ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว

ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
“หวานจาก เค็มเคย” คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร มะพร้าวอ่อนจากราชบุรี และกุ้งเคยเค็มจากฉะเชิงเทรา

เมนูขนมต่างๆในร้านไสใส ถูกบรรจงประดิษฐ์ขึ้นมาจากวัตถุดิบธรรมชาติของท้องถิ่นต่างๆที่กำลังจะสูญหายไปกับกาลเวลา เช่นน้ำตาลดอกเหนา ต้นไม้ที่ขึ้นตามธรรมชาติและใช้เวลาถึง 25 ปีกว่าจะเก็บลูกและปาดน้ำหวานได้ก่อนจะยืนต้นตาย ปัจจุบันนี้มีคนที่ทำน้ำตาลดอกเหนาเป็นอยู่เพียง 5 ครอบครัวในจังหวัดพังงาเท่านั้น

ผมมีความเชื่อว่า สิ่งที่มีค่าที่สุด เป็นสเน่ห์แท้ๆของประเทศไทย และจะทำให้ประเทศไทยอยู่ได้ เจริญรุ่งเรื่องได้คืออาหารที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละท้องถิ่นที่เร่ิมต้นจากวัตถุดิบธรรมชาติของพื้นที่นั้นๆแล้วหล่อหลอมขึ้นมาเป็นวัฒนธรรมอาหารของชุมชนที่สะสมมายาวนาน สิ่งเหล่านี้เป็นสเน่ห์ที่สามารถดึงดูดให้คนทั่วโลกสนใจ และไม่มีใครจะลอกเลียนแบบได้
แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้สังคมไทยเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เลย เมื่อไม่ถูกให้คุณค่า หลายสิ่งอย่างก็เริ่มสูญหาย และด้วยความไม่ใส่ใจที่จะเลือกกินของดีๆของพวกเราคนเมืองใหญ่ ไม่ว่าเราจะไปจังหวัดไหนภาคไหน เราก็จะได้กินอาหารที่เหมือนๆกันที่ปรุงขึ้นมากจากวัตถุดิบที่ซื้อมาจากร้านขายส่งอาหารรายใหญ่ที่ผูกขาดไปทั่วประเทศ

การให้คุณค่าและแสวงหาวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่นมาบริโภคกันนั้น นอกจากจะกระจายรายได้ไปถึงชุมชน, รักษาวัฒนธรรมอาหารของเราให้มีคุณค่ายั่งยืนแล้ว ยังส่งผลดีกับการอนุรักษ์ธรรมชาติอีกด้วย ลองนึกดูง่ายๆว่าถ้าชุมชนมีรายได้จากการขายลูกจาก, ใบจาก และน้ำตาลจาก เราก็คงไม่ต้อง “CSR” ไปปลูกป่าชายเลนกัน

ว่าก็ว่าเถอะผมนี่เสียดายและน้อยใจมากที่คนไทยเราสามารถแยกรสชาติขององุ่นพันธุ์ดีของฝรั่งเศสและอิตาลีที่ใช้ทำไวน์ได้ ชื่นชมเมล็ดกาแฟของเอธิโอเปีย โคลัมเบีย แต่ไม่มีใครแยกความอร่อยของข้าวที่เรากินกันทุกวัน ไม่มีใครได้ชื่นชมข้าวพันธุ์ดีที่เรามีซ่อนอยู่ในชุมชนต่างๆทั่วประเทศ

แต่ถ้าจะพูดให้ดัดจริตถูกใจคนสมัยใหม่ต้องบอกว่า มันมีบอร์ดี้ อะไรแบบนี้มั๊ย
ถ้าคุณเหมือนผมที่ไม่ชอบจะบริจาคเงินแบบให้เปล่า ไม่ว่าจะกับมูลนิธิ หรือศาสนสถานอะไร เพราะผมเชื่อว่าการส่งเสริมให้คุณค่าสิ่งที่เป็นจริงมีอยู่จริงนั้นยั่งยืนกว่าการให้เปล่าที่ไม่มีวันจบสิ้นมากนัก
หากอยากจะทำดี ไม่ต้องไปบริจาคเงินที่ไหนก็ได้นะครับ เรามาเลือกใช้เงินของเราให้มีคุณค่า ให้มันไปถึงคนที่ทำดี สร้างสรรค์สิ่งดีๆ สร้างคุณค่าที่เป็นประโยชน์กับสังคม ซึ่งแน่นอนว่ามันจะส่งผลไปให้ประเทศเราดีขึ้นไปด้วย

เริ่มที่ร้านไสใสนี่ก็ได้ครับ ขนมที่นี่นอกจากรสชาติจะกลมกล่อมจากวัตถุดิบธรรมชาติ และอร่อยจากความสร้างสรรค์ของเมนูต่างๆแล้ว กินแล้วยังอิ่มใจมากครับ
เพราะคนทำเขาใส่ “ใจ” เข้าไปอย่างเต็มที่ครับ

ปีนี้ผมจะซื้อไปให้ผู้ใหญ่ที่เคารพครับ
ข้อมูลเพิ่มเติม
– ร้านไสใส อยู่ใกล้ประตูผี ถ้าขับรถไปสามารถไปจอดรถที่ปั๊มเชลฝั่งตรงข้ามได้
– ถ้ากินขนมแล้วอยากเดินป่าหรือพายเรือช่วยชุมชน ขอเชิญไปเดินป่าที่แม่เงา และพายเรือที่แม่น้ำน่านได้ครับ คนทำเขาก็ใส่ “ใจ” เข้าไปอย่างเต็มที่เหมือนกันครับ
ตาเกิ้น
27 ตุลาคม 2568
