Tuesday, July 28, 2026
Homeความคิดและมุมมองไบเบิ้ล และ .44

ไบเบิ้ล และ .44

-

เมื่อประมาณเกือบ 30 ปีก่อน ตอนที่ผมเริ่มหัดเดินป่าเป็นมือใหม่ ผมเจอเซียนเดินป่าคนหนึ่งชื่อ “พี่เมฆ”

เรารู้จักกันในตอนที่ขึ้นรถตู้เพื่อจะไปเดินป่ากัน และพี่เมฆก็แนะนำตัว

“ผมเดินป่ามาเยอะ ไปมาทั่วแล้ว” แล้วแกก็พูดถึงชื่อป่าต่างๆมากมาย ชื่อไทยบ้างชื่อกระเหรี่ยงบ้าง ส่วนใหญ่เป็นชื่อที่เราไม่รู้จัก พวกเรามือใหม่ก็ทึ่งซิครับ

“ผมเป็นนักเขียนด้ายนะ เขียนลงชีวิตกลางแจ้ง, อ.ส.ท. ฯ” โอโห้ คราวนี้ผมนี่ซูฮกเลยครับ นั่นมันนิตยสารในดวงใจผมทั้งนั้น

แล้วแกก็เล่าเรื่องต่างๆที่ล้วนน่าทึ่งให้เราฟังตลอดคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น เราจัดเป้เตรียมที่จะเดินป่า เรารู้มาว่าเส้นทางนั้นจะต้องไต่ขึ้นเขาสูงชันเป็นทางยาวมากเป็นด่านแรก เราพยายามจัดเป้ให้เบาที่สุด อะไรที่เอาออกได้เอาออกหมด

ผมเหลือบมองเห็น “พี่เมฆ” จัดเป้พอดี ผมเห็นเขาหยิบไฟฉาย Mag-lite ยาว 6 ท่อน, มีดสปาต้าร์ยาวเกือบเท่าแขนใส่ลงในเป้ทารอเมริกันที่มีโครงโลหะ คลุมร่างด้วยแจ๊คเก็ตฟิล์ดของอเมริกันอีกเช่นกัน

“เฮ๊ย ไม่ใช่แล้ว” ผมแอบอุทานในใจ 

ทางนั้นชันจริงจัง และยาวไม่มีพักเหมือนอย่างที่เราถูกขู่ไว้ ผมเองแม้ในตอนนั้นยังหนุ่มแน่นก็ยังต้องหยุดหอบอยู่ท่ามกลางแดดที่แผดจ้า

ขณะที่ผมและเพื่อนๆหยุดพัก “พี่เมฆ” ก็เดินแซงขึ้นมา ในมือถือมีดสปาตาร์กวัดแกว่งจนเราต้องหลบห่างๆ เหงื่อท่วมตัว ท่อนบนเหลือแต่เสื้อกล้าม เป้ใบเท่ห์และเสื้อแจ๊คเก็ตฟิล์ด หายไปจากตัว

“อ้าว เป้ไปไหนละครับพี่”

“ผมเอาเป้ฝากคนนำทางไปแล้ว ผมรีบไปก่อนนะ เดี๋ยวเขาตามเอาเป้มาคืนผมทัน”

ในชีวิตที่ผ่านมาผมได้พบเจอเรื่องราวเช่นนี้อีกมากมาย และดูเหมือนว่าช่วงหลังๆนี้จะมีเยอะขึ้นบ่อยขึ้น โดยเฉพาะผู้คนที่รู้จักกันผ่านโลก Social ที่มักจะแนะนำตัวในประโยคแรกว่า “ผมเป็น”, “ผมเคย” ฯ


แต่ในชีวิตผมก็โชคดีและรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้พบเจอผู้คนในอีกด้านหนึ่งของโลก ผู้คนที่ผมนับถือเป็นครู เอาแนวทางชีวิตของพวกเขามาเป็นแบบอย่าง และพวกเขาเป็น “ของจริง” 

ผมได้หัดเดินป่ากับคนที่พาเราไปเดินในป่าลึก แสดงให้เราเห็นถึงวิธีการอยู่กับธรรมชาติ โดยไม่พูดอะไรมาก บอกเพียงแต่ว่า “ผมมีหน้าที่พาคนให้เข้าไปเห็นป่าจริงๆ แล้วคนที่ไปก็จะเข้าใจเอง” ผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจสิ่งที่พี่เขาบอก

ผมได้มีโอกาสรู้จักช่างภาพที่ใช้ชีวิตในป่ายาวนานเพียงเพื่อจะถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของสัตว์ป่าแต่ไม่เคยเอ่ยปากพูดเรื่องของตัวเองสักครั้ง

ผมได้เรียนรู้จากนักเขียน “ชีวิตกลางแจ้ง” ตัวจริง 2 ท่าน คนหนึ่งรู้จักทะเลลึกซึ้งดีกว่าใครที่ผมเคยรู้จัก อีกคนสอนให้ผมเข้าใจชีวิตป่าที่แท้จริง ทั้งสองเป็นที่รักเคารพของผู้คนที่รู้จักเขาทั่วไปทั้งในป่าลึกและเกาะแก่งทุกที่ที่เขาไปถึง

ผมได้เป็นเพื่อนต่างวัยกับนักธรณีวิทยาที่เดินป่ามาแทบทุกที่ของประเทศไทยและยังไปบุกเบิกแดนเถื่อนในประเทศอื่นอีกมากมาย แกไม่เคยคุยกับใครเลยว่าไปที่ไหนมาบ้าง แต่เมื่อเดินไปป่าถ้าเริ่มงงว่าจะไปทางไหน พี่เขาอาจจะเอ่ยปากขึ้นมาว่า “ตามลำธารลงไปทางซ้ายครับ จะไปออกที่หมู่บ้าน” ถ้าทำหน้างงๆ แกอาจจะอธิบายต่อให้หายส่งสัยว่า “ผมเคยสำรวจแร่อยู่แถวนี้สองปีครับ” ที่น่าตกใจคือเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนผมเริ่มชินครับ

ผมเคยได้เจอทหารที่อยู่ในหน่วยทหารที่ดีที่สุดหน่วยหนึ่งของประเทศเรา พวกเขาทำงานเสี่ยงชีวิตอยู่ท่ามกลางความลำบากปิดทองหลังพระอยู่เกือบตลอดเวลา แต่เมื่อใครถามว่าทำอะไร คำตอบที่เขาให้คือ “ผมเป็นเสมียนอยู่ที่กองพันครับ”

ผู้คนที่ผมเคารพรักนี้ล้วนแตกต่างกันไป พวกเขาอยู่กันคนละภูมิภาค, ทำหน้าที่ต่างกันไป, บ้างต่างศาสนา และมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปบางครั้งถึงกับตรงกันข้าม

แต่พวกเขามีหลายอย่างที่เหมือนกัน สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็น “แก่น”

ขณะที่ผมนั่งเขียนบทความนี้ เพลงหนึ่งที่ไม่คุ้นก็ดังมาจากสถานีเพลงลูกทุ่งอเมริกันที่ผมฟัง ทำนองสะดุดหูทำให้ผมตั้งใจฟังจนได้ยินเนื้อเพลงที่สะดุดใจ

ทำนองเพลงนำด้วยเสียงกีต้าร์อ้อยอิ่งและเสียงใสของ Ashley McBryde เล่าเรื่องของผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่สุภาพอบอุ่นจนผู้คนรอบข้างรู้สึกดีที่จะอยู่ใกล้ๆ, เขารู้จริงลึกซึ้งและเชี่ยวชาญในศาสตร์และศิลป์ที่เขาทำ, เขาพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นเสมอโดยไม่คำนึงถึงตัวเอง และเขาพกคัมภีร์ไบเบิ้ลและปืน .44 ติดตัว

แม้ว่าส่วนหนึ่งของคนที่ผมเล่าถึงไม่เคยพกปืน แต่ชื่อของเพลงนี้ “Bible and a .44” ดูเหมือนจะเป็นคำนิยามร่วมที่สั้นและดีที่สุดที่จะอธิบายผู้คนที่ผมทั้งเคารพและรักนี้ เพราะภายใต้ คำพูดที่สุภาพ, กริยาที่นุ่มนวลและสายตาที่เอื้อเฟื้อและเป็นมิตรนั้น แฝงไว้ด้วยรังสีบางอย่างที่บอกให้รู้ว่า เขาพร้อมเสมอที่จะลุกขึ้นสู้หากคนที่เขารักหรือความเชื่อที่เขายึดมั่นถูกคุกคาม

เพลงนี้จบลงด้วยประโยคเศร้าสร้อยที่ว่า 

“And they don’t make ‘em like that no more”

“โลกนี้ไม่มีการสร้างคนแบบนี้อีกแล้ว” 

ผมอยากจะคิดเข้าข้างตัวเองและหวังว่าประโยคนี้คงไม่จริง

ท่ามกลางกระแสที่ผู้คนล้วนพยายามสร้างตัวตนขึ้นมาด้วยรูปภาพและเรื่องราวที่ปั้นแต่งในโลกเสมือน, ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากที่จะแยกแยะของจริงที่น้อยนิดจากของปลอมที่ดาษดื่น

ถ้าคุณตั้งใจมองหาและโชคดีเหมือนผม คุณอาจจะได้พบ “คนจริง” เหล่านี้อยู่ในมุมของเขาในโลกของความจริง และได้เรียนรู้จากพวกเขาว่าโลกนั้นควรเป็นเช่นไร


He had a Southern drawl like a redbone hound
And every song he sang was my favorite sound
He’d be the last one off if the ship went down
The kind of man it feels good to be around
The kind of man it feels good to be aroundHe had hair as white as a cotton field
And he could spin you a story like a wagon wheel
He never went nowhere without a rod-n-reel
Lord, I miss that man and I always will
I miss that man and I always willHe’d see through a lie like an old screen door
He taught me how to hunt and how to love the Lord
He carried a Bible and a .44
And they just don’t make ’em like that no moreHe said, “Take what you’ve got and do the best you can”
The best thing you’ll ever own is a piece of land
Ya’ll, he knew his like the back of his hand
He was something else, my old man
He was something else, my old man

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading