Friday, January 9, 2026
Homeความคิดและมุมมองชะตากรรมของนกเป็ด

ชะตากรรมของนกเป็ด

-

เช้านี้ผมเห็นนกเป็ดแดง 4 ตัวมาลงในบึงน้ำที่หน้าบ้านเชียงใหม่ เป็นเรื่องน่าดีใจ และก็เป็นที่น่าสงสัยด้วยว่า ทำไมเราจึงมักจะพบพวกมันที่นี่ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แต่จะหายไปไม่มีให้เห็นในช่วงอื่นๆของปี 

แม้จะดีใจที่ได้เห็นนกเป็ดแดง แต่มันก็ทำให้ผมสะท้อนใจแอบเศร้าอยู่ไม่น้อย เพราะอะไร จะเล่าให้ฟังครับ

นกเป็ดแดง (ภาพจาก Internet)

ในยุคนี้นานๆครั้งเราจะได้ยินข่าวคราวของนกเป็ดน้ำทางสื่อ เช่น “นกเป็ดน้ำกว่า 200 ตัวลงที่บึงน้ำ” หรือ “แม่นกเป็ดพาลูก 6 ตัวข้ามถนน หวิดโดนรถทับ กู้ภัยช่วยทัน นำส่งกรมอุทยาน” 

เป็ด 7 ตัวข้ามถนนเป็นข่าวใหญ่ แต่เป็ดนับแสนหายไปไม่มีใครสังเกต

ย้อนไปประมาณปี 2535 ในตอนที่ผมหัดดูนกใหม่ๆ ผมเคยได้ไปดูนกเป็ดที่อพยบหนีหนาวจากทางเหนือเข้ามาอยู่ที่บึงน้ำรังสิตระหว่างคลอง 1 และ คลอง 3 เพียงแค่เลี้ยวรถลงจากถนนรังสิตองครักษ์ก็จะเห็นนกเป็ดนับแสนๆตัวบินร่อนอยู่เต็มท้องฟ้าไปหมด

ถ้าจะให้แปลกใจกว่านั้น ในปีเดียวกัน ผมก็ได้ไปดูนกเป็ดน้ำที่ซอยลาดพร้าว 105 ซึ่งมีฝูงนกเป็ดนาๆพันธุ์นับแสนๆตัวมาอาศัยอยู่ในบึงน้ำขนาดใหญ่ที่น่าจะเกิดการขุดหน้าดินไปขาย มากมายชนิดที่ถ้าขึ้นบินพร้อมๆกันก็แทบจะทำให้ท้องฟ้ามืดมิด

ปัจจุบันหลักฐานที่พอจะหาได้ก็คงมีเพียงบึงที่ชื่อ “บึงนกเป็ดน้ำ” ในซอยลาดพร้าว 107 ส่วนที่รังสิต ไม่มีร่องรอยอะไรให้สืบหาได้เลย

ผมยังจำได้ถึงบทเรียนหนึ่ง ที่บอกเล่าว่า หากเรามีพ่อแม่เป็ดคู่หนึ่ง อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ และไม่ถูกล่า ภายใน 5 ปี เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ ออกลูกออกหลาน จนมีจำนวน ถึง 2,000 ตัว 

เป็ด 2 ตัว สามารถขยายพันธุ์เป็น 2,000 ตัวได้ใน 5 ปี

ผมลองคูณดูเล่นๆว่าถ้าในปี 2535 เรามีเป็ดเพียงคู่เดียว 30 ปีผ่านมานี้ เป็ดคู่นั้นจะขยายพันธุ์ได้ถึง 2,000,000,000,000,000,000 ตัว นับจำนวนเลขศูนย์แทบไม่ถูกเลยครับ

แล้วเป็ดของเราหายไปไหนละครับ 

คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว

แต่ที่แย่กว่านั้นคือ คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่เคยสนใจว่านกเป็ดจะมีอยู่หรือหมดไป อาจจะมีบางส่วนที่เห็นนกเป็ดเป็นนกสวยงามที่เห็นสักครั้งหรือสองครั้งก็พอ 

นอกจากนี้ “นักวิจัยสัตว์ป่า”​ ของเราที่มีอยู่ก็มุ่งไปทำวิจัยกันแต่สัตว์ป่าหายาก ไปจนถึงกบเขียดในป่ากันซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยไม่มีวี่แววว่างานวิจัยเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้ให้ได้ประโยชน์กับคุณหมู่มากอย่างไรบ้าง

ถ้าถามว่า “เราควรอนุรักษ์นกเป็ดน้ำหรือไม่” คนคงแย่งกันตอบว่า “แน่นอน เราต้องอนุรักษ์สัตว์ป่า” แต่ถ้าถามต่อว่า “เราจะอนุรักษ์นกเป็ดน้ำทำไม และควรจะให้มันมีจำนวนมากแค่ไหน”​ ผมเชื่อว่าอาจจะไม่มีใครตอบได้

นั่นอาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยสนใจนกเป็ดกันอย่างจริงจัง และไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำว่า “อนุรักษ์” (Conservation) กันเลย

ในช่วงปี ค.ศ. 1900 สถานการณ์สัตว์ป่าในอเมริกาดูเหมือนจะย่ำแย่กว่าบ้านเรามาก สัตว์ป่าทุกชนิดถูกล่าขายโดยไม่มีข้อจำกัดจนแทบหมดสิ้น ควายไบซันหลายสิบล้านตัวถูกล่าจนเหลือน้อยกว่าร้อย นกเป็ดก็เช่นกัน

รัฐบาลกลางสหรัฐ เริ่มประกาศกฎหมาย “อนุรักษ์” หรือ Conservation Law กำหนดให้สัตว์ป่าทุกชนิดเป็นทรัพยากรที่ประชาชนอเมริกันทุกคนเป็นเจ้าของและสามารถใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน พร้อมกันนั้นก็จะต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มารักษาให้คงอยู่ตลอดไป

หนึ่งในวิธีจัดการการใช้ประโยชน์และรักษาทรัพยากรสัตว์ป่าก็คือการออกสแตมป์เป็ด (Duck Stamp) 

สแตมป์เป็ดที่เป็นตั๋วใบอนุญาตล่าเป็ดไปในตัว

Duck Stamp เริ่มออกครั้งแรกในปี 1934 มันเป็นรูปแบบหนึ่งของใบอนุญาตล่าสัตว์ที่ออกมาให้นักล่าเป็ดโดยเฉพาะ แต่ต่อมาก็มีรูปแบบที่จำหน่ายให้กับนักสะสมสแตมป์และผู้คนที่อยากสนับสนุน “การอนุรักษ์” โดยที่ไม่ได้ล่าเป็ด การออกแบบสแตมป์เป็ดมีการประกวดและมีภาพวาดสวยๆออกมามากมายทุกปีจนกลายเป็นของสะสม

สแตมป์เป็ดที่ออกมาตั้งแต่ปี 1934 เงินที่ได้สามารถนำไปซื้อที่อยู่เป็ดได้กว่า 13 ล้านไร่ เทียบได้กับอุทยานเขาใหญ่ 10 แห่ง

เงินที่ได้จากการจำหน่ายสแตมป์เป็ดนี้กว่า 98% ถูกนำไปซื้อพื้นที่ชุ่มน้ำมาจัดเป็นเขตสงวนให้นกเป็ดได้อยู่อาศัยแล้วถึง 5.3 ล้านเอเคอร์ (13.4 ล้านไร่ หรือประมาณ 10 เท่าของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) และมีเงินอีกส่วนหนึ่งจากภาษีที่เกี่ยวข้องนำไปจ้างพนักงานพิทักษ์ป่าที่คอยตรวจตราจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายล่าสัตว์และสนับสนุนการวิจัยที่จะทำให้เป้ดอยู่ได้อย่างยั่งยืน

หลังจากนั้นเป็นต้นมาจำนวนนกเป็ดก็เพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง ประมาณกันว่าตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมาในอเมริกามีนกเป็ดคงที่ที่ประมาณ 230 ล้านตัว

เมื่อมีที่อยู่อาศัยนกเป็ดสามารถขยายพันธุ์ได้เร็วมากและจะต้องควบคุมปริมาณให้เหมาะสมกับพื้นที่ที่มี การใช้ประโยชน์จากการล่าก็สามารถทำได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง

การล่าเป็ดสร้างรายได้มหาศาลให้กับเศรษฐกิจอเมริกาถึงปีละกว่า 3 พันล้านเหรียญ หรือกว่าหนึ่งแสนล้านบาท และสร้างรายได้ภาษีให้รัฐถึงประมาณปีละ 530 ล้านเหรียญหรือ 18,000 ล้านบาท

การล่าเป็ดในอเมริกาสร้างรายได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และภาษีให้รัฐกว่า 18,000 ล้านบาท มากเพียงพอที่จะเอาเงินกลับมาป้อนเลี้ยงการอนุรักษ์

ในบ้านเราทุกวันนี้นกเป็ดมีสถานะตรงกันข้ามกับ”ผี”​ ก็คือมีตัวตนอยู่บ้าง แต่ผู้คนกลับไม่เคยสนใจไม่เคยให้ความสำคัญ

เมื่อเป็ดลงกินข้าวมันคือศัตรูของชาวนา เมื่อลงกินปลามันก็เป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ เมื่อมันไม่ได้สร้างประโยชน์ให้ใคร พวกมันจึงถูกแอบล่า, ถูกดัก ถูกวางยาเบื่อ ไม่มีค่าอะไรเกินกว่าเนื้อเหนียวๆที่เป็นอาหารได้สักจาน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจ หน่วยงานอนุรักษ์ทั้งหลายก็มองข้ามเมื่อมันไม่ได้อยู่ในเขตอนุรักษ์

เมื่อกินข้าวเป็นจะเป็นศัตรูกับชาวนา เมื่อกินปลาเป็ดจะเป็นศัตรูกับเจ้าของบ่อ

คนไทยเราสงสารเป็ด แต่เราไม่เคยมองเห็นความสำคัญของการอยู่รอดหรือความอุดมสมบูรณ์ของนกเป็ดแต่ละสายพันธุ์ในธรรมชาติเลย

เปล่าเลย ผมไม่ได้พยายามชวนให้คนมาล่านกเป็ดกัน เพราะมันมีจำนวนลดลงจนไม่ควรจะมีการล่ากันแล้วจนกว่าเราจะมีวิธีจัดการให้เป็ดในธรรมชาติเพิ่มจำนวนขึ้นได้ก่อน

แต่ผมอยากจะขออาศัยเรื่องของเป็ดมาเป็นตัวเล่าเรื่องให้เห็นภาพว่า “แนวทางการอนุรักษ์” ที่ทำกันมา 62 ปีนี้  (ซึ่งเราก็ไปเอาตัวอย่างมาจากอเมริกาเกือบทั้งหมด แต่ปฏิบัติแล้วล้มเหลว และแปรสภาพไปจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม) อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้องที่จะเดินต่อไปข้างหน้า 

สาเหตุหลักอาจจะเป็นเพราะตอนนี้ “การอนุรักษ์สัตว์ป่า” ของเรานั้นอยู่บนพื้นฐานของ “ความสงสาร” เพียงอย่างเดียว ไม่ได้อิงหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีการจัดการที่ควรทำ ไม่มีความสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ รูปแบบจึงออกไปในทาง “รับบริจาค” เมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำคนทำงานก็เหนื่อยแทบตาย ผลที่ได้ก็มีแต่จะเห็นว่าธรรมชาติและสัตว์ป่าถดถอยลงไปเรื่อยๆ

เราตื่นเต้นกับเป็ดนจำนวนหลักร้อย คำถามคือเราควรจะมีเป็ดในธรรมชาติสักกี่ตัว

เป็ดของเราหายไปไเกือบหมดแล้วครับ พร้อมๆสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำอีกหลายชนิด

คนส่วนหนึ่งโทษว่าเป็ดหายไปเพราะถูกลักลอบล่า อีกส่วนหนึ่งก็เถียงกลับว่าเป็นเพราะคนถมบึงน้ำที่อยู่อาศัยของเป็ดจนหมด บางคนก็ว่าเป็ดโดนสารเคมีโดนยาจากนาข้าว

ถูกต้องทุกข้อครับ และที่แย่ที่สุด เราไม่เคยใส่ใจกับการหายไปของเป็ดและสัตว์อีกหลายๆอย่างในธรรมชาติเลย

ถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะเลิกโทษกันแล้วหันหน้าเข้ามาร่วมวงสนทนาหารือเพื่อหาแนวทาง “อนุรักษ์”​ กันใหม่

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

ของหวานที่ดีต่อใจ

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “หวานจาก เค็มเคย”  คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร...

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน ผมอยากได้แบบนี้ วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา วงการตกปลา Fly Fishing และคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ได้สูญเสีย บุคคลที่เป็นตำนานไปอีกหนึ่งคน Flip Pallot

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading