Monday, October 26, 2026
Homeความคิดและมุมมองชีวิตท่ามกลางอากาศอิสระ

ชีวิตท่ามกลางอากาศอิสระ

-

ทุกครั้งที่ผมนั่งดูภาพที่ถ่ายมาจากป่าเช่นภาพนี้ ผมจะรู้สึกเสียดายมากที่ไม่ว่าผมจะพยายามเพียงใด ภาพถ่ายก็ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกที่ผมได้รับในตอนนั้นออกมาได้

มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เมื่อมีคนถามผมว่าทำไมผมถึงชอบเข้าป่า

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รู้จักกับคำคำหนึ่ง “Friluftsliv” จากภาษานอร์วีเจียน (อ่านว่า ฟรี-ลูฟ-ลิฟ) แปลว่า “ชีวิตท่ามกลางอากาศอิสระ” 

Friluftsliv นี้เป็นปรัชญาความคิดที่ฝังรากลึกลงไปในวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของคน Nordic (นอร์เวย์, สวีเดน, เดนมาร์ก) มันไม่ได้หมายถึงการออกไปพิชิตยอดเขาสูง, ไปวิ่งแข่งเพื่อชัยชนะ หรือกิจกรรมอะไร แต่หมายถึงการ “แค่ออกไป”​ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ  ซึ่งอาจจะเป็นแค่การออกไปกินข้าวในสวนหลังบ้าน, ออกไปแคมป์ในอุทยาน หรือ ออกไปกลางป่าที่ไหนสักแห่งที่ห่างไกลผู้คน เพื่อที่จะ “เชื่อมต่อ” กับธรรมชาติซึ่งเป็นวิถีดั้งเดิมของมนุษย์อีกครั้ง

ทุกครั้งที่ได้ออกไปอยู่ท่ามกลางป่าเขา ผมจะรู้สึกได้ว่าประสาทสัมผัสของผมสามารถรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้ดีขึ้น ผมได้ยินเสียงนกที่ร้องแผวเบามาจากยอดไม้ไกลๆ, รู้สึกได้ถึงสายลมที่พัดผ่านตัว, รู้สึกถึงความนุ่มนวลต่อเนื่องของกระแสน้ำในลำห้วย, แสงสว่างที่แฝงไปด้วยมนต์สเน่ห์ของแสงจันทร์ในคืนเต็มดวง, ความสดชื่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังของแสงแรกที่ส่องผ่านยอดไม้ลงมาในตอนเช้า ฯลฯ

Friluftsliv ที่ฝังรากลึกลงในวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศ Nordic นั้นทรงพลังถึงขนาดที่ทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้มีกฎหมายคล้ายๆกันในเรื่อง “Freedom to Roam” ที่อนุญาตให้ทุกคนสามารถเดินและตั้งแค้มป์ที่ไหนก็ได้ไม่ว่าที่ตรงนั้นจะเป็นที่ส่วนบุคคล, ป่าสงวน หรืออุทยาน ตราบใดที่ไม่เป็นการรบกวนผู้คนในพื้นที่และสัตว์ป่า

การออกไปสัมผัสธรรมชาติในรูปแบบนี้ยังไม่แพร่หลายนักในบ้านเรา แต่ผมอยากจะเชิญชวนให้คุณออกไปสัมผัสดูบ้าง การออกไปใช้ชีวิตในธรรมชาติโดยไม่ต้องมีความมุ่งหวังใดๆ ออกไปเพียงเพื่อที่จะอยู่ตรงนั้น

ผมเชื่อว่าถ้าคนสักส่วนหนึ่งได้ไปสัมผัสความรู้สึกนี้แล้วเราจะมาร่วมกันสร้างวัฒนธรรมกลางแจ้งขึ้นมาด้วยกัน และวัฒนธรรมกลางแจ้งนี้จะเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางของการอนุรักษ์ธรรมชาติของบ้านเราให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องและควรจะเป็น

เพราะด้วยทิศทางของการ “อนุรักษ์” ในบ้านเราทุกวันนี้ นอกจากธรรมชาติจะหมดไปอย่างรวดเร็วแล้ว ยังดูเหมือนว่าเรากำลังถูกจำกัดพื้นที่และสิทธิในการออกไปใช้ชีวิตในธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆโดยที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว

ถ้าเราไม่ใช้, ไม่เห็นความสำคัญของสิทธินี้และไม่เรียกร้องสิ่งที่เราสมควรได้รับ มันก็คงจะหมดไปไม่มีเหลือ

ตาเกิ้น

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

LEAVE A REPLY

LATEST POSTS

ผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีน้อยนัก

ตั้งแต่เด็กมาผมเป็นพวกเด็กวิศวะหัวสี่เหลี่ยม ชอบแต่เครื่องยนต์กลไก ไม่เคยเข้าใจความคิดของผู้คน ไม่เรียนอะไรเกี่ยวกับสังคมศาสตร์, ปรัชญา ฯ แต่พออายุมากขึ้นทำงานกับผู้คนมากเข้า ก็เริ่มสังเกตเห็น, สนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่องราวและความสัมพันธ์ของผู้คน ผมจำได้แม่นถึงคำพูดของที่ปรึกษาชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่เข้ามาทำงานร่วมกับผมในโครงการใหญ่อันหนึ่ง มันทำให้ผมเก็บมาคิดต่อร่วมยี่สิบปีมาแล้ว  เราคุยกันนานนับชั่วโมง แต่แก่นของการสนทนาที่ผมจำได้แม่นคือ สิ่งที่ขับเคลื่อนตัวเราแต่ละคนคือส่ิงที่เราให้คุณค่า ไม่ว่าจะเป็นหลักความคิด, เรื่องราว หรือสิ่งต่างๆรอบตัว (values)  เมื่อมีชุดของคุณค่า (set of values) ก็ก่อตัวขึ้นเป็นความเชื่อ (belives) เมื่อคนที่มีความเชื่อคล้ายกันเข้ามารวมกันเป็นกลุ่มก้อน ความเชื่อนั้นก็กลายเป็นวัฒนธรรม (Culture) ผมนั่งคิดอยู่เสมอว่าในยุคก่อนที่โลกไม่ได้เชื่อมต่อกันง่ายอย่างทุกวันนี้...

ไมค์กี้

“ใครยิงธนูเป็นช่วยสอนผมหน่อย ที่ไหนมีธนูขายบ้างช่วยบอกหน่อยครับ”  ผมเขียนข้อความประมาณนี้ลงในเว็บบอร์ด “รอบกองไฟ” ของเว็บ ThailandOutdoor เมื่อ 22 ปีก่อนด้วยความคับแค้นใจว่าหาซื้อธนูไม่ได้ และไม่มีใครสอนให้ยิง “ผมทำงานอยู่ร้านธนู” <Mike Wann> “ร้านอยู่ที่ไหนครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลย” <ตาเกิ้น>  “ผมอยู่แคลิฟอร์เนียครับ 555” <Mike Wann> จากนั้นผมก็คุยกับ Mike Wann ทางข้อความอย่างเมามัน เขาให้ความรู้เรื่องธนูที่หาไม่ได้ในเมืองไทย พอผมบอกว่าอยากได้เขาก็หาคันธนูมือสองชั้นดีถอดเป็นชิ้นๆส่งมาให้ผมประกอบ แล้วก็สอนให้ผมยิงธนูจากระยะไกลจากอเมริกา ธนูคันแรกที่ Mike ส่งมาให้ผม ทำให้เกิดประกายไฟของการยิงธนูในเมืองไทย...

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading