Wednesday, April 8, 2026
Homeชีวิตและการเดินทางชีวิตบนยอดไม้ที่เมืองลาว

ชีวิตบนยอดไม้ที่เมืองลาว

-

ผมลอยละลิ่วไปกลางอากาศเหนือหุบเขากว้างใหญ่สูงจากพื้นดินนับร้อยเมตร เห็นยอดไม้อยู่ลิบๆ ในเบื้องล่าง

เสียงรอกที่ดังแผดอยู่ข้างหูเป็นสิ่งเดียวที่เตือนว่าผมไม่ได้กำลังฝันอยู่

เมื่อกวาดตามองไปรอบตัว ใจก็พลางคิดขึ้นมาว่า “คนที่กลัวความสูงอย่างข้าพเจ้ามาทำอะไรที่นี่หว่า”

วิวจากยอดไม้ สวยแค่ไหน ผมก็ไม่ชอบเลย

1. 

เส้นทางถนนดินเส้นนั้นจบลงที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ชายป่า

ผมกระโดดลงจากรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อคันนั้นตั้งแต่ก่อนที่ฝุ่นรอบตัวจะสงบลง ผมเป็นคนไทยคนเดียวในผู้มาเยือนกลุ่มนี้ สมาชิกของเรามีทั้งชาวเนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และอเมริกัน รวมผมด้วยเป็น 6 คน

อีกไม่กี่นาทีต่อมาเราก็แบกเป้ขึ้นหลังและเริ่มเดินทางกันต่อบนทางเดินเล็กๆ ที่ข้ามลำน้ำออกไปจากหมู่บ้าน ทุกคนล้วนต้องรับผิดชอบในการแบกสัมภาระของตัวเอง ในขณะที่ม้าต่าง 2 ตัวบรรทุกเสบียงอาหารเข้าไปพร้อมๆ กับเรา

ผู้นำทาง 2 คนของเราเป็นชาวลาว ชื่อบุนลืนและคำพี เป็นชาวบ้านเผ่าละมีด ทั้งสองคอยแนะนำสิ่งต่างๆ บนเส้นทางให้กับคณะด้วยภาษาอังกฤษตลอดเวลา

เส้นทางนั้นลัดเลาะจากทุ่งใกล้หมู่บ้านเข้าไปในป่าใหญ่ เส้นทางวนขึ้นสูงไปเรื่อยๆ เรียกเหงื่อและเสียงหอบหายใจได้พอควร เกือบ 2 ชั่วโมงเศษเราจึงได้มาถึงศาลากลางป่า ซึ่งที่นี่เราได้รับคำแนะนำให้รู้จักกับอุปกรณ์ชิ้นใหม่ นั่นก็คือ Harness และรอก

“ใส่ตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ” ผมถามด้วยเสียงสั่น ความสูงกับผมไม่เคยเป็นเพื่อนกัน แม้จะทำใจล่วงหน้าก่อนมาแล้วก็ตาม

“ใส่เลย เดี๋ยวต้องใช้แล้ว” บุนลืนบอก

เราเดินตามไหล่เขาอีกพักหนึ่ง จึงมาเจอกับสลิงเส้นแรก

“อ้ายกลัวบ่” คำพีถาม

“กลัวสิ” ผมตอบอย่างมั่นใจสุดขีด

“บ่ต้องกลัว ที่นี่ไม่เคยมีคนตายสักเท่าใด” (ทำไมต้องมี”สักเท่าใด” ด้วยละนี่) คำพีตอบยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าผมกลัว

การ “ขี่สลิง” อาจจะเป็นของเล่นสนุกและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่นี่ แต่ที่จริงแล้วมันเป็นวิถีการเดินทางที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงธรรมชาติของผืนป่าอนุรักษ์ที่เป็นหุบเขาสูงชันได้ง่ายขึ้นมาก โดยไม่ต้องตัดถนนและนำรถเข้ามาในป่า

“เกี่ยวสาย Safety ก่อน แล้วค่อยคล้องลูกล้อ” ไกด์ของเราตามมากำกับความปลอดภัยทีละคน

ผมย่อตัวลงนั่งและยกขาขึ้นให้พ้นพื้นไม้ ลูกล้อเริ่มไหลลื่นไปบนสายสลิง เมื่อความเร็วสูงขึ้น ผมก็แหวกออกไปกลางอากาศเหนือยอดไม้ที่สูงลิบ

เสียงรอกที่ดังแผดอยู่ข้างหูเป็นสิ่งเดียวที่เตือนว่าผมไม่ได้กำลังฝันอยู่

ผมลอยละลิ่วไปกลางอากาศเหนือหุบเขากว้างใหญ่สูงจากพื้นดินนับร้อยเมตร เห็นยอดไม้อยู่ลิบๆ ในเบื้องล่าง

เมื่อกวาดตามองไปรอบตัว ใจก็พลางคิดขึ้นมาว่า “คนที่กลัวความสูงอย่างตูมาทำอะไรที่นี่หว่า” (แต่จริงๆ แล้วคำพูดในสมองผมไม่ได้สุภาพเช่นนี้ และไม่เหมาะสมที่จะเขียนลงในที่นี้ครับ)

หลายนาทีและหลายร้อยเมตรต่อมา ผมก็มาหยุดที่สถานีปลายทางบนคบไม้

อีกไม่นานนักเราก็เดินมาถึงเส้นที่สองที่ยาวกว่าเดิม และสูงกว่าเดิม

“เอาละนะ” ผมบอกกับตัวเอง ก่อนที่จะยกขาให้ตัวไถลออกไปกลางอากาศ

“ไม่น่ากลัวนี่นา” ผมบอกกับตัวเอง แต่เมื่อความเร็วเร่งขึ้นตรงช่วงกลางทาง และเมื่อผมมองลงไปเบื้องล่างเห็นความเวิ้งว้างของอากาศรอบตัวนับร้อยเมตร ความคิดก็เปลี่ยนไป

แต่เมื่อเส้นที่ 3, 4, 5, 6 ฯลฯ ผ่านไป ความกลัวก็ลดลง เหลือเพียงความตื่นเต้น ความมัน และวิวทิวทัศน์ที่แปลกตา

ถ้าผมไปได้ ใครๆก็ไปได้ครับ

สลิงเส้นสุดท้ายพาเราไปยังบ้านซึ่งอยู่บนคบไม้ใหญ่สูงกว่า 20 เมตรจากพื้นดินด้านล่าง บ้านหลังนั้นใหญ่พอที่จะให้เราพักอยู่รวมกันได้ทั้งหมด

2.

ผมเจอกับเจฟโดยบังเอิญที่กรุงเทพฯ ในขณะที่เขามาหาซื้อเรือยาง และมิตรสหายคนหนึ่งแนะนำให้แวะมาหาผม เมื่อได้นั่งคุยกัน ผมจึงได้พบว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมาก

เจฟเล่าให้ฟังว่าเขาได้รับมอบหมายจากรัฐบาลลาวให้ดูแลพื้นที่ป่ากว่าหนึ่งล้านไร่ (ไม่ผิดครับ ผมถามซ้ำหลายครั้งเลย) ให้เป็นป่าอนุรักษ์ โครงการของเขาชื่อว่า Gibbon Experience อยู่ที่แขวงบ่อแก้ว อยู่ทางตอนเหนือของลาว

ไม่นานหลังจากนั้น ผมก็มานั่งคุยอยู่กับเจฟที่เมืองห้วยทราย ริมน้ำโขง ความนี้เรามีโอกาสคุยกันมากขึ้น

เจฟบอกว่าเมื่อหลายปีก่อนเขาเป็นอาสาสมัครเข้ามาทำงาน NGO ในลาว พยายามเขียนโปรเจ็กต์หาทุนสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พื้นที่ป่าในลาว แต่หมดเวลาไปกับการหาทุนเสียมากกว่าที่จะได้ทำงานจริง และก็ได้เงินสนับสนุนเพียงเล็กน้อย สุดท้ายก็ท้อใจกลับบ้านที่ฝรั่งเศสไป

แต่เมื่อกลับไปอยู่ฝรั่งเศส เขาก็ยังนึกถึงที่ลาวอยู่ตลอด ยังมีความฝันที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ คือการรักษาผืนป่าที่เขาได้มาพบเห็นและช่วยเหลือชาวบ้านที่เขาเคยได้มาสัมผัสวิถีชีวิตที่งดงาม

เจฟกลับมาที่ลาวอีกครั้งด้วยแนวความคิดใหม่ เขากลับมาคุยกับรัฐบาลลาว ขอพื้นที่มาจัดทำอุทยานแห่งชาติ โดยที่เขาจะหาเงินทุนเลี้ยงอุทยานฯ เองโดยจัดการท่องเที่ยว

ผมถามเขาตรงๆ ว่า ขอพื้นที่ขนาดนี้มาได้อย่างไร ต้องเสียเงินให้ผู้มีอำนาจหรือเปล่า

เจฟหัวเราะแล้วตอบผมว่า ไม่ต้องเลย เขาโชคดีที่ได้พบกับคนที่มีความตั้งใจดีต่อประเทศและมีอำนาจอยู่ในรัฐบาลลาว คนเหล่านี้รักประเทศและต้องการพัฒนาประเทศไปในทางที่ถูกที่ควรและต้องการอนุรักษ์ผืนป่าไว้พร้อมๆ กัน เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นความตั้งใจจริงและความคิดสร้างสรรค์ในโครงการของเจฟ จึงให้ความสนับสนุนโดยตรงมาจากรัฐบาลกลาง ซึ่งก็ทำให้ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไม่ยากลำบากจนเกินไปนัก

เจฟเริ่มจากการสร้างบ้านต้นไม้หลังแรก และสายสลิงชุดแรกไปที่บ้าน เขาเริ่มรับนักท่องเที่ยวเข้าไปสู่พื้นที่โดยไม่มีการตัดถนนแม้แต่เส้นเดียว ทุกคนต้องเดินเท้าและแบกของเข้าไปจากหมู่บ้านที่อยู่ริมขอบนอกของผืนป่า แต่นั่นกลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้บอกกันปากต่อปาก จนเจฟต้องสร้างบ้านต้นไม้เพิ่มเป็น 12 หลัง และขยายเส้นทางสลิงยาวเข้าไปในหุบเขาที่ลึกเข้าไป

จากนั้นมา Gibbon Experience มีกรุ๊ปพานักท่องเที่ยวเข้าป่าทุกวัน (โดยที่หลบเส้นทางไม่ให้เจอกัน) กลุ่มละ 6-8 คน และมีคนมาเต็มเกือบตลอดทั้งปี

3.

อาหารของเราถูกส่งมาจากโรงครัวที่อยู่ใกล้ๆ โดยสาวน้อยแม่ครัวขี่สลิง เราล้อมวงกันกินอาหารแสนอร่อยนั้นใต้แสงไฟริบหรี่จากแบตเตอรี่ประจำบ้าน หลังอาหารเย็นก็เป็นเวลาที่เราเริ่มทำความรู้จักและพูดคุยกัน

การมากับกลุ่มคนแปลกหน้าเช่นนี้ทำให้การมองโลกของเราเปิดกว้างขึ้นมาก หลายๆ คนในคณะของเราเดินทางมาแล้วแทบจะทั่วโลก และมีเรื่องราวหลากหลายมาแบ่งปันสู่กันฟังในยามว่าง ทำให้เหมือนเราได้เดินทางไปยังที่เหล่านั้นด้วย เช่น แอนโทนี่ผู้ที่เคยได้ทุนไปศึกษาเรื่องไม้ทำกีตาร์ทางอเมริกาใต้อยู่เกือบปีและยังเดินทางอยู่ไม่หยุด หรือเฮเลน สาวน้อยชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในซาอุดิอาระเบียและเดินทางไปประเทศต่างๆ เพื่อเสาะแสวงหาสิ่งใหม่ๆ

ดึกลงสหายทั้งหลายแยกย้ายกันไปนอนในมุ้งหนาทึบรอบๆ บ้านต้นไม้ ส่วนผมเลือกที่จะลากที่นอนออกมานอนอยู่ริมขอบหน้าต่างนอกมุ้งเพื่อรับลมเย็นและอากาศที่สดชื่น

พอปิดไฟลง ความมืดสนิทก็เข้าปกคลุมเรือนยอดไม้ของเราและป่าทึบรอบข้าง เหลือไว้เพียงเสียงของป่าดงที่ดังระงมมาจากเบื้องล่าง

เมื่อแสงสาดส่องในยามเช้า ผืนป่าก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเราอีกครั้ง การอยู่บนบ้านต้นไม้ที่สูงจากพื้นดินถึง 20-30 เมตรให้มุมมองที่แตกต่างจากป่าที่ผมเคยเห็นอย่างสิ้นเชิง เราอยู่ในความสูงของยอดไม้ระดับเดียวกับฝูงชะนี มองลงไปเห็นป่าทึบที่อุดมสมบูรณ์เบื้องล่าง ฝูงนกมากมายบินมาเกาะยอดไม้รอบๆ ให้ดูได้โดยไม่ต้องแหงนคอมอง

หลังอาหารเช้า บุนลืนและคำพีก็เข้ามารับเราที่บ้านเพื่อพาไปเที่ยวข้างในหุบเขา

เส้นทางสลิงวันนี้พาเราเข้าไปยังหุบเขาที่อยู่ลึกเข้าไป ตลอดเส้นทางเรามองเห็นหุบเขาที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยไม้ยักษ์ที่แทงยอดสูงและเบื้องล่างที่หนาทึบไปด้วยไม้ชั้นรองลงไป

ระหว่างเดินทาง ผมมีโอกาสได้คุยกับไกด์ของเรามากขึ้น ดูเขาทั้ง 2 คนจะสนิทสนมกับผมได้เร็วพอควรด้วยภาษาที่คุยกันสะดวกปาก

คำพีเล่าให้ฟังว่าทั้งเขาและบุนลืนเป็นชาวเขาเผ่าละมีดซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของลาว คำพีบอกว่าชีวิตของเขาลำบากไม่น้อย จนต้องลงจากเขามาหากินเบื้องล่าง มาอยู่หมู่บ้านรอบๆ ป่าผืนนี้ แต่ตอนที่ลงมาก็ไม่มีที่ดินให้จับจองแล้ว จะซื้อที่ก็แพงมาก จึงไม่มีที่ทำนาปลูกข้าวกิน แต่ก็โชคดีที่ได้เข้ามาทำงานที่นี่ จึงพอจะมีเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย และเขาก็ยังหวังว่าทำงานเก็บเงินไปเรื่อยก็จะพอซื้อที่นาได้สักผืน

เมื่อถามว่าไปเรียนภาษาอังกฤษมาจากไหน เขาก็ยิ้มแล้วบอกว่า เจฟจัดให้มีครูมาสอนภาษาและสอนหนังสือให้คนที่ทำงานและคนที่อยู่ในหมู่บ้าน จากที่เขาไม่รู้หนังสือเลย ตอนนี้พออ่านได้และชอบอ่านหนังสือมาก

สลิงเส้นที่ยาวเกือบ 500 เมตรนั่นพาผมลอยละลิ่วข้ามหุบเข้าไป เมื่อใกล้ถึงปลายทางผมก็ต้องแปลกใจกับสิ่งที่เห็นข้างหน้า

“ตูบ 5” เป็นบ้านต้นไม้ที่อยู่สูงจากพื้นดินร่วมสี่สิบเมตร และตั้งอยู่บนต้นไม้ยักษ์ที่สูงเด่นขึ้นมากลางหุบเขากว้างใหญ่

จากตูบหลังนี้ เรามองไปได้รอบทิศ ป่าใหญ่พื้นที่กว่าล้านไร่ของแขวงบ่อแก้วนี้ ไม่เคยมีชาวบ้านเข้ามาอาศัยอยู่ข้างใน ไม่เคยมีการทำไม้ ไม่มีถนนตัดผ่าน จึงเป็นป่าที่สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะหาได้แห่งหนึ่งในเอเชีย


4.

เจฟเล่าให้ผมฟังว่า ตอนนี้โครงการมีเงินทุนพอที่จะทำอะไรหลายๆ อย่างที่เขาเคยฝันไว้

เขาจ้างชาวบ้านจากหมู่บ้านรอบๆ มาทำงานด้วย ผู้ชายเป็นไกด์ หรือมาช่วยสร้างบ้าน ผู้หญิงก็มาเป็นแม่ครัว อาหารทั้งหลายก็จัดซื้อมาจากชุมชนรอบๆ

ใน 2 ปีที่ผ่านมาเขาปลูกป่าไปกว่า 100,000 ต้น สองในสามของจำนวนนั้นเป็นการปลูกป่ากันชนรอบนอก ที่เหลือเป็นการปลูกเสริมป่าด้านในที่ถูกทำลายไป

ปีที่ผ่านมานี้เขามีเงินพอที่จะซื้อรถไถไปช่วยชาวบ้าน “เฮ็ดนา” ช่วยปรับพื้นที่ของหมู่บ้านรอบนอกให้เป็นนาข้าว เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวเต็มที่โดยไม่ต้องเผาป่าทำข้าวไร่

เขาจ้างพรานให้กลับใจมาเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ทางโครงการจ่ายเงินเดือน ซื้อเครื่องแบบและอุปกรณ์ต่างๆ ให้ โดยที่รัฐบาลลาวไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่กีบเดียว

นอกจากนี้เจฟยังมีเงินเหลือจ่ายภาษีให้กับรัฐบาลอีกด้วย

โครงการใหม่ที่เขาเริ่มต้นกับชาวบ้านด้วยความเห็นชอบของรัฐบาลลาวก็คือ การปลูกป่าร่วมกับชาวบ้าน ป่าเหล่านี้เป็นป่าที่ปลูกในพื้นที่รอบนอกเพื่อรองรับความต้องการใช้ไม้ในอนาคต โดยที่โครงการของเจฟจะจัดหาพันธุ์ไม้ เช่น ไม้สัก ไม้มะค่า ไม้ประดู่ มาให้ชาวบ้านปลูกและดูแล โดยที่ตกลงการแบ่งผลประโยชน์จากไม้ไว้ล่วงหน้าว่าชาวบ้านได้ 80% และโครงการได้ 20%

เมื่อถามว่าอะไรคือเรื่องที่ยากที่สุด เจฟตอบผมทันทีว่า “เรื่องคน”

การที่จะทำให้ชาวบ้านเข้าใจและเปลี่ยนข้างมาช่วยกันอนุรักษ์ป่าได้เป็นเรื่องยากมาก เพราะชาวบ้านเหล่านี้ล้วนยากจนและต้องดิ้นรนเพียงเพื่อให้มีกิน ไม่มีใครจะยอมอดมื้อนี้เพื่อรักษาป่าไว้ได้ประโยชน์ที่ยังมองไม่เห็น นอกจากนี้ยังมีความเย้ายวนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลตอบแทนจากการปลูกยางพารา หรือปาล์มน้ำมันเข้ามาให้ชาวบ้านต้องคิดอีกด้วย

ดังนั้นวิธีการของโครงการจึงจะต้องช่วยให้ชาวบ้านอยู่ได้ไปพร้อมๆ กับที่จะอนุรักษ์ป่า

สิ่งที่เจฟพยายามที่สุดในตอนนี้ คือการสร้างคนลาวให้ขึ้นมาช่วยเขาบริหารโครงการนี้ต่อไปให้ได้ เพื่อเขาจะได้เดินหน้าต่อไปกับสิ่งใหม่ๆ และตอนนี้เขาก็มีคนที่ไว้ใจได้หลายคนแล้ว

เรื่องราวของเจฟเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การอนุรักษ์ป่าด้วยการทำ Eco Tourism ที่เรามัวแต่พูดกันนั้นเป็นไปได้จริง การท่องเที่ยวแบบนี้ทำได้โดยไม่ต้องตัดถนนเข้าไปในป่า ไม่ต้องมีที่ทำการหรูหรา ไม่ต้องมีรีสอร์ตใหญ่ไว้รองรับ ไม่ต้องโฆษณา เมื่อทำได้ดีจริง การท่องเที่ยวเช่นนี้สามารถเลี้ยงโครงการ, ผืนป่าและผู้คนที่อยู่กับป่าได้อย่างสบายๆ โดยไม่ต้องไปแบมือขอเงินทุนบริจาคหรือพึ่งพางบประมาณจากรัฐมาสนับสนุน และที่สำคัญ ป่าไม่ได้ถูกใช้หมดไปแม้แต่น้อย

ความแตกต่างที่สร้างความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เชื้อชาติที่ได้รับความนับถือ ไม่ได้อยู่ที่ความคิดที่ก้าวหน้ากว่า แต่หากอยู่ที่ความมุ่งมั่นที่ผมเห็นได้ในแววตาของเจฟ


5. 

ฟ้าเริ่มสาง ป่ารอบข้างเริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง เสียงนกที่ร้องรอบตัวไปหมดปลุกให้ผมตื่นขึ้นแต่เช้า

ไม่นานนักก็มีเสียงชะนีร้องดังกังวานมาไกลๆ จากอีกฟากหนึ่งของหุบเขา พอดีกับที่ไกด์ทั้งสองของเราขี่สลิงเข้ามาที่บ้าน

เสียงชะนีดังใกล้เข้ามาพร้อมๆ กับที่เราเห็นชะนีทั้งฝูงอยู่ข้างหน้าในระดับเดียวกับเรือนต้นไม้ ดูเหมือนว่าชะนีฝูงนี้จะคุ้นชินกับการมาของผู้คนที่เป็นมิตรในบ้านหลังนี้พอสมควร นับเป็นการได้เห็นชะนีที่แตกต่างไปจากการส่องกล้องดูที่พื้นล่างมากนัก

“สีดำนั่นเป็นตัวพ่อ สีน้ำตาลเป็นตัวแม่” คำพีบอกพร้อมกับตั้งสโคปและขาตั้งให้เราส่องดู

“พวกเจ้าโชคดีหลาย บ่ใช่ทุกคนที่มาจะเห็นฝูงชะนีง่ายๆ เช่นนี้นะ” บุนลืนบอก ผมมองเห็นความภาคภูมิใจอยู่ในสีหน้าของเขาอย่างชัดเจน

ผมไม่เชื่อในโชคชะตา เพราะผมรู้ว่าในความโชคดีของพวกเราที่ได้เข้ามาสัมผัสความงดงามของป่าที่สมบูรณ์ผืนนี้นั้น มีเบื้องหลังที่สร้างมาด้วยด้วยหยาดเหงื่อและความมุ่งมั่นขนาดไหน

ข้อมูลการเดินทาง

ผู้ที่สนใจเดินทางเข้าไปยัง Gibbon Experience สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gibbonexperience.org/ และติดต่อจองล่วงหน้าได้ที่ Gibbon Experience Contact <info@gibbonexperience.org>

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

ของหวานที่ดีต่อใจ

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “หวานจาก เค็มเคย”  คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร...

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน ผมอยากได้แบบนี้ วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา วงการตกปลา Fly Fishing และคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ได้สูญเสีย บุคคลที่เป็นตำนานไปอีกหนึ่งคน Flip Pallot

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading