Saturday, March 21, 2026
Homeความคิดและมุมมองกบต้มน้ำร้อน

กบต้มน้ำร้อน

-

เราจะใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

ผมและคนรอบตัวเจ็บป่วยกันทั่วหน้าจากปัญหาฝุ่นควัน อาการล้วนแล้วแต่เรื้อรังยาวนานและกำเริบใหม่ทุกครั้งที่ค่าฝุ่นสูงขึ้น นอกจากนี้เรายังต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนรุนแรงขึ้นทุกปี เมื่อวานนนี้พายุรุนแรงก็ถล่มหลายๆจังหวัด ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมาถึงคิวเรา ในขณะที่เราต้องกังวลกับเรื่องฝนแล้งขาดแคลนน้ำอยู่ทุกปี

เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหลบอยู่ในห้องแอร์แล้วเปิดเครื่องกรองอากาศให้รอดไปวันๆครับ

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วค่อยๆทวีความรุนแรงมาเรื่อยๆ จนหลายคนเริ่มเชื่อว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แหละ แก้ไขไม่ได้ ต้องทนต้องปรับตัวกับมันไป ถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็จะเหมือนกับกบที่อยู่ในหม้อที่น้ำค่อยๆร้อนขึ้นทีละน้อยจนสุกทั้งตัวกินได้

ไม่ใช่ครับ ไม่จริง ปัญหานี้หนักหน่วงเป็นภัยคุกคามถึงชีวิต แต่มันแก้ได้ครับ

ที่ผมเชื่ออย่างนี้เพราะมีเหตุการณ์หนึ่งและสถานที่หนึ่งเตือนให้ผมคิดได้ว่า เมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมันไม่ได้เป็นเช่นนี้ และอนาคตมันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าเราช่วยกันเปลี่ยนมัน

ผมไปเบตงมาครับ สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เบตงเป็นอำเภอเล็กๆในจังหวัดยะลา สุดชายแดนใต้

ในขณะที่ทั้งประเทศเจอกับอากาศร้อนขั้นสุด ผมแปลกใจมากที่เมืองนี้กลับอากาศเย็นสบายเกือบทั้งวัน และกลางคืนถึงกับหนาว ขณะที่ทุกที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันจนหายใจไม่ออก เมืองนี้กลับมีทะเลหมอกทุกเช้า

ผมพยายามหาคำอธิบายทางภูมิศาสตร์ว่าทำไมเบตงจึงมีอากาศเย็บสบายได้ แต่ก็ไม่มีคำตอบนัก ที่นี่อยู่ใต้สุดของประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร ที่ตั้งไม่ใช่ตัวแปรทำให้เย็นเลย ความสูงของเมืองจากระดับน้ำทะเลก็เพียง 400 เมตรพอๆกับเชียงใหม่ ภูเขาสูงสุดใกล้ๆเมืองก็แค่ไม่ถึง 900 เมตร เตี้ยกว่าดอยสุเทพ ทำไมเมืองนี้หนาวกว่าเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน?

เหตุผลเดียวที่พอจะอธิบายได้ก็คือเมืองนี้ห้อมล้อมไปด้วยป่าทึบและสวนไม้ยืนต้น

อากาศของเบตงเตือนให้ผมนึกได้ว่า ส่วนอื่นๆของประเทศไทยก็เคยมีอากาศอย่างนี้แหละถ้าเราย้อนเวลาไปเพียง 30-40ปี ซึ่งนับเป็นเวลาที่สั้นมากของประเทศหนึ่ง

เกิดอะไรขึ้นในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา?

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทย “ตื่นตัว” เรื่อง “การอนุรักษ์” กันมากขึ้น แต่เรามุ่งประเด็นไปที่ “พื้นที่อนุรักษ์” ซึ่งเราก็ทำได้ดี รักษาพื้นที่อนุรักษ์ไว้ได้ สัตว์ป่าบางชนิดเพิ่มขึ้น

แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่าง “เขตอนุรักษ์” และ “เขตไม่อนุรักษ์”

การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นใน “เขตไม่อนุรักษ์” นโยบายของรัฐเองกลายเป็นแรงผลักดันให้คนที่ต้องการครอบครองที่ดินต้องถางให้โล่งเผาให้เตียน เพราะมิฉะนั้นจะไม่นับเป็น “ที่ทำกิน”

แนวทางเกษตรกรรมที่รัฐส่งเสริมก็มีแต่การเอาพื้นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์นี้ไปปลูกอาหารสัตว์ราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท เป็นการใช้พื้นแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่าที่สุดแล้ว

สภาพ “พื้นที่การเกษตร” ที่ต้องถางให้เตียน เผาให้โล่ง ไม่เช่นนั้นหน่วยงานของรัฐจะบอกว่าไม่ใช่ที่ทำกิน

หากที่ดินนั้นไม่มีเอกสารสิทธิ์(ชึ่งก็เป็นพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศนี้) กฏหมายก็ทำให้คนที่ครอบครองไม่สามารถปลูกไม้ยืนต้นแล้วตัดใช้ประโยชน์ได้

สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้เราสูญเสีย “ธรรมชาติ” ไปมากมายเหลือเกินในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และผมก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้กับตาตัวเอง

เพราะความเชื่อที่ว่าธรรมชาติต้องมีแต่ในเขตอนุรักษ์ ที่เหลือต้องทำเกษตรแบบโล่งเตียน ทำให้สมดุลย์ธรรมชาติของประเทศเราล้มเหลว แผ่นดินแห้งแล้ง สายน้ำแห้งเหือด และมันก็ส่งผลโดยตรงกับเราอย่างที่เห็นกันในรูปของฝุ่นควันและอากาศวิปริต

มาถึงสถานะวิกฤติที่เราเผชิญอยู่นี้ เราไม่สามารถทำการอนุรักษ์กันด้วยคำพูดโก้หรู หรือเพียงกัน “เขตอนุรักษ์ห้ามเข้า” แต่ต้องมองไปถึงการฟื้นฟูธรรมชาติใน “เขตไม่อนุรักษ์” มองถึงการใช้ประโยชน์จากพื้นแผ่นดินในรูปแบบที่คุ้มค่าและยั่งยืนกว่านี้ และการมีส่วนร่วมของคนไทยก็ไม่ใช่แค่ กดไลค์ กดแชร์ แต่ต้องลงมือกันจริงจังแล้ว

เพราะมันคือทางเดียวที่เราจะรอด

ถ้าคุณไม่เชื่อว่าเรื่องนี้เป็นไปได้ ผมขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังเป็นตัวอย่างครับ

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรงนี้เคยมีมาก่อนในอดีตครับ

ในช่วงการบุกเบิกตะวันตก ชาวอเมริกันจำนวนมากได้เข้าไปจับจองพื้นที่ราบสูงกลางประเทศในรัฐแคนซัส, โอคลาโฮม่า และเท็กซัส เพื่อทำการเกษตร พวกเราไถที่แปลงสภาพจากทุ่งหญ้าธรรมชาติเดิมเป็นไร่นาอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือสมัยใหม่และการสนับสนุนจากรัฐ แต่เมื่อเกิดความแห้งแล้งขึ้นในช่วงปี 1930 ดินที่ไม่มีอะไรปกคลุมกลายเป็นฝุ่น ทุ่งโล่งปราศจากต้นไม้ สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดลมแรงพัดพาเอาฝุ่นขึ้นไปบนท้องฟ้าจนมืดดำ กล่าวกันว่าทำให้คนที่นั่นมองเห็นได้ไกลเพียง 1 เมตร บ้านช่องจมลงในฝุ่น และฝุ่นนี้ปลิวไปไกลถึงเมืองใหญ่ทางฝั่งชายทะเลตะวันออกอย่างนิวยอร์ก และ วอชิงตัน ดีซี

ปรากฎการณ์นี้เรียกกันว่า Dust Bowl มันส่งผลรุนแรงมาก คนอเมริกันกว่าห้าแสนคนต้องอพยบหนี และกลายเป็นคนไร้บ้าน และมันยังทำลายผิวดินที่มีค่าต่อการทำการเกษตรเป็นพื้นที่กว้างขวาง

Dust Bowl

รัฐบาลอเมริกันในยุคนั้น มีประธานาธิบดี Flanklin D. Roosvelt เป็นผู้นำ ลงมือแก้ไขหลายทางเพื่อช่วยเหลือผู้คน, ปกป้องผืนดิน และฟื้นฟูความสมดุลย์ทางธรรมชาติของประเทศ มีการตั้งหน่วยงานชื่อ Natual Resource Conservation Service (NRCS) ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาแนวทางการทำการเกษตรที่ถูกต้องแล้วสนับสนุนให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีการด้วยการให้ความรู้, ช่วยเหลือทางการเงิน และรางวัลล่อใจต่างๆ

มีการออกกฎหมายมากมายหลายฉบับเพื่ออนุรักษ์ดินและฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ และยังมีโครงการฟื้นฟูธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาชื่อ Shelterbelt Project เป็นการปลูกต้นไม้ 200 ล้านต้นเป็นแนวยาว 1,200 ไมล์ จากชายแดนแคนาดาจนถึงเท็กซัส แนวต้นไม้กว้าง 1 ไมล์นี้เป็นกำแพงป้องกันดิน, น้ำ, ฟาร์มและเมืองจากกระแสลม

การระดมกำลังปลูกต้นไม้ในโครงการ Shelterbelt

บางคนอาจจะบอกว่า Dust Bolw จบลงได้เพราะฝนตกอีกครั้งในปี 1939 แต่เครื่องยืนยันว่าการแก้ปัญหานี้สำเร็จจริงจังก็คือ Dust Bowl ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย

ผมคิดว่าเราไม่ควรและไม่สามารถทนอยู่กับปัญหาฝุ่นควันและสภาพอากาศที่เลวร้ายนี้ได้ต่อไปอีก

ผมแปลกใจมากที่เมื่อไม่นานมานี้มีผู้คนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยกันอย่างจะเป็นจะตาย แต่พอเราเผชิญปัญหาที่จะเป็นจะตายกันจริงๆอย่างนี้กลับไม่มีใครออกมาเรียกร้องสิทธิพื้นฐาน คือสิทธิในการหายใจอากาศบริษุทธิ์และสิ่งแวดล้อมที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้ องค์กรทั้งหลายหายหน้าไปไหนหมดครับ หรือจะต้องรอให้มีคนมาจ้างก่อนถึงจะออกมาเคลื่อนไหว

ที่เขียนมานี้ไม่ใช้ต้องการบ่น แต่ผมเชื่อว่ามันวิกฤติแล้ว มันกระทบเราทั้งเรื่องสุขภาพ, ความเป็นอยู่, เศรษฐกิจ และถึงชีวิตได้ และผมก็ยังเชื่อว่ามันแก้ไขได้

เริ่มจากยอมรับกันว่ามันเกิดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นมา ปัญหานี้แก้ได้ถ้ารัฐบาลจะให้ความสนใจจริงใจ จริงจัง คิดหาการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และแตกต่างไปจากของเดิมๆ ประชาชนคนไทยเราเองก็ต้องใส่ใจ ร่วมใจกันที่จะแก้ปัญหา ต้องลงมือไปด้วยกัน และต้องมีการเสียสละกันบ้าง

ถ้าเราจะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลสนใจแก้ไขปัญหานี้ (เพราะตอนนี้ดูจะไม่สนใจเลย) ถ้ามีองค์กรไหนหรือใครจะเคลื่อนไหวผลักดัน ผมพร้อมจะร่วมด้วยเต็มที่ครับ จะรวมตัวกัน ลงถนน หรือทำอะไรก็ว่ามาเลย

ผมจะไม่ยอมเป็นกบต้มครับ

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

เวลา ที่เร่งรีบ

ผมค่อยๆคืบคลานตามหลังพี่ยุทธไปอย่างช้าๆ ช้ากว่าที่ผมคิดว่าควรจะเป็นมาก “ค่อยๆคลานไปที่พุ่มไม้นั่น ขยับตัวช้าๆนะ” พี่ยุทธกระซิบบอกผม “เอกอี้เอ้กเอ๊ก” เสียงไก่ป่าตัวผู้ขันท้า และก็มีเสียงขันตอบทันควัน ไก่ป่าจ่าฝูงปราดเข้าตีไก่หนุ่มผู้ท้าชิงที่เข้ามาใกล้ฝูงตัวเมียของมัน เสียงไก่ตีกันพึ่บพั่บอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงียบไป ผมเดาเอาว่าผู้ท้าชิงอาจจะเป็นฝ่ายยอมล่าถอย ชายป่าแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่อาศัยของไก่ป่าหลายฝูงและสัตว์​ป่าอีกหลายๆชนิด ไร่มันสัมปะหลังเป็นแหล่งอาหารให้มันลงหากิน เมื่อมีทั้งที่อยู่อาศัย หลบภัยและแหล่งอาหาร มันก็เติบโต ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มากพอที่เราจะ “แบ่งปัน” มาบ้าง ผมมองลอดไม้มองเห็นฝูงไก่ป่าไม่ต่ำกว่า 7-8 ตัวเดินจิกหากินอยู่กับพื้นร่องมัน  ผมค่อยๆคลานไปกับพื้น พยายามที่จะเคลื่อนที่ช้าที่สุดอย่างที่พี่ยุทธสอน แต่ในใจก็ยังร้อนรนกลัวว่าไก่ป่าฝูงนั้นจะเคลื่อนที่ไปเสียก่อน ไก่ป่าตัวเมียตัวหนึ่งร้อง “กระต๊าก” ผมคงจะเคลื่อนตัวเร็วไปจนถูกจับได้ด้วยสายตาสุดไวของไก่ตัวนั้น ไก่ทั้งฝูงก็หันมามองทางผม พร้อมๆกับออกวิ่งและบินพึ่บเข้าป่าไปก่อนที่ผมจะมีโอกาสได้ทำอะไร เห็นได้ชัดว่าผมยังรีบร้อนเกินไป...

ช่วงเวลางดงามของชีวิตกลางแจ้ง

ทุกครั้งเมื่อมีคนถามว่าทำไมต้องออกมาเดินป่าผมต้องหยุดคิดอยู่นาน และคำตอบของผมก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เหมือนพยายามหาข้อแก้ตัว จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ผมเริ่มมีคำตอบที่คิดว่าใช่ สำหรับผมแล้ว การเดินป่าคือการค้นหาช่วงเวลาเช่นนี้ สิ่งที่เราเรียกมันว่า “ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง” “A beautiful moment of Outdoor Life” ซึ่งอาจจะแตกต่างออกไปในมุมความคิดของแต่ละคน

ของหวานที่ดีต่อใจ

ขนมน้ำแข็งใส “หวานจาก เค็มเคย” ถ้วยเดียว เราไม่เพียงจะได้ชิมรสชาติที่หวานผสมเค็มอย่างกลมกล่อมแตกต่าง แต่ค่าขนมของเรายังถูกส่งต่อไปอุดหนุนแหล่งผลิตอาหารพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไปถึง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัด เป็นการทำอะไรดีๆด้วยการกินของอร่อย โดยที่ไม่ต้องออกแรงเดินทางไปไกลเลย เพราะมีคนลงแรงไปทำแทนเราแล้ว ขณะที่สังคมไทยหมุนวนอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ถกเถียงกันทุกเรื่องยกเว้นที่จะแย่งกันทำให้ความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น ในเบื้องหลังเงียบๆ มีคนตัวเล็กๆ ร้านขนมเล็กๆ พยายามอย่างเต็มที่ที่จะช่วยเหลือชุมชนที่มีมรดกทางอาหารล้ำค่าของประเทศเราให้คงอยู่ได้ด้วยการเพิ่มคุณค่าของสิ่งเหล่านั้นและพยายามแปรรูปออกมาให้คนเมืองอย่างเราเข้าถึงได้ง่ายขึ้น “หวานจาก เค็มเคย”  คือตัวอย่างที่ดี ในขนมแสนอร่อยถ้วยเดียวนี้มีส่วนผสมของน้ำเชื่อมดอกจากของบ้านขนาบนาก จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ให้รสหวานแบบกลมกล่อมเพราะเจือเอาความเค็มนิดๆมากจากน้ำกร่อยในถิ่นกำเนิดของมันมาด้วย ลูกจากที่มาจากฉะเชิงเทรา โมจิทำด้วยข้าวฝ่างจากสกลนคร...

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน

คุณอยากให้ผู้คนจำคุณได้แบบไหน ผมอยากได้แบบนี้ วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา วงการตกปลา Fly Fishing และคนรักการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ได้สูญเสีย บุคคลที่เป็นตำนานไปอีกหนึ่งคน Flip Pallot

Most Popular

Discover more from ThailandOutdoor Netzine

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading