Tuesday, January 20, 2026

เรื่องควายๆ

-

ผมเบื่อคำว่า “ควายป่าฝูงสุดท้าย” ครับ 

หักมุมไปที่อื่นก่อนค่อยกลับมาคุยกันเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่คงรู้จักควายป่าไบซันในอเมริกาใช่มั๊ยครับ คงเคยเห็นกันในสารคดีและภาพยนต์หลายเรื่อง

ภาพยนต์ที่ทำให้คนรู้จักไบซันมากที่สุดน่าจะเป็น Dances with Wolves

ควายป่าไบซันนี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากครับ มันเคยมีมากกว่า 60 ล้านตัว เคยถูกไล่ล่าจนเหลือ 80 ตัว และก็กลับมามีจำนวนมากมายชนิดสั่งสเต็กกินได้ เป็นตัวอย่างที่ดีน่าศึกษาในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ได้ผลเลยครับ

มีใครเคยดูรายการ Meat Eater บ้างมั๊ยครับ ถ้ายังไม่เคย ลองดูใน YouTube มีนะครับ

ผมชื่นชอบ Steve Rinella คนที่ทำรายการนี้มาก Steve เป็นคนที่เข้าถึงธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง จริงจัง และสามารถอธิบายมันได้อย่างเรียบง่าย ไม่ดัดจริต ไม่หวือหวา 

เขายังเป็นนักเขียนที่เก่งมากๆอีกด้วยครับ เขามีบทความลงในแม็กกาซีนมากมาย และมีหนังสือตีพิมพ์อีกหลายเล่ม (ซึ่งผมซื้อมาอ่านทุกเล่ม)

เล่มล่าสุดที่ผมอ่านและประทับใจมากชื่อ American Buffalo ที่เล่าเรื่องของควายไบซันในทวีปอเมริกาทั้งในมุมมองของสายพันธุ์, ประวัติศาสตร์, การอนุรักษ์ และเล่าคู่ขนานไปกับเรื่องที่เขามีโอกาสได้ไปล่าไบซันในอลาสก้า เป็นการเล่าเรื่องที่แทรกวิชาการและแง่คิดต่างๆเข้าไปกับความตื่นเต้นอย่างน่าติดตาม อ่านแล้ววางไม่ลงเลยครับ

เล่มนี้อ่านสนุกและได้ความรู้มากมายครับ

ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆก็แล้วกันนะครับ ใครสนใจก็ไปหาอ่านได้ 

ควายไบซันกว่า 60 ล้านตัวเคยวิ่งกันพล่านอยู่ในทุ่งของทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบทวีปอเมริกา (ที่มีคนอยู่ตั้งนานแล้ว) ไบซันมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียและส่วนหนึ่งย้ายเข้าไปอยู่ในอเมริกาประมาณ 2-3 แสนปีที่แล้ว

Steve เล่าให้ฟังถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าชนพื้นเมืองได้ล่าไบซันมาเป็นอาหารแล้วนับหมื่นๆปี ในขณะที่ฮอลลีวู๊ดพยายามเล่าเรื่องอย่างโรแมนติกว่าอินเดียนแดงมีความรักและผูกพันกับควายไบซันในท้องทุ่ง แต่ในความเป็นจริงมันก็เป็นอาหารของพวกเขานั่นแหละ และยังมีหลักฐานให้เห็นถึงการล่าแบบทำลายล้างในยุคนั้นเช่นกันจนทำให้ไบซันในบางพื้นที่มีจำนวนลดลงหรือหายไปก่อนที่คนขาวจะมาถึง 

ในยุคของอินเดียนแดงก็มีการล่าแบบล้างผลาญเช่นการต้อนให้ตกหน้าผาทั้งฝูงแบบนี้

แต่สถานการณ์มาเลวร้ายสุดๆในช่วงปี 1870-1880 ซึ่งเป็นยุคการบุกเบิกตะวันตกหลังสงครามกลางเมือง ฝูงไบซันคือการทำเงินที่ง่ายที่สุดเพราะมันมีมากมายเต็มทุ่ง หนังควายเป็นที่ต้องการของคนในเมืองใหญ่ ชิ้นส่วนต่างๆแม้แต่หางก็ขายได้ มันล่าง่ายเสียเหลือเกินเพราะไม่รู้จักหนีแม้ตัวอื่นๆในฝูงจะถูกยิงล้มลง นักล่าควายคนหนึ่งในยุคนั้นสามารถยิงควายได้กว่าร้อยตัวต่อวัน คูนเข้ากับจำนวนคนที่เข้ามาแสวงโชค ไบซันก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

ควายไบซันนี้เล่ากันว่าตอนที่มีเยอะๆมันไม่รู้จักคน การล่าง่ายมาก ยิงตัวหนึ่งล้มก็ไม่หนี ยิงได้จนแทบหมดฝูง
หนังควายไบซันคือเงินมหาศาลของนักแสวงโชคในยุคนั้น

เลวร้ายซ้ำขึ้นไปอีก เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างอินเดียนแดงเจ้าของพื้นที่กับขบวนเกวียนของผู้อพยบที่หลั่งไหลเข้ามาจนกองทัพอเมริกันต้องเข้ามาจัดการกับอินเดียน

ด้วยความยากที่จะไล่ล่าอินเดียนแดงที่รบราวกับกองโจร เข้าตีแล้วก็หนีไปซ่อนตัว การรบจึงยืดเยื้อ กองทัพอเมริกันเลยได้รับคำสั่งให้ทำลายไบซันเสบียงอาหารหลักของอินเดียนให้หมดสิ้นไป ความซวยก็มาลงที่ควายไบซันที่ยังพอมีเหลืออยู่

พอถึงปี 1890 ฝูงควายไบซันที่เคยมีอยู่เต็มทุ่งก็เหลือเพียงกองกระดูก

กองกระดูกไบซันที่สูงเป็นภูเขา

ยังโชคดีอยู่บ้างที่ยังมีไบซันธรรมชาติฝูงสุดท้ายเพียง 25 ตัวหลงซ่อนอยู่ป่าลึกของ Yellowstone และมีอีกส่วนหนึ่งที่ถูกจับไปเลี้ยงอยู่ในฟาร์ม, สวนสัตว์หรือแม้กระทั่งคณะละครสัตว์ แต่รวมทั้งหมดแล้วก็ไม่เกิน 300 ตัว

จุดที่พลิกเปลี่ยนของไบซันและสัตว์ป่าอื่นๆในอเมริกาคือการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าในช่วงปี 1900 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่คนอเมริกันทุกคนเป็นเจ้าของโดยมีรัฐทำหน้าที่ดูแลแทน มีการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าตามกติกา, มีการบังคับกฎหมายอย่างเข้มงวดและนำรายได้จากการล่าสัตว์กลับมา จ้างเจ้าหน้าที่, วิจัย, ฟื้นฟูพันธุ์สัตว์ ไปจนถึงเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ (กฏหมายที่ประเทศไทยเราก็ลอกเขามาทั้งดุ้น แต่ล้มเหลวในภาคปฏิบัติ เอาไว้วันหลังจะเอามาเล่าให้ฟังอีกทีครับ)

ในปัจจุบันมีไบซันมากกว่า 500,000 ตัวในทวีปอเมริกาเหนือ ประมาณ 30,000 ตัวอยู่ในเขตสงวน ที่เหลือเป็นฝูงไบซันที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มของเอกชน

ปัจจุบันไบซันเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในอุทยาน Yellowstone
เดินกันเต็มถนนทีเดียวครับ

เมื่อเดินเข้าไปในร้านสเต็กในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบมอนทาน่า หรือแม้กระทั่งในอุทยาน Yellowstone เอง ผมสามารถสั่งสเต็กไบซันมากินได้ มันอร่อยมากครับ 

โทมาฮ็อคไบซัน สั่งกินได้แทบทุกร้านสเต็คแถวมอนทาน่าและแคนาดา
ชิ้นนี้ใหญ่มากครับ กินสองคนยังจุก บอกเลยว่าอร่อยมาก

คนที่ชอบ(รวมทั้งผมด้วย) จะบอกว่าเนื้อไบซันจะมีไขมันน้อยกว่าเนื้อวัวและรสชาติดีกว่าอย่างรู้สึกได้ เนื้อไบซันนี้ก็เป็นเนื้อ Organic, Free range อย่างที่คนสมัยนี้นิยมกันด้วยเพราะไบซันทั้งหมดแม้จะเลี้ยงในฟาร์มก็เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระอยู่ในทุ่งไม่ต่างจากไบซันป่าเมื่อหมื่นปีหรือแสนปีก่อน หมดกังวลเรื่องจะสูญพันธุ์

ปัจจุบันนี้ ไบซันจำนวนหลายแสนตัวถูกเลี้ยงในฟาร์ม มันถูกปล่อยให้กินหญ้าในท้องทุ่งอย่างอิสระเหมือนเมื่อหลายหมื่นปีก่อน

“ควายป่าฝูงสุดท้าย”​ ครั้งแรกๆที่ได้ยินเรื่องนี้ ผมก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ถึงกระทั่งเคยดิ้นรนพยายามจะเข้าไปในห้วยขาแข้งเพื่อเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง หรือถ้าได้ถ่ายรูปมาก็ยิ่งดี 

แต่หลายสิบปีผ่านไปจากที่ได้ยินครั้งแรก ผมก็ยังได้ยินคำว่า “ควายป่าฝูงสุดท้าย” อยู่เหมือนเดิม ก็ทำให้เกิดความสงสัยปนหงุดหงิดว่า ทำไมเราปล่อยให้มันเป็นฝูงสุดท้ายตั้งแต่พบเจอครั้งแรกในปี 2514 มาถึงตอนนี้ก็ 50 ปีเข้ามาแล้ว และจะใช้คำนี้กันไปอีกกี่สิบปี

ไบซัน วัว ควาย หรือควายป่า สามารถเพิ่มจำนวนได้เองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผสมเทียม ขอเพียงมีพื้นที่ให้มันอยู่ มีแหล่งอาหารให้กิน ใช้เวลาเพียง 4-5 ปีมันจะสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่า (ไบซันเพิ่มจาก 300 ตัวเป็น 500,000 ตัวได้ในเวลา 120 ปี) 

แต่ทำไมควายป่าห้วยขาแข้งยังเป็นฝูงสุดท้าย ทำไมยังมีแค่ 40-50 ตัว พูดกันซ้ำซากมา 50 ปีแล้ว

ตัวอย่างของสัตว์อีกชนิดคือวัวแดง สัตว์ที่มีเหลืออยู่ในธรรมชาติน้อยแห่งมาก จะมีจำนวนมากก็ในห้วยขาแข้งที่เดียวนี่อีก การที่มีการขยายพันธุ์วัวแดงที่ศูนย์เขาน้ำพุ ป่าสลักพระ เป็นตัวอย่างที่พอจะมีความหวังอยู่บ้างที่มีการขยายพันธุ์และปล่อยคืนสู่ป่าได้ แต่ก็ทำได้น้อยมากทั้งที่โครงการนี้มีมาแล้วถึง 30 ปี

ที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติเขาน้ำพุ กาญจนบุรี มีการเพาะพันธุ์วัวแดงปล่อยคืนป่า แต่ในเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ปล่อยไป 19 ตัว

ในอีกมุมหนึ่ง เรากำลังมีช้างและกระทิงมากเกินไปในบางพื้นที่ โดยไม่มีการจัดการ

กระทิงในหลายพื้นที่มีจำนวนมากไปจนล้นออกมากินพืชไร่แทบทุกคืน จนมีความขัดแย้งกับชุมชนรอบๆ ในขณะที่ป่าส่วนใหญ่ยังไม่มีกระทิง

การมีสัตว์ป่าชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปกว่าที่พื้นที่จะรับได้ไม่ใช่เรื่องดี มันมีผลเสียอย่างมากต่อสภาพธรรมชาติ มันอาจจะกินพืชบางชนิดจนหมด สัตว์ชนิดอื่นอาจจะถูกแย่งอาหารจนสูญพันธุ์ไป หรือสัตว์ชนิดนั้นเองก็อาจจะกินอาหารหมดจนอดตายทั้งฝูง ความหนาแน่นอาจจะทำให้เกิดโรคระบาดตายยกฝูง ฯลฯ

ตัวอย่างมีให้ดูมากมายเช่นกวางเอลค์ใน Yellowstone ที่มีมากเกินไปจนทำให้สภาพป่าเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินแห้งแล้ง, กวางดาวในฮาวายที่กินหญ้าหมดจนดินที่ขาดหญ้าคลุมทลายลงแม่น้ำและทะเล 

ใน Yellowstone เคยมีกวางเอลค์มากเกินไป จนทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยน สัตว์ชนิดอื่นๆลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ ต้นไม้และหญ้าตาย น้ำขุ่นปลาตาย ฯลฯ จนกระทั่งมีการเอาหมาป่ามาปล่อยเพื่อควบคุมจำนวนกวาง ธรรมชาติจึงฟื้นตัว
กวางดาวเป็นปัญหาใหญ่ของฮาวาย มันเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ไปแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว กินต้นไม้ตายหมดเป็นเขาๆ หญ้าหมดจนไม่มีอะไรคลุมดิน
ผลจากกวางดาวที่มีมากไป ทำให้ดินถล่มและถูกน้ำชะลงทะเล จนทะเลเปลี่ยนสี แน่นอนมันส่งผลเสียต่อสัตว์อื่นๆมากมาย

ล่าสุดคือการเพิ่มขึ้นของควายปละในออสเตรเลียทางเหนือ ซึ่งเป็นควายที่มีคนทำหลุดไปอยู่ในธรรมชาติจนเพิ่มจำนวนมีมากกว่า 160,000 ตัวเกินที่พื้นที่จะรับได้ จนต้องมีการจับขาย เปิดให้ล่า จนถึงขนาดต้องยิงทิ้ง เมื่อมีสารคดีหนึ่งนำเรื่องราวของการล่าควายปละเหล่านี้ในออสเตรเลียปรากฏว่ามีคนไทยเราไม่น้อยที่ไปด่าประณามเขาว่าโหดร้าย แต่กลับไม่มีใครตั้งคำถามว่าทำไมควายเขามีเยอะจัง ขณะที่ของเรายังคงเป็น “ฝูงสุดท้าย”

ควายปละในออสเตรเลียมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 161,250 ตัวและยังเพิ่มเรื่อยๆปีละ 27,000 ตัวจนต้องมี “การจัดการ”

การจัดการสัตว์ป่าที่มีน้อยใกล้สูญพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือการควบคุมปริมาณสัตว์ป่าที่มีมากเกินไปนี้ มีศาสตร์ที่เรียกว่า “การจัดการสัตว์ป่า” (wildlife management) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยมาเกือบร้อยปีและใช้ปฏิบัติกันในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์มาแล้วทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเพราะมนุษย์ได้ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุลย์จนไม่สามารถกลับสู่สมดุลย์เองได้ตั้งแต่ที่เราตัดแบ่งป่าออกจากกันและถางเอาที่ราบทั้งหมดมาทำการเกษตรแล้ว 

พื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการจัดการสัตว์ป่า คือการจัดสรรการใช้ประโยชน์, สร้างแรงจูงใจ และสร้างรายได้เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ เรื่องนี้คือเรื่องที่ไม่เคยมีเลยในความคิดของคนไทย 

การจัดการสัตว์ป่านี้มีคนไทยเรียนจบมาหลายคนเก่งๆทั้งนั้น แต่เรากลับไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกัน ไม่เคยวางแผน ไม่เคยลงมือทำสิ่งที่ควรทำและจำเป็นต้องทำ ปัญหาทั้งหลายที่หนักหนาขึ้นเรื่อยๆก็เหมือนพยายามซุกไว้ใต้พรม และที่แย่ที่สุดคือการปล่อยให้คนไทยส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจเรื่องนี้ 

Aldo Leopold ซึ่งเป็นคนเขียนตำราและอาจารย์สอนเรื่องการจัดการสัตว์ป่าคนแรก เคยกล่าวไว้ว่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติมี 3 ขั้นตอน คือ

  1. หาวิธีแก้ปัญหา
  2. ทำให้ได้รับการสนับสนุนโดยสังคม
  3. ลงมือทำ

ผมไม่คิดว่าการเพิ่มจำนวนสัตว์ป่าที่มีน้อยใกล้สูญพันธุ์หรือที่มีมากเกินไปเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคในข้อหนึ่ง หรือ การลงมือทำในข้อ 3 เพราะในกรมอุทยานของเรามีคนเก่งในเรื่องของสัตว์ป่าอยู่มากมายหลายคน ที่ร่ำเรียนมา อยู่กับปัญหามาตลอด รู้ว่าต้องทำอย่างไร และใจเต็มร้อยที่จะทำ 

แต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขาไม่ใช่คนที่จะมีอำนาจวางนโยบายเรื่องสัตว์ป่า ส่วนคนที่มีอำนาจหน้าที่ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หรืออาจจะเข้าใจแต่ไม่อยากเอาหน้าที่การงานไปเสี่ยงทำเรื่องที่มีประโยชน์กับสัตว์ป่าแต่ไม่ได้ประโยชน์กับคนมากนัก จึงไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ความสำคัญ

ยิ่งนักการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวง ยิ่งไม่ต้องหวัง นอกจากจะไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็คงไม่คิดทำเพราะไม่มีผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง

เมื่อเราไม่เคยเอาปัญหาและทางออกในเรื่องการจัดการสัตว์ป่ามาคุยกัน ปัญหาก็เลยตกอยู่ที่ข้อสอง เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เคยเข้าใจความสำคัญของการจัดการสัตว์ป่า คนส่วนใหญ่ก็เลยรักและสงสารสัตว์เป็นตัวๆ แต่ไม่เคยมองและสนใจภาพกว้างว่าเผ่าพันธุ์ของมันจะดำรงอยู่ได้อย่างไร

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีคำตอบว่ามาบอกว่าต้องทำอย่างไร หากแต่มีคำถามมากมายในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ใส่ใจในธรรมชาติ และอยากเรียกร้องให้รัฐจัดการธรรมชาติอย่างที่ควรจะทำ

ผมสงสัยว่าที่ควายป่าเป็นฝูงสุดท้ายอยู่อย่างนี้น่าจะเป็นเพราะเราขาดแรงจูงใจ ไม่รู้จะให้มันเพิ่มไปทำไม ไม่มีใครได้ประโยชน์จากมัน ก็เลยไม่เคยมีเป้าหมายว่ามันควรจะมีสักกี่ตัว ที่ไหนบ้าง

ตรงๆเลย ลองถามตัวเราเองกันดูก็ได้นะครับว่า ควายป่า วัวแดง มีอะไรที่สำคัญกับชีวิตเรา ที่เราจะอยากพยายามทำให้มันเพิ่มจำนวนขึ้น ถ้าให้เลือกว่าภาษีเราจ่ายจะไปลงกับการขยายพันธุ์ควายป่า กับไปพัฒนาโรงพยาบาล หรือโรงเรียน เราจะโหวตเลือกอะไร

หรือหนักไปกว่านั้น แรงจูงใจของเราอาจจะแค่ต้องการมี “ควายป่า” เอาไว้แค่ถ่ายรูป บางคนอาจจะคิดว่ามีน้อยๆอย่างนี้ก็ดีแล้ว เอาไว้ให้ดูเก่งเมื่อได้พบเจอ NGO ทั้งหลายก็เอาไว้เรียกร้องความสนใจ ความสงสาร

แรงจูงใจของเราอาจจะแค่ต้องการมี “ควายป่า” เอาไว้แค่ถ่ายรูป บางคนอาจจะคิดว่ามีน้อยๆอย่างนี้ก็ดีแล้ว เอาไว้ให้ดูเก่งเมื่อได้พบเจอ NGO ทั้งหลายก็เอาไว้เรียกร้องความสนใจ ความสงสาร

ถ้าเรายังจะทำการ “อนุรักษ์”​ กันแบบไม่เคยคิดใช้ประโยชน์ให้เกิดแรงจูงใจ มันก็จะ “สุดท้าย”​อย่างนี้ต่อไปละครับ

นั่นละครับ เรื่องควายๆที่อยากเอามาคุยกันในวันนี้

ตาเกิ้น 22 มิถุนายน 2567

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

ของหวานที่ดีต่อใจ

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “หวานจาก เค็มเคย”  คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร...

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน ผมอยากได้แบบนี้ วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา วงการตกปลา Fly Fishing และคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ได้สูญเสีย บุคคลที่เป็นตำนานไปอีกหนึ่งคน Flip Pallot

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading