแย้มและอัธยาสัยดีมาก เราจึงได้คุยกันมากกว่าที่พักที่อื่นที่เราพักมา ในช่วงเย็นเราลงมาทานอาหารที่ห้องอาหารและเพื่อขอแบ่งปันไออุ่นจากเตากลางห้องที่เริ่มจุดเมื่อเพราะอาทิตย์โบกมือลา เมื่อเราอยู่ที่ต่ำลงมา อากาศจึงไม่โหดร้ายเท่าที่สูง วันนี้จึงเป็นวันแรกที่เราได้ใส่รองเท้าแตะเดินลงมานั่งในห้องทานข้าวได้

IMG_0997

IMG_0998

ในเวลานั้นลูกหาบของเราได้พาเด็กหนุ่มคนนึงเข้ามาและเข้าไปคุยกับเจ้าของโรงแรมเพื่อเป็นสื่อกลางมาแปลให้เราฟังอีกทีว่าเค้าติดธุระด่วนต้องกลับบ้าน เค้าจึงพาลูกหาบอีกคนมาแทนเค้า เราไม่ได้มีปัญหาอะไรถ้าจะเปลี่ยนคน แต่เด็กหนุ่มที่เค้าพามานั้นตัวเล็กนิดเดียว ดูๆ แล้วน่าจะอายุไม่เกิน 17 เค้าจะแบกกระเป๋าเราทั้ง 2 ใบไหวจิงๆ เหรอ เด็กหนุ่มคนนั้นยิ้มอายๆ และยืนยันว่าเค้าแบกไหว เราจึงตกลงเปลี่ยนคนแบกของของเราในวันพรุ่งนี้

เรานั่งผิงไฟอยู่ได้สักพัก ก็มีกลุ่มนักเดินจากยุโรปกลุ่มใหญ่เข้ามาพักที่นี่ โดยมีหนึ่งคนในนั้นที่เดินเข้ามาพร้อมบาดแผลที่จมูก และตาที่ยังบวมและมีเลือดไหลอยู่ตลอด สอบถามก็ได้ความว่าเค้าลื่นล้มจากการเหยียบพื้นที่เปียกจากหิมะละลายหน้าเค้าจึงฟาดกับพื้นหิมะแบบเต็มๆ จนเป็นแผลอย่างที่เห็น  จากนั้นไกย์ของพวกเค้าทักทายต่ายและพูดคุยถึงเส้นทางที่เราเดิน และเมื่อเค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทยเค้าแสดงอาการตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เค้าบอกกับเราว่าเมื่อปีที่แล้วมีคนไทยกลุ่มหนึ่งมาเป็นลูกทัวร์เค้า ทุกคนร่าเริงมนุษย์สัมพันธ์ดี ยิ้มเก่ง ทำให้เค้าสนุกมาก เราพูดคุยกันอย่างถูกคอ

เค้าแนะนำตัวเองว่าชื่อ Tenzing Sherpa เป็น Mountain Guide in Nepal มา 20 ปี และรักภูเขามากเป็นชีวิตจิตใจ เค้าเล่าเรื่องราวในชีวิตให้เราฟังมากมาย รวมถึงความฝันที่อยากจะใช้เครื่องร่อน ร่อนลงมาจากยอดเอเวอเรสอีกด้วย! เราคุยกันอย่างสนุกสนานจนเวลาล่วงเลยไปเกือบ 3 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาที่ดึกที่สุดของเรานับตั้งแต่เดินทางมา เราจึงขอตัวไปพักผ่อน เพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น เราต่างจับมือยินดีที่ได้รู้จักกัน และสัญญากันว่าถ้าเรามาคราวหน้าเราจะให้เค้าเป็นไกย์ให้กับเรา

วันรุ่งขึ้น เราเลือกที่จะทานอาหารที่โรงแรมเพราะติดใจรถมือคุณป้าเจ้าของโรงแรม ดาวบัดของคุณป้าอร่อยจนต้องเบิ้ลซ้ำ หลังจากทานอาหารเรียบร้อย เราจึงเริ่มออกเดินโดยที่ลูกหาบเรานำหน้าไปเช่นเคย เราเริ่มการเดินทางที่การข้ามสะพานแขวนที่มีวิวรอบตัวสวยที่สุด และเริ่มเข้าเส้นทางที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านเราจึงแน่ใจได้เลยว่าเราจะไม่เหงา เพราะนอกจากนักเดินทางแล้วเราจะได้เจอเด็กๆ ที่วิ่งกันอยู่ทั่วหมู่บ้านเป็นสีสันให้เราได้ยิ้มตลอดทาง ในบางช่วงของเส้นทาง เราจะได้เจอกับต้นซากุระที่ออกดอกสะพรั่งยาวเหยียด เป็นภาพที่สวยที่สุดภาพนึงระหว่างที่เราเดิน

IMG_0994

IMG_0991

จุดหมายของเราวันนี้คือ LUKLA เมืองที่สิ้นสุดการเดินทางสำหรับทริปนี้ เราเดินตรงดิ่งจาก PHAKDING โดยไม่ได้หยุดพักที่ไหนเพื่อไปให้ถึง LUKLA ก่อนเย็น แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดั่งใจคิด เพราะเส้นทางกลับจาก PHAKDING ไป LUKLA นั้นเป็นทางขึ้นทั้งหมด แต่ถึงจะไม่ง่ายแต่ก็ไม่ได้ยากอีกต่อไปเพราะบนหลังเราไม่มีเป้แล้ว เราจึงเดินขึ้นต่อเนื่องได้ในระยะไกลๆ

IMG_0984 2เส้นทางกลับยังคงสวยงามเหมือนเดิม และจำนวนนักเดินที่เดินสวนทางกับเราไปก็มากมายกว่าตอนที่เรามาหลายเท่านัก แต่ก็ไม่น่าแปลกเพราะในเดือนเมษาของทุกปีคือช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเพื่อเทรคกิ้งมากที่สุด หลังจากที่เดินผ่านทางขึ้นมาอย่างนับไม่ถ้วน ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายของเราที่ LUKLA เราเดินพ้นบรรไดขั้นสุดท้ายมาด้วยรอยยิ้มและความโล่งใจ ที่ในที่สุดเราก็เดินทางกลับมาถึงที่นี่ด้วยความปลอดภัย

IMG_0959

เราได้ที่พักที่ LUKLA ในราคา 300 รูปี แต่เป็น 300 รูปีที่มีห้องน้ำในตัวห้องพัก เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเราตอนนั้น ด้านล่างของโรงแรมเป็นร้านกาแฟ&อาหาร และมี WIFI เราจึงลงมาส่งข่าวบอกคนทางบ้านว่าเราจบทริปได้อย่างปลอดภัย และที่สำคัญกว่านั้น เราต้องทำเรื่องเปลี่ยนเที่ยวบินที่จะกลับเข้ากาฐมัณฑุที่เร็วขึ้นมาอีก 4 วัน เรารอคำตอบอยู่หลายชั่วโมงและสุดท้ายเราก็ได้เที่ยวบินที่จะกลับกาฐมัณฑุในวันพรุ่งนี้ได้สำเร็จ

IMG_1018

IMG_1001

IMG_1007 เมื่อเรื่องตั๋วกลับเข้าเมืองเรียบร้อยไปหนึ่งเรื่อง เราจึงมีเวลาได้เดินเที่ยวเล่นใน LUKLA เราเดินไปจนเจอวัดที่สอนให้พระทำสมาธิด้วยการวาดรูปเป็นบทสวดมนต์ซึ่งแต่ล่ะชิ้นนั้นสวยงามและละเอียดมาก สนนราคาต่อชิ้นก็สูงพอสมควรคือตกชิ้นล่ะประมาณ 1,000-3,000 บาท

IMG_1014เราเดินวนไปวนมาอยู่ในเมืองจนตัดสินใจกลับเข้าที่พักเพราะอากาศหนาว เรายังคงเข้านอนหัวค่ำเช่นเคย พรุ่งนี้เราจะต้องถึงสนามบินตอน 7 โมงเช้า และเดินทางกลับเข้ากาฐมัณฑุตอน 8 โมงเช้า

IMG_1241

7 โมงเช้าเรามายืนรอที่หน้าเค้าเตอร์จำหน่ายตั๋ว เมื่อได้ตั๋วมาเราต้องชั่งน้ำหนักของทุกชิ้นที่จะเอาขึ้นเครื่อง ด้วยน้ำหนักที่เราพกติดตัวมาหนักเกินไป เราจึงต้องจ่ายค่าน้ำหนักเกินกว่า 700 บาท หลังจากผ่านกระบวนการตรวจแบบถามตอบเรียบร้อย เราก็ได้มานั่งรอขึ้นเครื่องสักที

IMG_1021เครื่องบินเล็กของที่นี่บินกันด้วยความชำนาญมากๆ เพราะสนามบินเล็กมากถึงมากที่สุด ไม่มีการหยุดพัก พอเครื่องจอดผู้โดยสารบนเครื่องลงมา ก็จะมีผู้โดยสารที่จะไปไฟล์ต่อไปยืนต่อแถวรออยู่หน้าบรรได มองไปคล้ายเข้าคิวรอขึ้นวินรถตู้บ้านเราไม่มีผิด

8 โมง 15 เครื่องบินวิ่งลงเนินที่เหมือนสไลด์เด้อทิ้งตัวในอากาศเล็กน้อยก่อนจะไต่ระดับอย่างรวดเร็วเพื่อข้ามเขาที่อยู่ตรงหน้าให้พ้น เป็นการนั่งเครื่องบินที่สนุกมากมีลุ้นตลอดเวลา

IMG_1022 IMG_1023 และหลังจากนั้น 40 นาที เราก็มาถึงสนามบินตรีภูวันเมืองกาฐมัณฑุ เป็นที่เรียบร้อย

IMG_1024

“จบแล้วซินะ การเดินทางที่เหมือนฝันครั้งนี้ ขอเวลาอีกสักหน่อย แล้วเราจะกลับมา”

IMG_0813

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

Alaska ความทรงจำที่งดงามจะอยู่ตลอดไป

ผมกับภรรยาเคยได้ไปอลาสก้ากันเมื่อ 30 ปีก่อน เราไปกันแค่ 2 คนเพราะตอนนั้นลูกชายยังเล็กมากและลูกสาวยังไม่ได้เกิด เราเล่าให้ลูกๆฟังมาตลอดถึงความงดงามของธรรมชาติ, ความกว้างใหญ่ของแผ่นดินที่ยังคงดิบอยู่, ความหนาวเย็น หรือแม้กระทั่งยุงที่ตัวโตและเยอะราวกับจะดูดเลือดเราได้หมดตัว ฯลฯ เราคุยกันเรื่องไปอลาสก้ามาร่วมสิบปี แต่ยังไม่ได้ไปเพราะความไม่พร้อมในเรื่องเวลา และเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อเวลาเนิ่นนานมา เราก็รู้สึกว่าโอกาสที่จะเที่ยวกันทั้งครอบครัวสี่คนน่าจะยากมากขึ้นเรื่อย หรืออาจจะไม่มีอีกแล้ว  เราจึงไปอลาสก้ากัน ในวันปรกติ เราทั้ง 4 คนแม้จะใกล้ชิดกัน แต่ลูกทั้งสองก็เป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงเวลาที่มีชีวิตของตัวเอง มีความชอบที่แตกต่าง  ดังนั้นการที่ได้เดินทางและอยู่ด้วยกันยาวนานถึง 17 วันในทริปนี้จึงเป็นอะไรที่พิเศษมากสำหรับความสัมพันธ์ของครอบครัวเรา เราได้ไปพบกับตามงดงาม, ธรรมชาติแบบดิบๆ,​...

หมู่บ้านในนิทาน

ในขณะที่แทบทุกพื้นที่ของประเทศนี้ร้อนระอุ, ไฟไหม้, เต็มไปด้วยฝุ่นควันพิษ, โซเชี่ยลมีเดีย เต็มไปด้วยข่าวร้าย ยิ่งมองผู้นำระดับประเทศก็ยิ่งดูเหมือนจะหมดหวัง ผมได้ไปเจอพื้นที่เร้นลับเหมือนโอเอซิสทางใจ ที่อาจจะเรียกได้ว่า “หมู่บ้านในนิทาน”

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading