Sunday, October 1, 2023
Homeความคิดและมุมมองบทเรียนจาก Rhodesia

บทเรียนจาก Rhodesia

-

ใครเคยได้ยินชื่อประเทศโรดีเซียบ้างครับ 99% ของผู้คนยุคนี้คงไม่เคยรู้จัก เพราะประเทศนี้มีอายุสั้นเพียง10 กว่าปี จากรุ่งเรืองสุดขีดจนล่มสลาย เรื่องราวของประเทศนี้เป็นบทเรียนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยของเราครับ เอ้า เร่เข้ามา ผมจะเล่าให้ฟังคร้บ

โรดีเซียเป็นประเทศในด้านใต้ของทวีปแอฟริกาซึ่งเดิมอยู่ในพื้นที่ปกครองของอังกฤษ ไม่มีพื้นที่ติดทะเล แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่ารกร้างซึ่งมีชนเผ่า Mashona และ Matabele ที่อยู่กันอย่างไม้เบื่อไม้เมาพยายามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้มีบ้านเมืองอะไรจนกระทั่งเร่ิมมีชาวผิวขาวเข้ามาตั้งรกรากและเร่ิมเป็นชุมชนในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมๆกับประเทศสิงค์โปร์

RhodesiaAllies1965

ความนี่สนใจในเรื่องของโรดีเซียเริ่มขึ้นตรงนี้ ด้วยเสรีภาพและโอกาสของประเทศใหม่แห่งนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดผู้คนที่มีความสามารถจากทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, ทหาร เก่งๆ เข้าไปเป็นประชากรจนได้ประชากรที่มีคุณภาพดีมากๆ (เมื่อวัดแล้ว IQ ของเด็ก Rhodesia สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กยุโรปประมาณ 10%) และก็ทำให้ประเทศพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว สร้างความมั่งคั่งแซงหน้าหลายประเทศอย่างรวดเร็ว ด้วยทรัพยากรธรรมชาติเช่นแร่ Chromium และแร่ธาติอื่นๆที่มีอยู่มากมาย และที่สำคัญที่สุด คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์บวกกับผู้นำที่เข้มแข็ง

3839634667_ecbd20bf42
First Street, ในเมือง Salisbury, Rhodesia , 21 August 1970

ต่างกับประเทศอื่นในแอฟริกา โรดีเซียไม่ได้มีการเหยียดผิว ไม่มีการจำกัดโอกาส รัฐบาลพยายามสนับสนุนการศึกษาให้กับคนผิวดำ (เรียนฟรีหมด) และพยายามให้คนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ แต่ก็ได้รับการต่อต้านและยุแหย่จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่น โมซัมบิค และ แซมเบีย ตลอดเวลา

ปัญหาเกิดขึ้นที่ส่วนผสมของประชากร ในตอนนั้นมีชนพื้นเมืองอยู่ประมาณ 5 ล้านคน มีคนใหม่ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ประมาณ 3 แสนคน แต่คนสามแสนนี้เป็นคนที่สร้างให้เกิดประเทศขึ้นมา,จ่าย 97.5% ของภาษี และเป็นเจ้าของที่ 50%ของประเทศ

รัฐบาลโรดีเซียในตอนนั้นกำหนดวิธีลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่แตกต่างเพื่อรักษาทิศทางของประเทศไว้ให้ได้ โดยการกำหนดว่าคนที่มีสิทธิในการลงคะแนนจะต้องจบการศึกษาระดับมัฐยม, เป็นเจ้าของที่ขนาดเล็กๆ , มีรายได้และเสียภาษี ทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูเหมือนความอยุติธรรมในสายตาของเราผู้ที่ถูกปลูกฝังมาตลอดว่าประชาธิปไตยต้องมาจากสิทธิที่เท่าเทียมเท่านั้น แต่หากในสถานการณ์ของโรดีเซีย นี่เป็นทางเดียวที่ประเทศจะอยู่รอดได้ และถ้าจะเปลี่ยนก็จะต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่เชื่อลองอ่านต่อให้จบนะครับ

โรดีเซียพยายามจะประกาศตัวเป็นประเทศอิสระในปี 1965 แต่อังกฤษไม่ยอม ด้วยเงื่อนไขที่ว่าจะต้องเลือกตั้งด้วยสิทธิเท่าเทียมก่อนเท่านั้นอังกฤษถึงจะยอมให้อิสรภาพ แต่รัฐบาลโรดีเซียบอกว่าทำไม่ได้จริงๆ และในที่สุดก็ประกาศอิสรภาพจากอังกฤษข้างเดียว (ก็แบบที่อเมริกาทำนั่นแหละครับ)

เพราะวิธีเลือกตั้งที่แตกต่าง ทำให้โรดีเซียถูกต่อต้านและบอยคอตจากอังกฤษและอเมริกาผู้ที่ต้องการให้ทุกคนใส่เสื้อไซส์เดียวกัน แต่โรดีเซียก็ยังต่อสู้ต่ออย่างเข้มแข็ง การค้ายังคงดำเนินไปกับประเทศอื่นๆ ด้วยการส่งสินค้าผ่านประเทศแอฟริกาใต้ การพัฒนาประเทศเดินหน้าต่อ เศรษฐกิจร่ำรวยมั่งคั่ง

กองโจรจากโมซัมบิค และ แซมเบียใช้ชื่อว่ากองกำลังเพื่ออิสระภาพที่อยู่ทางเหนือพยายามเข้าแทรกแซงและบุกเข้ามาปล้นฆ่าผู้คนในโรดีเซียอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่โรดีเซียก็มีกองทัพที่เข้มแข็งซึ่งมีทั้งคนผิวขาวผิวดำร่วมกันรบปกป้องประเทศของพวกเขา ซึ่งก็สามารถต่อต้านภัยรุกรานจากกองโจรเหล่านี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งต่างชาติ (กองทัพโรดีเซียเป็นกองทัพที่เล็กแข็งแกร่งมากเพราะผู้คนที่อพยพเข้ามาส่วนมากเป็นทหารผ่านศึกที่ช่ำชองสงครามมาก่อนจากทั่วโลก รวมทั้งนายกรัฐมนตรีที่เป็นอดีตนักบินขับไล่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2)

warbig
11187435_1591777267772813_2136715812143536475_o

Ian Smith
Ian Smith นายกรัฐมนตรี ที่เป็นอดีตนักบินขับไล่ Spitfire สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

จุดผกผันของโรดีเซียอยู่ที่ อเมริกาและอังกฤษไม่ยอมปล่อยให้ประเทศนี้เดินหน้าต่อไป (ทั้งที่ประเทศอื่นๆในแอฟริกามีปัญหามากกว่านี้อีกมาก) กระทรวงต่างประเทศอเมริกาหักหลังโดยการบีบบังคับให้แอฟริกาใต้ที่เป็นทางออกทะเลทางเดียวเลิกค้าขายกับโรดีเซีย ซึ่งนั้นก็ทำให้เศรฐกิจของโรดีเซียมีปัญหาในแทบจะทันที เมื่อไม่มีเงิน อาวุธร่อยหรอโรดีเซียก็เริ่มต้านทานการรุกรานจากเพื่อนบ้านเกเรไม่ไหว ปัญหาความมั่นคงเร่ิมรุนแรงขึ้นด้วยการก่อการร้ายจนหลายคนต้องเร่ิมอพยพหนี อเมริกาเดินเกมส์ต่อด้วยการบีบบังคับให้โรดีเซียมีการเลือกตั้ง “ปรกติ”ให้เร็วที่สุด

สถานการณ์เลวร้ายลงจนกระทั่งในปี 1979 รัฐบาลของโรดีเซียต้องยอมให้มีการเลือกตั้งแบบ”ปรกติ” ซึ่งทำให้หัวหน้าเผ่าผิวดำเสียงข้างมากได้เป็นรัฐบาล จากนั้นสงครามกลางเมืองล้างเผ่าพันธุ์และการปล้นฆ่าก็เกิดขึ้นไปทั่ว ประชาชนที่มีคุณภาพต้องอพยพย้ายหนีตายออกจากประเทศ เศรฐกิจดิ่งลงเหวจากประเทศแนวหน้าเป็นประเทศยากจนในเวลารวดเร็วเหลือเชื่อ โรดีเซียเปลี่ยนชื่อเป็นซิมบับเว่ ประเทศที่เรารู้จักกันว่ายากจนและเต็มไปด้วยการรบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาตลอดกว่า 35 ปี

20050608-zimbabwe-riots Robert-Mugabe-001 south-africa-xenophobic-attacks

จนถึงวันนี้ ประเทศซิมบับเว่ก็ยังไม่เคยมีการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม เพราะทุกครั้งรัฐบาลที่กุมอำนาจก็จะใช้ทั้งเงินและอำนาจข่มขู่ให้ได้เสียงข้างมากมาตลอด

หมายเหตุ: ผมมิได้เห็นด้วยกับวิธีการต่างของโรดีเซีย แต่หากเพียงต้องการนำเรื่องที่น่าสนใจ มาให้คิดกันว่าสถานการณ์ที่แตกต่าง ย่อมต้องการวิธีที่แตกต่างเพื่อผลที่ดีและความอยู่รอด

แรงบันดาลใจจากบทความเรื่อง Rhodesian Elegy ในหนังสือ Fireworks ของ Jeff Cooper

ตาเกิ้น
ตาเกิ้นhttp://takern.wordpress.com
นักสำรวจ, นักเขียน และนักเล่าเรื่อง

Leave a Reply

LATEST POSTS

นิยมไพรสมาคม และจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ในประเทศไทย

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้หนังสือรายเดือนของ “นิยมไพรสมาคม” มาจากมิตรสหายหลายเล่มและกำลังทะยอยอ่านอย่างบรรจง (เพราะหนังสือเหล่านี้มีอายุ 65 ปี แทบจะกรอบเป็นผงอยู่แล้ว)   ผมอ่านแล้วตื่นตะลึงมากครับ ผมเคยได้ยินได้อ่านเรื่องราวของคุณหมอบุญส่ง เลขะกุลมาบ้างว่าท่านสร้างสรรค์ส่งดีๆไว้มากมาย แต่ไม่เคยรับรู้เรื่องนิยมไพรสมาคมมากนัก  และดูเหมือนว่าเรื่องราวของสมาคมนี้ได้เลือนหายไปจากความรับรู้ของสังคมไทยแล้ว  เลยขอมาเล่าเรื่องหลายอย่างสู่กันฟังถึงประวัติศาสตร์สำคัญของการอนุรักษ์ในบ้านเราที่กำลังจะลืมเลือนไป ในยุคก่อนปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยยังไม่รู้จักกับคำว่า “อนุรักษ์” ใดๆเลย (ในหนังสือก็ยังไม่มีคำนี้) ตอนนั้นใครอยากจับจองที่ตรงไหนก็ไปแจ้งที่อำเภอแล้วก็ลงมือถาง สัตว์ป่าทุกชนิด (ยกเว้นช้าง) ไม่มีกฎหมายอะไรคุ้มครอง ใครอยากล่าอะไรด้วยวิธีไหน...

ชีวิตผ่านไปเร็วมากและงดงาม Next Thing You Know

ผมชอบฟังเพลง Country American ครับ เพราะหลายๆเพลงมีเนื้อเพลงที่ดีมาก สามารถเล่าเรื่องราวได้ในเพลงเดียว คำพูดที่เลือกมาใช้ในเนื้อเพลงก็บรรจงคัดสรรมา บางครั้งถ้าตั้งใจฟังเพลงสักเพลงหนึ่งก็ราวกับได้อ่านหนังสือดีๆกินใจสักบท เอาเพลงนี้มาฝากกันครับ Next Thing You Know โดย Jordan Davis ตั้งใจจะเก็บเพลงนี้ไว้สำหรับวันครบรอบแต่งงานปีหน้า แต่ว่าเปลื่ยนใจ เอามาเขียนฉลองวันเกิดภรรยาผมเมื่อวานนี้ก็แล้วกันครับ Next Thing You Know เล่าเรื่องราวเหตุการสำคัญในชีวิตคู่ของใครสักคน อย่างชนิดที่ใครฟังก็คงได้ภาพของตัวเองและคนรักลอยขึ้นมาในใจ และก็คงคิดเหมือนกันว่า ทุกอย่างที่สวยงามในชีวิตนี้ช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ขณะที่ลูกชายผมอาจจะกำลังอยู่ในเนื้อเพลงท่อนแรก...

ต้นแบบของสุภาพบุรุษกลางแจ้ง

จาก อลัน ควอเตอร์เมน จนถึง รพินทร์ ไพรวัลย์ และ Indiana Jones ถ้าจะพูดถึงชื่อหนึ่งที่มีบทบาทเป็นตัวอย่างของสุภาพบุรุษกลางแจ้งมานับร้อยๆปี ก็คงต้องเล่าถึง อลัน ควอเตอร์เมน ครับ อลัน ควอเตอร์เมน (Allan Quatermain) เป็นตัวละครเอกในนิยายเรื่อง King Solomon’s Mine ที่เขียนโดยนักเขียนชาวอังกฤษ H. Rider Haggard (Sir...

The Outsiders

ในเวลาหนึ่งผมเคยเขียนในบทความไว้ว่า “หมู่บ้านในนิทาน” หรือ “Shangri-la” ในนวนิยายเรื่อง Lost Horizon ของ James Hilton นั้นมีอยู่จริงในมุมเล็กๆของโลกใบนี้ หลายคนได้ค้นหามันจนเจอ แต่แล้วพวกเขาก็เป็นคนทำให้มันสูญหายไปด้วยความพยายามที่จะเปลี่ยนให้หมู่บ้านในนิทานนั้นให้ “ดีขึ้น” โดยการนำสิ่งที่เขาคิดว่าดีงาม จากที่ที่เขาคุ้นเคยเข้าไป การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเสมอ การถ่ายเทวัฒนธรรมในโลกใบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคโบราณและยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็วขึ้นในทุกวันนี้ด้วยการเดินทางและการสื่อสารในยุคใหม่ แต่สิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาสู่สังคมที่คงสภาพเดิมมาอย่างผาสุขยาวนานย่อมมีทั้งดีและไม่ดี และที่สำคัญหลายคนที่พยายามนำมันเข้าไปอาจจะไม่เคยถามคนดั้งเดิมของสังคมว่ามันเป็นประโยชน์ให้กับพวกเขาแค่ไหน เขาต้องการมันหรือไม่

Most Popular

%d bloggers like this: