Saturday, August 8, 2026
Homeความคิดและมุมมองกบต้มน้ำร้อน

กบต้มน้ำร้อน

-

เราจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

ผมและคนรอบตัวเจ็บป่วยกันทั่วหน้าจากปัญหาฝุ่นควัน อาการล้วนแล้วแต่เรื้อรังยาวนานและกำเริบใหม่ทุกครั้งที่ค่าฝุ่นสูงขึ้น นอกจากนี้เรายังต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนรุนแรงขึ้นทุกปี เมื่อวานนนี้พายุรุนแรงก็ถล่มหลายๆจังหวัด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงคิวเรา ในขณะที่เราต้องกังวลกับเรื่องฝนแล้งขาดแคลนน้ำอยู่ทุกปี

เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหลบอยู่ในห้องแอร์แล้วเปิดเครื่องกรองอากาศให้รอดไปวันๆครับ

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วค่อยๆทวีความรุนแรงมาเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มเชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แหละ แก้ไขไม่ได้ ต้องทนต้องปรับตัวกับมันไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะเหมือนกับกบที่อยู่ในหม้อที่น้ำค่อยๆร้อนขึ้นทีละน้อยจนสุกทั้งตัวกินได้

ไม่ใช่ครับ ไม่จริง ปัญหานี้หนักหน่วงเป็นภัยคุกคามถึงชีวิต แต่มันแก้ได้ครับ

ที่ผมเชื่ออย่างนี้เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งและสถานที่หนึ่งเตือนให้ผมคิดได้ว่า เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมันไม่ได้เป็นเช่นนี้ และอนาคตมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนมัน

ผมไปเบตงมาครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เบตงเป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดยะลา สุดชายแดนใต้

ในขณะที่ทั้งประเทศเจอกับอากาศร้อนขั้นสุด ผมแปลกใจมากที่เมืองนี้กลับอากาศเย็นสบายเกือบทั้งวัน และกลางคืนถึงกับหนาว ขณะที่ทุกที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจนหายใจไม่ออก เมืองนี้กลับมีทะเลหมอกทุกเช้า

ผมพยายามหาคำอธิบายทางภูมิศาสตร์ว่าทำไมเบตงจึงมีอากาศเย็บสบายได้ แต่ก็ไม่มีคำตอบนัก ที่นี่อยู่ใต้สุดของประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ตั้งไม่ใช่ตัวแปรทำให้เย็นเลย ความสูงของเมืองจากระดับน้ำทะเลก็เพียง 400 เมตรพอๆกับเชียงใหม่ ภูเขาสูงสุดใกล้ๆเมืองก็แค่ไม่ถึง 900 เมตร เตี้ยกว่าดอยสุเทพ ทำไมเมืองนี้หนาวกว่าเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน?

เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้ก็คือเมืองนี้ห้อมล้อมไปด้วยป่าทึบและสวนไม้ยืนต้น

อากาศของเบตงเตือนให้ผมนึกได้ว่า ส่วนอื่นๆของประเทศไทยก็เคยมีอากาศอย่างนี้แหละถ้าเราย้อนเวลาไปเพียง 30-40ปี ซึ่งนับเป็นเวลาที่สั้นมากของประเทศหนึ่ง

เกิดอะไรขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา?

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทย “ตื่นตัว” เรื่อง “การอนุรักษ์” กันมากขึ้น แต่เรามุ่งประเด็นไปที่ “พื้นที่อนุรักษ์” ซึ่งเราก็ทำได้ดี รักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ได้ สัตว์ป่าบางชนิดเพิ่มขึ้น

แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่าง “เขตอนุรักษ์” และ “เขตไม่อนุรักษ์”

การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์” นโยบายของรัฐเองกลายเป็นแรงผลักดันให้คนที่ต้องการครอบครองที่ดินต้องถางให้โล่งเผาให้เตียน เพราะมิฉะนั้นจะไม่นับเป็น “ที่ทำกิน”

แนวทางเกษตรกรรมที่รัฐส่งเสริมก็มีแต่การเอาพื้นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์นี้ไปปลูกอาหารสัตว์ราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท เป็นการใช้พื้นแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

สภาพ “พื้นที่การเกษตร” ที่ต้องถางให้เตียน เผาให้โล่ง ไม่เช่นนั้นหน่วยงานของรัฐจะบอกว่าไม่ใช่ที่ทำกิน

หากที่ดินนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ์(ชึ่งก็เป็นพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศนี้) กฏหมายก็ทำให้คนที่ครอบครองไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นแล้วตัดใช้ประโยชน์ได้

สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เราสูญเสีย “ธรรมชาติ” ไปมากมายเหลือเกินในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้กับตาตัวเอง

เพราะความเชื่อที่ว่าธรรมชาติต้องมีแต่ในเขตอนุรักษ์ ที่เหลือต้องทำเกษตรแบบโล่งเตียน ทำให้สมดุลย์ธรรมชาติของประเทศเราล้มเหลว แผ่นดินแห้งแล้ง สายน้ำแห้งเหือด และมันก็ส่งผลโดยตรงกับเราอย่างที่เห็นกันในรูปของฝุ่นควันและอากาศวิปริต

มาถึงสถานะวิกฤติที่เราเผชิญอยู่นี้ เราไม่สามารถทำการอนุรักษ์กันด้วยคำพูดโก้หรู หรือเพียงกัน “เขตอนุรักษ์ห้ามเข้า” แต่ต้องมองไปถึงการฟื้นฟูธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” มองถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นแผ่นดินในรูปแบบที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่านี้ และการมีส่วนร่วมของคนไทยก็ไม่ใช่แค่ กดไลค์ กดแชร์ แต่ต้องลงมือกันจริงจังแล้ว

เพราะมันคือทางเดียวที่เราจะรอด

ถ้าคุณไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ ผมขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังเป็นตัวอย่างครับ

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงนี้เคยมีมาก่อนในอดีตครับ

ในช่วงการบุกเบิกตะวันตก ชาวอเมริกันจำนวนมากได้เข้าไปจับจองพื้นที่ราบสูงกลางประเทศในรัฐแคนซัส, โอคลาโฮม่า และเท็กซัส เพื่อทำการเกษตร พวกเราไถที่แปลงสภาพจากทุ่งหญ้าธรรมชาติเดิมเป็นไร่นาอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือสมัยใหม่และการสนับสนุนจากรัฐ แต่เมื่อเกิดความแห้งแล้งขึ้นในช่วงปี 1930 ดินที่ไม่มีอะไรปกคลุมกลายเป็นฝุ่น ทุ่งโล่งปราศจากต้นไม้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดลมแรงพัดพาเอาฝุ่นขึ้นไปบนท้องฟ้าจนมืดดำ กล่าวกันว่าทำให้คนที่นั่นมองเห็นได้ไกลเพียง 1 เมตร บ้านช่องจมลงในฝุ่น และฝุ่นนี้ปลิวไปไกลถึงเมืองใหญ่ทางฝั่งชายทะเลตะวันออกอย่างนิวยอร์ก และ วอชิงตัน ดีซี

ปรากฎการณ์นี้เรียกกันว่า Dust Bowl มันส่งผลรุนแรงมาก คนอเมริกันกว่าห้าแสนคนต้องอพยบหนี และกลายเป็นคนไร้บ้าน และมันยังทำลายผิวดินที่มีค่าต่อการทำการเกษตรเป็นพื้นที่กว้างขวาง

Dust Bowl

รัฐบาลอเมริกันในยุคนั้น มีประธานาธิบดี Flanklin D. Roosvelt เป็นผู้นำ ลงมือแก้ไขหลายทางเพื่อช่วยเหลือผู้คน, ปกป้องผืนดิน และฟื้นฟูความสมดุลย์ทางธรรมชาติของประเทศ มีการตั้งหน่วยงานชื่อ Natual Resource Conservation Service (NRCS) ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาแนวทางการทำการเกษตรที่ถูกต้องแล้วสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการด้วยการให้ความรู้, ช่วยเหลือทางการเงิน และรางวัลล่อใจต่างๆ

มีการออกกฎหมายมากมายหลายฉบับเพื่ออนุรักษ์ดินและฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และยังมีโครงการฟื้นฟูธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาชื่อ Shelterbelt Project เป็นการปลูกต้นไม้ 200 ล้านต้นเป็นแนวยาว 1,200 ไมล์ จากชายแดนแคนาดาจนถึงเท็กซัส แนวต้นไม้กว้าง 1 ไมล์นี้เป็นกำแพงป้องกันดิน, น้ำ, ฟาร์มและเมืองจากกระแสลม

การระดมกำลังปลูกต้นไม้ในโครงการ Shelterbelt

บางคนอาจจะบอกว่า Dust Bolw จบลงได้เพราะฝนตกอีกครั้งในปี 1939 แต่เครื่องยืนยันว่าการแก้ปัญหานี้สำเร็จจริงจังก็คือ Dust Bowl ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย

ผมคิดว่าเราไม่ควรและไม่สามารถทนอยู่กับปัญหาฝุ่นควันและสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ได้ต่อไปอีก

ผมแปลกใจมากที่เมื่อไม่นานมานี้มีผู้คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างจะเป็นจะตาย แต่พอเราเผชิญปัญหาที่จะเป็นจะตายกันจริงๆอย่างนี้กลับไม่มีใครออกมาเรียกร้องสิทธิพื้นฐาน คือสิทธิในการหายใจอากาศบริษุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้ องค์กรทั้งหลายหายหน้าไปไหนหมดครับ หรือจะต้องรอให้มีคนมาจ้างก่อนถึงจะออกมาเคลื่อนไหว

ที่เขียนมานี้ไม่ใช้ต้องการบ่น แต่ผมเชื่อว่ามันวิกฤติแล้ว มันกระทบเราทั้งเรื่องสุขภาพ, ความเป็นอยู่, เศรษฐกิจ และถึงชีวิตได้ และผมก็ยังเชื่อว่ามันแก้ไขได้

เริ่มจากยอมรับกันว่ามันเกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นมา ปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจะให้ความสนใจจริงใจ จริงจัง คิดหาการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และแตกต่างไปจากของเดิมๆ ประชาชนคนไทยเราเองก็ต้องใส่ใจ ร่วมใจกันที่จะแก้ปัญหา ต้องลงมือไปด้วยกัน และต้องมีการเสียสละกันบ้าง

ถ้าเราจะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจแก้ไขปัญหานี้ (เพราะตอนนี้ดูจะไม่สนใจเลย) ถ้ามีองค์กรไหนหรือใครจะเคลื่อนไหวผลักดัน ผมพร้อมจะร่วมด้วยเต็มที่ครับ จะรวมตัวกัน ลงถนน หรือทำอะไรก็ว่ามาเลย

ผมจะไม่ยอมเป็นกบต้มครับ

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Beautiful time in life

รถไฟตู้นั้นคลาสสิคมาก มันมีที่นั่งเป็นไม้ ดูเหมือนมันจะถูกใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 50-60 ปี แต่ยังสภาพดีมากเพราะได้รับการดูแลอย่างดี เมื่อรถออกพ้นชานเมืองกรุงเทพ แม่ค้าหลายคนหอบหิ้วตะกร้าขึ้นมาขายอาหาร ข้าวเหนียวหมูปิ้งห่อด้วยใบตอง บะหมี่ผัดห่อกระดาษ มันทำให้ผมได้รับความรู้สึกย้อนยุคไปถึงตอนที่นั่งรถไฟสมัยเด็กๆ นี่มันรถไฟหรือ Time Machine กันแน่! รถไฟขบวนนั้นมุ่งหน้าตะวันตก แต่แสงแดดยามเช้าก็ยังค่อยๆส่องเข้ามาทางหน้าต่างเพิ่มความงดงามให้กับบรรยายกาศย้อนยุคนั้น ผมสังเกตเห็นครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งถัดจากผม มีพ่อแม่และลูกสามคน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนั่งกอดอยู่กับแม่ สายตาที่เขาสองมองกันบอกถึงความรัก ความสุข และความผูกพันที่ไม่เคยเปลี่ยนไปแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนแปลง ผมหยิบกล้องที่เก่าพอๆกับบรรยากาศรอบตัวขึ้นมาถ่ายรูปพวกเขาไว้ คุณแม่มองมาที่ผม ผมขออนุญาต เธอยิ้มและพยักหน้า แสงสวยและลมเย็นที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างดูเหมือนจะเป็นใจ ผมถ่ายภาพพวกเขาไว้หลายภาพ แต่ก็ไม่ได้มากมายถ้าเทียบกับเมื่อครั้งที่ผมใช้กล้องดิจิตอล แม้จะไม่ได้เห็นภาพที่หลังกล้อง ผมก็รู้สึกว่าน่าจะได้ภาพสวย จึงลุกขึ้นไปบอกคุณแม่ว่า...

แม่หาด-ห้วยยาว เส้นทางที่ขาดหายของขุนน้ำเงา

หลังจากที่เราสำรวจและทำเส้นทางแม่เงา 101 กิโลเมตรเสร็จไปแล้วเมื่อ 2-3 ปีก่อน มันยังมีอะไรบางอย่างที่คาใจอยู่ เส้นทางช่วงบ้านแม่แฮดมาสบโขงเป็นถนนที่ไม่น่าเดินนัก การนั่งรถกลับจากห้วยยาวค่อนข้างไกลและอันตราย ผมเคยคิดถึงการเลี้ยวจากบ้านแม่แฮดไปสู่บ้านห้วยยาว มันสมเหตุสมผล แต่ก็ดำมืดเพราะถามใครก็ไม่เคยเดิน จะมีก็พี่สมยศบอกว่าเคยไปทางบ้านราชาซึ่งอยู่ทางเหนือขึ้นไปและเส้นทางก็เป็นเขาสูงไม่มีน้ำเลย จนกระทั่งเราเจอ “พาฉั๊ว” เขาเป็นพรานผู้ชำนาญป่าอยู่หมู่บ้านห้วยน้ำผึ้ง ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านแม่หาดกับบ้านห้วยยาว เราจึงได้เริ่มวางแผนสำรวจทางเส้นนี้กัน

ความจริง ความคิด ความสัมพันธ์ ที่อยู่ข้างนอก

โลกหมุนเร็วเหลือเกิน ความรู้สึกมันบอกเรา  ทุกวันนี้แทบไม่ต้องคิดอะไร ถาม Ai แต่เรากลับเชื่ออะไรที่เห็น หรืออ่านแทบไม่ได้ เพราะแทบทุกคนระดมสร้างมันขึ้นมาได้จาก Ai ทุกอย่างดูเหมือนจะไหลตามกันไปเหมือนกระแส   สังเคราะห์ อาจจะเป็นการต่อต้านสิ่งใหม่อย่างที่หลายคนคงกล่าวหา หรืออาจจะเป็นความโหยหาอดีตอย่างที่อีกหลายคนคงคิดว่าแก่  ผมให้คุณค่ามากขึ้นกับสิ่งต่างๆที่คนใช้ความคิดที่ลึกซึ้งสร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน, ภาพถ่าย, บทเพลง, อาหาร หรือแม้แต่เครื่องยนต์กลไก  ผมกลับไปชื่นชม และให้คุณค่ากับกระบวนความคิด การใช้เวลาทำสิ่งต่างๆด้วยมือเรา ใช้เวลาให้ช้าลง สร้างความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆให้ลึกซึ้งขึ้น ผมยังออกไปตระเวนหาความงดงามในความเป็นจริงของธรรมชาติ หวังว่าเมื่อใช้เวลามากขึ้น ผมจะเข้าใจ และสร้างความสัมพันธ์นั้นขึ้นมาได้ผมไม่ได้พยายามให้โลกหมุนกลับ หรือแม้แต่ช้าลง แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลากับสิ่งที่ผมเห็นว่ามีค่า และผมก็เชื่อว่าคงจะมีคนส่วนน้อยนิดที่ชอบเช่นนั้น สวัสดีวันสงกรานต์ครับ ตาเกิ้น  14...

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading