Thursday, February 9, 2023

จดหมาย และ เทปคาสเซ็ท

-

ผมกุมมือของหญิงสาวไว้ราวกับว่าจะไม่มีวันปล่อย

เราสบตากัน ผมจูบเธอเบาๆ เธอร้องไห้ ดึงมือออกจากมือผม เปิดประตูลงจากรถแล้วเดินเข้าบ้านไป

ผมนั่งเงียบอยู่คนเดียวในความมืดอีกเนิ่นนาน

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ผมออกเดินทางไกลเป็นครั้งแรกของชีวิต เป็นการเดินทางเพียงลำพังไปสู่อีกซีกโลกหนึ่ง ไปอยู่ในสังคมที่ผมไม่เคยรู้จัก พูดภาษาที่ผมฟังไม่ออกพูดไม่ได้ และต้องจากลาหญิงสาวที่ผมรักไปนานจนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตระหว่างเราสองคน

ในขณะที่ผมตื่นเต้นกับวัฒนธรรมใหม่ๆรอบตัว,​ดิ้นรนกับภาษาที่พูดไม่ได้สักคำเมื่อแรกไปถึง, ปรับตัวให้เข้ากับมิตรสหายใหม่ๆที่ได้พบเจอ และพยายามเอาตัวรอดกับการเรียน แต่ทันทีที่ผมมีเวลาได้หยุดพักสงบกับตัวเอง ผมก็จะสัมผัสและเข้าใจถึงความรู้สึกที่เคยแต่จะอ่านในนวนิยาย นั่นคืออาการ “คิดถึงจนสุดหัวใจ”

ในยุคก่อนที่จะมี Internet หรือ Email และค่าโทรศัพท์ทางไกลก็แสนแพงเกินกว่าที่ผมจะสามารถจ่ายได้ สิ่งเดียวที่จะช่วยต่อความหวังและบรรเทาความคิดถึงของผมลงได้ก็คือ “จดหมาย” 

เราเขียนจดหมายถึงกัน เล่าเรื่องราวที่ดำเนินไปของคนสองคนที่อยู่คนละซีกโลกเหมือนเส้นคู่ขนาน

ผมเฝ้ารอเปิดตู้จดหมายทุกวันด้วยความหวัง แต่ด้วยการเดินทางของจดหมายที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 อาทิตย์หรือบางครั้งก็นานจนคาดเดาไม่ได้ ก็ทำให้ความหวังกลายเป็นการเฝ้ารอที่ยาวนาน

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเปิดตู้จดหมายผมก็พบกับห่อของเล็กๆที่ส่งมาจากเมืองไทย 

ในห่อนั้นคือเทปคาสเซ็ท เมื่อเปิดฟังผมก็ได้ยินเสียงหญิงสาวที่ผมรักเป็นครั้งแรกหลังที่จากกันมากว่าครึ่งปี และยังมีอีกเพลงที่เธออัดมาให้ฟังอีกหลายเพลง

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น ตอนที่ผมเริ่มแอบชอบสาวคนนี้ ผมรู้มาว่าเธอชอบฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงฝรั่ง 

ด้วยความที่เป็นคนเชยๆ ผมไม่เคยฟังเพลงอะไรเลย เพลงภาษาฝรั่งก็ฟังไม่ออกสักคำ ผมพยายามหัดฟังเพลงเพื่อจะได้มีเรื่องคุยกับเธอ


ผมฟังเทปคาสเซ็ทนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฟังจนนับครั้งไม่ถ้วน นอกจากเสียงเธอที่ยิ่งฟังยิ่งคิดถึงแล้วก็ยังมีเพลงเพลงหนึ่งที่ฟังแล้วฟังอีกจนเนื้อเพลงที่ผมเริ่มฟังเข้าใจซึมเข้าไปอยู่ในหัวใจผม และช่วยต่อความหวังให้ทุกครั้งที่ได้ฟัง

เพลงนั้นคือ Lover’s Moon ของ Glenn Frey

ข้อความท่อนหนึ่งของเพลงนั้นแปลจับความได้ว่า 

“คืนนี้มีดวงจันทร์แห่งความรัก 

ส่องแสงลงมาบนซีกโลกนี้

ผู้คนมากมายอยู่ใต้แสงจันทร์

แต่สำหรับผมแล้วมีเพียงหญิงสาวคนเดียวเท่านั้น

และเธอกำลังรอคอย

ผมรู้ว่าเธอกำลังรอคอย

ผมรู้ว่าเธอคอยผมอยู่

ภายใต้ดวงจันทร์แห่งความรัก”

ความคิดถึงและการรอคอยนั้นแม้ว่าจะทรมานและยาวนาน แต่มันก็ทำหน้าที่อย่างจริงใจที่จะพิสูจน์ความรักของคนสองคน

1 ปี 9 เดือน หลังจากที่เดินทางจากไป ผมก็ได้กลับมาพบกับหญิงสาวที่ผมรักและรอคอยผมมาตลอดช่วงเวลานั้น

เราแต่งงานกัน 2 ปีหลังจากนั้น ซึ่งวันนี้ครบรอบ 29 ปีพอดี เรามีลูกที่น่ารัก 2 คน มีครอบครัวที่อบอุ่นและอบอวลไปด้วยความรักของเราทั้ง 4 คนตลอดมา คุ้มค่าทุกนาทีที่รอคอยครับ

ตาเกิ้น

15 พฤษภาคม 2564

อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ ตามลำดับเลยครับ

ไหว้ครู

การทำเรื่องเฉิ่มๆที่ดีที่สุดในชีวิตผม

ใช้รถเก่าแล้วชีวิตจะดี

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

Horned Moons and Savage Santas

ในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับชีวิตกลางแจ้งที่ผมได้เคยอ่านมา ผมคิดว่าเล่มนี้น่าจะเด็ดที่สุดแล้วครับ Horned Moons and Savage Santas รวบรวมเอา 45 บทความที่คัดสรรแล้วจากฝีมือของนักเขียนชั้นสุดยอดของโลกกลางแจ้งหลายยุคหลายสมัย บางคนอาจจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่าง Ernest Hemingway,  Robert Ruark, Jack O’Connor แต่หลายคนก็เป็นนักเขียนที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน กระทั่งว่า มีบางบทความที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกบทความในหนังสือเล่มนี้คล้ายกันก็คือมันล้วนแต่งดงามลึกซึ้ง จนทำให้ถ้อยคำที่ส่งผ่านตัวหนังสือ ผ่านกาลเวลา พิมพ์ลงกระดาษมานี้สามารถส่งผ่านอารมณ์และความรู้สึกจากผู้เขียนมาถึงเราที่เป็นผู้อ่านได้ บทความในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตกปลา ล่าสัตว์ แต่ไม่เลย...

ปืนยาวของขวัญคริสมาส

ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ชื่อว่า  Horned Moons & Savage Santas ซึ่งเป็นหนังสือรวมเล่มบทความชีวิตกลางแจ้งจากนิตยสารในดวงใจภาคภาษาอังกฤษของผมที่ชื่อ Sporting Classic หนังสือเล่มนี้เยี่ยมมากครับ ทุกเรื่องล้วนแต่เต็มไปด้วยรสชาติและลึกซึ้งไปด้วยความหมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอ่านแล้วประทับใจจนอยากจะเอามาให้อ่านทั่วๆกัน จึงแปลมาให้อ่านกันเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิก ThailandOutdoor Netzine ทุกท่านครับ บทความเรื่องนี้ชื่อ Christmas Rifle ของนักเขียนนิรนามท่านหนึ่ง ลองอ่านดูนะครับ

เรื่องของสุนทรียภาพ

เราไม่ได้ยินคำว่าสุนทรียภาพกันมานาน อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นคำโบราณล้าสมัยเกินไปแล้ว หรือว่าในยุคนี้เราอาจจะห่างไกลจากความรู้สึกของ “สุนทรียภาพ” กันแน่ครับ

ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง

หนึ่งในคำถามที่ผมโดนถามมากที่สุดในชีวิตนี้คือ “พี่เป็นบ้าอะไร ทำไมถึงต้องเข้าป่าบ่อยขนาดนี้”  ผมก็พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ทฤษฎีหนึ่งก็คือ ผมอาจจะได้รับมรดกยีนส์ประหลาด Wanderlust Gene (DRD4-7R) ซึ่งจะทำให้คนที่มีมันอยู่ในตัวเป็นคนอยู่ไม่ติดที่ มาจากปู่ผ่านทางพ่อ ซึ่งทั้งสองคนก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกับผมนี่แหละ แต่เมื่อได้นั่งคิดพิจารณาในป่ามาหลายครั้ง ผมก็เริ่มเข้าใจเหตุผลขึ้นมาลางๆ เพื่อนๆที่มีอาการนี้ก็อาจจะมีเหตุผลที่ต่างกันไป ลองฟังของผมดูนะครับ สำหรับผมแล้ว คงตัดเรื่องความท้าทาย ความอยากพิชิตออกไปได้ เพราะการเที่ยวป่าของผมล้วนแล้วแต่เนิบนาบ ไม่รีบร้อน ไม่เน้นไกล ไม่เน้นสูงกับใครเขา แต่ผมก็พบกว่าความสุขในป่าของผมมาจากความอิสระเสรีเป็นอย่างแรก ความอิสระจากพันธะทางสังคม สิ่งสมมุติที่เราสร้างกันขึ้นมาอย้างซับซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า  เมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ชีวิตเราจะเป็นเรื่องเรียบง่ายชั้นเดียว เดินเหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ง่วงก็นอน...

Most Popular

%d bloggers like this: