Sunday, April 5, 2026
Homeความคิดและมุมมองธรรมชาติจะคงอยู่ได้อย่างไร

ธรรมชาติจะคงอยู่ได้อย่างไร

-

ผมเห็นความเห็นมากมายเกี่ยวกับเรื่องการปิดอุทยาน 3 เดือน “เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ” มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

ผมขอไม่ออกความเห็นแบบเป็นข้อสรุปนะครับเพราะผมไม่ใช่ผู้รู้ที่จะมาชี้ผิดชี้ถูกได้ แต่อยากจะเขียนอะไรบางอย่างให้อ่านแล้วไปคิดต่อกันก่อนแล้วแต่ละคนจะได้มีความเห็นของตัวเองครับ

ลองอ่านกันดูครับ ทำใจให้สบายๆครับ

Denali National Park   พ.ศ. 2538

รถบัสคันใหญ่สีเหลืองหน้าตาเหมือนรถโรงเรียนพาเราเคลื่อนที่ไปช้าๆตามถนนเส้นเล็กๆที่ทำจากดินอัดแน่น

“ตรงโค้งข้างหน้านี่มองในดงไม้ทางซ้ายไว้ดีๆนะครับ บริเวณนี้เป็นที่อยู่อาศัยของมูส เรามักจะได้เห็นพวกมันที่นี่”  เสียงประกาศของพนักงานขับรถดังผ่านลำโพง 

เมื่อรถชะลอลงที่โค้ง มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ มูสตัวใหญ่เดินกินใบไม้ไปตามปรกติโดยไม่สนใจรถที่ผ่านมาใกล้ๆเลยแม้แต่น้อย

มูสริมถนน Denali National Park

รถบัสของเราวิ่งไปอีกไม่นานก็มีเสียงประกาศอีก

“ข้างหน้าพอเราข้ามเนินไป จะมีที่โล่งทางซ้ายมือครับ ถ้าเราโชคดีเราอาจจะได้เห็นหมีกริซลี่ย์ตรงนั้น อากาศดีๆอย่างวันนี้พวกมันมักจะมานอนอาบแดดกันครับ”

และก็เป็นตามที่เขาคาดไว้อีก หมีกริซลี่ย์ขนาดใหญ่มหึมาและลูกที่โตมากแล้วอีกตัวหนึ่งนอนอาบแดดอยู่บนลานหญ้าที่มองออกไปเห็นวิวของทุ่งหญ้าและป่าสนกว้างใหญ่ไฟศาล

หมีกริซลี่ริมถนน Denali National Park

การที่เรามีโอกาสได้เห็นสัตว์ป่าเหล่านี้ในสภาพธรรมชาติได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เป็นเพราะอุทยานแห่งชาติ Denali มีการจัดการการท่องเที่ยวที่เรียบง่ายแต่ดีเยี่ยม

Big Horn Sheep คือสัตว์ที่เห็นได้จากบทรถเกือบตลอดทาง

จากถนนเข้าไปยังพื้นที่อุทยานที่ยาว 150 กิโลเมตร มีเพียง 24 กิโลเมตรเท่านั้นที่สามารถนำรถส่วนบุคคลเข้าไปได้ แต่นักท่องเที่ยวอย่างเราสามารถเข้าสู่ป่าลึกของ Denali ได้อย่างง่ายดายและสะดวกสบายด้วยรถบัสของอุทยานที่เราสามารถซื้อตั๋วเพียงครั้งเดียวและโดดขึ้นลงรถบัสได้ทุกที่ตลอดเส้นทางและตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นั่น

Alaska. Denali NP. Grizzly Bear (Ursus horribilis) with shuttle bus full of people. (ภาพจาก Internet)

เราจองแค้มป์พักกันไว้ที่ Savage River ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ของ Campground ที่เรียงรายกระจายกันอยู่ตลอดถนนที่ยาว 150 กิโลเมตรผ่านใจกลาง Denali National Park 

ก่อกองไฟทำอาหารในแค้มป์กันที่ Savage River campground

แค้มป์ทั้งหมดของ Denali เป็นแค้มป์แบบง่ายๆ ไม่หรูหราอะไร ไม่มีอาคารอะไรเลย แต่มีการกำหนดจุดกางเต็นท์ไว้ให้แต่ละคนที่เข้าไปพัก แต่ละจุดจะมีลานเล็กๆสำหรับกางเต็นท์, มีโต๊ะนั่งทานข้าว และมีเตาฟืนไว้ให้ทำอาหารง่ายๆ ห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำรวมส้วมหลุมแบบง่ายๆ จากทั้งหมด 6 แค้มป์ มี 3 แค้มป์ที่สามารถขับรถ Camper Van หรือ RV เข้าไปพักได้ อีก 3 แห่งต้องกางเต็นท์เท่านั้น 

แต่การจะเข้าไปพักสามารถจองผ่านอินเตอร์เน็ทได้ (ได้ตั้งแต่ 25 ปีก่อนนะครับ) ถ้าเต็มแล้วเต็มเลยจำกัดคนไว้แค่นั้น

จุดกางเต็นท์ถูกกำหนดของใครของมันไม่แออัด มีเตาและโต๊ะจัดไว้ให้ที่ละชุด

คนที่มาเที่ยว Denali สามารถสัมผัสธรรมชาติได้มากกว่าจากบนถนนหรือ Campsite (ซึ่งก็เป็นธรรมชาติมากแล้ว เราแทบไม่เห็นสิ่งก่อสร้างใดๆเลย) โดยการแบกเป้เข้าไปนอนในป่าตรงไหนก็ได้ !

ถนนใน Denali National Park เป็นเพียงถนนโรยกรวดอัดแน่นเส้นแคบๆ สองข้างทางยังคงสภาพธรรมชาติอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากสิ่งก่อสร้างใดๆ (ภาพจาก Internet)

การที่จะเข้าไปเดินป่าไปแค้มป์นี้ ใครก็สามาถทำได้ครับ โดยไม่ต้องใช้เส้นสาย ไม่ต้องรู้จักใคร ไม่ต้องทำหนังสือมาจากกรม ถ้าอยากไปก็กรอกใบสมัครและขอใบอนุญาต (permit) online ผ่านเว็บไซต์ของอุทยานล่วงหน้าแล้วมารับ Permit พร้อมกับนั่งอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในป่าแล้วก็เดินเข้าไปได้เลย 

แม่น้ำ Savage River หน้าแค้มป์

คนที่จะเข้าไปนอนในป่าจะต้องเตรียมตัวและปฏิบัติตามกฎเพื่อความปลอดภัย,​หลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายโดยสัตว์ป่า, เพื่อให้ธรรมชาติถูกรบกวนน้อยที่สุดและคงสภาพอยู่เหมือนก่อนที่เราจะเข้าไปถึง (Leave No Trace) 

Denali เป็นอุทยานแรกๆที่พยายามลดการรบกวนธรรมชาติและสัตว์ป่าโดยการจำกัดการเข้าของรถยนต์ส่วนตัว แต่เขาไม่เคยจำกัดการเข้าถึงธรรมชาติของผู้คน โดยเฉพาะการเดินเท้าเข้าไป

มูสเดินอยู่กลางทุ่งหญ้าของ Denali

Denali มีการปิดมั๊ยคุณคงอยากรู้ ไม่ครับ แต่มีการปิดเส้นทางบางส่วนและแค้มป์ส่วนใหญ่เนื่องจากสภาพอากาศในฤดูหนาวของ Alaska ที่ทำให้การเดินทางยากลำบากมาก ไม่ใช่เพื่อ “ให้ธรรมชาติฟื้นตัว”​เพราะเขามีการจัดการที่ดีพอที่จะดูแลไม่ให้ธรรมชาติบอบช้ำอยู่แล้ว

อุทยานในอเมริกาทุกแห่งก็มีหลักการที่จะเปิดให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้พร้อมๆกับการดูแลธรรมชาติไม่ให้บอบช้ำคล้ายๆกับที่ Denali ครับ คือมี Campsite กระจายไปทั่วทำให้มีเพียงพอและไม่แออัด แค้มป์ไซต์มีจุดกางเต็นท์กำหนดไว้, มีจำนวนจำกัด และสามารถจองได้ล่วงหน้า

พร้อมกันนั้น อุทยานในอเมริกาทุกแห่งให้ความสำคัญกับการเดินป่าและการไปแค้มป์ในป่ามากครับ ทุกแห่งจะมีหน่วยบริการ Backcountry ที่คอยให้คำแนะนำเรื่องพื้นที่, เส้นทางและการเตรียมตัว ไม่ว่าจะเดินเพียงวันเดียวหรือไปนอนค้างในป่า โดยไม่มีข้อจำกัด หรือกีดกันไม่ให้คนเข้าป่าเลย 

Wilderness Center ของ Yosemite National Park ที่มีไว้ให้บริการนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินป่าและเข้าไปค้างแรมในป่าโดยดฉพาะ
ภายในของ Wilderness Center มีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการข้อมูลเรื่องพื้นที่, เส้นทาง, การเตรียมตัว และทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวต้องการความช่วยเหลือ
มีคำอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าการเดินเข้าไปพักแรมในป่ามีอะไรบ้างที่จะต้องเตรียมไป

บางคนอาจจะบอกว่าผมชื่นชมฝรั่งมากไปหรือเปล่า ทำไมชมแต่อุทยานฯของอเมริกาว่าเขาทำอะไรก็ดีไปหมด

เรื่องอื่นผมไม่คิดอย่างนี้ครับ แต่เรื่องอุทยานแห่งชาตินี่ผมคิดว่าอเมริกาเป็นประเทศที่จัดการอุทยานฯได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในประสบการณ์น้อยนิดที่ผมมี และประเทศเราเองก็ไปถอดแบบจากเขามาครับ อุทยานแห่งแรกของเราคือเขาใหญ่นี่เมื่อเริ่มก่อตั้งถอดแบบมาจากอุทยาน Yellowstone เลยก็ว่าได้

แต่ในขณะที่อุทยานของอเมริกามีความชัดเจนในเป้าหมายมากว่า อุทยานแห่งชาติ มีไว้เพื่อรักษาธรรมชาติไว้ให้ผู้คนได้สัมผัสได้มีความสุข, เป็นโรงเรียนธรรมชาติให้ศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจและรักธรรมชาติ อุทยานของเรากลับผิดเพี้ยนไปเรื่อยๆ พิมพ์ที่ถอดแบบจากเขามาเริ่มแปลงร่างไป

ในสมัยผมเด็กๆ เขาใหญ่คือโรงเรียนธรรมชาติที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง มีเส้นทางเดินป่าถึง 13 เส้น เพียงแต่เดินเข้าไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ก็จะยื่นแผนที่ให้พร้อมกับยินดีอธิบายแนะนำเส้นทางเหล่านั้น จะไปเดินเองก็ได้ ถ้าอยากให้เจ้าหน้าที่นำทางก็จัดให้ 

แผนที่ที่เคยมีแจกในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวของเขาใหญ่ มีเส้นทางเดินป่าระบุไว้ให้นักท่องเที่ยวไปเดินได้ ผมเคยมีอีกแผ่นหนึ่งที่เป็นแผนที่ Topo Map อย่างดีที่ได้มาจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเช่นกัน แต่สูญหายไปหาไม่เจอแล้วครับ

ควาทรงจำที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตผมเริ่มขึ้นเมื่อพ่อพาผมไปเดินป่าที่เขาใหญ่ครั้งแรกในตอนอายุประมาณ 11 ขวบ บนเส้นทางจากน้ำตกกองแก้วไปยังน้ำตกเหวสุวัต ระยะทางประมาณ 9-10 กิโลเมตร 

ตลอดเส้นทางนั้น ผมได้พบเห็นธรรมชาติที่สวยงาม เห็นนกเงือก เห็นร่องรอยสัตว์ป่ามากมายตลอดทาง ได้เห็นลำธารใส นำ้ตกใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าลึกที่เคยได้แต่เพียงจินตนาการจากเพียงการอ่านนิยาย ภาพเหล่านั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจแม้เวลาจะผ่านมาแล้วถึง 40 กว่าปี และการเดินป่าเพียงวันเดียวนั้นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมไปตลอดกาล

แผนที่เขาใหญ่อีกอันที่อธิบายชัดเจนว่าเขาใหญ่เคยมีเส้นทางเดินป่าที่เดินได้ถึง 13 เส้นทาง

ในวันนี้ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติแห่งแรกและน่าจะเป็นอุทยานป่าที่ดีที่สุดของประเทศเรามีเส้นทาง “ศึกษาธรรมชาติ” ที่ยาวไม่เกิน 2-4 กิโลเมตร เปิดให้เดินอยู่เพียง 3 เส้นทาง และไม่อนุญาตให้นอนค้างแรมในป่า ในขณะที่รถวิ่งกันขวักไขว่บนถนนที่ตัดผ่ากลางอุทยาน, ลานกางเต็นท์ที่มีเพียง 2 แห่งแน่นขนัด และสิ่งก่อสร้างในอุทยานเพิ่มขึ้นมาตลอด

ยังไม่ต้องพูดถึงอุทยานอื่นๆอีก 153 แห่ง ที่หลายแห่งเราไม่รู้จัก และส่วนใหญ่ไม่ให้คนเข้าไปได้เกินถนนและลานกางเต็นท์

หลายคนคงบอกว่าถ้าเราเปิดให้คนเข้าในป่าในเมืองไทยเละแน่ 

“คนไทยขาดจิตสำนึก” คือคำที่ได้ยินอยู่เสมอเมื่อถามถึงเหตุผลในการปิดเส้นทางเดินป่าหรือพื้นที่ต่างๆในอุทยาน

ก็อาจจะจริงครับ เพราะเราไม่เคยให้โอกาสคนได้เรียนรู้ และไม่ได้ช่วยกันสร้างความรักธรรมชาติจริงๆขึ้นมาเลยในเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เราเพียงแต่ใช้กฎระเบียบปิดกั้นคนไม่ให้เข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริง 

ถนน,​น้ำตกที่มีราวเหล็กบันไดปูนร้านขายของและลานกางเต็นท์ที่ปูหญ้าเรียบมีร้านกาแฟยังไม่ใช่ธรรมชาติที่แท้จริงนะครับ อย่าเข้าใจผิดกัน

อุทยานแห่งชาติที่ควรจะเป็นโรงเรียนธรรมชาติก็เพียงแต่ให้คนเดินเข้ามาในโรงเรียนแต่ไม่ให้เข้าไปเรียนในห้อง

แล้วเราจะคาดหวัง “จิตสำนึก” จากไหนละครับ

ป้ายที่อุทยานแห่งชาิตเขาใหญ่

ความรักธรรมชาติที่แท้จริงต้องเกิดมาจากการเห็นจริง, การได้สัมผัสจนนำไปสู่ความเข้าใจว่าธรรมชาติจริงแท้นั้นเป็นอย่างไร สร้างความล่วงรู้ด้วยตัวเองว่าการกระทำอะไรที่จะส่งผลดีหรือผลเสียให้กับธรรมชาติ จนกลายเป็นความรักธรรมชาติที่ถูกทางและเป็นจริง

เราไม่สามารถทำให้คนเข้าใจและรักธรรมชาติจริงๆได้จากการดูธรรมชาติผ่านจอ, ดูสัตว์ในสวนสัตว์ หรือแม้กระทั่งกางเต็นท์ในลานของอุทยานที่ปลูกหญ้าเรียบ ปลูกต้นไม้ดอกไม้ต่างถิ่นที่ดูสวยงามจนดูไม่ต่างไปจากรีสอร์ตของเอกชนที่อยู่แถวสามพราน

ทุกวันนี้การ “รักธรรมชาติ” จึงดูเหมือนเป็นเพียงแฟชั่นที่ทำแล้วดูดี เป็นกระแสที่พูดตามๆกัน จนเป็นเหมือนความเชื่อของลัทธิ และเช่นเดียวกับลัทธิทั้งหลายที่มักจะมีผู้แฝงตัวรอรับผลประโยชน์จากศรัทธาและความตั้งใจดีของผู้คนอยู่มากมาย

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป การดูแลรักษาธรรมชาติในบ้านเราคงหมดหวัง หลงทางไปเรื่อยๆ เพราะความเข้าใจในธรรมชาติอย่างถูกต้องและลึกซึ้งของคนหมู่มากในสังคมมีผลอย่างมากไม่แพ้กฎหมายและการบังคับใช้ มันคือพื้นฐานของการตัดสินใจว่าเราควรปฏิบัติอย่างไรต่อธรรมชาติ, อะไรควรเก็บรักษา, อะไรควรใช้ประโยชน์ และใช้ประโยชน์อย่างไรจะเกิดประโยชน์สูงสุดโดยรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของสังคมปัจจุบันที่ความคิดเห็นใน Social Media มีส่วนชี้นำสิ่งต่างๆโดยแทบไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด

อุทยานฯ ควรจะปิดเพื่อ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” ปีละ 3 เดือนหรือไม่ ผมไม่มีคำตอบนะครับ เพราะผมไม่ใช่ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญที่มีข้อมูลพอที่จะตัดสินใจ แต่ละอุทยานก็ไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีแต่ ขาวหรือดำ ปิดหรือเปิด ยังมีวิธีมากมายที่จะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติได้โดยไม่บอบช้ำจนต้อง “ฟื้นฟู”

แต่ถ้าดูจากการที่กรมอุทยานทะยอยปล่อยภาพสัตว์ป่าออกมาในช่วงปิด COVID ก่อนที่จะมีกระแสเรียกร้องให้ปิดอุทยานเพื่อ “ฟื้นฟูธรรมชาติ” แล้ว ผมคิดว่าไม่ต้องเรียกร้องหรอกครับ เขาคงวางแผนที่จะปิดกันอยู่แล้วครับ เพราะมัน “ง่าย” ครับ

กรมอุทยานพยายามที่จะสื่อมากว่าช่วงที่ปิดอุทยานสัตว์ป่ามีความสุขมาก

แต่เราควรจะได้เห็นภาพเช่นนี้ได้โดยที่อุทยานไม่ต้องปิด ถ้าอุทยานนั้นจัดการดีพอ Denali National patk ทำเช่นนั้นมาได้ตั้งแต่ 25 ปีที่แล้วจนถึงวันนี้ครับ
อุทยานแก่งกระจานเป็นอีกแห่งที่สัตว์ป่าถูกรบกวนอย่างมากจากรถยนต์ส่วนตัวที่วิ่งเข้าไปอย่างไม่มีการควบคุมจำนวน หากจัดการให้ดีที่นี่จะเป็นที่ที่เห็นสัตว์ป่าได้ง่ายมาก และเป็นสวรรค์ของผู้รักธรรมชาติอีกแห่งหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาอุทยานพยายามจะสร้างและขยายถนนให้ผู้คนขับรถส่วนตัวขึ้นไปแออัดกันอยู่ที่แค้มป์พะเนินทุ่งเพียงเพื่อดูทะเลหมอก

แต่ในขณะเดียวกันเส้นทางเดินป่าที่เคยมีในอุทยานแก่งกระจานถูกยกเลิกและห้ามเดินจนหมดสิ้น

อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วคุณคิดว่ายังไงครับ กรมอุทยานฯควรทำอะไรเพื่อทำให้อุทยานเป็นโรงเรียนธรรมชาติและดูแลรักษาธรรมชาติไปได้พร้อมๆกัน

เพราะนั่นคือหน้าที่ของพวกเขาครับ ไม่ใช่แค่เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

ของหวานที่ดีต่อใจ

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “หวานจาก เค็มเคย”  คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร...

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน ผมอยากได้แบบนี้ วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา วงการตกปลา Fly Fishing และคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ได้สูญเสีย บุคคลที่เป็นตำนานไปอีกหนึ่งคน Flip Pallot

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading