Wednesday, June 10, 2026
Homeชีวิตและการเดินทางมนุษย์เดินช้า ที่ "หิมาลัย" ตอน 3 - 4

มนุษย์เดินช้า ที่ “หิมาลัย” ตอน 3 – 4

-

IMG_0414

“Trekking in the NEPAL HIMALAYA”

ตอนที่ 3 : “ก้าวแรกที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม”

เราถึงที่ “LUKLA” สนามบินที่เล็กที่สุด เท่าที่เราเคยเจอ รันเวย์เป็นเหมือนแล้มสเก็ตบอร์ด ไว้ช่วยเบลคเครื่องบินลำจิ๋วนี้ให้เบาพอจะเลี้ยวหักซอกเข้าจอดแบบยูเทิร์นเตรียมบินออกอีกครั้ง เราปลดเข็มขัดแล้วเดินออกมานอกเครื่องบิน สัมผัสแรกคือไอเย็นเหมือนเราเปิดตู้แช่ปลาพัดวูบเข้ามาจนกระชับเสื้อแนบอกแทบไม่ทัน เราหันมาสบตากันแล้วหัวเราะ ต่างก็คิดในใจ “หนาวชิบหาย” โดยที่เราไม่รู้เลย ว่านั่นคืออากาศที่ร้อนที่สุดที่เราจะเจอแล้วในทริปนี้

IMG_0424

เราถึง Lukla เช้ามาก พร้อมทั้งกองทัพไกด์และลูกหาบที่พยายามจะโน้มน้าวให้เราเป็นลูกค้า ด้วยความตื่นกลัวเล็กน้อย เราหอบเป้มาหลบทำใจอยู่ในร้านกาแฟชื่อเดียวกับร้านเจ้าประจำของเราที่เมืองไทย แว๊บแรกที่เห็นภายในร้านก็รู้สึกได้ทันทีว่า LUKLA กำลังถูกความเป็น “เมือง” ของคนต่างถิ่นอย่างเราๆ แทรกซึมทีละน้อย

IMG_0404

IMG_0400

หลังจากหอบเป้หนักอึ้งหลบหนาวมาที่นี่ และได้กาแฟอุ่นๆ ไปหนึ่งแก้ว สติที่กระจัดกระจายก็กลับเข้าที่เข้าทาง เราเริ่มติดต่อครอบครัวและเพื่อนๆ ให้รู้ถึงความเป็นไปว่าเราอยู่รอดปลอดภัยและจะหายไปอีกกี่วัน

IMG_0399

IMG_0407

เราเตรียมน้ำและของจำเป็นนิดหน่อย และเริ่มออกเดินผ่านประตูทางเข้าเส้นทางสู่เอเวอเรสอย่างเป็นทางการในเวลา 9:00 น. เป็นเวลาที่ฟ้าสดใสและใจแข็งแรงที่สุด เดินไปพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะบ้างในบางครั้ง อะไรๆก็ดูสวยงามและน่าตื่นเต้นไปหมด

IMG_0408

IMG_0417 IMG_0412

ด้วยความที่เรามากันแค่สองคน “ไม่มีลูกหาบ ไม่ได้จ้างจามารีแบกของ ไม่มีไกด์ เหมือนคนอื่นเค้า” ไม่ใช่เพราะเราเก่งเหนือใคร หรือเปรี้ยวอยากจะเท่ แต่ค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายเพิ่มในส่วนนี้ต่างหาก ที่ทำให้เราเลือกจะแบกของกันไปเอง

IMG_0411

แต่ข้อดีของการเดินแค่ 2 คนคือ ทำให้เรามีเวลาเหลือเฟือที่จะทำตามใจ อยากหยุดตรงไหนก็หยุด อยากนั่งมองวิวข้างหน้านานๆ ก็ทำได้ รวมทั้งนั่งมองดอกซากุระสีชมพูอ่อนค่อยๆ ล่วงตามแรงลมแบบไม่รู้จักหมดตั้งนานสองนาน

IMG_0442

เราเดินผ่านหมู่บ้านหลายสิบหลังคาเรือน ที่แต่ล่ะหลังล้วนมาจากการสร้างด้วยมือตัวเองจากการยกหินมานั่งสกัดทีล่ะก้อนจนได้หินทรงสี่เหลี่ยมเพียงพอจะเรียงได้เป็นบ้านหนึ่งหลัง ความพยายามและความมานะของคนที่นี่ รับรองว่าไม่เป็นสองรองใคร

IMG_0437

จากบ้านเรือนมากมาย เราต้องเดินผ่านสะพานแขวนที่ทอดยาวจากภูเขาหนึ่งลูกข้ามเหวไปสู่ภูเขาอีกหนึ่งลูก บอกได้เลยว่าครั้งแรกมักยากเสมอและครั้งแรกครั้งนี้ก็ยากจะให้ใจเราไม่สั่นไปตามแรงเหวี่ยงของสะพานเหล็กยาวเหยียดสะพานนี้ได้เลย

IMG_0444

IMG_0449

ตอนที่ 4 :” คืนแรก ที่ PHAKDING ”

IMG_0470

IMG_0452

หลังจากเดินอย่างสบายอกสบายใจมา 5 ช.ม เราก็ถึงจุดหมายแรกที่เราเลือกไว้ ” Phakding” รวมระยะทางที่เราเดินมาจากลุกลาก็ไม่ไกลมากคือประมาณ 8กิโลกว่าๆ

IMG_0463

เราพักที่โรงแรมเล็กๆที่หนึ่งที่ทำให้เราตกใจตอนถามราคาห้อง ห้องพักที่นี่ราคา 100 รูปี หรือคิดเป็นเงินไทยคือประมาณ 34 บาท ใช่! คุณอ่านไม่ผิด 34 บาท เจ้าของหน้าตาใจดีพาเราวิ่งปรู๊ดขึ้นชั้น 2 พร้อมยื่นกุญแจห้องเย็นเจี๊ยบให้เราเป็นเจ้าของในคืนนี้ ในห้องราคา 100 รูปี มีเตียงให้ 2 เตียงชิดฝั่งซ้ายและขวาของห้องบวกทางเดินตรงกลางแบบพอดีตัว บนเตียงมีผ้าที่เคยเป็นสีขาวมาก่อนผืนบางๆคลุมไว้พร้อมหมอนสีเดียวกับผ้าคลุมเตียงอีก 1 ใบ. หัวเตียงเป็นกระจกแนวตรงสามบานที่เราไม่จำเป็นต้องเปิดถูกคลุมไว้ด้วยผ้าม่านบางๆ 2 ฝั่ง และนั่นคือทั้งหมดที่มีในห้องนี้

IMG_0527 IMG_0520
เราหัวเราะกับสิ่งที่เห็นพร้อมปลดเป้ที่หนักอึ้งบนไหล่เราวางปลายเตียง สิ่งแรกที่เราหยิบออกมาคือถุงนอนและของใช้จำเป็น นั่นไม่ได้รวมถึงอุปกรณ์อาบน้ำเพราะที่นี่ไม่มีให้อาบ

IMG_0518 IMG_0517
เราลงมานั่งสูดอากาศ13องศาตอนบ่าย2 จากที่กำลังเย็นสบาย ลมก็เริ่มแรงและพระอาทิตย์ก็หนีงานตั้งแต่บ่าย3โมงกว่า นั่นจึงทำให้เรารู้สึกแล้วว่าคืนนี้เราต้องเจอกับอะไร

IMG_0525

เราเตรียมอาหารมาแต่เราก็ตัดสินใจกันแล้วว่าเราจะสั่งทางโรงแรมมาทานเพราะละอายใจกับราคาที่พักซ่ะเหลือเกิน ระหว่างที่รออาหาร. ป้าเจ้าของใจดีก็จุดเตาเหล็กทรงโบราณกลางห้องให้เราได้อุ่นสบาย

IMG_0538 IMG_0539
เราทานอาหารและขึ้นนอนตอนหนึ่งทุ่ม อากาศหลังไร้แสงอาทิตย์หนาวกว่าที่เราคิดมากนัก และห้องที่เราอยู่ก็ไม่ได้ทำให้เรารอดพ้นจากอากาศภายนอกได้เลย สิ่งเดียวที่เราพึ่งได้ตอนนี้คือถุงนอน ที่ทำให้เราผ่านคืนนี้ไปได้อย่างอุ่นสบาย
เราหลับสนิทในคืนแรกพร้อมตื่นมาด้วยความสดใส โดยไม่ได้สังหรณ์ใจเลยว่า พรุ่งนี้ เราต้องเจอกับอะไรบ้าง….

IMG_0531

Rabbit

**ตอนที่ 5 รอแป๊บน่ะค่ะ**

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

Alaska ความทรงจำที่งดงามจะอยู่ตลอดไป

ผมกับภรรยาเคยได้ไปอลาสก้ากันเมื่อ 30 ปีก่อน เราไปกันแค่ 2 คนเพราะตอนนั้นลูกชายยังเล็กมากและลูกสาวยังไม่ได้เกิด เราเล่าให้ลูกๆฟังมาตลอดถึงความงดงามของธรรมชาติ, ความกว้างใหญ่ของแผ่นดินที่ยังคงดิบอยู่, ความหนาวเย็น หรือแม้กระทั่งยุงที่ตัวโตและเยอะราวกับจะดูดเลือดเราได้หมดตัว ฯลฯ เราคุยกันเรื่องไปอลาสก้ามาร่วมสิบปี แต่ยังไม่ได้ไปเพราะความไม่พร้อมในเรื่องเวลา และเรื่องอื่นๆ แต่เมื่อเวลาเนิ่นนานมา เราก็รู้สึกว่าโอกาสที่จะเที่ยวกันทั้งครอบครัวสี่คนน่าจะยากมากขึ้นเรื่อย หรืออาจจะไม่มีอีกแล้ว  เราจึงไปอลาสก้ากัน ในวันปรกติ เราทั้ง 4 คนแม้จะใกล้ชิดกัน แต่ลูกทั้งสองก็เป็นหนุ่มเป็นสาว ถึงเวลาที่มีชีวิตของตัวเอง มีความชอบที่แตกต่าง  ดังนั้นการที่ได้เดินทางและอยู่ด้วยกันยาวนานถึง 17 วันในทริปนี้จึงเป็นอะไรที่พิเศษมากสำหรับความสัมพันธ์ของครอบครัวเรา เราได้ไปพบกับตามงดงาม, ธรรมชาติแบบดิบๆ,​...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading