หากผมบอกว่าเราอยู่ในจุดที่สามารถทำอะไรเพียงนิดเดียวจะสามารถแก้ปัญหาความแห้งแล้ง, การเผาป่า, ฝุ่นควันพิษ, น้ำท่วม, เชื่อมต่อป่าอนุรักษ์ให้สัตว์ป่าเดินหากันได้, เพิ่มรายได้เกษตรกร, แก้เศรษฐกิจตกต่ำ และยังฟื้นฟูธรรมชาติของเราได้อีกหลายล้านไร่ โดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณอะไรมากมายเลย คุณจะสนใจฟังกันมั๊ยครับ
ลองมาฟังเรื่องกุญแจดอกเล็กที่สำคัญมากนี้ดูครับ อาจจะอ่านไม่สนุก แต่ถ้าใส่ใจธรรมชาติจริงๆ ช่วยทนอ่านกันหน่อยครับ ผมเรียกมันว่า “ธรรมชาติชายขอบ”
ตอนนี้กำลังมีความพยายามช่วยกันแก้กฎหมายสวนป่าให้สามารถปลูกไม้เศรษฐกิจยืนต้นเพื่อตัดขายได้ในพื้นที่ที่เรียกว่า คทช., สปก. โดยที่มี ส.ส. นายมานพ คีรีภูวดล เป็นผู้ผลักดันและยกร่างเสนอสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก
อ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะแปลกใจ “อ้าว มันปลูกไม่ได้เหรอ” ก็ไม่เชิงครับ ปลูกได้ แต่ตัดใช้ประโยชน์ไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่มีใครปลูก และผืนแผ่นดิน 42 ล้านไร่เหล่านี้จึงถูกถางเตียนโล่ง เป็นไร่ข้าวโพด ไร่มัน ไร่อ้อย และเผากันอยู่ทุกปี ทั้งๆที่ส่วนใหญ่อุดมสมบูรณ์และมีศักยภาพเกินกว่าจะปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันแบบนี้
เรามีการแก้ไข พรบ.สวนป่ากันครั้งล่าสุดเมื่อปี 2558 เป็นการแก้ไขให้ประชาชนทั่วไปสามารถขึ้นทะเบียนขอปลูกไม้เศรษฐกิจ เช่นไม้สัก, ไม้ประดู่, ไม้พะยูง ฯ และสามารถตัดใช้หรือขายได้ จากเดิมที่ปลูกแล้วตัดขายได้ยากมากหรือไม่ได้เลย แต่กฎหมายนี้มีผลเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่ คทช. และ สปก.
แล้ว คทช. กับ สปก.คืออะไร
สปก. คือพื้นที่จัดสรรปฏิรูปให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ คทช. (โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน) มาทีหลังครับ เป็นโครงการที่ต้องการแก้ปัญหาให้ชุมชนที่มีที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ของรัฐ เช่นป่าสงวนหรือพื้นที่สาธารณะ โดยให้ใช้ประโยชน์ในการเกษตรและอยู่อาศัยโดยไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ที่ดิน
อ่านถึงตรงนี้อย่าไปตกหล่มอยู่ว่าที่ สปก. คทช. เป็นการบุกรุกป่าอนุรักษ์ บุกรุกธรรมชาตินะครับ เราผ่านจุดตรงนั้นมาแล้วครับ ตอนนี้ทางราชการเขาก็จัดการสำรวจพื้นที่กันชัดเจนแล้วว่าตรงไหนเป็นป่าอนุรักษ์ตรงไหนเป็น ที่ทำกิน สปก. คทช.
ถึงแม้จะมีตรงไหนไม่ชัดเจน ตรงไหนโกงกัน ก็ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะคุยกันตรงนี้ครับ ถ้าจะดราม่าเรื่องนี้ขอเชิญที่อื่น
เราไม่ได้จะถางป่าปลูกใหม่ครับ แต่จะเปลี่ยนไร่โล้นๆให้เป็นป่าที่มีธรรมชาติกัน เข้าใจตรงกันนะครับ

ตรงนี้เราจะคุยกันว่าจะทำยังไง ให้ที่เหล่านี้ซึ่งตอนนี้เป็นไร่โล่งๆถูกเผาเตียนๆทุกปีกลับมาเป็นป่าอีกครั้งโดยที่ชุมชนได้รายได้จูงใจจากผืนป่า รัฐไม่ต้องปลูกป่าไม่ต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องทะเลาะกับคนที่ต้องการที่ทำกิน และเราคนไทยทั้งประเทศได้ป่า ได้สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น หน้าฝนน้ำไม่ท่วมบ้าน หน้าแล้งไม่ต้องดมควันพิษ
จะดีหรือไม่ถ้าที่ดิน 42 ล้านไร่นี้ ซึ่งคิดเป็น 1/3 ของพื้นที่การเกษตรของประเทศไทย และเทียบเท่ากับ 57% ของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ นี้จะกลายเป็นพื้นที่ป่าขึ้นมา แม้เพียงส่วนหนึ่งก็ยังดี
มันดีแน่ครับ ถ้ามีการแก้ไข พรบ.สวนป่า ให้สามารถปลูกไม้ยืนต้น เพื่อตัดไม้ใช้ได้ เพราะมันจะลดการเผา การทำลายหน้าดิน การไหลหลากของน้ำฝนที่ทำให้น้ำท่วม และการปลูกไม้เศรษฐกิจก็สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร มากกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยวระยะสั้นมาก แม้ว่ามันจะต้องมีการให้ความรู้ การสนับสนุนด้านเงินทุนและเรื่องอื่นๆให้สามารถทำกันได้
ไม้ชั้นดีเหล่านี้เป็นที่ต้องการของตลาดมากครับ ขายได้ราคา ราคาขึ้นเรื่อยๆเพราะมีไม่พอความต้องการ ไม่มีปัญหาราคาตกต่ำเหมือนพืชผลทางการเกษตร
ว่าก็ว่าเถอะ ผมรู้สึกเสียดายมากที่บ้านเราที่มีอากาศอุดมสมบูรณ์ปลูกอะไรก็งอกงามเคยมีไม้ใช้กันมาหลายชั่วคน ตอนนี้ต้องนำเข้าไม้จากยุโรปทั้งๆที่เขาปลูกไม้ยากกว่าเรามาก คุณภาพก็สู้ไม้เราไม่ได้
ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ครับ ถ้าใครอยากอ่านเพิ่มเติมแนะนำให้ไปติดตามอ่านที่พี่พงศา ชูแนม ที่ทุ่มเทเรื่องการปลูกไม้เศรษฐกิจนี้มานับสิบๆปี
อ้าว งั้นแค่ให้เขาแก้กฎหมายไปก็จบ ก็ได้ป่าแล้วซิ ไม่เห็นต้องทำอะไรอีก
ยังครับ ไม่ง่ายขนาดนั้น
เรื่องมีอยู่ว่า ต่างจากที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ การปลูกต้นไม้ใหญ่ให้เต็มพื้นที่ไม่ใช่ป่า

“ป่า” จะเป็นป่าที่สมบูรณ์ได้จะต้องมีแมลง, นก, และสัตว์ป่าประเภทต่างๆเข้ามาอยู่อาศัยและสร้างความสมดุลย์
จะให้มีแมลง มีนก มีสัตว์ป่า เข้ามาอยู่อาศัยได้จะต้องมีอาหารและที่หลบภัยให้เพียงพอ สวนป่าเศรษฐกิจที่มีไม้ยืนต้นเรียงเป็นแถวเป็นแนวและถางพื้นที่ใต้ต้นให้เตียนโล่งนั้นไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้
และถ้าอยากจะให้มีแมลง มีนก มีสัตว์ป่า เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ ก็ต้องมีแรงจูงใจให้คนที่ดูแลพื้นที่ได้ประโยชน์จากมัน เขาถึงจะทำ
เรื่องนี้เขียนแนวทางขึ้นมาได้ไม่ยาก เพราะมีหลายประเทศเขาทำการวิจัยและนำมาใช้อย่างได้ผลแล้วทั่วโลก ส่วนการปฏิบัติจริงก็ต้องทุ่มใจ ลงแรงกันหน่อย
แนวทางนั้นคือการทำพื้นที่รอยต่อของแปลงปลูกป่าหรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนพื้นที่การเกษตรบางส่วนให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติ ผมขอเรียกมันว่า “ธรรมชาติชายขอบ”
ธรรมชาติชายขอบ
ที่ประเทศอังกฤษมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์น้อยมากคิดเป็นแค่ 2.2% ผืนดินส่วนใหญ่เป็นไร่นาที่มีเจ้าของ
รัฐบาลอังกฤษและองค์กรอนุรักษ์สนับสนุนให้ชาวไร่เว้นที่ชายขอบ (Field Margin) ประมาณ 6-8 เมตร ให้เป็นพุ่มไม้ พงหญ้า หรือปลูกดอกไม้แซม โดยที่ไม่ถาง ไม่ฉีดยา ไม่เผา พื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นที่อยู่ของแมลงที่เป็นอาหารของนกและสัตว์เลื้อยคลานนาๆชนิด เป็นที่ทำรังวางไข่ของนก เมื่อมีแมลง มีนก มีสัตว์เลื้อยคลานอยู่ สัตว์ผู้ล่าขนาดเล็กก็ตามมา และชายขอบตรงนี้ก็กลายเป็นที่หลบภัยและทางเดินของสัตว์ป่า


ที่ประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเกือบทั้งประเทศเป็นไร่นา มีป่าของรัฐอยู่เพียง 5% รัฐบาลกำหนดให้ทุกขอบไร่จะต้องมีไม้ยืนต้นและไม้พุ่มให้เป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ป่า เพียงเท่านี้เขาก็มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่ในไร่นามากมาย

ล่าสุดรัฐบาลเดนมาร์กต้องการลดพื้นที่การเกษตรลงเพื่อลดการปล่อยไนโตรเจนลงแหล่งน้ำ เขาจึงออกกฎหมายบังคับให้เปลี่ยนไร่นา ประมาณ 10% ของทั้งหมดให้เป็นป่าเศรษฐกิจที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยมีการจ่ายเงินสนับสนุนและชดเชยรายได้ให้ แต่ก็มีข้อแม้ว่าจะต้องปลูกต้นไม้ธรรมชาติและไม้พุ่มชนิดที่เขากำหนดเป็นพื้นที่ 15 เมตรระหว่างชายขอบที่ดินกับแปลงปลูกป่า

และยังมีประเทศอื่นๆทำเช่นนี้อีกมากมายมานานนับสิบนับร้อยปีแล้ว

ลองมาดูอีกตัวอย่างหนึ่งในอเมริกาซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่าบ้าง
Aldo Leopold คนที่ผมขอเรียกว่านักปราชญ์แห่งวงการอนุรักษ์เคยกล่าวไว้ว่า เราสามารถอยู่กับผืนแผ่นดินอย่างยั่งยืนได้โดยการใช้ประโยชน์ 5 อย่างผสมผสานกันไปคือ การเกษตร, ป่าไม้, สัตว์ป่า, ลดการพังทลายของดินใกล้แหล่งน้ำ และ ขายวิวทิวทัศน์ และเขาก็ได้ทำการทดลองให้เห็นจริงไว้หลายโครงการ เช่น Riley Game Cooperative รัฐวิสคอนซินในช่วงปี 1931-1939
ในขณะที่เป็นอาจารย์ด้าน Wildlife Management อยู่ที่ University of Wisconsin, Aldo Leopold เข้าไป ที่ ชุมชน Riley เพื่อช่วยออกแบบพื้นที่ไร่นาที่ถูกใช้ประโยชน์อย่างหนักจนไม่มีธรรมชาติหลงเหลือ เพื่อช่วยชาวนาที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำและการลักลอบเข้ามาล่าสัตว์ โดยการสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มชาวนากับกลุ่มนักล่าสัตว์ในเมือง
ต้องเล่าย้อนไปสักหน่อยว่าก่อนหน้านี้ Aldo Leoplod ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้รุ่นแรกของอเมริกาไปทำงานที่ฝั่งตะวันตกของอเมริกานานเกือบ 20 ปี เมื่อกลับมาที่วิสคอนซินบ้านเกิดอีกครั้ง เขาก็พบว่า ธรรมชาติที่เคยมีอยู่กลายเป็นไร่นาไปหมดแล้ว และสัตว์ป่าที่เคยมีก็หายไปด้วย เขาจึงมุ่งเป้าที่จะฟื้นฟูธรรมชาติและสัตว์ป่าให้กลับมาอีกครั้งในพื้นที่การเกษตร

เขาจัดตั้ง Riley Game Cooperative ขึ้น ความร่วมมือนี้เป็นการลงทุนจากนักล่าสัตว์ชาวเมือง ส่วนชาวนาลงทุนด้วยที่ดิน ทั้งสองฝ่ายช่วยกันลงแรงและความคิด
Leopold ออกแบบแนวพุ่มไม้ให้เชื่อมต่อกันระหว่างไร่เพื่อให้เป็นที่หลบภัย วางไข่ และเส้นทางเดินของนกไก่ฟ้าที่เป็นเป้าหมายหลัก ประกอบกับการปล่อยนกคืนสู่ธรรมชาติในช่วงแรก และการปลูกอาหารเสริม ฯ โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากจากที่ไม่มีไก่ฟ้าอยู่ในพื้นที่เลย จนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากในเวลา 5-8 ปี จนสามารถให้ล่าใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องปล่อยนกเพิ่มอีก และนอกจากนี้ก็ทำให้นกและสัตว์ป่าอื่นๆได้ผลพลอยได้และเพิ่มจำนวนขึ้นเองตามธรรมชาติด้วย

แล้วจะทำยังไงต่อ
กลับมาที่บ้านเรากันบ้าง จุดเริ่มต้นที่จะพลิกฟื้นธรรมชาติขึ้นมาได้คือการกำหนดให้มีพื้นที่ธรรมชาติชายขอบนี้ใน พรบ.สวนป่า เป็นเงื่อนไขของการใช้ประโยชน์จากพื้นที่
ไม่ได้มากมายเลย หากเราจะขอให้กันพื้นที่ของแปลงปลูกป่าเศรษฐกิจที่ชายขอบ ประมาณ 6-8 เมตรให้เป็นพื้นที่ธรรมชาติชายขอบ เมื่อคำนวนดูแล้ว ในพื้นที่ขนาด 20 ไร่ หากกันพื้นที่ขอบ กว้าง 6 เมตรก็จะคิดเป็นเพียง 12.9%ของพื้นที่เท่านั้น
ไม่ได้มากมายเลย หากเราจะขอให้กันพื้นที่ของแปลงปลูกป่าเศรษฐกิจที่ชายขอบ ประมาณ 6-8 เมตรให้เป็นธรมชาติชายขอบ เมื่อคำนวนดูแล้ว ในพื้นที่ขนาด 20 ไร่ หากกันพื้นที่ขอบ กว้าง 6 เมตรก็จะคิดเป็นเพียง 12.9%ของพื้นที่เท่านั้น
พื้นที่ธรรมชาติชายขอบข้างละ 6 เมตร จะกลายเป็น 12 เมตรระหว่างรอยต่อของที่ 2 แปลง เมื่อมีการปล่อยให้เป็นธรรมชาติ ไม่พ่นยา ไม่ถาง ไม่เผา และอาจจะมีการปลูกพืชธรรมชาติที่หลากหลายให้เป็นอาหารทั้งกับคนและสัตว์ป่าเสริมเข้าไป พื้นที่ตรงนี้จะมีความหลากหลายทางธรรมชาติ เป็นที่อยู่ของแมลงผสมเกสร เป็นแหล่งอาหารและทำรังวางไข่ของนกนานาชนิด เป็นทางเดินและที่หลบภัยของสัตว์ป่าที่สามารถเดินเชื่อมระหว่างป่าอนุรักษ์ที่ถูกตัดขาดออกจากกันเป็นเกาะ

เมื่อจะมีการแก้กฎหมาย หากจะมีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ที่ดินนี้ ต้องกันพื้นที่ 12.9% เพื่อสร้างธรรมชาติชายขอบที่มีประโยชน์มหาศาลเป็นการแลกเปลี่ยนกัน ก็น่าจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมิใช่หรือแต่ไม่ใช่เท่านั้น เราควรจะสร้างแรงจูงใจให้คนที่อยู่กับผืนแผ่นดินได้ประโยชน์จากพื้นที่ชายขอบนี้ด้วย
การสร้างพื้นที่ธรรมชาติชายขอบนี้อาจจะเป็นข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือ การสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถลงทุนปลูกไม้เศรษฐกิจซึ่งจะต้องลงทุนระยะยาวในรูปแบบกองทุน
หากเราจะสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรผู้ใช้ประโยชน์จากที่ดินให้หันมาดูแลพื้นที่ชายขอบนี้ให้มีธรรมชาติและสัตว์ป่าให้เพิ่มจำนวนขึ้น เราก็ควรให้สิทธิในการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าบางชนิดที่ไม่ใช่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์และเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว เช่น ไก่ป่า, กระต่ายป่า, นกกระทา, หมูป่า หรือแม้แต่เก้ง ถ้าเขาดูแลและทำให้มันเพิ่มจำนวนขึ้นได้จริง (เข้าใจให้ดีก่อนนะครับว่าพื้นที่ที่เราพูดถึงนี้ปัจจุบันคือไร่ข้าวโพดที่เตียนโล่ง ไม่มีสัตว์อะไรหลงเหลืออยู่เลย มีตัวอะไรเพิ่มขึ้นมา ถือว่าเป็นบวกทั้งนั้นครับ)

เราจะได้อะไรอีกจากธรรมชาติชายขอบ ?
นอกจากเป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าแล้ว ป่าชายขอบนี้เมื่ออยู่ริมชายน้ำ ก็จะลดการพังทะลายของดิน กรองตะกอนที่จะไหลลงไปสู่ลำธารและแหล่งน้ำ
ป่าชายขอบจะกลายเป็นธรรมชาติใกล้บ้านที่คนในพื้นที่หาอาหารธรรมชาติเช่นผักป่า หน่อไม้ หรือเห็ดได้ตลอดปี เมื่อมีดอกไม้ธรรมชาติก็สามารถทำอาชีพเสริมเช่นการเลี้ยงผึ้งได้อีก
เมื่อป่าฟื้นฟูขึ้นแทนที่ไร่อันเตียนโล่ง สัตว์ป่าเริ่มกลับมาอยู่ แน่นอนพื้นที่ก็ย่อมสวยงามขึ้น และนั่นก็คือโอกาสของการใช้พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ป่าชายขอบเองอาจจะกลายเป็นเส้นทางเดินป่าที่ต่อเชื่อมกันเป็นระยะทางไกลๆท่ัวประเทศไทย
นอกจากนี้ นี่คือโอกาสในสร้างอาชีพอีกมากมายในการจัดการธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจัดการป่าไม้, การจัดการสัตว์ป่า, การท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ เรามีคนที่เรียนจบเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเหล่านี้กันมาเยอะมาก และนี่คือโอกาสที่เขาจะได้แสดงฝีมือทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ
ทั้งเรื่องอาหารธรรมชาติที่หาได้จากชายขอบ, การใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า, อาชีพเสริมต่าง และการท่องเที่ยว ล้วนเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เสริมไประหว่างการลงทุนระยะยาวกับการปลูกไม้เศรษฐกิจที่จะต้องใช้เวลานับสิบปี
ที่สำคัญที่สุด เมื่อทุกแปลงมีป่าชายขอบต่อๆกันไปมันก็จะกลายเป็นทางเดินธรรมชาติที่เชื่อมต่อป่าอนุรักษ์ที่เคยถูกตัดขาดจากกัน ทำให้สัตว์ป่าที่เคยติดเกาะสามารถเดินผ่านไปหากันได้ ลดปัญหาสัตว์ป่าล้นบางพื้นที่และปัญหาเลือดชิดลงไป
แล้วเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
สิ่งแรกที่ควรทำคือการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของป่าชายขอบนี้ และผนวกมันเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ พรบ.สวนป่าก่อนที่กฎหมายนี้จะผ่านออกมา มันคือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูให้เราก้าวเดินต่อไป
การเพิ่มพื้นที่ป่าชายขอบเข้าไปใน พรบ.สวนป่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มันสามารถพลิกฟื้นธรรมชาติของประเทศไทยได้เลยทีเดียว โอกาสเช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน
นอกจากแก้กฎหมายที่เป็นขั้นแรกแล้วยังมีอย่างอื่นต้องทำกันอีกมาก
อย่างแรก และปัญหาใหญ่ที่สุดคือการสร้างความเช้าใจเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่ถูกต้องให้กับคนในสังคม
เราควรเข้าใจกันก่อนว่า การอนุรักษ์ธรรมชาตินั้นต้องควบคู่ไปกับความสมดุลย์ทางเศรษฐศาสตร์ด้วย นั่นคือต้องมีการใช้ประโยชน์ มีผลตอบแทนจากการอนุรักษ์ ถ้าผลตอบแทนของการมีป่าสูงกว่าไร่ข้าวโพด เขาก็จะปลูกป่าแทน แต่ต้องแยกกันว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งคือพื้นที่สงวน ไม่ควรแตะต้อง ซึ่งตอนนี้เราก็มีอยู่แล้วคืออุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต่างๆ
แต่พื้นที่ที่เราพูดถึงกันอยู่นี่ไม่ใช่เขตสงวน เขตอนุรักษ์ แต่มันคือพื้นที่การเกษตร ที่เราต้องการจะฟื้นฟูธรรมชาติจากศูนย์ขึ้นมาแล้วใช้ประโยชน์ผืนแผ่นดินให้คุ้มค่าขึ้น
เราต้องแก้ไขความเข้าใจที่สร้างกันมาสุดโต่งอีกหลายๆอย่าง เช่นการทำไม้ใช้ไม้เป็นเรื่องผิด ทั้งๆที่ไม้ที่จัดการถูกต้องคือวัสดุที่เป็นมิตรต่อโลกที่สุดแล้ว มันดูดซับคาร์บอนในระว่างที่เติบโตแปรรูปโดยใช้พลังงานน้อย เป็นมิตรกว่าปูนกว่าเหล็กที่เราใช้กันมากนัก
ที่ยากกว่าคือการที่จะเรียนรู้และยอมรับการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่า เพราะเราถูกสอนมาว่าเป็นเรื่องผิดมาตลอดชีวิต (ผมก็เช่นกัน) แต่จริงๆแล้วในโลกนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศที่คิดเหมือนเราทำแบบเรา และประเทศเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ล้มเหลวในการจัดการสัตว์ป่าทั้งสิ้น ส่วนประเทศอื่นๆที่เขามีการจัดการสัตว์ป่าที่เหมาะสมและใช้ประโยชน์จากมันกลับมีสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้น สัตว์ป่าขยายพันธุ์ได้ในธรรมชาติอย่างมีความสุขกว่าแบบเราๆมาก เอาไว้ค่อยเขียนเรื่องนี้กันอีกหลายๆตอนนะครับ
จากนั้นก็คงเป็นเรื่องใหญ่เกี่ยวกับโครงสร้างราชการที่ต้องเข้ามาจัดการ
พื้นที่เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานอนุรักษ์อย่างเช่นกรมอุทยาน เพราะมันอยู่นอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ อาจจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตร แต่กระทรวงเกษตรนั้นมุ่งเน้น ไม่ได้มีพันธกิจในด้านการอนุรักษ์, ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ธรรมชาติ นอกจากนี้บุคลากรที่มีความรู้ทางด้านนี้เช่นการจัดการป่าไม้, การจัดการสัตว์ป่าล้วนแล้วแต่อยู่ในกรมอุทยานและกรมป่าไม้ทั้งสิ้น หากจะเดินหน้าได้คงต้องคิดกันใหม่ว่าใครจะเป็นเจ้าของงาน
บทความเล็กๆนี้ ผมอยากจะนำเสนอแนวความคิดที่อาจจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติได้ โดยหวังว่าจะมีผู้เห็นด้วยและช่วยกันผลักดันให้ สส.ที่ผมชื่นชมว่ามีความตั้งใจดีที่จะแก้ไข พรบ.สวนป่านี้ให้พิจารณาเพิ่มเติมการฟื้นฟูธรรมชาติเข้าไปด้วยทำให้สมบูรณ์ขึ้นไปอีก

นี่คือความหวังของการฟื้นฟูธรรมชาติครับ
ตาเกิ้น
สิงหาคม 2568
