Sunday, February 5, 2023
Homeความคิดและมุมมอง"ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง"

“ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง”

-

“ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง”

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ต่ายไปเดินเล่นที่ ถ.พระสุเมรุ มาคะ

ไม่บ่อยครั้งนักที่ต่ายเลือกจะเดินทางเที่ยวเล่นในกรุงเทพ อาจจะเหมือนกับใครหลายๆ คนคะ ที่เวลาเรานึกถึงคำว่าเดินทางเมื่อไหร่ ภาพนั้นก็จะดูใหญ่โต ห่างไกล และไม่คุ้นเคย ทั้งที่จริงๆ แล้ว การเดินทางในที่ใกล้ แต่ไม่คุ้นเคย ก็สามารถให้ความรู้สึกนั้นได้ไม่แพ้กัน

ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ที่ตรงกับวันหยุดยาวไม่แพ้วันสงกรานต์ กรุงเทพจะกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นมาอีกเท่าตัว เพราะถนนที่ปริมาณรถเบาบาง ผู้คนไม่วุ่นวาย และเสียงรอบตัวที่เงียบลงอย่างน่าแปลกใจ ทำให้เรามองเห็นกรุงเทพได้อย่างเต็มตามากขึ้น และในความวุ่นวายที่เคยมี ต่ายได้เจอมุมสงบเล็กๆ มุมหนึ่งในที่ที่ใกล้แต่ไม่คุ้นเคยนี้จากคำชวนของเพื่อนต่างวัย ที่ออกปากชวนให้เราร่วมเดินทางมาด้วยกัน และที่นี่ชื่อ “ร้านหนังสือเดินทาง”

11218807_10153337276235746_7169818937086658118_n

เรามาถึงที่นี่ตอนบ่ายแก่ๆ และเริ่มต้นด้วยการจิบกาแฟหอมๆ รสชาติดีๆ จากนั้นจึงเริ่มค้นหาหนังสือที่เราสนใจ ถึงเราจะร่วมเดินทางมาด้วยกัน ในจุดหมายเดียวกัน แต่เราก็แยกทางเดินคนล่ะทางเพื่อค้นหาสิ่งที่เราชอบ และกลับมานั่งรวมตัวที่โต๊ะเดียวกันในเวลาต่อมา เรานั่งหันหน้าเข้าหากัน จิบกาแฟที่วางอยู่ใกล้กัน และก้มหน้าอ่านหนังสือของตัวเอง ในบางช่วงบางตอนที่เราเจอบทความที่น่าสนใจ เราก็มักจะแบ่งปันให้อีกคนได้ฟัง แลกเปลี่ยนสลับกันไปมา แล้วจึงกลับไปก้มหน้าอ่านหนังสือในโลกของตัวเองต่อไป ภาพที่ดูแล้วไม่มีอะไร กลับทำให้ต่ายคิดอะไรได้เรื่องหนึ่งคะว่า


11182350_10153337275860746_1589972136903426410_n
21819_10153337277090746_3140606643072190734_n

เราทุกคนต่างมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองคะ พื้นที่ที่เราอยากใช้มันคนเดียว แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่คนเดียว เพราะความจริงแล้ว เราสามารถอยู่ร่วมกับพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่นได้ แต่ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะไม่ก้าวก่ายอีกฝ่ายมากจนเกินไป เช่นเดียวกับที่เราก็ไม่อยากให้อีกฝ่ายล้ำเข้ามาในพื้นที่ของเรามากเกินไปเช่นกัน

มันไปละม้ายคล้ายคลึงกับปรัชญาความรักของ คาลิล ยิบราน อยู่ท่อนนึงคะว่า

“จงเติมกาแฟในถ้วยของกันและกัน แต่อย่าดื่มจากถ้วยเดียวกัน

จงให้ขนมปังแก่กัน แต่อย่ากัดกินจากก้อนเดียวกัน

จงร้องเพลงเต้นรำ และมีความบันเทิงด้วยกัน

แต่ขอให้แต่ละคนได้มีโอกาสอยู่โดดเดี่ยว

ดังเช่นสายพิณที่ต่างอยู่โดดเดี่ยว

แต่ว่าสั่นสะเทือนด้วยทำนองดนตรีเดียวกัน”

หมายถึง เราควรดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ที่ห่วงใยและหวังดีซึ่งกันและกัน แต่ก็เป็นอิสระต่อกันและไม่ก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของอีกฝ่าย สำหรับต่ายแล้ว ปรัชญาข้อนี้ใช้ได้ในทุกความสัมพันธ์คะ

11182115_10153337276635746_2449639777581879997_n

“ความสัมพันธ์ ที่มีช่องว่าง”

ลองใช้ดูนะคะ

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

1 COMMENT

Leave a Reply

LATEST POSTS

Horned Moons and Savage Santas

ในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับชีวิตกลางแจ้งที่ผมได้เคยอ่านมา ผมคิดว่าเล่มนี้น่าจะเด็ดที่สุดแล้วครับ Horned Moons and Savage Santas รวบรวมเอา 45 บทความที่คัดสรรแล้วจากฝีมือของนักเขียนชั้นสุดยอดของโลกกลางแจ้งหลายยุคหลายสมัย บางคนอาจจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่าง Ernest Hemingway,  Robert Ruark, Jack O’Connor แต่หลายคนก็เป็นนักเขียนที่เราอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน กระทั่งว่า มีบางบทความที่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เขียน แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกบทความในหนังสือเล่มนี้คล้ายกันก็คือมันล้วนแต่งดงามลึกซึ้ง จนทำให้ถ้อยคำที่ส่งผ่านตัวหนังสือ ผ่านกาลเวลา พิมพ์ลงกระดาษมานี้สามารถส่งผ่านอารมณ์และความรู้สึกจากผู้เขียนมาถึงเราที่เป็นผู้อ่านได้ บทความในหนังสือเล่มนี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการตกปลา ล่าสัตว์ แต่ไม่เลย...

ปืนยาวของขวัญคริสมาส

ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือที่ชื่อว่า  Horned Moons & Savage Santas ซึ่งเป็นหนังสือรวมเล่มบทความชีวิตกลางแจ้งจากนิตยสารในดวงใจภาคภาษาอังกฤษของผมที่ชื่อ Sporting Classic หนังสือเล่มนี้เยี่ยมมากครับ ทุกเรื่องล้วนแต่เต็มไปด้วยรสชาติและลึกซึ้งไปด้วยความหมาย แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมอ่านแล้วประทับใจจนอยากจะเอามาให้อ่านทั่วๆกัน จึงแปลมาให้อ่านกันเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิก ThailandOutdoor Netzine ทุกท่านครับ บทความเรื่องนี้ชื่อ Christmas Rifle ของนักเขียนนิรนามท่านหนึ่ง ลองอ่านดูนะครับ

เรื่องของสุนทรียภาพ

เราไม่ได้ยินคำว่าสุนทรียภาพกันมานาน อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นคำโบราณล้าสมัยเกินไปแล้ว หรือว่าในยุคนี้เราอาจจะห่างไกลจากความรู้สึกของ “สุนทรียภาพ” กันแน่ครับ

ช่วงเวลาที่งดงามของชีวิตกลางแจ้ง

หนึ่งในคำถามที่ผมโดนถามมากที่สุดในชีวิตนี้คือ “พี่เป็นบ้าอะไร ทำไมถึงต้องเข้าป่าบ่อยขนาดนี้”  ผมก็พยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ทฤษฎีหนึ่งก็คือ ผมอาจจะได้รับมรดกยีนส์ประหลาด Wanderlust Gene (DRD4-7R) ซึ่งจะทำให้คนที่มีมันอยู่ในตัวเป็นคนอยู่ไม่ติดที่ มาจากปู่ผ่านทางพ่อ ซึ่งทั้งสองคนก็มีพฤติกรรมคล้ายๆกับผมนี่แหละ แต่เมื่อได้นั่งคิดพิจารณาในป่ามาหลายครั้ง ผมก็เริ่มเข้าใจเหตุผลขึ้นมาลางๆ เพื่อนๆที่มีอาการนี้ก็อาจจะมีเหตุผลที่ต่างกันไป ลองฟังของผมดูนะครับ สำหรับผมแล้ว คงตัดเรื่องความท้าทาย ความอยากพิชิตออกไปได้ เพราะการเที่ยวป่าของผมล้วนแล้วแต่เนิบนาบ ไม่รีบร้อน ไม่เน้นไกล ไม่เน้นสูงกับใครเขา แต่ผมก็พบกว่าความสุขในป่าของผมมาจากความอิสระเสรีเป็นอย่างแรก ความอิสระจากพันธะทางสังคม สิ่งสมมุติที่เราสร้างกันขึ้นมาอย้างซับซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า  เมื่อเข้าไปใช้ชีวิตในป่า ชีวิตเราจะเป็นเรื่องเรียบง่ายชั้นเดียว เดินเหนื่อยก็พัก หิวก็กิน ง่วงก็นอน...

Most Popular

%d bloggers like this: