ผมเบื่อคำว่า “ควายป่าฝูงสุดท้าย” ครับ
หักมุมไปที่อื่นก่อนค่อยกลับมาคุยกันเรื่องนี้ คนส่วนใหญ่คงรู้จักควายป่าไบซันในอเมริกาใช่มั๊ยครับ คงเคยเห็นกันในสารคดีและภาพยนต์หลายเรื่อง

ควายป่าไบซันนี่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากครับ มันเคยมีมากกว่า 60 ล้านตัว เคยถูกไล่ล่าจนเหลือ 80 ตัว และก็กลับมามีจำนวนมากมายชนิดสั่งสเต็กกินได้ เป็นตัวอย่างที่ดีน่าศึกษาในเรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ได้ผลเลยครับ
มีใครเคยดูรายการ Meat Eater บ้างมั๊ยครับ ถ้ายังไม่เคย ลองดูใน YouTube มีนะครับ
ผมชื่นชอบ Steve Rinella คนที่ทำรายการนี้มาก Steve เป็นคนที่เข้าถึงธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง จริงจัง และสามารถอธิบายมันได้อย่างเรียบง่าย ไม่ดัดจริต ไม่หวือหวา
เขายังเป็นนักเขียนที่เก่งมากๆอีกด้วยครับ เขามีบทความลงในแม็กกาซีนมากมาย และมีหนังสือตีพิมพ์อีกหลายเล่ม (ซึ่งผมซื้อมาอ่านทุกเล่ม)
เล่มล่าสุดที่ผมอ่านและประทับใจมากชื่อ American Buffalo ที่เล่าเรื่องของควายไบซันในทวีปอเมริกาทั้งในมุมมองของสายพันธุ์, ประวัติศาสตร์, การอนุรักษ์ และเล่าคู่ขนานไปกับเรื่องที่เขามีโอกาสได้ไปล่าไบซันในอลาสก้า เป็นการเล่าเรื่องที่แทรกวิชาการและแง่คิดต่างๆเข้าไปกับความตื่นเต้นอย่างน่าติดตาม อ่านแล้ววางไม่ลงเลยครับ

ผมเล่าให้ฟังคร่าวๆก็แล้วกันนะครับ ใครสนใจก็ไปหาอ่านได้
ควายไบซันกว่า 60 ล้านตัวเคยวิ่งกันพล่านอยู่ในทุ่งของทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนที่โคลัมบัสจะค้นพบทวีปอเมริกา (ที่มีคนอยู่ตั้งนานแล้ว) ไบซันมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชียและส่วนหนึ่งย้ายเข้าไปอยู่ในอเมริกาประมาณ 2-3 แสนปีที่แล้ว
Steve เล่าให้ฟังถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าชนพื้นเมืองได้ล่าไบซันมาเป็นอาหารแล้วนับหมื่นๆปี ในขณะที่ฮอลลีวู๊ดพยายามเล่าเรื่องอย่างโรแมนติกว่าอินเดียนแดงมีความรักและผูกพันกับควายไบซันในท้องทุ่ง แต่ในความเป็นจริงมันก็เป็นอาหารของพวกเขานั่นแหละ และยังมีหลักฐานให้เห็นถึงการล่าแบบทำลายล้างในยุคนั้นเช่นกันจนทำให้ไบซันในบางพื้นที่มีจำนวนลดลงหรือหายไปก่อนที่คนขาวจะมาถึง

แต่สถานการณ์มาเลวร้ายสุดๆในช่วงปี 1870-1880 ซึ่งเป็นยุคการบุกเบิกตะวันตกหลังสงครามกลางเมือง ฝูงไบซันคือการทำเงินที่ง่ายที่สุดเพราะมันมีมากมายเต็มทุ่ง หนังควายเป็นที่ต้องการของคนในเมืองใหญ่ ชิ้นส่วนต่างๆแม้แต่หางก็ขายได้ มันล่าง่ายเสียเหลือเกินเพราะไม่รู้จักหนีแม้ตัวอื่นๆในฝูงจะถูกยิงล้มลง นักล่าควายคนหนึ่งในยุคนั้นสามารถยิงควายได้กว่าร้อยตัวต่อวัน คูนเข้ากับจำนวนคนที่เข้ามาแสวงโชค ไบซันก็ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว


เลวร้ายซ้ำขึ้นไปอีก เมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างอินเดียนแดงเจ้าของพื้นที่กับขบวนเกวียนของผู้อพยบที่หลั่งไหลเข้ามาจนกองทัพอเมริกันต้องเข้ามาจัดการกับอินเดียน
ด้วยความยากที่จะไล่ล่าอินเดียนแดงที่รบราวกับกองโจร เข้าตีแล้วก็หนีไปซ่อนตัว การรบจึงยืดเยื้อ กองทัพอเมริกันเลยได้รับคำสั่งให้ทำลายไบซันเสบียงอาหารหลักของอินเดียนให้หมดสิ้นไป ความซวยก็มาลงที่ควายไบซันที่ยังพอมีเหลืออยู่
พอถึงปี 1890 ฝูงควายไบซันที่เคยมีอยู่เต็มทุ่งก็เหลือเพียงกองกระดูก

ยังโชคดีอยู่บ้างที่ยังมีไบซันธรรมชาติฝูงสุดท้ายเพียง 25 ตัวหลงซ่อนอยู่ป่าลึกของ Yellowstone และมีอีกส่วนหนึ่งที่ถูกจับไปเลี้ยงอยู่ในฟาร์ม, สวนสัตว์หรือแม้กระทั่งคณะละครสัตว์ แต่รวมทั้งหมดแล้วก็ไม่เกิน 300 ตัว
จุดที่พลิกเปลี่ยนของไบซันและสัตว์ป่าอื่นๆในอเมริกาคือการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าในช่วงปี 1900 ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดให้สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่คนอเมริกันทุกคนเป็นเจ้าของโดยมีรัฐทำหน้าที่ดูแลแทน มีการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าตามกติกา, มีการบังคับกฎหมายอย่างเข้มงวดและนำรายได้จากการล่าสัตว์กลับมา จ้างเจ้าหน้าที่, วิจัย, ฟื้นฟูพันธุ์สัตว์ ไปจนถึงเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ (กฏหมายที่ประเทศไทยเราก็ลอกเขามาทั้งดุ้น แต่ล้มเหลวในภาคปฏิบัติ เอาไว้วันหลังจะเอามาเล่าให้ฟังอีกทีครับ)
ในปัจจุบันมีไบซันมากกว่า 500,000 ตัวในทวีปอเมริกาเหนือ ประมาณ 30,000 ตัวอยู่ในเขตสงวน ที่เหลือเป็นฝูงไบซันที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มของเอกชน


เมื่อเดินเข้าไปในร้านสเต็กในอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบมอนทาน่า หรือแม้กระทั่งในอุทยาน Yellowstone เอง ผมสามารถสั่งสเต็กไบซันมากินได้ มันอร่อยมากครับ


คนที่ชอบ(รวมทั้งผมด้วย) จะบอกว่าเนื้อไบซันจะมีไขมันน้อยกว่าเนื้อวัวและรสชาติดีกว่าอย่างรู้สึกได้ เนื้อไบซันนี้ก็เป็นเนื้อ Organic, Free range อย่างที่คนสมัยนี้นิยมกันด้วยเพราะไบซันทั้งหมดแม้จะเลี้ยงในฟาร์มก็เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระอยู่ในทุ่งไม่ต่างจากไบซันป่าเมื่อหมื่นปีหรือแสนปีก่อน หมดกังวลเรื่องจะสูญพันธุ์

“ควายป่าฝูงสุดท้าย” ครั้งแรกๆที่ได้ยินเรื่องนี้ ผมก็ตื่นเต้นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ถึงกระทั่งเคยดิ้นรนพยายามจะเข้าไปในห้วยขาแข้งเพื่อเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง หรือถ้าได้ถ่ายรูปมาก็ยิ่งดี

แต่หลายสิบปีผ่านไปจากที่ได้ยินครั้งแรก ผมก็ยังได้ยินคำว่า “ควายป่าฝูงสุดท้าย” อยู่เหมือนเดิม ก็ทำให้เกิดความสงสัยปนหงุดหงิดว่า ทำไมเราปล่อยให้มันเป็นฝูงสุดท้ายตั้งแต่พบเจอครั้งแรกในปี 2514 มาถึงตอนนี้ก็ 50 ปีเข้ามาแล้ว และจะใช้คำนี้กันไปอีกกี่สิบปี
ไบซัน วัว ควาย หรือควายป่า สามารถเพิ่มจำนวนได้เองได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผสมเทียม ขอเพียงมีพื้นที่ให้มันอยู่ มีแหล่งอาหารให้กิน ใช้เวลาเพียง 4-5 ปีมันจะสามารถเพิ่มจำนวนเป็น 2 เท่า (ไบซันเพิ่มจาก 300 ตัวเป็น 500,000 ตัวได้ในเวลา 120 ปี)
แต่ทำไมควายป่าห้วยขาแข้งยังเป็นฝูงสุดท้าย ทำไมยังมีแค่ 40-50 ตัว พูดกันซ้ำซากมา 50 ปีแล้ว
ตัวอย่างของสัตว์อีกชนิดคือวัวแดง สัตว์ที่มีเหลืออยู่ในธรรมชาติน้อยแห่งมาก จะมีจำนวนมากก็ในห้วยขาแข้งที่เดียวนี่อีก การที่มีการขยายพันธุ์วัวแดงที่ศูนย์เขาน้ำพุ ป่าสลักพระ เป็นตัวอย่างที่พอจะมีความหวังอยู่บ้างที่มีการขยายพันธุ์และปล่อยคืนสู่ป่าได้ แต่ก็ทำได้น้อยมากทั้งที่โครงการนี้มีมาแล้วถึง 30 ปี

ในอีกมุมหนึ่ง เรากำลังมีช้างและกระทิงมากเกินไปในบางพื้นที่ โดยไม่มีการจัดการ

การมีสัตว์ป่าชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปกว่าที่พื้นที่จะรับได้ไม่ใช่เรื่องดี มันมีผลเสียอย่างมากต่อสภาพธรรมชาติ มันอาจจะกินพืชบางชนิดจนหมด สัตว์ชนิดอื่นอาจจะถูกแย่งอาหารจนสูญพันธุ์ไป หรือสัตว์ชนิดนั้นเองก็อาจจะกินอาหารหมดจนอดตายทั้งฝูง ความหนาแน่นอาจจะทำให้เกิดโรคระบาดตายยกฝูง ฯลฯ
ตัวอย่างมีให้ดูมากมายเช่นกวางเอลค์ใน Yellowstone ที่มีมากเกินไปจนทำให้สภาพป่าเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินแห้งแล้ง, กวางดาวในฮาวายที่กินหญ้าหมดจนดินที่ขาดหญ้าคลุมทลายลงแม่น้ำและทะเล



ล่าสุดคือการเพิ่มขึ้นของควายปละในออสเตรเลียทางเหนือ ซึ่งเป็นควายที่มีคนทำหลุดไปอยู่ในธรรมชาติจนเพิ่มจำนวนมีมากกว่า 160,000 ตัวเกินที่พื้นที่จะรับได้ จนต้องมีการจับขาย เปิดให้ล่า จนถึงขนาดต้องยิงทิ้ง เมื่อมีสารคดีหนึ่งนำเรื่องราวของการล่าควายปละเหล่านี้ในออสเตรเลียปรากฏว่ามีคนไทยเราไม่น้อยที่ไปด่าประณามเขาว่าโหดร้าย แต่กลับไม่มีใครตั้งคำถามว่าทำไมควายเขามีเยอะจัง ขณะที่ของเรายังคงเป็น “ฝูงสุดท้าย”

การจัดการสัตว์ป่าที่มีน้อยใกล้สูญพันธุ์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น หรือการควบคุมปริมาณสัตว์ป่าที่มีมากเกินไปนี้ มีศาสตร์ที่เรียกว่า “การจัดการสัตว์ป่า” (wildlife management) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่สอนกันในมหาวิทยาลัยมาเกือบร้อยปีและใช้ปฏิบัติกันในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์มาแล้วทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเพราะมนุษย์ได้ทำให้ธรรมชาติเสียสมดุลย์จนไม่สามารถกลับสู่สมดุลย์เองได้ตั้งแต่ที่เราตัดแบ่งป่าออกจากกันและถางเอาที่ราบทั้งหมดมาทำการเกษตรแล้ว
พื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการจัดการสัตว์ป่า คือการจัดสรรการใช้ประโยชน์, สร้างแรงจูงใจ และสร้างรายได้เพื่อใช้ในการอนุรักษ์ เรื่องนี้คือเรื่องที่ไม่เคยมีเลยในความคิดของคนไทย
การจัดการสัตว์ป่านี้มีคนไทยเรียนจบมาหลายคนเก่งๆทั้งนั้น แต่เรากลับไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้มาคุยกัน ไม่เคยวางแผน ไม่เคยลงมือทำสิ่งที่ควรทำและจำเป็นต้องทำ ปัญหาทั้งหลายที่หนักหนาขึ้นเรื่อยๆก็เหมือนพยายามซุกไว้ใต้พรม และที่แย่ที่สุดคือการปล่อยให้คนไทยส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจเรื่องนี้
Aldo Leopold ซึ่งเป็นคนเขียนตำราและอาจารย์สอนเรื่องการจัดการสัตว์ป่าคนแรก เคยกล่าวไว้ว่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติมี 3 ขั้นตอน คือ
- หาวิธีแก้ปัญหา
- ทำให้ได้รับการสนับสนุนโดยสังคม
- ลงมือทำ
ผมไม่คิดว่าการเพิ่มจำนวนสัตว์ป่าที่มีน้อยใกล้สูญพันธุ์หรือที่มีมากเกินไปเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิคในข้อหนึ่ง หรือ การลงมือทำในข้อ 3 เพราะในกรมอุทยานของเรามีคนเก่งในเรื่องของสัตว์ป่าอยู่มากมายหลายคน ที่ร่ำเรียนมา อยู่กับปัญหามาตลอด รู้ว่าต้องทำอย่างไร และใจเต็มร้อยที่จะทำ
แต่ปัญหาอยู่ที่พวกเขาไม่ใช่คนที่จะมีอำนาจวางนโยบายเรื่องสัตว์ป่า ส่วนคนที่มีอำนาจหน้าที่ก็ดูเหมือนจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หรืออาจจะเข้าใจแต่ไม่อยากเอาหน้าที่การงานไปเสี่ยงทำเรื่องที่มีประโยชน์กับสัตว์ป่าแต่ไม่ได้ประโยชน์กับคนมากนัก จึงไม่มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาให้ความสำคัญ
ยิ่งนักการเมืองที่เข้ามาบริหารกระทรวง ยิ่งไม่ต้องหวัง นอกจากจะไม่เข้าใจเรื่องนี้แล้ว ก็คงไม่คิดทำเพราะไม่มีผลประโยชน์ให้กับพวกพ้อง
เมื่อเราไม่เคยเอาปัญหาและทางออกในเรื่องการจัดการสัตว์ป่ามาคุยกัน ปัญหาก็เลยตกอยู่ที่ข้อสอง เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เคยเข้าใจความสำคัญของการจัดการสัตว์ป่า คนส่วนใหญ่ก็เลยรักและสงสารสัตว์เป็นตัวๆ แต่ไม่เคยมองและสนใจภาพกว้างว่าเผ่าพันธุ์ของมันจะดำรงอยู่ได้อย่างไร
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีคำตอบว่ามาบอกว่าต้องทำอย่างไร หากแต่มีคำถามมากมายในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ใส่ใจในธรรมชาติ และอยากเรียกร้องให้รัฐจัดการธรรมชาติอย่างที่ควรจะทำ
ผมสงสัยว่าที่ควายป่าเป็นฝูงสุดท้ายอยู่อย่างนี้น่าจะเป็นเพราะเราขาดแรงจูงใจ ไม่รู้จะให้มันเพิ่มไปทำไม ไม่มีใครได้ประโยชน์จากมัน ก็เลยไม่เคยมีเป้าหมายว่ามันควรจะมีสักกี่ตัว ที่ไหนบ้าง
ตรงๆเลย ลองถามตัวเราเองกันดูก็ได้นะครับว่า ควายป่า วัวแดง มีอะไรที่สำคัญกับชีวิตเรา ที่เราจะอยากพยายามทำให้มันเพิ่มจำนวนขึ้น ถ้าให้เลือกว่าภาษีเราจ่ายจะไปลงกับการขยายพันธุ์ควายป่า กับไปพัฒนาโรงพยาบาล หรือโรงเรียน เราจะโหวตเลือกอะไร
หรือหนักไปกว่านั้น แรงจูงใจของเราอาจจะแค่ต้องการมี “ควายป่า” เอาไว้แค่ถ่ายรูป บางคนอาจจะคิดว่ามีน้อยๆอย่างนี้ก็ดีแล้ว เอาไว้ให้ดูเก่งเมื่อได้พบเจอ NGO ทั้งหลายก็เอาไว้เรียกร้องความสนใจ ความสงสาร

ถ้าเรายังจะทำการ “อนุรักษ์” กันแบบไม่เคยคิดใช้ประโยชน์ให้เกิดแรงจูงใจ มันก็จะ “สุดท้าย”อย่างนี้ต่อไปละครับ
นั่นละครับ เรื่องควายๆที่อยากเอามาคุยกันในวันนี้
ตาเกิ้น 22 มิถุนายน 2567
