
เราจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

ผมและคนรอบตัวเจ็บป่วยกันทั่วหน้าจากปัญหาฝุ่นควัน อาการล้วนแล้วแต่เรื้อรังยาวนานและกำเริบใหม่ทุกครั้งที่ค่าฝุ่นสูงขึ้น นอกจากนี้เรายังต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนรุนแรงขึ้นทุกปี เมื่อวานนนี้พายุรุนแรงก็ถล่มหลายๆจังหวัด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงคิวเรา ในขณะที่เราต้องกังวลกับเรื่องฝนแล้งขาดแคลนน้ำอยู่ทุกปี

เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหลบอยู่ในห้องแอร์แล้วเปิดเครื่องกรองอากาศให้รอดไปวันๆครับ
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วค่อยๆทวีความรุนแรงมาเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มเชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แหละ แก้ไขไม่ได้ ต้องทนต้องปรับตัวกับมันไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะเหมือนกับกบที่อยู่ในหม้อที่น้ำค่อยๆร้อนขึ้นทีละน้อยจนสุกทั้งตัวกินได้

ไม่ใช่ครับ ไม่จริง ปัญหานี้หนักหน่วงเป็นภัยคุกคามถึงชีวิต แต่มันแก้ได้ครับ
ที่ผมเชื่ออย่างนี้เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งและสถานที่หนึ่งเตือนให้ผมคิดได้ว่า เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมันไม่ได้เป็นเช่นนี้ และอนาคตมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนมัน
ผมไปเบตงมาครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เบตงเป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดยะลา สุดชายแดนใต้
ในขณะที่ทั้งประเทศเจอกับอากาศร้อนขั้นสุด ผมแปลกใจมากที่เมืองนี้กลับอากาศเย็นสบายเกือบทั้งวัน และกลางคืนถึงกับหนาว ขณะที่ทุกที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจนหายใจไม่ออก เมืองนี้กลับมีทะเลหมอกทุกเช้า

ผมพยายามหาคำอธิบายทางภูมิศาสตร์ว่าทำไมเบตงจึงมีอากาศเย็บสบายได้ แต่ก็ไม่มีคำตอบนัก ที่นี่อยู่ใต้สุดของประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ตั้งไม่ใช่ตัวแปรทำให้เย็นเลย ความสูงของเมืองจากระดับน้ำทะเลก็เพียง 400 เมตรพอๆกับเชียงใหม่ ภูเขาสูงสุดใกล้ๆเมืองก็แค่ไม่ถึง 900 เมตร เตี้ยกว่าดอยสุเทพ ทำไมเมืองนี้หนาวกว่าเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน?
เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้ก็คือเมืองนี้ห้อมล้อมไปด้วยป่าทึบและสวนไม้ยืนต้น

อากาศของเบตงเตือนให้ผมนึกได้ว่า ส่วนอื่นๆของประเทศไทยก็เคยมีอากาศอย่างนี้แหละถ้าเราย้อนเวลาไปเพียง 30-40ปี ซึ่งนับเป็นเวลาที่สั้นมากของประเทศหนึ่ง
เกิดอะไรขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา?
ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทย “ตื่นตัว” เรื่อง “การอนุรักษ์” กันมากขึ้น แต่เรามุ่งประเด็นไปที่ “พื้นที่อนุรักษ์” ซึ่งเราก็ทำได้ดี รักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ได้ สัตว์ป่าบางชนิดเพิ่มขึ้น
แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่าง “เขตอนุรักษ์” และ “เขตไม่อนุรักษ์”
การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์” นโยบายของรัฐเองกลายเป็นแรงผลักดันให้คนที่ต้องการครอบครองที่ดินต้องถางให้โล่งเผาให้เตียน เพราะมิฉะนั้นจะไม่นับเป็น “ที่ทำกิน”
แนวทางเกษตรกรรมที่รัฐส่งเสริมก็มีแต่การเอาพื้นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์นี้ไปปลูกอาหารสัตว์ราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท เป็นการใช้พื้นแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

หากที่ดินนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ์(ชึ่งก็เป็นพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศนี้) กฏหมายก็ทำให้คนที่ครอบครองไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นแล้วตัดใช้ประโยชน์ได้
สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เราสูญเสีย “ธรรมชาติ” ไปมากมายเหลือเกินในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้กับตาตัวเอง
เพราะความเชื่อที่ว่าธรรมชาติต้องมีแต่ในเขตอนุรักษ์ ที่เหลือต้องทำเกษตรแบบโล่งเตียน ทำให้สมดุลย์ธรรมชาติของประเทศเราล้มเหลว แผ่นดินแห้งแล้ง สายน้ำแห้งเหือด และมันก็ส่งผลโดยตรงกับเราอย่างที่เห็นกันในรูปของฝุ่นควันและอากาศวิปริต
มาถึงสถานะวิกฤติที่เราเผชิญอยู่นี้ เราไม่สามารถทำการอนุรักษ์กันด้วยคำพูดโก้หรู หรือเพียงกัน “เขตอนุรักษ์ห้ามเข้า” แต่ต้องมองไปถึงการฟื้นฟูธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” มองถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นแผ่นดินในรูปแบบที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่านี้ และการมีส่วนร่วมของคนไทยก็ไม่ใช่แค่ กดไลค์ กดแชร์ แต่ต้องลงมือกันจริงจังแล้ว
เพราะมันคือทางเดียวที่เราจะรอด
ถ้าคุณไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ ผมขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังเป็นตัวอย่างครับ
การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงนี้เคยมีมาก่อนในอดีตครับ
ในช่วงการบุกเบิกตะวันตก ชาวอเมริกันจำนวนมากได้เข้าไปจับจองพื้นที่ราบสูงกลางประเทศในรัฐแคนซัส, โอคลาโฮม่า และเท็กซัส เพื่อทำการเกษตร พวกเราไถที่แปลงสภาพจากทุ่งหญ้าธรรมชาติเดิมเป็นไร่นาอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือสมัยใหม่และการสนับสนุนจากรัฐ แต่เมื่อเกิดความแห้งแล้งขึ้นในช่วงปี 1930 ดินที่ไม่มีอะไรปกคลุมกลายเป็นฝุ่น ทุ่งโล่งปราศจากต้นไม้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดลมแรงพัดพาเอาฝุ่นขึ้นไปบนท้องฟ้าจนมืดดำ กล่าวกันว่าทำให้คนที่นั่นมองเห็นได้ไกลเพียง 1 เมตร บ้านช่องจมลงในฝุ่น และฝุ่นนี้ปลิวไปไกลถึงเมืองใหญ่ทางฝั่งชายทะเลตะวันออกอย่างนิวยอร์ก และ วอชิงตัน ดีซี
ปรากฎการณ์นี้เรียกกันว่า Dust Bowl มันส่งผลรุนแรงมาก คนอเมริกันกว่าห้าแสนคนต้องอพยบหนี และกลายเป็นคนไร้บ้าน และมันยังทำลายผิวดินที่มีค่าต่อการทำการเกษตรเป็นพื้นที่กว้างขวาง

รัฐบาลอเมริกันในยุคนั้น มีประธานาธิบดี Flanklin D. Roosvelt เป็นผู้นำ ลงมือแก้ไขหลายทางเพื่อช่วยเหลือผู้คน, ปกป้องผืนดิน และฟื้นฟูความสมดุลย์ทางธรรมชาติของประเทศ มีการตั้งหน่วยงานชื่อ Natual Resource Conservation Service (NRCS) ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาแนวทางการทำการเกษตรที่ถูกต้องแล้วสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการด้วยการให้ความรู้, ช่วยเหลือทางการเงิน และรางวัลล่อใจต่างๆ
มีการออกกฎหมายมากมายหลายฉบับเพื่ออนุรักษ์ดินและฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และยังมีโครงการฟื้นฟูธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาชื่อ Shelterbelt Project เป็นการปลูกต้นไม้ 200 ล้านต้นเป็นแนวยาว 1,200 ไมล์ จากชายแดนแคนาดาจนถึงเท็กซัส แนวต้นไม้กว้าง 1 ไมล์นี้เป็นกำแพงป้องกันดิน, น้ำ, ฟาร์มและเมืองจากกระแสลม


บางคนอาจจะบอกว่า Dust Bolw จบลงได้เพราะฝนตกอีกครั้งในปี 1939 แต่เครื่องยืนยันว่าการแก้ปัญหานี้สำเร็จจริงจังก็คือ Dust Bowl ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย
ผมคิดว่าเราไม่ควรและไม่สามารถทนอยู่กับปัญหาฝุ่นควันและสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ได้ต่อไปอีก
ผมแปลกใจมากที่เมื่อไม่นานมานี้มีผู้คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างจะเป็นจะตาย แต่พอเราเผชิญปัญหาที่จะเป็นจะตายกันจริงๆอย่างนี้กลับไม่มีใครออกมาเรียกร้องสิทธิพื้นฐาน คือสิทธิในการหายใจอากาศบริษุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้ องค์กรทั้งหลายหายหน้าไปไหนหมดครับ หรือจะต้องรอให้มีคนมาจ้างก่อนถึงจะออกมาเคลื่อนไหว
ที่เขียนมานี้ไม่ใช้ต้องการบ่น แต่ผมเชื่อว่ามันวิกฤติแล้ว มันกระทบเราทั้งเรื่องสุขภาพ, ความเป็นอยู่, เศรษฐกิจ และถึงชีวิตได้ และผมก็ยังเชื่อว่ามันแก้ไขได้
เริ่มจากยอมรับกันว่ามันเกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นมา ปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจะให้ความสนใจจริงใจ จริงจัง คิดหาการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และแตกต่างไปจากของเดิมๆ ประชาชนคนไทยเราเองก็ต้องใส่ใจ ร่วมใจกันที่จะแก้ปัญหา ต้องลงมือไปด้วยกัน และต้องมีการเสียสละกันบ้าง
ถ้าเราจะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจแก้ไขปัญหานี้ (เพราะตอนนี้ดูจะไม่สนใจเลย) ถ้ามีองค์กรไหนหรือใครจะเคลื่อนไหวผลักดัน ผมพร้อมจะร่วมด้วยเต็มที่ครับ จะรวมตัวกัน ลงถนน หรือทำอะไรก็ว่ามาเลย
ผมจะไม่ยอมเป็นกบต้มครับ
