Sunday, June 21, 2026
Homeความคิดและมุมมองบทเรียนจาก Rhodesia

บทเรียนจาก Rhodesia

-

ใครเคยได้ยินชื่อประเทศโรดีเซียบ้างครับ 99% ของผู้คนยุคนี้คงไม่เคยรู้จัก เพราะประเทศนี้มีอายุสั้นเพียง10 กว่าปี จากรุ่งเรืองสุดขีดจนล่มสลาย เรื่องราวของประเทศนี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยของเราครับ เอ้า เร่เข้ามา ผมจะเล่าให้ฟังคร้บ

โรดีเซียเป็นประเทศในด้านใต้ของทวีปแอฟริกาซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปกครองของอังกฤษ ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกร้างซึ่งมีชนเผ่า Mashona และ Matabele ที่อยู่กันอย่างไม้เบื่อไม้เมาพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีบ้านเมืองอะไรจนกระทั่งเร่ิมมีชาวผิวขาวเข้ามาตั้งรกรากและเร่ิมเป็นชุมชนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมๆกับประเทศสิงค์โปร์

RhodesiaAllies1965

ความนี่สนใจในเรื่องของโรดีเซียเริ่มขึ้นตรงนี้ ด้วยเสรีภาพและโอกาสของประเทศใหม่แห่งนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนที่มีความสามารถจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, ทหาร เก่งๆ เข้าไปเป็นประชากรจนได้ประชากรที่มีคุณภาพดีมากๆ (เมื่อวัดแล้ว IQ ของเด็ก Rhodesia สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กยุโรปประมาณ 10%) และก็ทำให้ประเทศพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สร้างความมั่งคั่งแซงหน้าหลายประเทศอย่างรวดเร็ว ด้วยทรัพยากรธรรมชาติเช่นแร่ Chromium และแร่ธาติอื่นๆที่มีอยู่มากมาย และที่สำคัญที่สุด คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์บวกกับผู้นำที่เข้มแข็ง

3839634667_ecbd20bf42
First Street, ในเมือง Salisbury, Rhodesia , 21 August 1970

ต่างกับประเทศอื่นในแอฟริกา โรดีเซียไม่ได้มีการเหยียดผิว ไม่มีการจำกัดโอกาส รัฐบาลพยายามสนับสนุนการศึกษาให้กับคนผิวดำ (เรียนฟรีหมด) และพยายามให้คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ แต่ก็ได้รับการต่อต้านและยุแหย่จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น โมซัมบิค และ แซมเบีย ตลอดเวลา

ปัญหาเกิดขึ้นที่ส่วนผสมของประชากร ในตอนนั้นมีชนพื้นเมืองอยู่ประมาณ 5 ล้านคน มีคนใหม่ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ประมาณ 3 แสนคน แต่คนสามแสนนี้เป็นคนที่สร้างให้เกิดประเทศขึ้นมา,จ่าย 97.5% ของภาษี และเป็นเจ้าของที่ 50%ของประเทศ

รัฐบาลโรดีเซียในตอนนั้นกำหนดวิธีลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่แตกต่างเพื่อรักษาทิศทางของประเทศไว้ให้ได้ โดยการกำหนดว่าคนที่มีสิทธิในการลงคะแนนจะต้องจบการศึกษาระดับมัฐยม, เป็นเจ้าของที่ขนาดเล็กๆ , มีรายได้และเสียภาษี ทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูเหมือนความอยุติธรรมในสายตาของเราผู้ที่ถูกปลูกฝังมาตลอดว่าประชาธิปไตยต้องมาจากสิทธิที่เท่าเทียมเท่านั้น แต่หากในสถานการณ์ของโรดีเซีย นี่เป็นทางเดียวที่ประเทศจะอยู่รอดได้ และถ้าจะเปลี่ยนก็จะต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่เชื่อลองอ่านต่อให้จบนะครับ

โรดีเซียพยายามจะประกาศตัวเป็นประเทศอิสระในปี 1965 แต่อังกฤษไม่ยอม ด้วยเงื่อนไขที่ว่าจะต้องเลือกตั้งด้วยสิทธิเท่าเทียมก่อนเท่านั้นอังกฤษถึงจะยอมให้อิสรภาพ แต่รัฐบาลโรดีเซียบอกว่าทำไม่ได้จริงๆ และในที่สุดก็ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษข้างเดียว (ก็แบบที่อเมริกาทำนั่นแหละครับ)

เพราะวิธีเลือกตั้งที่แตกต่าง ทำให้โรดีเซียถูกต่อต้านและบอยคอตจากอังกฤษและอเมริกาผู้ที่ต้องการให้ทุกคนใส่เสื้อไซส์เดียวกัน แต่โรดีเซียก็ยังต่อสู้ต่ออย่างเข้มแข็ง การค้ายังคงดำเนินไปกับประเทศอื่นๆ ด้วยการส่งสินค้าผ่านประเทศแอฟริกาใต้ การพัฒนาประเทศเดินหน้าต่อ เศรษฐกิจร่ำรวยมั่งคั่ง

กองโจรจากโมซัมบิค และ แซมเบียใช้ชื่อว่ากองกำลังเพื่ออิสระภาพที่อยู่ทางเหนือพยายามเข้าแทรกแซงและบุกเข้ามาปล้นฆ่าผู้คนในโรดีเซียอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่โรดีเซียก็มีกองทัพที่เข้มแข็งซึ่งมีทั้งคนผิวขาวผิวดำร่วมกันรบปกป้องประเทศของพวกเขา ซึ่งก็สามารถต่อต้านภัยรุกรานจากกองโจรเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างชาติ (กองทัพโรดีเซียเป็นกองทัพที่เล็กแข็งแกร่งมากเพราะผู้คนที่อพยพเข้ามาส่วนมากเป็นทหารผ่านศึกที่ช่ำชองสงครามมาก่อนจากทั่วโลก รวมทั้งนายกรัฐมนตรีที่เป็นอดีตนักบินขับไล่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2)

warbig
11187435_1591777267772813_2136715812143536475_o

Ian Smith
Ian Smith นายกรัฐมนตรี ที่เป็นอดีตนักบินขับไล่ Spitfire สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

จุดผกผันของโรดีเซียอยู่ที่ อเมริกาและอังกฤษไม่ยอมปล่อยให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไป (ทั้งที่ประเทศอื่นๆในแอฟริกามีปัญหามากกว่านี้อีกมาก) กระทรวงต่างประเทศอเมริกาหักหลังโดยการบีบบังคับให้แอฟริกาใต้ที่เป็นทางออกทะเลทางเดียวเลิกค้าขายกับโรดีเซีย ซึ่งนั้นก็ทำให้เศรฐกิจของโรดีเซียมีปัญหาในแทบจะทันที เมื่อไม่มีเงิน อาวุธร่อยหรอโรดีเซียก็เริ่มต้านทานการรุกรานจากเพื่อนบ้านเกเรไม่ไหว ปัญหาความมั่นคงเร่ิมรุนแรงขึ้นด้วยการก่อการร้ายจนหลายคนต้องเร่ิมอพยพหนี อเมริกาเดินเกมส์ต่อด้วยการบีบบังคับให้โรดีเซียมีการเลือกตั้ง “ปรกติ”ให้เร็วที่สุด

สถานการณ์เลวร้ายลงจนกระทั่งในปี 1979 รัฐบาลของโรดีเซียต้องยอมให้มีการเลือกตั้งแบบ”ปรกติ” ซึ่งทำให้หัวหน้าเผ่าผิวดำเสียงข้างมากได้เป็นรัฐบาล จากนั้นสงครามกลางเมืองล้างเผ่าพันธุ์และการปล้นฆ่าก็เกิดขึ้นไปทั่ว ประชาชนที่มีคุณภาพต้องอพยพย้ายหนีตายออกจากประเทศ เศรฐกิจดิ่งลงเหวจากประเทศแนวหน้าเป็นประเทศยากจนในเวลารวดเร็วเหลือเชื่อ โรดีเซียเปลี่ยนชื่อเป็นซิมบับเว่ ประเทศที่เรารู้จักกันว่ายากจนและเต็มไปด้วยการรบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาตลอดกว่า 35 ปี

20050608-zimbabwe-riots Robert-Mugabe-001 south-africa-xenophobic-attacks

จนถึงวันนี้ ประเทศซิมบับเว่ก็ยังไม่เคยมีการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม เพราะทุกครั้งรัฐบาลที่กุมอำนาจก็จะใช้ทั้งเงินและอำนาจข่มขู่ให้ได้เสียงข้างมากมาตลอด

หมายเหตุ: ผมมิได้เห็นด้วยกับวิธีการต่างของโรดีเซีย แต่หากเพียงต้องการนำเรื่องที่น่าสนใจ มาให้คิดกันว่าสถานการณ์ที่แตกต่าง ย่อมต้องการวิธีที่แตกต่างเพื่อผลที่ดีและความอยู่รอด

แรงบันดาลใจจากบทความเรื่อง Rhodesian Elegy ในหนังสือ Fireworks ของ Jeff Cooper

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ของหวานที่ดีต่อใจ

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “หวานจาก เค็มเคย”  คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading